Blog

  • นักท่องเที่ยวแน่น‘มอหินขาว ชัยภูมิ’ส่งท้ายปีเก่าคึกคัก เคาท์ดาวน์สู่ปี2569

    นักท่องเที่ยวแน่น‘มอหินขาว ชัยภูมิ’ส่งท้ายปีเก่าคึกคัก เคาท์ดาวน์สู่ปี2569

    วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

    นักท่องเที่ยวแน่น‘มอหินขาว ชัยภูมิ’ส่งท้ายปีเก่าคึกคัก เคาท์ดาวน์สู่ปี2569

    บรรยากาศการท่องเที่ยวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของจังหวัดชัยภูมิ ปีนี้คึกคักเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ลานมอหินขาว แหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์ระดับประเทศ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมเคาท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2569 ท่ามกลางขุนเขาและอากาศหนาวเย็น

    ทั้งนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวและประชาชนหลายพันคนเดินทางมาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ พร้อมร่วมกิจกรรมนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ โดยจังหวัดชัยภูมิได้เนรมิตพื้นที่ “ลานหิน 5 แท่ง” ให้เป็นจุดจัดงานส่งท้ายปี มีการประดับไฟสวยงาม จัดมุมถ่ายภาพ การแสดงดนตรีสด และมินิคอนเสิร์ต สร้างสีสันตลอดทั้งคืน

    นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ด้วยการออกร้านจำหน่ายสินค้า อาหาร และของท้องถิ่นจำนวนมาก ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งกิน นั่งฟังเพลง และชมการแสดงอย่างเต็มอิ่ม ท่ามกลางบรรยากาศลมหนาวบนยอดเขา

    สำหรับเมนูยอดนิยมรับอากาศหนาว ยังคงเป็นอาหารปิ้งย่างหลากหลาย อาทิ ข้าวจี่ ข้าวโพดย่าง พิซซ่าร้อน ๆ และไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือ “หมูกระทะ” ซึ่งมีให้บริการตลอดงาน โดยพ่อค้าแม่ค้าเผยตรงกันว่า ปีนี้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้สินค้าที่นำมาจำหน่ายขายดีตลอดทั้งคืน

    กระทั่งถึงช่วงเวลานับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ นักท่องเที่ยวต่างพร้อมใจกันร่วมเคาท์ดาวน์ เฉลิมฉลองก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ. 2569 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ ก่อนเริ่มต้นปีใหม่ด้วยรอยยิ้ม จากการเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดชัยภูมิอีกหนึ่งความทรงจำดี ๆ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/938268&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oe2akZhRmmjODhyVx1h2W

  • เปิดแผนสร้าง 3 แลนด์มาร์กเมืองกรุง “สะพานเดินข้ามเจ้าพระยา” หวังบูมท่องเที่ยว สู่มหานครระดับโลก

    เปิดแผนสร้าง 3 แลนด์มาร์กเมืองกรุง “สะพานเดินข้ามเจ้าพระยา” หวังบูมท่องเที่ยว สู่มหานครระดับโลก

    รายงานพิเศษ

    “เราอยากจะมีสะพานสวย ๆ ที่เป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ โดยเป็นสะพานคนเดิน ไม่ใช่สะพานสำหรับรถข้าม ซึ่งจะเหมือนกับในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกที่มีสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำแบบนี้ ตอนนี้เราดูพิกัดไว้ตรงท่าเรือสวัสดี ซึ่งเป็นพื้นที่ของ กทม. แล้วเชื่อมไปยังฝั่งตรงข้ามแถวถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน ผมเชื่อว่าสะพานรถยนต์อาจจะทำให้เมืองแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะต้องมีทางลาดขึ้นลง (Approach) ที่กินพื้นที่ จนคนในพื้นที่เองก็ไม่อยากได้สะพานรถยนต์แถวนั้น แต่ถ้าเราทำเป็นแลนด์มาร์กที่เป็นทางเดินสวย ๆ เป็นทางสำหรับคนเดินและทางจักรยาน จะช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายของเมืองทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันได้ดีกว่า”

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยแนวคิดการพัฒนาเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการทำงานและการวางรากฐานสู่อนาคต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง “แลนด์มาร์กใหม่” ให้กับกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว นอกเหนือจากการพึ่งพามรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว โดยระบุว่ากรุงเทพฯ จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าให้กับเมือง เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังและสร้างจุดสนใจใหม่ในระดับโลก

    สำหรับโครงการไฮไลท์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ แนวคิดการสร้าง “สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา“ (Pedestrian Bridge) หรือโครงการ “เสริมศักยภาพสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา หาความเป็นไปได้เพิ่มสะพานใหม่” ซึ่งไม่ใช่สะพานสำหรับรถยนต์ แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่สวยงาม เป็นจุดเช็กอินและทางสัญจรสีเขียวที่เชื่อมโยงฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีเข้าด้วยกัน โดยมีการศึกษาพื้นที่บริเวณท่าเรือสวัสดี (ฝั่งพระนคร) เชื่อมไปยังฝั่งตรงข้ามแถบถนนเชียงใหม่-ท่าดินแดง ฝั่งธนบุรี การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากสวนลอยฟ้าในเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น High Line ที่นิวยอร์ก เน้นการปลูกต้นไม้ มีทางเดินและทางจักรยาน เพื่อให้ประชาชนได้มาพักผ่อนและชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งโครงการนี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมศึกษาและมีการประกวดแบบนานาชาติไว้แล้ว คาดว่าจะใช้งบประมาณระดับพันล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองแล้ว ยังช่วยเชื่อมย่านเศรษฐกิจอย่างเยาวราช ตลาดน้อย เข้ากับย่านคลองสานและฝั่งธนบุรีได้อย่างไร้รอยต่อ

    “ขณะนี้มีการศึกษาและเลือกไว้หลายโลเคชั่น โดยให้ทางอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยช่วยดำเนินการออกแบบ และในอนาคตอาจเปิดให้ต่างชาติมาร่วมประกวดแบบเพื่อให้ได้รูปทรงที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ โครงการนี้คาดว่าต้องใช้งบประมาณในระดับพันล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกับการที่เราจ่ายหนี้ BTS ไปกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาท โครงการนี้ถือว่าทำได้จริงและจะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ เพราะที่ผ่านมาแลนด์มาร์กส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ หน้าที่ของเราคือต้องสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่มีค่าให้กับเมืองบ้าง

    สะพานนี้จะเชื่อมฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนครเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ฝั่งพระนครจะสามารถเดินเชื่อมเข้าสู่ย่านเยาวราชและทรงวาดได้ ส่วนฝั่งธนบุรีก็จะเข้าสู่ย่านถนนเชียงใหม่และคลองสาน ซึ่ง กทม. มีแผนจะทำทางเดินริมน้ำเชื่อมต่อไปยังท่าดินแดงด้วย โครงการนี้จะช่วยทั้งเรื่องการจราจร การขี่จักรยาน และการเดินเท้า อย่างไรก็ตาม คงต้องส่งต่อให้ผู้บริหารชุดหน้าหรือผู้ว่าฯ คนต่อไปพิจารณาว่าจะตัดสินใจทำต่อไหม แต่ถ้าถามผม ผมก็อยากทำต่อ เพราะมันจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้คนจดจำว่านี่คือกรุงเทพฯ เหมือนที่เราเห็นภาพสะพานสวย ๆ ในต่างประเทศ”

    ควบคู่กันไปกับโครงการ “ศูนย์ราชการและหอชมเมืองฝั่งธนบุรี” บริเวณคลองสาน ซึ่งนายชัชชาติ มองว่าปัจจุบันฝั่งธนบุรียังขาดพื้นที่กิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมและศูนย์รวมราชการเมื่อเทียบกับฝั่งพระนคร จึงมีแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณสำนักการศึกษาและโรงพยาบาลตากสินให้เป็นอาคารเอนกประสงค์ที่มีดีไซน์ทันสมัย โดยไฮไลท์สำคัญคือการเปิดพื้นที่ดาดฟ้าให้เป็น “หอชมเมือง” (Observation Deck) และพื้นที่รับประทานอาหารริมน้ำ เพื่อให้คนทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงพื้นที่ทำเลทอง (Prime Area) ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของฝั่งพระนคร ทั้งวัดอรุณราชวรารามและพระบรมมหาราชวัง ได้อย่างชัดเจน โดยโครงการนี้มีการออกแบบรายละเอียดไว้แล้ว คาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท

    อีกหนึ่งโปรเจกต์สำคัญคือการ “ปรับปรุงศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) และลานคนเมือง” ให้กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์เมือง” (City Museum) และพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน (People Space) อย่างเต็มรูปแบบ ภายหลังจากที่มีแผนย้ายส่วนราชการไปยังศาลาว่าการ กทม. 2 (ดินแดง) โดยแนวคิดคือการอนุรักษ์อาคารเก่าทรงคุณค่าและปรับฟังก์ชันภายในให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และการขับเคลื่อนของเมือง ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพฯ ยังขาดพิพิธภัณฑ์ในลักษณะนี้ โดยจะแบ่งพื้นที่เป็นโซนสาธารณะ นิทรรศการหมุนเวียน พื้นที่ Co-working space และจุดชมวิวบนชั้น 4-5 ที่สามารถมองเห็นวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารในมุมสูงได้ โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการฟรี

    อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ต้องอาศัยเวลาในการปรับปรุงพื้นที่ฝั่งดินแดงเพื่อรองรับการย้ายบุคลากร และต้องทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่และร้านค้ารายย่อยรอบบริเวณเสาชิงช้า ที่กังวลเรื่องกำลังซื้อที่อาจลดลง ซึ่งนายชัชชาติยืนยันว่า หากเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะที่มีชีวิตชีวา จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในย่านนี้ได้มากกว่าลูกค้าที่เป็นข้าราชการแบบเดิม

    นอกจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว กทม. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะและการปรับปรุงภูมิทัศน์ย่านต่างๆ ให้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เช่น การจัดเทศกาล Bangkok Design Week และการส่งเสริม Street Art ตามฝาท่อและกำแพงในชุมชนกว่า 160 จุด เพื่อเชื่อมโยงการเดินเท้าท่องเที่ยวระหว่างย่าน เจริญกรุง-ทรงวาด-ตลาดน้อย ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและดึงดูดคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ โครงการแลนด์มาร์คต่างๆ ทั้งสะพานคนเดิน ศูนย์ราชการคลองสาน และพิพิธภัณฑ์เมือง ถือเป็นการเตรียมความพร้อมและแบบแปลนเพื่อส่งต่อให้ผู้บริหารชุดต่อไป หรือหากตนเองได้มีโอกาสทำงานต่อ ก็พร้อมที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้กรุงเทพฯ มีจุดขายใหม่ที่ทัดเทียมมหานครอื่นๆ ทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/news/120553&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10EZ2QxisH6ElZkDavfxFw

  • ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงมอบของขวัญปีใหม่ | TOPNEWS

    ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงมอบของขวัญปีใหม่

    • เผยแพร่ : 31/12/2025 17:32

    ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยป้องกันชายแดนที่ 1 (กปช.1) และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 ร่วมกันให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างความมั่นใจและความประทับใจในการเดินทางท่องเที่ยว

    พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ กล่าวว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงได้จัดกิจกรรมสื่อถึงความรักและความปรารถนาดีผ่านของขวัญปีใหม่ ด้วยการมอบลูกอมมินิฮาร์ตและพวงกุญแจให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาร่วมงาน Amazing Betong Festival ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นไปด้วยความสุข ความปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของอำเภอเบตง

    3

    ascawc

    “เจ้ากรมข่าวทหารบก” สื่อความรู้สึก “กองทัพ” โดนหนัก 3 วาทกรรมด้อยค่า เจ็บปวดคำปรามาส “รบยังไงก็แพ้” ลั่นขออย่าทำ “มันบั่นทอน ความรู้สึกคนออกไปทำหน้าที่”

    PATTAYA COUNTDOWN 2026 บนชายหาดพัทยา เมืองพัทยาจุดพลุเฉลิมฉลองศักราชใหม่

    พลุสว่างกลางหาดใหญ่ รับศักราชใหม่ 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีทำบุญตักบาตรต้อนรับศักราชใหม่ 2569

    ถ้ารอบ 3 พนมเปญได้ดูเต็มตา! “ทัพฟ้าไทย” โชว์สมรรถนะเต็มบินรบ “ติดขีปนาวุธ-ล็อกเป้าเรดาร์” สวนปากสื่อเขมร ด้อยค่า T50Th

    “ดร.สามารถ” ขยายภาพปัญหา “มิตรภาพ” เผชิญปริมาณรถยนต์ ย้ำสำคัญถึงเวลาต้องจริงจังเดินหน้า “มอเตอร์เวย์” ทุกภาคทั่วไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1441698&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ww5mM3HE2fXsYrNp2HX19

  • จดหมายของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านถึงรัฐมนตรีต่างประเทศต่างๆ พร้อมเตือนความรับผิดชอบร่วมระดับโลกในการประณามพฤติกรรมละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

    จดหมายของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านถึงรัฐมนตรีต่างประเทศต่างๆ พร้อมเตือนความรับผิดชอบร่วมระดับโลกในการประณามพฤติกรรมละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

    จดหมายของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านถึงรัฐมนตรีต่างประเทศต่างๆ พร้อมเตือนความรับผิดชอบร่วมระดับโลกในการประณามพฤติกรรมละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

    ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ระบุว่าคำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายประณามคำกล่าวยั่วยุเหล่านี้อย่างชัดเจนและเด็ดขาด

    ในจดหมายฉบับนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอ้างถึงคำกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 และชี้ชัดว่า การข่มขู่ใช้กำลังต่ออิหร่านเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน ซึ่งห้ามการคุกคามหรือใช้กำลังต่ออธิปไตยและดินแดนของรัฐต่าง ๆ

    รัฐมนตรีต่างประเทศได้เตือนถึงการโจมตีทางทหารร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านในเดือนมิถุนายน 2025 พร้อมเน้นว่า คำขู่ล่าสุดสะท้อนความประสงค์ร้ายอย่างชัดเจนของสหรัฐฯ ในการสานต่อแนวทางที่ผิดกฎหมายและก้าวร้าว ซึ่งผลลัพธ์และความรับผิดชอบทั้งหมดจะตกอยู่กับสหรัฐฯ

    อารักชี ยังชี้ถึงคำยอมรับอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อบทบาทโดยตรงของสหรัฐฯ ในการโจมตีในเดือนมิถุนายน 2025 ต่อพลเมืองอิหร่าน โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และฐานนิวเคลียร์เพื่อสันติของอิหร่าน พร้อมระบุว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงและก่อให้เกิด ความรับผิดทางอาญาโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้อง

    ในส่วนอื่นของจดหมาย เขาระบุว่า การข่มขู่ต่อประเทศสมาชิกสหประชาชาติโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนอิสราเอล เป็นแบบอย่างสองมาตรฐานและทำลายอย่างร้ายแรงต่อระบอบการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมเน้นว่าการสนับสนุนแบบไม่มีเงื่อนไขของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอล ซึ่งเป็นผู้ถืออาวุธนิวเคลียร์เพียงประเทศเดียวในตะวันออกกลาง ทำให้ความมั่นคงในภูมิภาคและระดับนานาชาติได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

    รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เตือนถึงผลกระทบที่ร้ายแรงจากการนิ่งเฉยต่อคำขู่และการกระทำที่ผิดกฎหมายดังกล่าว พร้อมเน้นว่าการสร้างบรรยากาศที่ปราศจากการลงโทษ จะทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอลกล้าเดินหน้ากระทำพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากขึ้น และถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสันติภาพและความมั่นคงระดับโลก

    ในช่วงท้าย อารักชี ย้ำถึงสิทธิอันชอบธรรมและไม่อาจปฏิเสธได้ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในการป้องกันตัวตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ พร้อมระบุว่าอิหร่านจะไม่ลังเลที่จะตอบโต้ด้วยความเด็ดขาดและจะทำให้ฝ่ายที่โจมตีต้องเสียใจจากการกระทำของตน

  • เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

    เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

    เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ความกล้าครึ่งเดียวของนโยบายการศึกษาไทย

    รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร อาจารย์จากสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ท่ามกลางการหาเสียง พรรคการเมืองจำนวนมากนำเสนอนโยบาย “เรียนฟรี” ที่หยุดแค่“ระดับปริญญาตรี” ภาพเช่นนี้อาจทำให้ดูเสมือนว่าการเมืองไทยกำลังใส่ใจในความเสมอภาคทางการศึกษา ทว่าเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป นโยบายดังกล่าวยังคงเป็นเพียง “ความกล้าครึ่งเดียว” เพราะหลีกเลี่ยงคำถามเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือ เหตุใดรัฐไทยจึงยอมปล่อยให้การศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์มาอย่างยาวนาน โดยไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังในสนามการเมือง

    ในทางปฏิบัติ ระบบอุดมศึกษาไทยได้ยอมรับโดยปริยายว่า การศึกษาขั้นสูงคือ “เรื่องส่วนตัว” ของผู้เรียน ใครมีกำลังทรัพย์ย่อมไปต่อได้ ใครไม่มีต้องหยุดไว้เพียงเท่านั้น ตรรกะเช่นนี้ทำให้ “ปริญญาโทและปริญญาเอก” ถูกปฏิบัติไม่ต่างจากสินค้า ถูกออกแบบ ตั้งราคา และทำการตลาดตามกำลังซื้อ มากกว่าจะตั้งอยู่บนฐานความจำเป็นขององค์ความรู้เพื่อการพัฒนาประเทศ ผลลัพธ์คือ มหาวิทยาลัยจำนวนมากต้องพึ่งรายได้จากหลักสูตรบัณฑิตศึกษาเพื่อพยุงองค์กร ขณะที่บางแห่งทำการ “ขายวุฒิ” อย่างเป็นระบบ ความสำเร็จของผู้เรียนถูกวัดจากการ “จ่ายครบจบแน่”

    การปล่อยให้ตรรกะตลาดเข้าครอบงำการศึกษาขั้นสูง ไม่ได้เพียงสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง แต่ยังนำไปสู่ปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือการผลิตมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตที่ไม่สามารถทำหน้าที่เชิงพัฒนาใด ๆ ได้อย่างแท้จริง วุฒิการศึกษาขั้นสูงจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเพียง “ใบรับรองสถานะทางสังคม” มากกว่าจะเป็นหลักฐานแสดงความรู้ความสามารถทางวิชาการ หรือเปล่งศักยภาพในการผลิตองค์ความรู้ใหม่ ๆ

    ในสังคมที่ปริญญาเอกคือบัตรผ่านเข้าสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น การตั้งกำแพงที่มีเงินเป็นประตู ย่อมหมายถึงการผูกขาดอำนาจทางความคิดไว้กับกลุ่มคนที่มีกำลังทรัพย์ และส่งผลให้ประเทศได้ “จำนวน” ผู้จบการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ได้ “คุณภาพ” ขององค์ความรู้หรือศักยภาพในการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

    ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือสภาวะจำยอมที่มหาวิทยาลัยต้องลดเพดานของคุณภาพลงเพื่อรักษาฐาน “ลูกค้า” การเรียนฟรีในระดับนี้จึงไม่ใช่การแจกจ่ายทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงการศึกษากลับมาจากกลไกตลาด เพื่อให้มหาวิทยาลัยกลับไปทำหน้าที่คัดกรองผู้เรียนด้วยเกณฑ์ทางวิชาการที่เข้มงวด แทนที่จะเป็นด้วยฐานะทางการเงิน การทำให้ฟรีภายใต้การกำกับคุณภาพที่จริงจัง จะเป็นการทำลายวงจรธุรกิจการศึกษาและกอบกู้ความน่าเชื่อถือของปริญญาบัตรไทยให้กลับคืนมาเป็นเครื่องพิสูจน์ปัญญาอย่างแท้จริง

    หากเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่กรอบคิดพื้นฐานที่ยอมรับร่วมกัน ว่าการศึกษาระดับปริญญาเอกคือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมความรู้ มิใช่ “บริการเสริม” สำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ รัฐจึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ภายใต้การคัดเลือกที่เข้มงวดและการประเมินผลที่จริงจัง แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าการปล่อยให้ตลาดใช้ตัวเงินในการคัดกรองผู้เรียน คือการบั่นทอนศักยภาพเชิงปัญญาของประเทศในระยะยาว

    ความเงียบงันของการเมืองไทยต่อประเด็นนี้ สะท้อนสภาพเดิมที่การศึกษาขั้นสูงถูกทำให้เป็นพื้นที่ “สงวน” ของชนชั้นกลางระดับบน การเสนอ “นโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาตรี” จึงไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่คือการหลบเลี่ยงไม่กล้าแตะต้องแก่นของปัญหา ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำเชิงปัญญาดำรงอยู่ต่อไป

    เมื่อพิจารณาอย่างเป็นธรรมจะพบว่าผู้เรียนระดับนี้มีจำนวนจำกัด และการลงทุนจุดนี้ถือเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investment) หากรัฐกำหนดเงื่อนไขว่าความ “ฟรี” นั้น มาพร้อมกับพันธสัญญาในการวิจัยเพื่อตอบโจทย์วิกฤตของชาติ หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การลงทุนนี้ย่อมให้ผลตอบแทนเป็น “อธิปไตยทางปัญญา” ที่คุ้มค่ากว่านโยบายประชานิยมทั่วไป เพราะต้นทุนแฝงจากการขาดแคลนนักวิจัยคุณภาพ และการต้องพึ่งพาความรู้จากต่างประเทศนั้นมีมูลค่ามหาศาลกว่ามาก

    คำถามของการเมืองไทย คือเหตุใดรัฐยอมปล่อยให้การศึกษาขั้นสูงถูกทำให้เป็น “สินค้า” อยู่นานถึงเพียงนี้ หากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างที่ทุกพรรคการเมืองกล่าวอ้างจริง การทำให้การศึกษา “ฟรีอย่างมีเงื่อนไขและมีคุณภาพจนถึงระดับปริญญาเอก” จะเป็นนโยบายที่ควรทำมานานแล้ว โดยระบบการคัดเลือกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรของรัฐถูกส่งไปถึงผู้มีศักยภาพเชิงปัญญาโดยไม่เกี่ยงฐานะทางเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการศึกษาเพื่อสถานะ ไปสู่การศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/648013&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dQ4Q8oD2zMxIZE9od7MFN

  • “เกษตรสุรนารี น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”โชว์ผลงาน “จากหิ้งสู่ห้าง”

    “เกษตรสุรนารี น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”โชว์ผลงาน “จากหิ้งสู่ห้าง”

    การศึกษา

    “เกษตรสุรนารี น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”โชว์ผลงาน “จากหิ้งสู่ห้าง”

    วันพฤหัสบดี ที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.54 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “เกษตรสุรนารี น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”โชว์ผลงาน “จากหิ้งสู่ห้าง”

    งานเกษตรสุรนารี ประจำปี 2569  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ปรับรูปแบบและกิจกรรมให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เน้นกิจกรรมด้านวิชาการ งานวิจัย นวัตกรรม และสาระองค์ความรู้เป็นสำคัญ ภายใต้แนวคิด “เกษตรสุรนารี 36 ปี มทส. น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”  สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ซึ่ง มทส. จะดำเนินภารกิจครบ 36 ปี แห่งการสถาปนา ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดยยึดมั่นในบทบาทของการเป็น “มหาวิทยาลัยที่รับใช้และเป็นที่พึ่งพิงได้ของสังคม”  นำเสนอผลสัมฤทธิ์ด้านการบริการวิชาการ งานวิจัยและนวัตกรรม ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม

    พบกับ กิจกรรมภายในอาคารสุรพัฒน์ 2 จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสครบ 36 ปี  3 รอบนักษัตร 36 ปี มหาวิทยาลัย น้อมถวายความภักดี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์เด่นของมหาวิทยาลัยกว่า 70 ผลงาน ครอบคลุมหลากหลายสาขามาจัดแสดง “จากหิ้งสู่ห้าง” ต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพิ่มมูลค่าของภาคการเกษตร สร้างความสามารถทางการแข่งขัน สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ โดยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มโซนผลงานวิจัย ได้แก่  โซน 1: Korat Chicken Next Gen: ยกระดับไก่เนื้อโคราช จากงานวิจัยไก่โคราชสู่โมเดิร์นเทรด  โซน 2: Smart Livestock: ปศุสัตว์อัจฉริยะ พบกับโคราชวากิว ความหวังของเกษตรกรไทย และแพะ โซน 3: Smart Cassava: มันสำปะหลังยั่งยืน  โซน 4: Future Food: ผำ…โปรตีนแห่งอนาคต  พบกับ นวัตกรรมผำ ฟาร์มไข่ผำต้นแบบระดับอุตสาหกรรม โซน 5: Digital Health & Wellness: สุขภาพดีวิถีดิจิทัล อาทิ เจลลดรอยแผลเป็นจากสารสกัดเปปไทด์ หูฟังแพทย์ทางไกล แผ่นพื้นรองรองเท้าสำหรับนับก้าววัดสมดุลการทรงตัว เป็นต้น โซน 6: SUT 36th Anniversary: Innovation for All: 36 ปี มทส. นวัตกรรมเพื่อทุกคน เช่น เครื่องสแกนทุเรียน เครื่องกำจัดมอดข้าว โดรนเพื่อการเกษตร อาหารแห่งอนาคต กุ้งคอนโด อัญมณีเซรามิกจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อิฐมวลเบาจากขยะโฟมขาว ฯลฯ

    กิจกรรม IT Showcase จัดแสดงผลงานของคณาจารย์และนักศึกษาสำนักวิชาศาสตร์และศิลป์ดิจิทัล มทส. DGT Showcase 2026: Layered Bloom การประกวดโครงงานทางด้าน Coding เพื่อแก้ปัญหาภายในโรงเรียน การแข่งขันหุ่นยนต์เดินตามเส้น NGT Showcase เปิดโลกการค้าโลกกับนักรบเพื่อการส่งออก การสัมมนา “ยกระดับเกษตรมูลค่าสูงสู่ตลาดโลกด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” “ทิศทางการพัฒนาโคพรีเมียมสู่ Product Champion ไทย” การเสวนา “กลไกการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs สร้างรายได้ เพิ่มกำไร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านกลไก ITAP”

    นิทรรศการจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย หน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน  เผยแพร่ความรู้และให้บริการต่าง ๆ รวมไปถึงการให้บริการของโรงพยาบาล มทส. บริการตรวจวิเคราะห์ทองคำ โดย ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การให้บริการของเทคโนธานี อาทิ การประสานความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม บริการห้องปฏิบัติการทดสอบและการรับรองมาตรฐาน ที่ปรึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร การให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และจุดบริการ Wellness Center นวดผ่อนคลายด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย

    สำหรับภาคบันเทิง จัดขึ้นภายใต้กรอบความเหมาะสม เน้นกิจกรรมการแสดงเชิงวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีความเรียบง่าย และเปี่ยมด้วยความหมาย อาทิ การแสดงจากวงดนตรีลูกทุ่งโรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิต แชมป์จากรายการชิงช้าสวรรค์ 2025 วงโปงลางวิทยาลัยนาฏศิลป์ วงซอมพอดี และชมรมดนตรีสากล มทส. การแสดงคีตะมวยไทย การขับร้องเพลงเทิดพระเกียรติ และการประกวดขับร้องเพลงไทยลูกทุ่ง “ดาวรุ่งลูกทุ่งเกษตรสุรนารี” รวมทั้งยังได้ ชม…ชิม…ช้อป… ร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารภายในงานด้วย

    ขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และประชาชนทั่วไป ทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและใกล้เคียง เข้าชมงานและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ใน “งานเกษตรสุรนารี’ 69” ระหว่างวันที่ 9 – 11 มกราคม 2569 และ “งานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569” ในวันที่ 10 มกราคม 2569 เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ อาคารสุรพัฒน์ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/460664&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xz7CqfFCV0quqPs4_NDbj

  • ไทยฮอนด้าฯ จับมือ กทม. มอบหมวกกันนอค 16,500 ใบ

    ไทยฮอนด้าฯ จับมือ กทม. มอบหมวกกันนอค 16,500 ใบ

    ไทยฮอนด้าฯ ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ Honda (ฮอนดา) ในประเทศไทย เดินหน้าส่งต่อความห่วงใยสู่สังคมไทยในวาระครบรอบ 60 ปี ภายใต้โครงการรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศ “60 ปี ไทยฮอนด้าฯ ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน”

    ดร.อารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า โครงการคาราวานหมวกกันนอคในวาระครบรอบ 60 ปี ไทยฮอนด้าฯ เป็นความตั้งใจของไทยฮอนด้าฯ ในการตอบแทนคืนสู่สังคมไทย ผ่านการส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน โดยกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจังหวัดสุดท้ายของการเดินทาง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย

    ฮายาโตะ เซกุจิ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ไทยฮอนด้าฯ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการภายใต้แนวคิด “60 ปี ไทยฮอนด้าฯ ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” โดยตั้งใจส่งมอบหมวกกันนอค จำนวน 60,000 ใบ และได้รับความร่วมมือจากผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ Honda ทั่วประเทศ ร่วมสมทบเพิ่มเติมอีก 52,440 ใบ ทำให้สามารถส่งมอบหมวกกันนอครวมทั้งสิ้น 112,440 ใบ ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ


     
    “สำหรับการส่งมอบหมวกกันนอคจำนวน 16,500 ใบ ให้แก่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ไทยฮอนด้าฯ หวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกฝังวัฒนธรรมการสวมหมวกกันนอค และสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และสถานศึกษา ในการส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถจักรยานยนต์ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม”

    ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กล่าวว่า กรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ การได้รับการสนับสนุนหมวกกันนอคจากไทยฮอนด้าฯ ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และสถานศึกษา ในการสร้างความตระหนักรู้ และส่งเสริมการสวมหมวกกันนอคในชีวิตประจำวัน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนเช่นนี้ เป็นพลังสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน และสร้างสังคมเมืองที่ปลอดภัย


     
    โครงการ “60 ปี ไทยฮอนด้าฯ ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” สะท้อนความมุ่งมั่นของไทยฮอนด้าฯ ในการดำเนินกิจกรรมด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงในวาระครบรอบ 60 ปีเท่านั้น แต่เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และผลักดันสังคมไทยไปสู่เป้าหมาย การลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ (Zero Accident) ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/570242&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g9JFxSZYio84pyRF50g_f

  • พลังแห่งการเยียวยา

    พลังแห่งการเยียวยา

    สวัสดีปีใหม่ 2569 ขอให้ปีนี้เมตตาประเทศไทยและคนไทยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายใดๆทั้งปวง

    มีหนังสือดีๆอีกเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนหยิบมาอ่านในช่วงปีใหม่ 2569 ได้รับมาจากมือของ ดร.ทันตแพทย์ อนุศักดิ์ คงมาลัย อดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่ท่านได้ถ่ายทอดผลการศึกษาแนวคิด ฟิสิกส์ควอนตัมกับพุทธศาสนา จึงขออนุญาตหยิบยกข้อคิดจากการได้อ่านบทความเรื่อง “เมตตาในรูปของพลังงาน” จากหนังสือ “หัวใจควอนตัมของพระพุทธเจ้า”มีเนื้อหาสำคัญดังนี้

    ในโลกปัจจุบันที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง พลังที่ลึกซึ้งที่สุดในตัวมนุษย์อาจไม่ใช่เพียงแค่สติปัญญาหรือความสำเร็จที่จับต้องได้ แต่คือ “เมตตา” ซึ่งเป็นพลังงานที่อ่อนโยนแต่ทรงอานุภาพที่สุดอย่างหนึ่งในธรรมชาติ ตามหลักพุทธศาสนา เมตตามิใช่เพียงแค่อารมณ์ความรู้สึกชั่วครั้งชั่วคราว แต่เปรียบเสมือน พลังงานทางจิต ที่สามารถแผ่ออกไปได้จริง คล้ายกับแสงสว่างจากเปลวเทียนที่ส่งต่อไปยังเล่มอื่นได้โดยไม่ลดทอนความสว่างของตัวเองลง

    วิทยาศาสตร์รองรับพลังแห่งเมตตา งานวิจัยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มชี้ให้เห็นว่า การฝึกแผ่เมตตา (Loving-kindness meditation) ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมอง โดยเฉพาะในส่วน Prefrontal Cortex และ Insula ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติผ่านการแปรผันของอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Variability หรือ HRV)

    ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน หัวใจไม่ได้เป็นเพียงปั๊มเลือด แต่เป็นอวัยวะที่มีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกมารอบตัว สถาบัน Heart Math Institute พบว่า เมื่อบุคคลเข้าสู่ภาวะ “Coherence” หรือภาวะที่หัวใจ สมอง และอารมณ์รวมตัวเป็นหนึ่งเดียว สนามพลังที่แผ่ออกมาจะมีรูปแบบที่สม่ำเสมอและส่งผลเชิงบวกต่อผู้ที่อยู่ใกล้เคียงอย่างมีนัยสำคัญ (ยังมีต่อ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/bot-bunnatikarn/119464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ASzlBRnmJ9h5UJ9AXkfya

  • ‘ขิง-ชุติกาญจน์’ ป้อง ‘ไอซ์-รักชนก’ สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง ไม่ดิสเครดิตผู้หญิง

    ‘ขิง-ชุติกาญจน์’ ป้อง ‘ไอซ์-รักชนก’ สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง ไม่ดิสเครดิตผู้หญิง

    ‘ขิง-ชุติกาญจน์’ ป้อง ‘ไอซ์-รักชนก’ สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง ไม่ดิสเครดิตผู้หญิง

    วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.22 น.

    Tag :

    “ขิง ชุติกาญจน์” ป้อง “ไอซ์ รักชนก” เรียกร้องสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง ทำการเมืองสะอาด ไม่ดิสเครดิตผู้หญิง

    วันที่ 31 ธันวาคม 2568 นางสาวชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” สส.กทม. พรรคประชาชน ถูกนักวิชาการระดับอาจารย์วิพากษ์วิจารณ์โดยพาดพิงถึงครอบครัวที่ภายหลัง รักชนกออกมายืนยันว่าบางส่วนไม่เป็นความจริง โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และไม่น่าเคารพอย่างยิ่ง

    นางสาวชุติกาญจน์ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวมีเจตนาเพื่อดิสเครดิตด้วยการด้อยค่าผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ “อารยชน” ไม่พึงกระทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะเป็นถึงอาจารย์ มีต้นทุนทางสังคมที่ดี ครอบครัวสมบูรณ์ และการศึกษาสูง ควรตระหนักว่าการพยายามดึงคนอื่นให้ต่ำลงไม่ได้ทำให้ตนเองสูงส่งขึ้น แต่กลับทำให้ผู้ถูกกระทำดูโดดเด่นและมีวุฒิภาวะมากกว่า

    “คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกอาชีพพ่อแม่หรือฐานะไม่ได้ แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือการกระทำและคำพูด ว่าจะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร จะพูดจาทิ่มแทงความรู้สึกคนอื่นหรือไม่ ต่อให้คุณเติบโตมาในครอบครัวที่พร้อม แต่การกระทำของคุณคือพยายามดึงคนอื่นต่ำลง มันไม่ได้ทำให้ตัวคุณสูงขึ้นเลย” รองโฆษกพรรคประชาชน ระบุ

    ทั้งนี้ นางสาวชุติกาญจน์ ทิ้งท้ายด้วยการเรียกร้องให้สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง โดยย้ำว่าจุดเริ่มต้นของสังคมที่ดีคือ “การเมืองที่สะอาด” ที่แข่งขันกันด้วยนโยบาย ข้อมูล และเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่การมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการสกปรกเช่นนี้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/938225&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aJ-4yyhBGpOTpDA-GTQXH

  • ถูกกล่าวหาเคลมผลงาน หลัง ขอบคุณ “อนุทิน-สส.ภูมิใจไทย“ ดันกม.คุกคามทางเพศ มีผลบังคับใช้แล้ว – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ถูกกล่าวหาเคลมผลงาน หลัง ขอบคุณ “อนุทิน-สส.ภูมิใจไทย“ ดันกม.คุกคามทางเพศ มีผลบังคับใช้แล้ว – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/112069&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SLBrwPALxzwFsFA39f5kO