Blog

  • วธ. เยือนหนองคาย ปักหมุดบ้านเดื่อ ชุมชนต้นแบบยลวิถี สัมผัสอัตลักษณ์ 700 ปี ริมฝั่งโขง เปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ฮอดบ้านเดื่อ” ยลอัตลักษณ์ริมโขง-ลิ้มรสเมนูมะเดื่อ ผลักดันเสน่ห์ชุมชน สู่หมุดหมาย Unseen ไท ไทย ระดับโลก | TOPNEWS

    วธ. เยือนหนองคาย ปักหมุดบ้านเดื่อ ชุมชนต้นแบบยลวิถี สัมผัสอัตลักษณ์ 700 ปี ริมฝั่งโขง เปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ฮอดบ้านเดื่อ” ยลอัตลักษณ์ริมโขง-ลิ้มรสเมนูมะเดื่อ ผลักดันเสน่ห์ชุมชน สู่หมุดหมาย Unseen ไท ไทย ระดับโลก

    นายประสพ กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านเดื่อ” เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เนื่องจากมีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความรักความสามัคคี และมีการอนุรักษ์สืบสาน รักษา ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ช่วยสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่คนในชุมชน เพื่อให้ลูกหลานได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดครอบครัวในภูมิลำเนา

    นายประสพ เน้นย้ำถึงความโดดเด่นของชุมชนบ้านเดื่อที่มีวิถีชีวิตริมน้ำโขง และ “เส้นทางท่องเที่ยวสายมะเดื่อ” ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีจุดไฮไลต์ห้ามพลาด คือการชมสถาปัตยกรรมล้านช้าง ณ วัดอุทุมพร และการลิ้มลองอาหารสำรับชุมชนที่หาทานได้เฉพาะที่นี่ เช่น เมี่ยงมะเดื่อปลานิลทอดมหามงคล น้ำพริกมะเดื่อ (รางวัลชนะเลิศรายการยกพลคนน้ำพริก) และปลาจุ่มบ้านเดื่อ ครม. รวมถึงการท่องเที่ยววิถีลุ่มน้ำโขง ทั้งการพับนกใบตาล การล่องเรือชมพระอาทิตย์สองแผ่นดินไทย-ลาว และการแต่งกายด้วยเสื้อย้อมสีมะเดื่อ นุ่งผ้าซิ่นลายพญานาคที่งดงาม

    “ชุมชนบ้านเดื่อ เป็นต้นแบบที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อ นนโยบาย “Unseen ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับอัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็น “ของดี” ในท้องถิ่นที่หาชมได้ยาก ซึ่งการที่ชุมชนแห่งนี้สามารถยกระดับทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่โดดเด่น ไม่เพียงแต่
    จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดหนองคายในระดับสากล แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในพื้นที่ ทำให้ลูกหลานไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปทำงานแดนไกล แต่สามารถกลับมาต่อยอดภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษในบ้านเกิดได้อย่างภาคภูมิใจและยั่งยืน” ปลัด วธ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1433320&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rJsdf3lD6aYDNHptFJpfV

  • วิจัยกรุงศรี เผยบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน (ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2568)

    วิจัยกรุงศรี เผยบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน (ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2568)


    สหรัฐฯ

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเผชิญความเสี่ยงชะลอตัว แต่แรงกดดันเงินเฟ้ออาจจำกัดขาลงของดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 64,000 ตำแหน่ง ในเดือนพฤศจิกายน หลังจากลดลง 108,000 ตำแหน่ง ในเดือนตุลาคม แต่อัตราการว่างงานขยับขึ้นสู่ระดับ 4.6%

    ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงชะลอตัวต่อเนื่องสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ 3.5% YoY สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและพื้นฐานในเดือนตุลาคม ชะลอลงสู่ระดับ 2.7% YoY และ 2.6% ตามลำดับ ซึ่งยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ 2%

    ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง อาทิ ยอดค้าปลีกที่โตช้าสุดในรอบ 5 เดือน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ PMI ภาคการผลิตหดตัวแรงสุดในรอบ 5 เดือน รวมถึง อัตราการว่างงานที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อการชะลอตัวตัวรุนแรงของเศรษฐกิจยังค่อนข้างต่ำเมื่อพิจารณาจากภาคบริการที่ขยายตัวและแรงหนุนจากนโยบายการคลัง ขณะที่แผนการซื้อตั๋วเงินคลังเดือนละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ของเฟดประกอบกับการลดดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้านี้คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนแรงส่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกเพียง 1 ครั้งในปี 2569

    ญี่ปุ่น

    BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ท่ามกลางพัฒนาการเชิงบวกของเศรษฐกิจและความเสี่ยงเงินเฟ้อ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.75% พร้อมส่งสัญญาณเปิดกว้างสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อบรรลุเป้าหมายตามที่คาดการณ์

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ (Tankan) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ 15.0 ในไตรมาส 4 ส่วนภาคบริการยังคงอยู่ที่ 34 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่แข็งแกร่งสุดนับตั้งแต่ปี 2533 นอกจากนี้ ยอดการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ 6.1% YoY ซึ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้นจาก (i) ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (ii) PMI ภาคบริการที่ยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง (iii) ภาคท่องเที่ยวที่เติบโต และ (iv) ยอดส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นทางการคลังรวมถึงแผนการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานคาดว่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าหากพัฒนาการของเศรษฐกิจยังอยู่ในเชิงบวกและมีความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ล่าสุดยังคงค้างอยู่ที่ระดับ 2.7-3.0% BOJ อาจทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2569

    จีน

    แรงส่งของเศรษฐกิจจีนอ่อนกำลังลงต่อเนื่อง โดยยอดค้าปลีกสินค้าขยายตัวเพียง 1.3% YoY ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (หากไม่รวมช่วงโควิด) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหดตัวเร่งขึ้นจาก -1.7% ในช่วง 10 เดือนแรกเป็น -2.6% ในช่วง 11 เดือนแรก ขณะที่ราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองในเดือนพฤศจิกายนหดตัวต่อเนื่องที่ -2.8% และ -5.7% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเสี่ยงลุกลามไปยังภาคการเงินภายหลังธนาคารเงาเริ่มมีการผิดนัดชำระเงิน ด้านรัฐบาลประกาศแผนออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในปี 2569 เพื่ออุดหนุนมาตรการแลกซื้อสินค้าใหม่ และมาตรการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์

    การผลิต การบริโภค การลงทุน และการส่งออกของจีนอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ขณะที่ภาคอสังหาฯ ส่งสัญญาณเชิงลบมากขึ้น ทั้งยอดขายและราคาบ้านที่หดตัวต่อเนื่อง ปัญหาด้านสภาพคล่องของผู้พัฒนาอสังหาฯ รวมถึงความเสี่ยงจากธนาคารเงา

    วิจัยกรุงศรีประเมินว่าแม้การส่งออกของจีนยังขยายตัวแต่เสี่ยงเผชิญมาตรการปกป้องทางการค้าจากประเทศคู่ค้าอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ ขณะที่แรงหนุนจากเทศกาลตรุษจีนและมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลอาจพยุงการบริโภคในบางจุดหรือเพียงชั่วคราวเท่านั้น  โดยภาพรวมแล้ว การฟื้นตัวจึงมีแนวโน้มเปราะบางในระยะข้างหน้า

    เศรษฐกิจไทย

    แม้พื้นที่นโยบายการเงินจะลดลง แต่ยังมีโอกาสที่กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

    กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 1.25% ชี้เศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่องและเผชิญความเสี่ยงขาลง การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ธันวาคม มีมติเอกฉันท์ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 1.25%

    โดยกนง.เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ

    กนง.ประเมินเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ท่ามกลางความเสี่ยงด้านขาลงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยยังคงคาดการณ์ GDP ปีนี้ จะขยายตัว 2.2% ก่อนปรับลดปี 2569 เหลือเติบโต 1.5% (เดิมคาด 1.6%) และฟื้นตัวเป็น 2.3% ในปี 2570

    สำหรับเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว  ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง.คาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับต่ำ

    โดยคาดปี 2568 ที่ -0.1% ปี 2569 ที่ 0.3% และปี 2570 ที่ 1.0% ผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ขณะที่กนง.”เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด”

    ทั้งนี้ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง และภาวะการเงินที่ตึงตัว (ซึ่งสะท้อนจากการหดตัวของสินเชื่อ) รวมทั้งแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังที่จะมีบทบาทลดลงในช่วงรัฐบาลรักษาการ นโยบายการเงินจึงควรเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจหรือลดความเสี่ยงจากวัฏจักรขาลงในฐานะ Counter-cyclical Policy

    วิจัยกรุงศรีจึงคาดว่ากนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 0.25% สู่ระดับ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปี 2569

    ภาคท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 35.5 ล้านคน ในเดือนพฤศจิกายน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยอยู่ที่ 2.91 ล้านคน หดตัว -7.5% YoY ส่งผลให้ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568  มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 29.6 ล้านคน หดตัว -7.3%

    ขณะที่ข้อมูลล่าสุดในช่วงวันที่ 1–14 ธันวาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติอีก 1.37 ล้านคน ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นเป็น 31.0 ล้านคน ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของเดือนธันวาคมอย่างใกล้ชิด โดยมีความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2568 อาจออกมาต่ำกว่าประมาณการของวิจัยกรุงศรีที่ 33.3 ล้านคน

    สำหรับปี 2569 คาดว่าภาคการท่องเที่ยวไทยจะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังเผชิญข้อจำกัดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศท่องเที่ยวในภูมิภาค และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวโลก รวมถึงการขยายเส้นทางบินและการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศ จะช่วยพยุงภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะถัดไป โดยประเมินว่าทั้งปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งสู่ระดับ 35.5 ล้านคน ซึ่งสะท้อนทิศทางฟื้นตัวที่ค่อยเป็นค่อยไปสู่ระดับใกล้เคียงกับปี 2567 ท่ามกลางความเปราะบางต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/krungsri-research-publishes-an-analysis-of-the-economic-and-financial-situation-dated-december-23-2025/top-stories/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A6F3ULhEmHn1Wau3Wkj1p

  • ญี่ปุ่นพร้อมแทรกแซงเพื่อพยุงเงินเยน หลังพบอ่อนค่าผิดปกติ ไม่สอดคล้องพื้นฐานเศรษฐกิจ

    ญี่ปุ่นพร้อมแทรกแซงเพื่อพยุงเงินเยน หลังพบอ่อนค่าผิดปกติ ไม่สอดคล้องพื้นฐานเศรษฐกิจ

    ญี่ปุ่นพร้อมแทรกแซงเพื่อพยุงเงินเยน หลังพบอ่อนค่าผิดปกติ ไม่สอดคล้องพื้นฐานเศรษฐกิจ

    23 ธันวาคม 2568, 14:10น.

              นางซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นพร้อมจะใช้มาตรการแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อช่วยพยุงค่าเงินเยน ภายใต้ข้อตกลงร่วมกับสหรัฐฯในเดือนก.ย.หลังพบเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องมาอยู่ที่ 156 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่สะท้อนพื้นฐานทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น คาดว่าเป็นผลจากการเทขายเก็งกำไรของนักลงทุน  

              คำเตือนนี้ เกิดขึ้นหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ร้อยละ 0.75 เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว(10 ธ.ค.) เป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่เดือนมกราคม และเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงที่สุด นับตั้งแต่ปี 2538 แต่ตลาดตีความคำแถลงของนายคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ว่า BOJ จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมครั้งต่อๆไป ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงมาแตะระดับ 156-157 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

             ด้านนายฮิโรยูกิ มาชิดะ นักวิเคราะห์จากบริษัท ANZ คาดว่าในกรณีเงินเยนอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 158 เยนต่อดอลลาร์อาจจะทำให้ BOJ ต้องใช้มาตรการแทรกแซงตลาด เพื่อพยุงค่าเงินเยน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การอ่อนค่าครั้งล่าสุดของเยนเงินสะท้อนทั้งนโยบายการคลังเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล(เช่น ใช้จ่ายมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ) แต่มาตรการนี้จะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและนโยบายการเงินในเชิงผ่อนคลายของ BOJ (เช่น คงอัตราดอกเบี้ยต่ำ) แต่จะทำเงินไหลออกไปหาผลตอบแทนสูงกว่า

            สำหรับเงินเยนที่อ่อนค่าเป็นปัญหาสำหรับผู้กำหนดนโยบายของญี่ปุ่น เนื่องจากทำให้ราคาสินค้านำเข้าและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น อีกทั้งเพิ่มภาระค่าครองชีพของครัวเรือน ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเคยเข้าแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราครั้งล่าสุดในเดือน กรกฎาคม 2567 โดยเข้าซื้อเงินเยนหลังเงินเยนร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 38 ปีที่ 161.96 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ

    #ญี่ปุ่น

    #พร้อมแทรกแซง

    #เงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง

    ที่มา: รอยเตอร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02P33024ohnZDdBua6n3AM

  • มาแล้ว!!  เปิด 10 หลักคิดนโยบาย ศก. เพื่อไทย

    มาแล้ว!!  เปิด 10 หลักคิดนโยบาย ศก. เพื่อไทย

    “เผ่าภูมิ” ชู 10 หลักคิดนโยบาย ศก. เพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง

    23 ธ.ค. 2568-  นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆ นี้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/920063/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Fy7lQCE8zLX6da90mCWxi

  • SET ปิดบวก 1.43 จุด วอลุ่มบาง-รอตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐคืนนี้

    10 หุ้นดันดัชนีวันนี้

    ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ที่ 1,271.11 จุด เพิ่มขึ้น 1.43 จุด (+0.11%) มูลค่าซื้อขาย 31,407.37 ล้านบาท

    นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งในกรอบ ช่วงเช้าแกว่งขึ้นแต่ช่วงบ่ายเจอปัจจัยกดดันจากแรงขายหุ้น DELTA ทำให้ลดช่วงบวกลง แม้ว่าหุ้นใหญ่ในกลุ่มอื่นๆ มมีแรงซื้อเข้ามาหนุน

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจเริ่มชะลอลงทุนช่วงเข้าใกล้เทศกาลคริสมาสต์ ทำให้มูลค่าซื้อขายค่อนข้างเบาบาง ขณะที่รอติดตามรายงาน GDP ไตรมาส 3/68 ของสหรัฐ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ธ.ค.ของสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดรอในคืนนี้ ส่วนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียวันนี้เคลื่อนไหวบวกและลบสลับกัน

    แนวโน้มพรุ่งนี้ขึ้นกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ หากออกมาเป็นไปตามที่ตลาดคาดก็อาจช่วยหนุน Sentiment ของตลาดหุ้นได้ โดยให้แนวต้าน 1,280 จุด แนวรับ 1,260 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 2,097.63 ล้านบาท ปิดที่ 175.00 บาท ลดลง  7.00 บาท

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,777.80 ล้านบาท ปิดที่  31.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

    AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,350.22 ล้านบาท ปิดที่  55.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท

    GULF มูลค่าการซื้อขาย 1,180.27 ล้านบาท ปิดที่  43.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,107.92 ล้านบาท ปิดที่  28.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/summary/803876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DDg9EzBmJKiWPPYYJG8eM

  • WSOL ผนึก FPT ไอทียักษ์ใหญ่เวียดนาม ขยายโอกาสด้านเทคโนโลยี

    นายเลวี่ เหงียน (Mr. Levi Nguyen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร FPT Thailand – FPT Taiwan, FPT Corporation บริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและบริการไอทีระดับโลกจากประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทส่งตัวแทนร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MOA) กับ บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพดิจิทัลและผลักดันโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย

    โดยความร่วมมือนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ  FPT ในการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มธนาคารและการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก การผลิต ตลอดจนการให้บริการแก่ภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในด้าน (Infrastructure), Core Platform, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Cloud, Cybersecurity และ Enterprise Solutions ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ขณะที่ WSOL มีเครือข่ายลูกค้าและจุดเชื่อมต่อบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบชำระเงิน บริการทางการเงิน โครงสร้างร้านค้า รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้ WSOL ทำหน้าที่เป็น “Go-to-Market Gateway” ที่สำคัญในการขยายโอกาสนำเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของ FPT เข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล พร้อมต่อยอดไปยังหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการยกระดับการให้บริการดิจิทัลและเทคโนโลยีในประเทศไทย

    “การร่วมมือกับ WSOL จะช่วยให้ FPT สามารถผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยของ WSOL เราเชื่อว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ตลาดไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย”

    นายอิทธิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิว เอส โอ แอล จำกัด (มหาชน) หรือ WSOL กล่าวเสริมว่า “WSOL เชื่อว่าความร่วมมือกับ FPT จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของไทย ด้วยประสบการณ์ของ FPT ที่ครอบคลุมในหลากหลายอุตสาหกรรม ผสานกับเครือข่ายของ WSOL ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ จะช่วยให้เราพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายโอกาสใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต

    นอกจากนี้ FPT และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ WeiD แพลตฟอร์มแบบบูรณาการและผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจรที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปี 2569  โดยเฉพาะในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของธุรกิจ B2B2C และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจของ WSOL เติบโตอย่างมั่นคงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/803494&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVYuoSGeevCY_vTgvs6ua

  • ดาวโจนส์เปิดแดนลบ สหรัฐเผยตัวเลขเศรษฐกิจแกร่ง ดับฝันเฟดหั่นดอกเบี้ย

    ดาวโจนส์เปิดแดนลบ สหรัฐเผยตัวเลขเศรษฐกิจแกร่ง ดับฝันเฟดหั่นดอกเบี้ย

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ธ.ค. 68)

    ดัชนีดาวโจนส์เปิดตลาดในแดนลบ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

    ณ เวลา 21.36 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลบ 87.05 จุด หรือ 0.18% สู่ระดับ 48,275.63 จุด

    นักลงทุนพากันลดน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนม.ค.และมี.ค.2569 หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในวันนี้

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2568 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 4.3% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.2% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง

    ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3.5% ในไตรมาส 3 หลังจากเพิ่มขึ้น 2.5% ในไตรมาส 2

    นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของการส่งออกและการใช้จ่ายในภาครัฐก็ได้เป็นปัจจัยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนในสินทรัพย์ถาวรที่ลดลงน้อยกว่าคาดก็เป็นปัจจัยบวกเช่นกัน

    ก่อนหน้านี้ สหรัฐมีกำหนดเผยแพร่ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับ GDP ประจำไตรมาส 3/2568 ในวันที่ 30 ตุลาคม แต่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์

    นอกจากนี้ ตัวเลข GDP ประจำไตรมาส 3/2568 ที่มีการเผยแพร่ในวันนี้ ถือเป็นตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ซึ่งเดิมมีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 26 พฤศจิกายน

    เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 0.5% ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี ก่อนที่จะมีการขยายตัว 3.8% ในไตรมาส 2

    การหดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1 มีสาเหตุจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างรีบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีผลบังคับใช้

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าลดลง 29.8% ในไตรมาส 2 และเป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าว

    ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กจะเปิดทำการซื้อขายเพียงครึ่งวันในวันที่ 24 ธันวาคม ก่อนปิดทำการในวันที่ 25 ธันวาคมเนื่องในวันคริสต์มาส

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBM0IQCOH8RYP4ZGR8NWLFUH4B25GCN&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FEz9b4PwK70qPKA5ti7qJ

  • ‘วันนอร์-ทวี’ นำพรรคประชาชาติเปิดตัว ‘ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ’ เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรค

    ‘วันนอร์-ทวี’ นำพรรคประชาชาติเปิดตัว ‘ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ’ เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรค

    ‘วันนอร์-ทวี’ นำพรรคประชาชาติเปิดตัว ‘ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ’ เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคและเตรียมลงสมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ชูประสบการณ์ด้านวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ หวังแก้วิกฤตเศรษฐกิจ-ความเหลื่อมล้ำ-ทุจริตคอร์รัปชัน

    วันนี้ (23 ธันวาคม 2568) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะ หัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ, นายวิทยา พานิชพงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ในฐานะแกนนำพรรคประชาชาติ ร่วมกันแถลงข่าว นโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมเปิดตัว รศ.ดร. รุ่งเรือง พิทยศิริ ในฐานะทีมเศรษฐกิจ เข้าสู่พรรคประชาชาติอย่างเป็นทางการ โดย รศ.ดร.รุ่งเรือง ได้ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคและมีความประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของพรรค

    พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะ หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูง มีประวัติการศึกษาโดดเด่นทั้งในด้านวิศวกรรมศาสตร์ และปริญญาโท-เอก ด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์การทำงานที่ยาวนาน โดยเคยร่วมงานกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่ และเคยเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจที่สำคัญของพรรคเพื่อไทยในเวลาต่อมา

    “ปัญหาที่ใหญ่และวิกฤตที่สุดในขณะนี้คือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และความเป็นอยู่ของประชาชน พรรคประชาชาติจึงจำเป็นต้องมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จริง ดร.รุ่งเรือง คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนโยบายระดับประเทศมาแล้วหลายนโยบาย” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุ

    พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้ามาร่วมงานของ ดร.รุ่งเรือง ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคในการวางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

    1. ปัญหาเศรษฐกิจ และการหารายได้เข้าประเทศโดยไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน

    2. ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ในสังคม

    3. ปัญหาความยากจน

    4. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

    โดยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ตัวแทนของพรรคประชาชาติพร้อมที่จะขึ้นเวทีดีเบตและนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพรรคมีทีมงานที่พร้อมจะขับเคลื่อนประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม

    นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ และแกนนำพรรคประชาชาติ กล่าวแสดงความยินดีที่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง หลังเคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่เมื่อกว่า 20 ปีก่อน พร้อมกล่าวถึงความประทับใจในตัว ดร.รุ่งเรือง ว่าเป็น “ต้นกล้าของคนรุ่นใหม่” ตามที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เคยปรารภไว้ และเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งในด้านวิศวกรรมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ 

    “วันนี้พรรคประชาชาติได้เพชรเม็ดงามอีกเม็ดหนึ่ง ทั้งในฐานะนักการศึกษาและนักเศรษฐศาสตร์ ที่จะนำความคิดมาพัฒนาเป็นนโยบายที่สำคัญของพรรคต่อไป” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

    นอกจากนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แกนนำพรรคประชาชาติ ได้ย้ำถึงจุดยืนของพรรคว่า แม้จะเป็นพรรคขนาดไม่ใหญ่ แต่มีความเข้มแข็งด้วยอุดมการณ์และผลงานที่ชัดเจน โดยยกตัวอย่างการทำงานที่ผ่านมาที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมให้กับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนไทยเชื้อชาติต่างๆ คนชายขอบ หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ในเรือนจำ โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เคยลงไปนั่งรับประทานอาหารร่วมกับผู้ต้องขังเพื่อแสดงถึงการให้เกียรติและสร้างความหวังให้คนไทยทุกคน

    สำหรับภารกิจสำคัญ นายวันมูหะมัดนอร์ ระบุว่า นอกเหนือจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจคือเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้ เพราะปัจจุบันตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน การได้ ดร.รุ่งเรือง มาร่วมทีมจะช่วยให้พรรคพร้อมนำเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง และพร้อมสำหรับการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมต่อไป

    B2F101A6-BFE3-4578-B4CD-92B230D17770.jpg

    ทางด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ เผยเหตุผลตัดสินใจร่วมงานพรรคประชาชาติ ว่า ศรัทธาในตัว นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลทางการเมืองที่มีคุณธรรม มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลและทันสมัยอยู่เสมอ แม้จะอยู่ในวัยอาวุโสแต่ไม่เคยหยุดนิ่งในการเรียนรู้ และมีความประทับใจในตัว พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะ หัวหน้าพรรคประชาชาติ จากการเฝ้าติดตามการทำงาน ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรี โดยมองว่าเป็นนักการเมืองที่ขยัน ลงรายละเอียดในทุกปัญหาที่รับผิดชอบ และมีความแอคทีฟในการคิดค้นนโยบายเพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ กล่าวว่า พรรคประชาชาติแม้จะเป็นพรรคขนาดไม่ใหญ่ แต่มีการมองปัญหาของประเทศในภาพใหญ่ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง ทั้งปัญหาปากท้อง สภาพคล่องของประชาชน และระดับ GDP ที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติหลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งจากการที่ได้ร่วมขบคิดนโยบายกับพรรคประชาชาติ ขณะนี้มีความคืบหน้าไปกว่า 99% แล้ว

    “ผมมั่นใจว่าเมื่อเปิดนโยบายออกมา ทุกคนจะเห็นถึงความทันสมัยและพร้อมที่จะยกระดับประเทศไทยให้ทัดเทียมอารยประเทศ ขณะเดียวกัน นโยบายนี้ยังมีความลึกซึ้งและรู้ใจพี่น้องชาวมุสลิมทั่วประเทศเป็นอย่างดี เพราะผ่านการศึกษาและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านหลักศาสนาและผู้ที่เข้าใจปัญหาในพื้นที่จริง” รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งเรือง กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/RrIhy4L1_&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kxAc2HEZAl5KwN32ApZLe

  • SET ปิดบวก 1.43 จุด วอลุ่มบาง-รอตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐคืนนี้

    10 หุ้นดันดัชนีวันนี้

    ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ที่ 1,271.11 จุด เพิ่มขึ้น 1.43 จุด (+0.11%) มูลค่าซื้อขาย 31,407.37 ล้านบาท

    นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งในกรอบ ช่วงเช้าแกว่งขึ้นแต่ช่วงบ่ายเจอปัจจัยกดดันจากแรงขายหุ้น DELTA ทำให้ลดช่วงบวกลง แม้ว่าหุ้นใหญ่ในกลุ่มอื่นๆ มมีแรงซื้อเข้ามาหนุน

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจเริ่มชะลอลงทุนช่วงเข้าใกล้เทศกาลคริสมาสต์ ทำให้มูลค่าซื้อขายค่อนข้างเบาบาง ขณะที่รอติดตามรายงาน GDP ไตรมาส 3/68 ของสหรัฐ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ธ.ค.ของสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดรอในคืนนี้ ส่วนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียวันนี้เคลื่อนไหวบวกและลบสลับกัน

    แนวโน้มพรุ่งนี้ขึ้นกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ หากออกมาเป็นไปตามที่ตลาดคาดก็อาจช่วยหนุน Sentiment ของตลาดหุ้นได้ โดยให้แนวต้าน 1,280 จุด แนวรับ 1,260 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 2,097.63 ล้านบาท ปิดที่ 175.00 บาท ลดลง  7.00 บาท

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,777.80 ล้านบาท ปิดที่  31.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

    AOT มูลค่าการซื้อขาย 1,350.22 ล้านบาท ปิดที่  55.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท

    GULF มูลค่าการซื้อขาย 1,180.27 ล้านบาท ปิดที่  43.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,107.92 ล้านบาท ปิดที่  28.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/summary/803876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DDg9EzBmJKiWPPYYJG8eM

  • เปิดนโยบายเศรษฐกิจปากท้อง 8 แคนดิเดตนายกฯ เอาไงดีกับค่าแรงขั้นต่ำ

    เปิดนโยบายเศรษฐกิจปากท้อง 8 แคนดิเดตนายกฯ เอาไงดีกับค่าแรงขั้นต่ำ

    เปิดนโยบายเศรษฐกิจปากท้องของ 8 “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ใครคิดเห็นอย่างไรกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

    เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ไทยรัฐทีวีเริ่มการดีเบตเป็นเวทีแรกก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 2569 โดยมี กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 8 คน จากพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีก 2 พรรคการเมือง คือ พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย ไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาร่วมดีเบต

    โดยช่วงหนึ่งของการดีเบตได้มีคำถามเกี่ยวกับเศรษฐกิจปากท้อง คำถามคือ “ถ้าคุณได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลจะมีนโยบายเรื่องค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่” โดยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคที่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้แสดงวิสัยทัศน์ ดังนี้

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องการให้ค่าแรงและรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น ซึ่งนโยบายของพรรคไทยสร้างไทยเราจะไม่ขึ้นค่าแรงโดยตรง แต่จะเพิ่มโอกาส เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน อย่างเช่น คนที่อยู่ในระบบ SME หรือคนตัวเล็กที่ทำมาหากินวันนี้เขาไม่สามารถไปกู้ธนาคารได้ ก็ต้องไปกู้นอกระบบด้วยดอกเบี้ยสูง ดังนั้นเราจะใช้กองทุนเครดิตประชาชนและกองทุน SME เพื่อทำให้เขาตั้งตัวได้ จะทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ เมื่อระบบสมดุลก็จะทำให้ค่าแรงขึ้นนั่นเอง ซึ่งนี่เป็นแค่ตัวอย่างส่วนเดียวที่เราต้องสร้างรายได้ แต่เป็นการพูดรวมๆ ไม่ว่าใครจะต้องมีสิทธิเข้าถึงเงินกู้ต้นทุนต่ำ เพื่อทำให้เขาสร้างงานสร้างอาชีพ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากไปด้วยกัน

    นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อันดับแรก คือการคุ้มครองแรงงานสำคัญที่สุด หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ พรรคเรามีนโยบายบัตรประชาชนใบเดียว สามารถกู้ได้ 2 หมื่นบาททันที ไม่มีอะไรซับซ้อน

    อันดับแรกคือต้องหยุดเลือดให้ได้ จากนั้นค่อยไปทำธุรกิจแบบก้าวกระโดดลงทุนเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าพรรคเรารู้อย่างจริงจัง และมีมืออาชีพ ทำให้รู้ว่าถ้าเราทำสำเร็จ ประชาชนจะได้รับเงินเดือนสูงขึ้นกว่าเดิมแน่นอน แต่วันนี้จำเป็นที่สุดคือประชาชนต้องเข้าถึงเงินได้ก่อน ส่วนจะขึ้นเท่าไรต้องดูเรื่องความเหมาะสมด้วย ไม่เช่นนั้น ไม่ใช่แค่ประชาชนลำบาก ธุรกิจ SME ที่จ้างคนกว่า 85% ถ้าเขาล้มก็ตายหมู่

    นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า พรรคของเราจะมีกองทุนฉุกเฉินให้ประชาชน ไม่ต้องไปกู้นอกระบบ เรื่องค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ เหมือนมีด 2 คม ถ้าทำไม่ถูกก็จะกระทบเศรษฐกิจ ถ้าทำถูกก็จะเป็นผลบวก ผมมองว่ารายได้ขั้นต่ำเป็นแค่ถ้อยคำ แต่สิ่งที่ผู้ใช้แรงงานต้องการคือ ทำอย่างไรให้มีรายได้เพิ่ม สิ่งที่จะดำเนินการคือ เราจะใช้ระบบการแบ่งกำไร (Profit Sharing) เป็นแรงกระตุ้นให้แรงงานทำงานทุ่มเทเพื่อบริษัท เมื่อกิจการดีขึ้นแล้ว แรงงานก็จะได้รับผลตอบแทนส่วนนี้ที่บริษัทแบ่งมาให้ด้วย

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปรัชญาของเราคือ ลดรายได้ เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เรื่องเกี่ยวกับการแก้หนี้ เรื่องการช่วยเหลือจะมีตั้งแต่วัยเด็ก วัยแรงงาน วัยทำงานไปจนถึงวัยชรา ซึ่งจะทยอยเปิดออกมาในช่วงเดือนมกราคม

    ในส่วนของการเพิ่มค่าแรง เรามองทั้งระบบเพราะสิ่งสำคัญจริงๆ คือ ทั้งวินัยการเงิน การคลัง ที่จะทำให้เราเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ เรามี 3 เรื่องที่จะทำ ซึ่งค่าแรงขั้นต่ำเป็นเรื่องของกฎหมายที่มีการทบทวนทุกปี ซึ่งแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี 2. เราจะมีการสำรวจค่าครองชีพของทุกจังหวัดว่าค่าครองชีพขั้นต่ำจะต้องอย่าง ในกรณีที่ค่าครองชีพสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แต่กรรมการไตรภาคีบอกว่ายังขึ้นไม่ได้ เราจะให้รัฐบาลชดเชยเพื่อให้สามารถครองชีพในจังหวัดนั้นได้ 3. ระบบการรับรองทักษะ ขยายให้มากขึ้น ซึ่งจะเอาไปผูกกับค่าแรง เพิ่มขึ้นตามทักษะที่มี และจะเชื่อมโยงกับเรื่องเปิดโอกาสให้คนอัปสกิลได้

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำว่า ผมคิดว่าใจความสำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่การปรับระบบการขึ้นค่าแรงทั้งฝ่ายนายจ้าง และลูกจ้าง

    ทางส่วนของลูกจ้าง ซึ่งเป็นนโยบายตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ สิ่งที่เราต้องการทำคือปรับตัวเลขเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องดูความเหมาะสมแต่ละพื้นที่ และการทำให้ลูกจ้างได้รับความเป็นธรรม ซึ่งควรจะบัญญัติในกฎหมายเลยว่า ค่าแรงควรต้องได้ปรับอัตโนมัติทุกปีตามค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น หรืออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่พัฒนาไป สิ่งนี้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ระบบมากกว่า การที่แต่ละพรรคเอาเรื่องค่าแรงมาเป็นนโยบายหาเสียง เพื่อเอาค่าแรงมาแลกคะแนนเสียงหรือไม่? ซึ่งผมคิดว่า การแก้ปัญหาที่ระบบเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากกว่า

    สำหรับฝ่ายนายจ้าง เมื่อจ่ายค่าแรงสูงขึ้นก็ต้องอยากได้แรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น ซึ่งเรามีนโยบายอัปสกิลทุกช่วงวัย เพื่อให้เป็นแรงงานที่มีคุณภาพในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม พรรคที่มีนโยบายขึ้นค่าแรง มีนโยบายด้านต่างๆ ทั้งทางตรง ทางอ้อม แต่ยังไม่มีพรรคใดระบุตัวเลข และประกาศตัวเลขชัดๆ 

    สำหรับในส่วนของพรรคที่ไม่ยกมือพูดถึงนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ มี 2 พรรค โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ค่าแรงต้องควบคู่กับประสิทธิภาพในการทำงาน ก่อนที่เราจะคิดเพิ่มค่าแรงต้องหาคำตอบว่าเราต้องช่วย SME พวกโรงงานต่างๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไร ไม่เช่นนั้นก็จะมีแต่ต้นทุนเพิ่ม แต่ค่าใช้จ่ายไม่ได้ลด

    ส่วนพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจของเราคือหนี้ 55 ล้านล้าน เราต้องฟื้นฟูก่อน หากเศรษฐกิจดี ค่าแรงขึ้นค่าครองชีพอยู่แล้ว แต่ถ้าเราขึ้นแบบนี้จะทำให้อุตสาหกรรมพังหมด ซึ่งผมอยากให้เศรษฐกิจหลุดจากกับดักหนี้ก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2903773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b8PZMvzh3DBvWN5R8Wx1I