v.prd:0.0.150
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/115121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XgSH_6HAYeRFWG6N0zYPJ
v.prd:0.0.150
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/115121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XgSH_6HAYeRFWG6N0zYPJ

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนธันวาคม 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,151 คน ระหว่างวันที่ 22-26 ธันวาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้
1. “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนธันวาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.87 คะแนน ลดลงจาก 3.90 คะแนน ในเดือนพฤศจิกายน 2568
2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้
(1) การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ 4.46 เพิ่มขึ้นจาก 4.41 (ในเดือนพฤศจิกายน 2568)
(2) ผลงานของฝ่ายค้าน ได้ 4.45 ลดลงจาก 4.46
(3) สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้ 4.37 เพิ่มขึ้นจาก 4.36
(4) การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน ได้ 4.20 ลดลงจาก 4.21
(5) ความมั่นคงของประเทศ ได้ 4.11 ลดลงจาก 4.13
(6) เสถียรภาพทางการเมือง ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.11
(6) สภาพสังคมโดยรวม ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.09
(6) การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.02
(9) ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ได้ 3.99 ลดลงจาก 4.01
(10) การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ได้ 3.90 ลดลงจาก 3.92
(11) การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม ได้ 3.89 ลดลงจาก 3.91
(12) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ 3.87 ลดลงจาก 3.90
(13) ราคาสินค้า ได้ 3.86 ลดลงจาก 3.98
(14) การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ ได้ 3.85 ลดลงจาก 3.88
(15) ผลงานของรัฐบาล ได้ 3.82 ลดลงจาก 3.85
(16) การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง ได้ 3.72 ลดลงจาก 3.80
(17) ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ 3.68 เท่าเดิม
(18) ผลงานของนายกรัฐมนตรี ได้ 3.66 ลดลงจาก 3.69
(18) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ 3.66 ลดลงจาก 3.67
(20) สภาพเศรษฐกิจโดยรวม ได้ 3.61 เท่าเดิม
(21) กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ได้ 3.60 ลดลงจาก 3.73
(22) การแก้ปัญหาการว่างงาน ได้ 3.51 ลดลงจาก 3.53
(23) การแก้ปัญหาความยากจน ได้ 3.44 เท่าเดิม
(24) การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้ 3.43 ลดลงจาก 3.55
(25) การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ได้ 3.39 ลดลงจาก 3.50
3. ประชาชนมีความตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่
อันดับ 1 ร้อยละ 78.38 ระบุ ไป
อันดับ 2 ร้อยละ 17.95 ระบุ ไม่แน่ใจ
อันดับ 3 ร้อยละ 3.67 ระยุ ไม่ไป
4. ประชาชนอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายด้านใดมากที่สุด
อันดับ 1 ร้อยละ 34.11 ระบุ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ
อันดับ 2 ร้อยละ 23.13 ระบุ ลดค่าครองชีพและแก้ปัญหาปากท้อง
อันดับ 3 ร้อยละ 21.03 ระบุ แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
อันดับ 4 ร้อยละ 13.55 ระบุ ปราบสแกมเมอร์ ภัยสังคม แก๊งคอลเซ็นเตอร์
อันดับ 5 ร้อยละ 8.18 ระบุ แก้หนี้สิน หนี้ครัวเรือน
5. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
อันดับ 1 ร้อยละ 26.55 ระบุ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
อันดับ 2 ร้อยละ 18.22 ระบุ อนุทิน ชาญวีรกูล
อันดับ 3 ร้อยละ 17.29 ระบุ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
อันดับ 4 ร้อยละ 10.13 ระบุ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อันดับ 5 ร้อยละ 17.02 ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ
และร้อยละ 10.79 ระบุ อื่นๆ อาทิ พล.อ.รังษี, พีระพันธุ์, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์, คุณหญิงสุดารัตน์, สุชัชวีร์, ธรรมนัส และ พ.ต.อ.ทวี
6. ประชาชนรู้หรือไม่ว่าการเลือกตั้ง 69 สว. ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี
อันดับ 1 ร้อยละ 62.72 ระบุ รู้
อันดับ 2 ร้อยละ 37.28 ระบุ ไม่รู้
สรุปผลการสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568” พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวม เฉลี่ย 3.87 คะแนน ลดงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ได้ 3.90 คะแนน
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน เฉลี่ย 4.46 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.39 คะแนน
เมื่อถามถึงการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างตั้งใจจะไปใช้สิทธิ ร้อยละ 78.38 และอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจมากที่สุด ร้อยละ 34.11
ทั้งนี้ บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 26.55 และเมื่อถามว่ารู้หรือไม่ว่าการเลือกตั้ง 69 สว. ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า รู้ ร้อยละ 62.72 และ ไม่รู้ ร้อยละ 37.28
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเล็กน้อยหลังการยุบสภา สะท้อนการเมืองที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง โดยประชาชนส่งสัญญาณชัดว่า ความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ” เพราะปัญหาปากท้องยังบีบคั้นชีวิตประจำวัน และพรรคใดเสนอทางออกที่จับต้องได้ แก้ได้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายเฉพาะหน้า ก็อาจได้เปรียบในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568 มีเพียงไม่กี่ตัวชี้วัดที่ขยับเพิ่มขึ้น คือ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ “สิทธิ-เสรีภาพ” การขยับดับกล่าวมิได้สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาลเดิม หากสะท้อนการตื่นตัวของสังคมในช่วงหลังยุบสภาและก่อนเลือกตั้ง การเมืองกำลังกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านเวทีดีเบต และการถกเถียงสาธารณะ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเกือบทั้งระบบกลับปรับลดลงพร้อมกัน ภาพรวมจึงชี้ว่า ประชาชนเริ่มรับรู้ว่า “รัฐบาลเดิมกำลังเอาไม่อยู่” ต่ออำนาจนอกระบบและความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง นี่คือเหตุผลเชิงลึกที่ทำให้สังคมไทยกำลังมองหา “ผู้นำทางการเมืองชุดใหม่”
ทั้งนี้ แม้ประชาชนกว่า 78% จะตั้งใจไปเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองเป็นเครื่องมือเพื่อเอาตัวรอดมากกว่าพิธีกรรมประชาธิปไตย เพราะความต้องการอันดับต้นล้วนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และปัญหาชายแดน สะท้อนการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการโหวตจากความกังวลมากกว่าการโหวตจากอุดมการณ์ ประชาชนเกือบหนึ่งในห้ายังลังเลต่อการเลือกผู้นำ และที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งคือ กว่า 37% ยังไม่ทราบว่า สว. ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แสดงว่าประชาชนยังไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงของ สว. และนี่คือภาพของประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรมที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึงโครงสรส้างอำนาจ ดังนี้ การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นการทดสอบว่าระบบการเมืองยังพาประเทศไปสู่ความมั่นคงได้จริงหรือไม่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000125438&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cuyxlxgMp4uvCMwQsjV4x
v.prd:0.0.150
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/115121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XgSH_6HAYeRFWG6N0zYPJ
v.prd:0.0.150
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/130444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NsOF7QfYvHLJ_wqx0bNme


มิติหุ้น – ส่งออกไทยเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวชัดขึ้น พร้อมเตือนปี 2026 การส่งออกมีความเสี่ยงพลิกกลับมาหดตัวจากแรงกดดันเศรษฐกิจโลก ภาษีนำเข้า และเงินบาทแข็งค่า
SCB EIC เปิดเผยว่า ส่งออก พ.ย. 2025 ยังขยายตัว แต่เริ่มชะลอ มูลค่าส่งออกสินค้าไทยเดือนพฤศจิกายน 2025 อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพิ่มจาก 5.7% ในเดือนก่อน และใกล้เคียงกับที่ ประเมินไว้ แม้ตัวเลขยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แต่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวชัดขึ้น จากการส่งออกหลังปรับฤดูกาลที่หดตัว -2.3% ต่อเนื่องจาก -1.2% ในเดือนก่อน อย่างไรก็ดีภาพรวม 11 เดือนแรกของปี มูลค่าส่งออกยังขยายตัวสูงถึง 12.6%
โดยการส่งออกปี 2025 ได้แรงหนุนจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ การผ่อนแรงของนโยบายภาษีสหรัฐฯ การส่งออกทองคำ และฐานต่ำปีก่อน อย่างไรก็ดี การเติบโตมาพร้อมการนำเข้าที่เร่งตัวมาก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผลบวกสุทธิต่อเศรษฐกิจมีไม่มากนัก
อย่างไรก็ตามแม้ปี 2025 ส่งออกขยายตัวดี แต่ SCB EIC ประเมินว่าปี 2026 การส่งออกไทยอาจหดตัว -1.5% จากหลายปัจจัยกดดัน ทั้งเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอลงจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ การหมดไปของปัจจัยหนุนชั่วคราวในปีนี้ ฐานสูงในปี 2025 การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ซึ่งลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/28/606712/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i1beUWUv5gzAHqBlCNV5D

บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตัวจริงนวัตกรรมก่อสร้างครบวงจรที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม ร่วมต้อนรับช่วงเวลาการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีด้วยการจัดโปรโมชันพิเศษสำหรับสินค้าจระเข้หลากหลายประเภท อาทิ กาวซีเมนต์ จระเข้เขียว, กาวซีเมนต์ จระเข้แดง, กาวยาแนว จระเข้ เทอร์โบ พลัส, จระเข้ รูฟ ชิลด์ อะคริลิคกันซึมหลังคา พร้อมสินค้าอื่น ๆ จากจระเข้อีกมากมาย ที่ร่วมโปรโมชันครั้งใหญ่ส่งท้ายปี และสำหรับ สมาชิก Jorakay Family รับสิทธิประโยชน์ซื้อสินค้าจระเข้ทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทุก 10 บาท รับคะแนนสะสม 1 คะแนน ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2569 จระเข้ พร้อมมอบคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า ให้ทุกงานก่อสร้างและงานซ่อมแซมบ้านเป็นเรื่องง่ายและมีคุณภาพอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในปีนี้จากจระเข้ คือการรังสรรค์ต้นคริสต์มาสด้วยถุงกาวซีเมนต์จระเข้ กลายเป็นงานศิลปะรูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร ภายใต้คอนเซปต์ Jorakay Corporation for a Sustainable Celebration ส่งมอบความสุขอย่างยั่งยืนสู่สังคม ผ่านการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับบรรจุภัณฑ์กาวซีเมนต์ เพื่อสร้างสีสันให้เทศกาลแห่งความสุข พร้อมต่อยอดแนวคิด Sustainability Beyond รากฐานแห่งความยั่งยืน และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality โดย “ต้นคริสต์มาสจากบรรจุภัณฑ์กาวซีเมนต์” นี้ จะจัดแสดงอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของจระเข้ คอร์ปอเรชั่น ตลอดจนร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศและกลุ่มประเทศอาเซียนที่ร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นของจระเข้ในการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Build Today, Beyond Tomorrow สร้างวันนี้ เพื่อพรุ่งนี้ที่ยั่งยืนกว่า”



———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/946219/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09YrPxXH5MiGoLjiMaPpKi
v.prd:0.0.150
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/130444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NsOF7QfYvHLJ_wqx0bNme

เข้าสู่ช่วงส่งท้ายปี 2025 แล้ว นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือความผันผวนที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการรวมตัวของปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวชัดเจน นโยบายการเงินของธนาคารกลางใหญ่ที่เริ่มแยกทางกัน ความเสี่ยงวิกฤตการคลังโลก ไปจนถึงวิกฤติการเมืองไทยที่ยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสุญญากาศทางการเมืองและการขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ InnovestX จึงขอชี้ให้เห็น 5 ประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด
ความเสี่ยงแรก คือ เศรษฐกิจโลกและไทยที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน ตัวเลข GDP ไทยไตรมาส 3 ที่ขยายตัวเพียง 1.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก สะท้อนแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่หดตัว การส่งออกบริการที่ชะลอลง ขณะที่แนวโน้มระยะต่อไปมีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งจากอุทกภัยภาคใต้ สงครามกับกัมพูชา ราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวน และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่วัฏจักรขาลง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ตลาดแรงงานอ่อนแอลง โดยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ADP) ล่าสุดติดลบ ด้านจีนเผชิญ “3 กับดัก” คือ เงินฝืด สภาพคล่อง และวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน เช่น การส่งออก ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนสินทรัพย์ถาวรที่ชะลอลงหรือหดตัวมากขึ้น
ส่วนไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่คลี่คลาย ถูกปัจจัยลบรุมล้อม InnovestX จึงคงประมาณการ GDP ไทยปี 2568 และ 2569 ไว้ที่ 1.8% และ 1.4% ตามลำดับ โดยไตรมาส 4/2568 และ 1/2569 จะเป็นช่วงที่ชะลอตัวหนักที่สุด
ความเสี่ยงที่สอง คือ นโยบายการเงินโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคที่ทิศทางดอกเบี้ยแตกต่างกันชัดเจน (Great Divergence) การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) เมื่อวันที่ 17-18 ธันวาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ย 25 bps มาอยู่ที่ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาด แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการส่งสัญญาณ “Hawkish Cut” โดย Dot Plot แสดงว่าในปี 2569 Fed จะลดดอกเบี้ยได้เพียง 1-2 ครั้ง น้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ขณะที่ญี่ปุ่นเตรียมขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ยุโรป, นิวซีแลนด์ และแคนาดาหยุดลดแล้ว ขณะที่อังกฤษยังลดได้ต่อเนื่อง ส่วนจีนพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องเพื่อต่อสู้ภาวะเงินฝืด สิ่งเหล่านี้ทำให้ความผันผวนทางอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายมีมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นอิสระของ Fed กำลังถูกคุกคามจากแรงกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะการเปลี่ยนประธาน Fed ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่อาจเป็น Kevin Hassett ซึ่งเป็นคนสนิทของทรัมป์และมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยรุนแรงต่อเนื่อง (Dovish) และหนี้สาธารณะสหรัฐที่พุ่งสูงอาจนำไปสู่สถานการณ์ “Fiscal Dominance” ที่นโยบายการคลังครอบงำนโยบายการเงิน ซึ่งอาจนำมาสู่การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่รุนแรง และทำให้ความน่าเชื่อถือของดอลลาร์ที่ลดลงได้
ความเสี่ยงที่สาม มาจากปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่สะสมมานาน เช่น
(1) เงินฝืดที่เกิดจากสภาพคล่องตึงตัวจากเงินเฟ้อที่ติดลบมากว่า 8 เดือน
(2) การลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยตั้งแต่ต้นปี ดัชนีการลงทุนเอกชนหดตัวเฉลี่ยกว่า 8%
(3) การคลังที่อาจชะลอลงจากปัญหาทางการเมือง
(4) การส่งออกที่เสี่ยงโดนกระทบจากประเด็น Transshipment ที่อาจโดนภาษีสหรัฐถึง 40%
ความเสี่ยงที่สี่ได้แก่ วิกฤติการเมืองจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่จะกระทบเศรษฐกิจใน 7 ด้าน ทั้ง
(1) มาตรการกระตุ้นฯ ถูกยกเลิกทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย
(2) FDI ชะลอ รอความชัดเจนเชิงนโยบาย
(3) หากสถานการณ์สงครามไทยยืดเยื้อรุนแรงอาจมีการประกาศกฎอัยการศึกซึ่งจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป
(4) งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้า
(5) การเจรจาภาษีกับสหรัฐ และการเจรจาการค้า (FTA) กับประเทศอื่น ๆ ในหลักการต้องถูกเลื่อนออกไป
(6) โครงการโครงสร้างพื้นฐาน 5.1 ล้านล้านบาทต้องชะงัก (รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน, EEC และอื่น ๆ) รวมถึงอาจทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนอื่น ๆ ล่าช้า
(7) ความกังวลนโยบายการคลัง โดยแผนลดขาดดุลเหลือ 2.1% GDP ภายในปี 2030 อาจเกิดขึ้นได้ยากขึ้น เนื่องจากร่าง พรบ. งบประมาณปี 2570 ยังไม่ผ่านการเห็นชอบจาก ครม. ซึ่งอาจทำให้ความเสี่ยงทางการคลังมีมากขึ้น
ความเสี่ยงที่ห้า คือ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มผันผวนสูง แม้ InnovestX จะคาดการณ์ค่าเงินบาทเฉลี่ยปี 2568-2569 ไว้ที่ 32.9 และ 32.2 บาทต่อดอลลาร์ตามลำดับ โดยในช่วง Q4/2568-Q1/2569 บาทจะแข็งค่าพีคที่ 31.8 บาทต่อดอลลาร์ ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed แต่ในช่วง 2H/2569 บาทอาจอ่อนค่ากลับมาที่ 32.4-32.7 บาทต่อดอลลาร์ หาก Fed ลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลด ประกอบกับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาว (10 ปี) ในช่วง Q4/2568-Q1/2569 จะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเงินและตลาดการเงินมีความผันผวนมากขึ้น
ท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้ กลยุทธ์การลงทุนที่เราแนะนำคือ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลัก
ธีมแรก คือ หุ้น Defensive ที่ผลการดำเนินงานสามารถต้านทานความผันผวนภายนอก คาดว่า Q4/2568 กำไรยังเติบโตดี ได้แก่ ADVANC, BDMS, BEM, BGRIM, GULF และ PTT
ธีมที่สอง คือ หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ต แบ่งเป็นหุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาวที่คาดให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงเกิน 5% ต่อปี ได้แก่ AP, DIF, KTB, PTT และ TISCO และหุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน ได้แก่ BAM, KBANK, SAT, THANI และ TLI
ธีมที่สาม คือ หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากการเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเราคาดว่า ธปท. จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ และอีก 2 ครั้งในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่มีต้นทุนทางการเงินลดลง เช่น CENTEL, GPSC, TRUE หุ้นที่กำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น เช่น AP, MTC และกลุ่ม REITs เช่น DIF, FTREIT และ LHHOTEL
สรุปได้ว่า ช่วงสั้น SET มีโอกาสปรับลงจากกังวลสุญญากาศทางการเมืองไทยและขาดมาตรการกระตุ้นใหม่ อีกทั้งรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของ ธปท. ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ ดังนั้น นักลงทุนควรบริหารพอร์ตอย่างระมัดระวัง เน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง สามารถต้านทานความผันผวนได้ และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก และพลวัตเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพราะปี 2569 จะเป็นปีที่ท้าทาย แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับนักลงทุนที่เตรียมพร้อม
ขอให้นักลงทุนโชคดี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2904605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17ITy7OM6HPBFcnm8_dJJW

![]()
THEO
28 ธันวาคม 2568 ( 17:00 )
ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. พอใจภาพรวมวงการกีฬาปี 2568 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 40,000 ล้านบาท ขณะที่อีเวนต์กีฬาระดับโลกยังช่วยสร้างเงินหมุนเวียนต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมกีฬาด้วย พร้อมเดินหน้าปี 2569 ผลักดันเวิลด์คลาสอีเวนต์ รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ต่อไป
ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงภาพรวมของวงการกีฬาไทยในปี 2568 ว่า เป้าหมายการเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจทางกีฬา ที่เราตั้งเป้าเอาไว้คือ ร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งในปี 2568 ตลอดทั้งปี กีฬาสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างมูลค่าได้กว่า 40,000 ล้านบาท โดย กกท. ได้ร่วมมือกับ สมาคมกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตลอดจนภาคเอกชนต่าง ๆ มาโดยตลอด ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นมูลค่าที่น่าพึงพอใจอย่างมากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก
“แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่กิจกรรมกีฬายังคงสามารถดำเนินต่อไปได้ ที่ผ่านมาเรามีอีเวนต์กีฬาระดับโลกในประเทศไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก, เจ็ตสกีเวิลด์คัพ, อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน, วิ่งเทรล หรือ การวิ่งผจญภัยบนเส้นทางธรรมชาติ ที่ได้มาตรฐานสากล, การแข่งขันมวยไทย ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะมีเงินหมุนเวียนจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในบ้านเราแล้ว อีเวนต์กีฬาเหล่านี้ยังต่อยอดไปถึงอุตสาหกรรมกีฬา เช่น เสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์กีฬา และการบริการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมวยไทยซึ่งอุปกรณ์และชุดที่สวมใส่สามารถนำไปประยุกต์เป็นแฟชั่นได้ด้วย”
ผู้ว่าการ กกท. กล่าวต่อว่า ในปี 2569 กกท. เน้นผลักดันกีฬามวลชน อาทิ วิ่งมาราธอน หรือ มวยไทย ซึ่งสร้างมูลค่ามากมายให้กับประเทศไทย แต่อาจมีการปรับแผนให้การสนับสนุนกีฬาชนิดอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้มีความหลากหลายมากขึ้น และกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้กีฬาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติ
“ในปี 2569 ประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยเวิลด์คลาสอีเวนต์ เริ่มจาก การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก” โมโตจีพี” สนามเปิดฤดูกาล 2026 ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังมี วิ่งเทรลที่จังหวัดยะลา รวมถึง วอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ ลีก 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันสนามที่ 2 เดือนมิถุนายน นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันรายการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากแต่ละสมาคมกีฬาอีกมากมาย ซึ่งเรายังสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬาควบคู่กันไปด้วย เชื่อว่าจะเป็นอีกปีที่ดี และสร้างความคึกคักให้แก่วงการกีฬาไทย” ดร.ก้องศักด กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sport.trueid.net/detail/V1MvwWV279bY&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21g-b3iZ3XNQsVWe4YMani
v.prd:0.0.150
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/130444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NsOF7QfYvHLJ_wqx0bNme