Blog

  • เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

    เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

    เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

    ขนาดเศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงหน้าไทย’ ภายในปีนี้ ขณะที่ไทยกลับเผชิญภาวะชะงักงันทั้งจากปัญหาภายใน ความตึงเครียดตามแนวชายแดน และแรงกดดันเชิงโครงสร้าง จนเสี่ยงเสียตำแหน่งทางเศรษฐกิจในอาเซียน

    เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า เวียดนามกำลังมีแนวโน้มจะ “แซงหน้าไทย” ในด้านขนาดเศรษฐกิจที่วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ได้เร็วที่สุด “ภายในปีนี้” โดยแรงหนุนหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด

    ภูมิทัศน์เศรษฐกิจของอาเซียนกำลังเปลี่ยนไป เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศและความขัดแย้งตามแนวชายแดนกับกัมพูชา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง

    จีดีพีที่แท้จริง (Real GDP) ของเวียดนามในปี 2025 คาดว่าจะขยายตัว “ราว 8%” และรัฐบาลฮานอยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต “มากกว่า 10%” ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป แม้บางฝ่ายจะมองว่าเป้าหมายดังกล่าวทะเยอทะยานเกินไป แต่นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งย้ำว่า “การเติบโตระดับสองหลักเป็นสิ่งที่ทำได้” ในงานเศรษฐกิจเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

    หากการเติบโตเร่งตัวได้ตามแผน ตัวเลข Nominal GDP ของเวียดนามอาจแตะระดับกลาง 500,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือ 2027 ซึ่งจะแซงหน้าไทย และอาจก้าวขึ้นเป็น “เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” รองจากอินโดนีเซีย

    ขณะที่ GDP ต่อหัวจะสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับระดับของอินโดนีเซีย

    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ โดยแผนการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นราว 26% ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามการประเมินของ คาน วัน ลัก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการลงทุนและพัฒนาแห่งเวียดนาม (BIDV) ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ

    เห็นได้จากสนามบินแห่งใหม่ใกล้เมืองโฮจิมินห์มีกำหนดเปิดใช้งานในปี 2026 ขณะที่โครงการรถไฟทางตอนเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน ก็เริ่มก่อสร้างแล้ว

    อย่างไรก็ดี การปฏิรูปกฎหมายและการลดขั้นตอนทางราชการ ยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งเสริมการลงทุนในระยะต่อไป โดยมีโครงการลงทุนมากกว่า 2,000 โครงการที่ยังติดขัดปัญหาบางประการ ตามที่คาน วัน ลักระบุ

    ในขณะเดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดว่า GDP ที่แท้จริงของไทยจะขยายตัว “เพียง 1.5%” ในปี 2026 ลดลง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากปีก่อนหน้า

    ไม่เพียงเท่านั้น ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงกำลังกดดันการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้ช้า และเมื่อภาษีนำเข้าของสหรัฐกดดันภาคการผลิต ไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกแซงหน้าไม่เพียงแค่โดยเวียดนามเท่านั้น แต่รวมถึงฟิลิปปินส์ด้วย

    เมื่อปีที่แล้ว ซูซูกิ มอเตอร์ ถอนตัวจากการผลิตรถยนต์สี่ล้อในประเทศไทย ขณะที่ ฮอนด้า มอเตอร์ ก็ลดขนาดการผลิตลง

    ก่อนหน้านั้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีประชากรราว 700 ล้านคน เคยถูกมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก แต่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาได้ทวีความรุนแรง และปะทุเป็นการสู้รบหนักในเดือนธันวาคม ส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศชะลอลง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

    คัง วู นักวิชาการรับเชิญจากมหาวิทยาลัยบอสตันคอลเลจ ระบุว่า เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเตือนว่าความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเล และอาจดึงภูมิภาคนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนในภาพใหญ่

    อ้างอิง: nikkei

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1215121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZvMCXLzMTd9XYf74OI_xw

  • คลัง-พลังงาน สั่งจับตาราคาน้ำมัน หลังสหรัฐฯโจมตีเวเนซุเอลา หวั่นกระทบศก.ทางอ้อม

    คลัง-พลังงาน สั่งจับตาราคาน้ำมัน หลังสหรัฐฯโจมตีเวเนซุเอลา หวั่นกระทบศก.ทางอ้อม

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงสถานการณ์ภายหลังสหรัฐฯ เข้าปฏิบัติการทางทหาร และประกาศจะเข้าไปบริหารจัดการแหล่งน้ำมันดิบในเวเนซุเอลาว่า ผลกระทบที่ต้องจับตาในทางเศรษฐกิจ คือ เรื่องของน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าผลกระทบทางตรงกับประเทศไทยอาจจะมีไม่มากนัก แต่ถ้าจะมีผลกระทบก็เป็นผลกระทบทางอ้อมในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของทิศทางราคาน้ำมัน โดยเรื่องนี้ได้ประสานไปยังรมว.พลังงานให้ดูแลในส่วนนี้แล้ว

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในเวเนซุเอลา ในระยะสั้นต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบต่อไป

    ส่วนที่ต้องจับตามองในระยะต่อไปคือ ประเด็นความกังวลเรื่องอุปทานของน้ำมันในตลาดโลกว่าจะมีเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการได้ดี จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศเวเนซุเอลาเป็นแหล่งที่มีปริมาณสำรองน้ำมันในระดับสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/121085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw002jrgb89vhcthpEvbl9RJ

  • ‘พลังประชารัฐ’ ชู ‘หมู่บ้านเงินล้าน’ ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ยั่งยืน  | เดลินิวส์

    ‘พลังประชารัฐ’ ชู ‘หมู่บ้านเงินล้าน’ ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ยั่งยืน  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 69 ที่วิลล่า เดอบัว ถนนเทพรักษ์ เขตบางเขน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคยืนยันไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงไม่แก้รัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริต โดยพรรคยืนหยัดคุ้มครองหลักการพื้นฐานของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ ควบคู่กับการรักษากลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจให้เข้มแข็ง ไม่ลดอำนาจองค์กรอิสระ และไม่ลดมาตรฐานคุณสมบัติและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ โดยยังคงหลักนิติรัฐและกลไกปราบปรามการทุจริต เพื่อให้การใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ด้านนายยุทธนา ศรีตะบุตร ผู้สมัคร สส.หนองคาย เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึง นโยบายภายใต้เสาหลัก “ฟื้นฟู” ที่มีผลต่อประชาชนอย่างชัดเจน คือโครงการหมู่บ้านเงินล้าน หรือชุมชนประชารัฐ ซึ่งโครงการดังกล่าวแตกต่างจากกองทุนหมู่บ้านเดิม เนื่องจากดำเนินการภายใต้แนวคิด “รัฐออกทุน ประชาชนร่วมลงแรง” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การแจกเงินใช้ครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการให้ทุนทำกินเพื่อสร้างรายได้จริงในชุมชน

    นายยุทธนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งแต่การยกระดับเอกสารสิทธิ ปุ๋ยคนละครึ่ง การขายได้ก่อนปลูก และการพัฒนาตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนสูงและความไม่แน่นอนด้านราคา เปลี่ยนระบบเกษตรไทยให้มีหลักประกันรายได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มเพาะปลูก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5471572/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EqnTcAbWHHMH0B10AXwuJ

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • ถอดบทเรียน! ‘เวเนซุเอลา’ พึ่งเศรษฐกิจด้านเดียว ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม-ไม่ใช้นวัตกรรม

    ถอดบทเรียน! ‘เวเนซุเอลา’ พึ่งเศรษฐกิจด้านเดียว ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม-ไม่ใช้นวัตกรรม

    • เงินเฟ้อขั้นวิกฤต

    รัฐบาลแก้ปัญหาขาดงบด้วยการ “พิมพ์เงิน” ค่าเงินโบลิวาร์จึงแทบไร้ค่าเงินเฟ้อพุ่งเป็นหลักล้านเปอร์เซ็นต์เงินเดือนใช้ซื้ออาหารไม่ได้ภายในไม่กี่วัน

    • คอร์รัปชันและขาดความโปร่งใส

    รายได้จากน้ำมันจำนวนมหาศาลไม่ถูกใช้พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนแต่รั่วไหลผ่านการทุจริตและผลประโยชน์ทางการเมืองทำให้โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข และการศึกษาเสื่อมถอย

    • มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

    ภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองเวเนซุเอลาถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และพันธมิตรยิ่งทำให้ส่งออกน้ำมันยาก เงินทุนไหลเข้าไม่ได้ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตามแม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันสำรองมากที่สุดอันดับต้นๆของโลก และมีแร่เหล็ก ทองคำ บอกไซต์ โคลแทน และแร่อื่นๆอีกจำนวนมากแต่สิ่งที่ประเทศนี้ทำมาตลอดคือ ขายวัตถุดิบดิบๆแทบทั้งหมด จึงทำให้เกิดปัญหาหลักคืออะไร

    • พึ่งพาการขายน้ำมันและแร่แบบไม่แปรรูป
    • ไม่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ปิโตรเคมี เหล็กกล้า อิเล็กทรอนิกส์
    • รายได้เลยผันผวนหนักตามราคาตลาดโลก
    • รัฐผูกขาด ไม่เปิดให้เอกชนแข่งขัน
    • ภาคเหมืองและพลังงานอยู่ในมือรัฐ
    • ขาดนวัตกรรม เทคโนโลยี และประสิทธิภาพการผลิต
    • ไม่ลงทุนในคนและเทคโนโลยี
    • รายได้จากทรัพยากรถูกนำไปอุดหนุนประชานิยม
    • มากกว่าสร้างโรงงาน ความรู้ และทักษะแรงงาน
    • คอร์รัปชัน + บริหารจัดการล้มเหลว
    • เงินจากทรัพยากรรั่วไหล
    • โครงสร้างพื้นฐานและโรงงานเสื่อมโทรม

    ดังนั้นจึงทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ

    • เศรษฐกิจไม่หลากหลาย
    • เมื่อราคาน้ำมันตก ประเทศทรุดทันที
    • ขาดเงินนำเข้าอาหาร ยา และเทคโนโลยี
    • เงินเฟ้อรุนแรง ประชาชนยากจน แม้ “อยู่บนกองทรัพยากร”

    ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คือ บทเรียนราคาแพงของเวเนซุเอลา ที่ไทยควรศึกษาว่าไม่ควรพึ่งพาเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวด้านใดต้านหนึ่ง และจะต้องต่อยอด สร้างมูลค้าเพิ่ม พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงระบบบริหารประเทศต้องโปร่งใส

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_QJ7JJxNDakk1b2hnnGfk

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • ‘พิชัย’ ประเมิน ศก.ไทย 69 เสี่ยงตกต่ำ ชง7ข้อให้ ‘รัฐบาล’ เร่งทำ

    ‘พิชัย’ ประเมิน ศก.ไทย 69 เสี่ยงตกต่ำ ชง7ข้อให้ ‘รัฐบาล’ เร่งทำ

    Politics

    05 ม.ค. 2026 เวลา 9:48 น.

    'พิชัย' ประเมิน ศก.ไทย 69 เสี่ยงตกต่ำ ชง7ข้อให้ 'รัฐบาล' เร่งทำ

    “พิชัย” ห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยปี69 เสี่ยงตกต่ำ ย่ำแย่ ชง7 ข้อเสนอให้ “รัฐบาลใหม่” เร่งทำ เน้นการแก้ปัญหาหนี้ประชาชน-การส่งออก-นำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพ

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวคาดการณ์ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะตกต่ำ และย่ำแย่ หลังหลายสำนักทำนายการขยายตัวทางเศรษฐกิจว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% นอกจากนั้นแล้วเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 โดยการส่งออกปี 2567 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 2568 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12%  แต่การส่งออกในปี 2569 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้  ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งตนมีข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ให้เร่งดำเนินการ ได้แก่  

     1.ด้านการบริโภคภายในประเทศ แก้ปัญหาหนี้ของประชาชน รวมถึงแก้หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจ อีกทั้งต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝากให้แคบลง  ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง 

    2.ด้านการส่งออก  ต้องขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า และเพิ่มการเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ   

    3.ด้านการลงทุน จำเป็นต้องงลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอเลคโทรนิค  รถยนต์ไฟฟ้า  ดาต้าเซนเตอร์ เอไอ พลังงานสะอาดให้มากขึ้น

    4. สนับสนุนและส่งเสริมการเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) ต้องเร่งเจรจาสานต่อให้สำเร็จ

    5. ด้านการเจรจาการค้ากับสหรัฐ  จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว. พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซูเอล่าและภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

    6.ด้านราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ  การจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต  

    7.ด้านการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี ที่กระทบต่อกลุ่มเอสเอ็มอีอย่างมากเพราะไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นต้องเร่งนโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1215120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JWmlJKtllpAgKeGSE3sRi

  • โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจปี “ม้าไฟ” ลุ้นรัฐบาลมีฝีมือพาคนไทยรอด | เดลินิวส์

    โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจปี “ม้าไฟ” ลุ้นรัฐบาลมีฝีมือพาคนไทยรอด | เดลินิวส์

    ว่ากันว่า…เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะมีอาการสาหัสสากรรจ์ โดยเชื่อว่าจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี หรือในรอบ 3 ทศวรรษ

    หลายสำนักวิจัยประเมินว่าจีดีพีไทยในปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 2% หรือคาดว่าเติบโตได้เพียงแค่ 1.5-1.6% เท่านั้น ด้วยเพราะมีสารพัดปัจจัยที่เข้ามากดดัน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลักที่ 60-70% แต่เมื่อถูกแรงกดดันจากภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”

    บรรดาผู้ส่งออก ต่างเร่งส่งออกในปีที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อยอีก 19%  จนทำให้การส่งออกในช่วง 11 เดือนของปีที่แล้ว พุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์

    มูลค่าการส่งออกมีมากกว่า 10.207 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.6% ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่มีการส่งออกสินค้า

    ไม่ใช่เรื่องแปลก!! ที่ผู้ส่งออก ภาคเอกชน ก็ต้องป้องกันความเสี่ยงเพื่อปกป้องธุรกิจไม่ให้เจ๊งระเนระนาด ต้อง…แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปก่อน

    แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกัน ในเมื่อเร่งส่งออกเกินความจริงไปมากมายขนาดนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมา ออเดอร์ใหม่จะมีเข้ามาได้แค่ไหน นี่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่

    หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินกันว่า ในปี 2569 นี้ การส่งออกไทยจะไม่ขยายตัว หรือ เผลอ ๆ อาจติดลบไปด้วยซ้ำ

    ไม่ใช่แค่เพียงการใช้นโยบายภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ เท่านั้นที่กดดันเศรษฐกิจไทย เพราะยังมีปัจจัยเรื่องการค้าโลก เศรษฐกิจโลก ที่มีปัญหา

    ด้วยเหตุนี้… การหวังพึ่ง “การท่องเที่ยว” ที่เป็นพระเอกสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ไม่เป็นไปตามที่คาด

    เพราะล่าสุด รายได้จากการท่องเที่ยวในปีที่ผ่านมาก็ติดลบมากถึง 4.71%  โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพียง 33 ล้านคน ลดลงมากถึง 7%  ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย มาเป็นอันดับ 1 ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน ที่เคยเป็นซูเปอร์สตาร์ ก็หล่นไปอยู่อันดับสอง ที่ 4.47 ล้านคน

    ดังนั้น… โอกาสของการนำเรื่องของการท่องเที่ยว มาช่วยสนับสนุนรายได้ของประเทศในปีนี้ ก็เป็นเรื่องที่ยาก ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานกันอย่างหนัก

    อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของคนไทย ที่ถือว่าเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไม่น้อย ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการเป็น “หนี้” ที่พบว่าหนี้ครัวเรือนไทยได้พุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยอยู่ที่ประมาณครัวเรือนละ 7 แสนบาท

    ในเมื่อครัวเรือนยังเป็นหนี้ในอัตราที่สูง ความสามารถในการบริโภค การจับจ่ายใช้สอยก็ย่อมต้องลดน้อยหดตามไปด้วย ท่ามกลายรายได้ที่เพิ่มไม่ทันกับรายจ่าย นั่น…ย่อมกดให้การบริโภคภาคเอชนถดถอยตามไปด้วยเช่นกัน

    เครื่องจักรใหญ่ในปี 2569 ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ จึงหนีไม่พ้นเรื่องของ “การลงทุน” ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน

    แต่ก็อีกนั่นแหล่ะในเมื่อการเมืองไทยยังอยู่ระหว่าง “คาบลูกคาบดอก” ว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนเดิมอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือไม่ ยังตอบไม่ได้?

    ความไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมือง จึงกลายเป็นอีกหนึ่งที่เข้ามาปัจจัยกดดันเศรษฐกิจเช่นกัน ต่อให้เอกชนจะชาชินกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

    แต่!! ก็ปฎิเสธไม่ได้เช่นกัน ว่า “นโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง” ก็มีผลกระทบต่อการทำมาหากินของภาคธุรกิจไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะอยู่รอดหรือไม่? หากรัฐบาลไม่สนับสนุน

    ขณะที่การลงทุนภาครัฐ ที่ย่อมต้องได้รับผลกระทบแน่นอนจากนโยบายของรัฐบาล เพราะย่อมต้องขึ้นอยู่กับว่าพรรคใด ค่ายใด ที่จะเข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาล

    เช่นเดียวกับเรื่องของการล่าช้าในการผลักดัน “งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570”  ที่ต้องล่าช้าออกไป จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่

    สารพัดสารพันปัญหาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นใน “ปีม้าไฟ” จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้ทีมบริหารเศรษฐกิจที่ “มีฝีมือ” ที่ “ทำเป็น” เพื่อพาคนไทยทั้งประเทศให้อยู่รอด!!

    ……………………………………….
    คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
    โดย “ช่อชมพู”

    อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5468759/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C9sSxeiUHS1BJTFaVG9HW