Blog

  • คมนาคมเดินหน้าอุโมงค์ “บาโรย-ทุ่งตำเสา” หวังพลิกโฉมโลจิสติกส์-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง

    คมนาคมเดินหน้าอุโมงค์ “บาโรย-ทุ่งตำเสา” หวังพลิกโฉมโลจิสติกส์-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง

    คมนาคมเดินหน้าอุโมงค์ “บาโรย-ทุ่งตำเสา” หวังพลิกโฉมโลจิสติกส์-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำทีมผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานจากเหตุอุทกภัยปี 2568 พร้อมประกาศเดินหน้ายกระดับโครงข่ายคมนาคมเชื่อม 2 ฝั่งทะเล (อันดามัน – อ่าวไทย) ชูไฮไลต์โครงการอุโมงค์ “บาโรย – ทุ่งตำเสา” ที่จะเข้ามาพลิกโฉมระบบโลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่างอย่างยั่งยืน

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้ลงตรวจจุดที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปี 2568 บริเวณสะพานข้ามคลองอู่ตะเภา ทางหลวงหมายเลข 4145 (ตอนคลองแงะ – บาโรย) ซึ่งปัจจุบัน กรมทางหลวงได้นำสะพานแบริ่งมาติดตั้ง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชนสัญจรได้ชั่วคราว กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง ได้เร่งรัดการทำงานเพื่อคืนพื้นที่ผิวจราจรให้กับชาวบ้านให้ได้เร็วที่สุด และได้เตรียมเสนอของบประมาณปี 2570 เพื่อใช้ก่อสร้างสะพานให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จึงขอให้พี่น้องชาวตำบลคลองแงะ และพื้นที่บาโรยเชื่อมั่นได้ว่าภายในปี 2570 สะพานแห่งนี้ จะเสร็จสมบูรณ์อย่างแน่นอน

    นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้ขับเคลื่อนโครงการเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมต่อจังหวัดสงขลา สตูล และปัตตานี (Missing Link) ผ่านทางหลวงหมายเลข 4145 และ 4137 ระยะทาง 19.8 กิโลเมตร โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ การก่อสร้างอุโมงค์ความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะลดระยะทางเดินทางได้ถึง 50-60 กิโลเมตร และประหยัดเวลาได้กว่า 40 นาที ในการเดินทางจาก ต.บาโรย จ.สงขลา ถึง ต.ทุ่งตำเสา จ.สตูล

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถนนเส้นนี้เป็นความหวังของประชาชนมาไม่น้อยกว่า 40 ปี ตนในฐานะที่ได้รับการมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในยุคนี้ หากเส้นทางนี้สำเร็จ พี่น้องจาก อ.สะเดา หรือนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ที่จะไปขึ้นเรือที่ท่าเรือปากบารา หรือตำมะลัง จ.สตูล จะประหยัดเวลาการเดินทางได้อย่างมหาศาล

    พร้อมแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการนี้เกิดประโยชน์สูงสุดควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยกรมทางหลวง จะดำเนินการศึกษาและออกแบบอย่างรัดกุม โดยจะใช้เทคโนโลยีการเจาะอุโมงค์ลอดผ่าน ซึ่งเป็นวิธีที่รักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุด เพื่อความสบายใจของพี่น้องประชาชนและสังคมโลก พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกร่วมกันให้โครงการนี้ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และเดินหน้าต่อไปได้

    ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะเป็นเส้นทางเชื่อมจังหวัดที่ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียสู่หมู่เกาะตะรุเตา เกาะเภตรา และเกาะหลีเป๊ะ รวมถึงกระตุ้นการค้าชายแดน สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000053872&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fRebKvxuEzEUZA0T6RnZB

  • อันซีนประจวบคีรีขันธ์! สามร้อยยอดด้านทิศเหนือ วิวหลักล้าน ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย

    อันซีนประจวบคีรีขันธ์! สามร้อยยอดด้านทิศเหนือ วิวหลักล้าน ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/152490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YiOvZ-wadDmdArNQp2NGu

  • แห่เที่ยวชมปราสาทตาควาย-เนิน 350 คึกคัก ยอดทะลุ 1,600 คน

    แห่เที่ยวชมปราสาทตาควาย-เนิน 350 คึกคัก ยอดทะลุ 1,600 คน

    นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวชมปราสาทตาควาย-เนิน 350 คึกคัก! หลังเปิดให้เข้าชมรอบที่สอง ยอดทะลุ 1,600 คน

    วันที่ 7 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บริเวณโรงเรียนไทยสันติสุข ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวจากหลายพื้นที่เดินทางมาร่วมงานส่งเสริมการเกษตร “ของดีบักได” และท่องเที่ยวชมความงดงามของปราสาทตาควายกันอย่างต่อเนื่อง

    โดยตั้งแต่ช่วงเช้าพบว่ามีนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางเข้าพื้นที่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ลานจอดรถบริเวณจุดบริการเต็มอย่างรวดเร็ว บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก สร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นอย่างดี

    สตริงเกอร์ สุรินทร์
    นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวชมปราสาทตาควาย-เนิน 350 คึกคัก

    ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลบักได ได้จัดรถสองแถวรับ-ส่งนักท่องเที่ยวขึ้นไปยังปราสาทตาควาย เพื่ออำนวยความสะดวก โดยคิดค่าบริการคนละ 100 บาท ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากช่วยลดปัญหาการจราจรและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางขึ้นสู่แหล่งท่องเที่ยว

    สำหรับปราสาทตาควาย ถือเป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญบริเวณแนวชายแดน ที่มีความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเกษตรของตำบลบักได ที่ช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

    และในวันนี้พบว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชม ทั้งที่ลงทะเบียนผ่านอแพลิเคชั่นและมาลงทะเบียนที่โรงเรียนบ้านไทยสันติสุข รวมตลอดทั้งวันจำนวน 1,600 คน โดยปิดลงทะเบียนในเวลา 13.30 น.

    ด้านนางสกลสุภา บัวพา อายุ 56 ปี รองอุปนายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ตนได้นำคณะนักท่องเที่ยวเดินทางมาด้วยรถบัสจำนวน 1 คัน หลังทราบข่าวการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมปราสาทตาควายและเนิน 350 อีกครั้ง จึงถือโอกาสพาคณะมาเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญบริเวณชายแดน

    อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศการท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคักและมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลายคนยังคงมีความกังวลและติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุความตึงเครียดมาก่อน

    ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่พบว่านักท่องเที่ยวยังคงให้ความสนใจเดินทางมาเที่ยวชมโบราณสถาน ถ่ายภาพ และสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ โดยเชื่อมั่นในการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน

    สตริงเกอร์ สุรินทร์
    นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวชมปราสาทตาควาย-เนิน 350 คึกคัก

    ด้านนางปทิตา ตันติวรานนท์ ส.ส.สุรินทร์ เขต 8 เปิดเผยว่า กระแสตอบรับการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมปราสาทตาควายและเนิน 350 ในครั้งนี้ ถือว่าดีเกินความคาดหมาย มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน คาดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปิดให้เข้าชมครั้งแรกในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายคนอาจยังไม่มีโอกาสเดินทางมาเยือน จึงทำให้การเปิดครั้งที่ 2 ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

    ทั้งนี้ ในด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ตนเตรียมหารือร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอพนมดงรักให้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวก และการประชาสัมพันธ์ เพื่อผลักดันให้อำเภอพนมดงรักก้าวสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ และเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และเกษตรกรรมที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป.

    ทั้งนี้ จะมีการเปิดให้เข้าไปเที่ยวชมปราสาทตาควาย-เนิน 350 อีกครั้งในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 13 และ 14 มิ.ย.69 นี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเฉพาะกิจ ประกอบกิจกรรม พนมดงรัก โมโต้ครอส ครั้งที่ 1 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและแหล่งประวัติศาสตร์ วิสาหกิจชุมชน ในวันที่ 14 มิ.ย.69 นี้ อีกด้วย

    สตริงเกอร์ สุรินทร์
    นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวชมปราสาทตาควาย-เนิน 350 คึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/277098&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3peNkD-XzMq8Nq_XPCiyt_

  • “หนานซา” อดีตดินแดนเกษตรกรรม สู่เมืองกีฬาและศูนย์กลางเทนนิสโลก | เดลินิวส์

    “หนานซา” อดีตดินแดนเกษตรกรรม สู่เมืองกีฬาและศูนย์กลางเทนนิสโลก | เดลินิวส์

    ด้วยความที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของหนานซาในอดีตเกิดจากการทับถมของตะกอนดินและโคลนที่ไหลมาตามแม่น้ำเพิร์ล สะสมเป็นเวลาหลายพันปีจนกลายเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ นับตั้งแต่ยุคโบราณพื้นที่แถบนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวประมงและเกษตรกรเพาะปลูกข้าว ทำให้มีวัฒนธรรมริมน้ำที่เรียกว่า “วัฒนธรรมตั้นเจีย” ซึ่งเป็นคำเรียกชาวเรือที่ใช้ชีวิตอยู่บนเรือเป็นหลัก

    วันนี้หนานซาก้าวขึ้นสู่ทำเลทองเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามองที่สุดในเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) นอกจากความโดดเด่นด้านโลจิสติกส์และนวัตกรรมดิจิทัลแล้ว หมุดหมายใหม่ที่รัฐบาลจีนกำลังผลักดันอย่างจริงจังคือการเปลี่ยนโฉมหนานซาให้กลายเป็น “เมืองแห่งกีฬา” และจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    เขตหนานซา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “นครกว่างโจว” ได้รับเกียรติเป็นเวทีจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติหลากหลายรายการ ท่ามกลางทัศนียภาพชายฝั่งทะเลอันงดงามชวนหลงใหล อีกทั้งยังเป็นจุดบรรจบระหว่างมรดกวัฒนธรรมหลิงหนานอายุนับพันปีกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดิจิทัลยุคใหม่ได้อย่างกลมกลืน ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจเรือสำราญและกีฬาทางน้ำก็กำลังหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊าอย่างลงตัว

    หนานซาไม่ได้เป็นเพียง “เขตใหม่ระดับชาติ” และ “เขตการค้าเสรีนำร่อง” เท่านั้น หากยังมีบทบาทในฐานะ “เขตสาธิตความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างกวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊า” โดยสถานะเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้เปิดโอกาสให้หนานซาริเริ่มแนวทางใหม่ในการพัฒนาเมืองคุณภาพสูงของจีน ผ่านการผสานพลังของ “วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว กีฬา เทคโนโลยี ความเปิดกว้าง” เข้าด้วยกัน

    เพราเป็นเขตเดียวของนครกว่างโจวที่มีทางออกสู่ทะเลโดยตรง จึงโดดเด่นด้วยภูมิทัศน์ที่ผสานภูเขา พื้นที่เกษตรกรรม แม่น้ำ ทะเล และเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม ความหลากหลายของภูมิประเทศได้สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์

    ทางตอนเหนือนักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับการเดินเขา ชมดอกไม้ตามฤดูกาล และสัมผัสมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่น ขณะที่ใจกลางเมืองเหมาะสำหรับการล่องเรือชมวิวแม่น้ำและเดินเล่นสัมผัสบรรยากาศเมือง ส่วนทางตอนใต้ถือเป็นสวรรค์สำหรับผู้ที่หลงใหลในทัศนียภาพชายทะเล การดูนก และการลิ้มรสเมนูอาหารจากวัตถุดิบสดใหม่แห่งลุ่มน้ำ

    “หนานซามีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงอย่างครอบคลุม เราดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว พร้อมทรัพยากรวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น” เจ้าหน้าที่จากเขตหนานซา นครกว่างโจว กล่าวในงานมหกรรมการท่องเที่ยวนานาชาติกว่างโจว ครั้งที่ 34 (34th Guangzhou International Travel Fair: GITF) ที่เขตหนานซาได้เปิดพาวิลเลียนของตนเองเป็นครั้งแรก พร้อมจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ภายใต้แนวคิด “Shape the Future in Nansha”

    ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กีฬาได้กลายเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของเขตหนานซา โดยมีสนามกีฬาขนาดใหญ่ความจุ 60,000 ที่นั่ง สนามกีฬาในร่มขนาด 20,000 ที่นั่ง รวมถึงศูนย์ว่ายน้ำและกระโดดน้ำขนาด 4,000 ที่นั่ง ขณะเดียวกันศูนย์เทนนิสนานาชาติหนานซายังขึ้นชื่อว่ามีคอร์ตดินจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศจีน นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่นันทนาการหลากหลาย ทั้งเส้นทางปั่นจักรยานเลียบชายฝั่งยาว 20 กิโลเมตร ศูนย์กีฬาทางน้ำครบวงจร และสนามกอล์ฟระดับพรีเมียม โดยที่ผ่านมาหนานซาได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันสำคัญมาแล้วหลายรายการ อาทิ การแข่งขันวูซูและเทนนิสในมหกรรมกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 15 รวมถึงการแข่งขันเทนนิสเดวิสคัพ รอบเพลย์ออฟ เวิลด์กรุ๊ป

    ข้อมูลระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เล่นเทนนิสในหนานซาเพิ่มขึ้นเกือบ 200 เท่า เป็นมากกว่า 20,000 คน สะท้อนการพลิกโฉมจาก “ดินแดนไร้เทนนิส” สู่ “ศูนย์กลางเทนนิสระดับโลก” ขณะเดียวกันกีฬาชายฝั่งอย่างการพายคายัก แพดเดิลบอร์ด เรือใบ และเรือยอชต์ ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการปั่นจักรยานในเมือง และการตั้งแคมป์กลางแจ้ง 

    และด้วยทำเลที่ตั้ง ณ ใจกลางเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) หนานซาจึงมีบทบาทเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์สำคัญในการเชื่อมโยงพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของปากแม่น้ำเพิร์ล อีกทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มระดับชาติในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการเร่งพัฒนาท่าเรือสำราญนานาชาติ ควบคู่กับการออกนโยบายอนุญาตให้เรือยอชต์จากฮ่องกงและมาเก๊าสามารถเดินทางขึ้นเหนือได้ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง

    ไม่ใช่เพียงแค่ท่าเรือสำราญนานาชาติเขตหนานซา ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือสำราญนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของจีน แต่ยังมีเรือสำราญขนาดยักษ์ที่ต่อขึ้นภายในประเทศจีน “Adora Flora City” เตรียมออกเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์จากหนานซา พร้อมเปิดเส้นทางพิเศษสู่เอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เฟรดดี ยิป ฮิงหนิง ประธานสมาคมตัวแทนการท่องเที่ยวฮ่องกง และสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาความร่วมมือกวางตุ้ง-ฮ่องกง (เขตหนานซา นครกว่างโจว) กล่าวว่า หนานซาเปี่ยมด้วยมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า รายล้อมด้วยทัศนียภาพงดงามทั้งขุนเขาและสายน้ำ อีกทั้งยังเป็นสวรรค์แห่งอาหารรสเลิศ ทรัพยากรด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่โดดเด่นเหล่านี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลายและเฉพาะตัวของชาวฮ่องกงได้อย่างลงตัว จึงถือเป็นจุดหมายปลายทางการพักผ่อนคุณภาพสูงอย่างแท้จริง

    หนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติอันโดดเด่นของหนานซาก็คือ “อุทยานพื้นที่ชุ่มน้ำหนานซา” แม้เป็นสถานที่ที่มนุษย์สร้างขึ้นแต่วันนี้ที่นี่คือ พื้นที่ชุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดในกวางโจว มีนกอพยพเข้ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในช่วงฤดูหนาว การเดินเล่นผ่อนคลายในอุทยานและชื่นชมดอกไม้นานาพันธุ์และดอกลิลลี่น้ำใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง บริเวณเขตสงวนส่วนกลางมีนกหลายพันตัวอาศัยอยู่ หากไม่เดินสามารถนั่งเรือเที่ยวชมได้ด้วย ซึ่งได้เห็นต้นไม้และพืชพรรณธรรมชาติที่พริ้วไหวไปกับสายลม นอกจากนี้ยังมีสวนนกซึ่งเปิดให้บริการในบางช่วงเวลา

    ขณะที่ “พระราชวังเทียนโหวหนานซา” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของเมือง ตั้งอยู่บนเนินเขาทางตะวันออกเฉียงใต้ของภูเขาต้าเจียวในเมืองกว่างโจว หันหน้าไปทางทะเลหลิงติง ซึ่งเป็นปากแม่น้ำเพิร์ลครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 100 เฮกตาร์ โดยผสมผสานรูปแบบของพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่งเข้ากับความยิ่งใหญ่ของสุสานซุนยัตเซ็นในหนานจิง ถือเป็นกลุ่มอาคารพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่นี่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เทพีแห่งท้องทะเลมาจูซึ่งเชื่อกันว่ามีชื่อจริงว่า “หลินโม” ว่ากันว่าหลินโมเคยช่วยเหลือผู้คนในยามเรืออับปาง และนั่นเป็นเหตุผลที่เชื่อกันว่าเธอเป็นอวตารของมาจู เทพีแห่งท้องทะเลที่ผู้ศรัทธากว่า 100 ล้านคนในกว่า 20 ประเทศ 

    เมื่อเดินทางมาถึงนักท่องเที่ยวจะได้เห็นจัตุรัสเทียนโหวเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นเทพีเทียนโหวขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ 14.5 เมตร ทำจากหินแกรนิต 365 ชิ้น เปรียบเสมือนการให้พรแก่ชาวประมงตลอดทั้งปี นอกากนี้ยังมีหอคอยหนานหลิง หอคอยหนานหลิงมีแปดชั้น สูง 45 เมตร เป็นจุดชมวิวที่ดีเยี่ยมสำหรับชมทิวทัศน์รอบพระราชวัง ส่วนป้อมปราการภูเขาต้าเจียว จัดแสดงโบราณวัตถุที่แสดงถึงความกล้าหาญของทหารจีนในการต่อสู้ต่อสู้กับผู้รุกรานจากต่างชาติในช่วงสงครามฝิ่นในศตวรรษที่ 19 และสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น ค.ศ. 1931-1945

    อิฐสีน้ำเงินและกระเบื้องสีดำของเมืองริมน้ำตงชง ถ่ายทอดเรื่องราวของหลิงหนานในอดีต ขณะที่ผ้าไหมเซียงอวิ๋น และบทเพลงเซียนสุ่ย สะท้อนการสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ยาวนานนับพันปี นอกจากนี้ วัฒนธรรมของชุมชนชาวประมงทันก้า เมืองริมน้ำ และประวัติศาสตร์ทางทะเล ล้วนหล่อหลอมรากฐานทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของหนานซา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5925778/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35fJA6AvA8AKUZeioCTEgX

  • โครงการก่อสร้างใน “มอนเตเนโกร” ล่าช้า จ่อกระทบฤดูท่องเที่ยว | ทันโลก EXPRESS | 7 มิ.ย. 69

    โครงการก่อสร้างใน “มอนเตเนโกร” ล่าช้า จ่อกระทบฤดูท่องเที่ยว | ทันโลก EXPRESS | 7 มิ.ย. 69

    ภาคการท่องเที่ยวมอนเตเนโกร กำลังเผชิญความท้าทาย จากปัญหาการก่อสร้างถนนที่ล่าช้า ปัญหาขาดแคลนแรงงานและราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงก่อนถึงฤดูท่องเที่ยว ซึ่งอาจอุตสาหกรรมที่ถือเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศ ติดตามรายละเอียดได้จากรายงาน

    #มอนเตเนโกร #การท่องเที่ยวมอนเตเนโกร #มอนเตเนโกรสร้างถนนล่าช้า #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/220055&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nGblF5_E4JhILFvuU-LFZ

  • หนุ่มอเมริกันหายสาบสูญในญี่ปุ่น ถูกพบเป็นศพ หลังค้นหาหลายวัน

    หนุ่มอเมริกันหายสาบสูญในญี่ปุ่น ถูกพบเป็นศพ หลังค้นหาหลายวัน

    นักศึกษาชาวอเมริกันวัย 20 ปี ที่หายตัวไประหว่างท่องเที่ยวในญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ถูกพบเป็นศพในพื้นที่ภูเขานอกเมืองเกียวโต หลังจากเจ้าหน้าที่ระดมค้นหานานหลายวัน

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย. 2569 ว่า อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยในญี่ปุ่นพบศพของนาย เจมส์ “เวสตัน” ฮิกกินบอทแธม นักศึกษามหาวิทยาลัย “ออเบิร์น” วัย 20 ปีแล้ว หลังจากเขาหายตัวไปอย่างลึกลับระหว่างทริปพักผ่อนกับครอบครัว จนทำให้เกิดการระดมกำลังค้นหาครั้งใหญ่กลางป่าและเทือกเขานายหลายวัน

    “ครอบครัวของเราใจสลายที่จะต้องแจ้งให้ทราบว่า อาสาสมัครกลุ่มค้นหาและกู้ภัยพบศพของเวสตันแล้ว ในพื้นที่ภูเขานอกเมืองเกียวโต ความโศกเศร้าที่เราเผชิญอยู่นั้นไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย” ครอบครัวของเวสตันระบุในแถลงการณ์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์

    เวสตัน ซึ่งเป็นผู้ที่รักและคลั่งไคล้ในธรรมชาติ หายตัวไปเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากเขาแยกตัวออกจากพ่อแม่และพี่ชายเพื่อไปสำรวจเมืองเกียวโตเพียงลำพัง หลังจากมีปากเสียงกับมารดา เรื่องที่เธอใช้ ChatGPT ในการนำทางท่องเที่ยวทริปนี้ เพราะเวสตันเชื่อว่า AI ตัวนี้จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากมาย

    มีผู้พบเห็นเวสตันเป็นครั้งสุดท้ายขณะกำลังเดินอยู่เพียงลำพังในย่านยามาชินะ (Yamashina) ของเมืองเกียวโต บนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังเส้นทางเดินป่าในแถบป่าเขาใกล้เคียง

    ครอบครัวเวสตันระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาของตำรวจญี่ปุ่นในพื้นที่ป่าทึบซึ่งเวสตันเดินมุ่งหน้าไปเป็นจุดสุดท้ายนั้น ยุติลงเมื่อวันศุกร์ หลังจากดำเนินการมานาน 72 ชั่วโมง โดยการค้นหาดังกล่าวใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 100 นาย พร้อมด้วยสุนัขตำรวจ (K-9) และเฮลิคอปเตอร์หลายลำ

    ในวันเสาร์ ครอบครัวฮิกกินบอทแธมจึงเริ่มแคมเปญค้นหาด้วยตัวเอง โดยได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านท้องถิ่นและทีมค้นหากู้ภัยที่จ้างมา โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ป่าในย่านยามาชินะที่ตำรวจยังไม่ได้เข้าไปสำรวจ

    “เรารู้ว่าเขาต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในป่านี้” แนนซี ฮิกกินบอทแธม มารดาของเวสตัน เขียนข้อความอัปเดตบนเฟซบุ๊กเมื่อเช้าวันเสาร์

    หลังจากที่มีการพบร่างของเวสตัน ครอบครัวได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ช่วยแชร์เรื่องราวของเขาและผู้ที่มีส่วนร่วมในการค้นหาทั้งหมด “ความเมตตาและแรงสนับสนุนที่หลั่งไหลเข้ามา ช่วยพยุงพวกเราให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต”

    “ขอบคุณสำหรับความระลึกถึง คำอธิษฐาน และการสนับสนุนทุกรูปแบบ จากนี้ไปพวกเราจำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้มากกว่าครั้งไหน ๆ พวกเราจะรักลูกตลอดไป… เวสตัน” ครอบครัวเขียนระบุ

    ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของนายเวสตัน

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : cnn

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2937860&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pIafGmyaSrgBoxBKGjVIe

  • จ.สุรินทร์ ส่งเสริมการเกษตรตำบลบักได เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชายแดน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    จ.สุรินทร์ ส่งเสริมการเกษตรตำบลบักได เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชายแดน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    จ.สุรินทร์ ส่งเสริมการเกษตรตำบลบักได เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชายแดน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน


    7/06/2569 | 11 |

    จ.สุรินทร์ ส่งเสริมการเกษตรตำบลบักได เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชายแดน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    วันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. ณ โรงเรียนบ้านไทยสันติสุข หมู่ที่ 16 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดโครงการจัดงานส่งเสริมการเกษตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาภาคการเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนในพื้นที่ชายแดน โดยมีนางชไมพร แหวนเพ็ชร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดและอำเภอ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 8 ประชาชนและนักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรม

    ทั้งนี้ เพื่อเผยแพร่แนวคิดและแนวทางการดำเนินงานด้านการเกษตรที่ประสบผลสำเร็จ กระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชน ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการตลาดและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพิ่มช่องทางการจำหน่ายและมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเกษตรกรเพื่อพัฒนาการผลิตและการตลาดร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ประกอบด้วยการแสดงของนักเรียน การแสดงมหรสพ การจัดนิทรรศการของดีตำบลบักไดจากกลุ่มเกษตรกรและหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ชุมชนและองค์ความรู้ด้านการเกษตร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดอาชีพ

    นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมงานยังได้เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ ปราสาทตาควาย และเนิน 350 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ความมั่นคง และการท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ สะท้อนถึงศักยภาพของพื้นที่ตำบลบักได ในการเชื่อมโยงภาคการเกษตรเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ อันจะช่วยสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่ชายแดนได้อีกทางหนึ่ง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดสุรินทร์อย่างยั่งยืน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/510075&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hO0N-7hyTU02YQpblNvHb

  • ตราดทรุดหนัก! ท่องเที่ยวโลว์ซีซั่น-ปิดด่านค้าชายแดนวูบ 20% หวังภาคเกษตรกับ “ไทยช่วยไทยพลัส” กู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 69

    ตราดทรุดหนัก! ท่องเที่ยวโลว์ซีซั่น-ปิดด่านค้าชายแดนวูบ 20% หวังภาคเกษตรกับ “ไทยช่วยไทยพลัส” กู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/152458&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V49KitROycosh_-73DzWj

  • ‘มนพร’ ดันนครพนมสู่เมืองแห่งการออกกำลังกายสร้างสุขภาพ เชื่อมโยงท่องเที่ยวสายมู ชูเสน่ห์ริมฝั่งโขงเป็นพื้นที่ จัดกิจกรรมนันทนาการ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

    ‘มนพร’ ดันนครพนมสู่เมืองแห่งการออกกำลังกายสร้างสุขภาพ เชื่อมโยงท่องเที่ยวสายมู ชูเสน่ห์ริมฝั่งโขงเป็นพื้นที่ จัดกิจกรรมนันทนาการ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

    ‘มนพร’ ดันนครพนม สู่เมืองแห่งการออกกำลังกายสร้างสุขภาพ เชื่อมโยงท่องเที่ยวสายมู ชูเสน่ห์ริมฝั่งโขงเป็นพื้นที่ จัดกิจกรรมนันทนาการ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว

    วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่ถนนสวรรค์ชายโขง ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม สส.เดือน มนพร เจริญศรี สส.เขตสองนครพนม พรรคเพื่อไทย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายวรวิทย์ พิมพนิตย์ รอง ผวจ.นครพนม นายสมศักดิ์ บุตรจันทร์ นายอำเภอเมืองนครพนม รวมถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานภาครัฐเอกชน ตัวแทนประชาชน และนักวิ่ง ร่วมกิจกรรม วิ่งปันน้ำใจ พชอ.นครพนม ครั้งที่ 2 จัดโดย อ.เมืองนครพนม ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน เพื่อนำรายได้เป็นกองทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ในครั้งนี้ สส.เดือน มนพร เจริญศรี สส.เขตสองนครพนม พรรคเพื่อไทย ได้มอบเงินสนับสนุนการจัดกิจกรรม ร่วมกับภาครัฐเอกชน สมทบกองทุน พชอ.นครพนม

    ทั้งนี้ สส.เดือน มนพร เจริญศรี สส.เขตสองนครพนม พรรคเพื่อไทย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันนี้อิ่มบุญ อิ่มใจ ได้สุขภาพดี ได้มีโอกาสร่วมสนับสนุนกิจกรรมวิ่งแบ่งปันน้ำใจ พชอ.หรือกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต อำเภอเมืองนครพนม ร่วมเดินออกกำลังกายยามเช้า ชมความสวยงามทางธรรมชาติ ถนนสวรรค์ชายโขง มั่นใจ นครพนม มีความพร้อมทุกด้าน พร้อมมีนโยบายที่จะเร่งผลักดัน ส่งเสริมนครพนมให้มีการจัดกิจกรรมนันทนาการ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพให้มากขึ้น เพราะนครพนมจะต้องไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวสายมู จะต้องร่วมกัน เดินหน้าผลักดันนครพนม เป็นเมืองท่องเที่ยวสายมู คู่กับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ด้วยการใช้เสน่ห์ความสวยงามทางธรรมชาติสองฝั่งโขง เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ใช้พื้นที่ริมฝั่งน้ำโขง จัดกิจกรรมการท่องเที่ยว นันทนาการ ออกกำลังกาย เดินวิ่ง แอโรบิค ปั่นจักรยาน เพื่อสุขภาพ โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน ปลุกพลังคนนครพนม ให้มาสนใจการออกกำลังกายมากขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยว ที่เดินทางเข้ามา นอกจากจะได้เที่ยวเส้นทางสายศรัทธา ยังได้มีโอกาสเที่ยวพักผ่อนออกกำลังกาย สร้างสุขภาพอีกด้วย มั่นใจจะเป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ได้อย่างแน่นอน เพราะนครพนมมีความพร้อมทุกด้าน

    716963668_122247562382044999_9039881943843221928_n.jpg716975235_122247561332044999_4142209435093189056_n.jpg715515963_122247562316044999_1417213055283474583_n.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/y0sZ1IJh-&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UGbwZx19l0F45dyE6rEHY

  • เปิดตัวเลขอาจารย์ มฟล. 793 คน สวนทางสถาบันดัง ควบคู่จับตาบอร์ด กกอ. ไฟเขียวตั้งเฮบบรอนเอเชียที่เชียงราย

    เปิดตัวเลขอาจารย์ มฟล. 793 คน สวนทางสถาบันดัง ควบคู่จับตาบอร์ด กกอ. ไฟเขียวตั้งเฮบบรอนเอเชียที่เชียงราย

    จับตาเชียงรายสู่เมืองอุดมศึกษาชายแดน หลังแม่ฟ้าหลวงติดอันดับ 19 มหาวิทยาลัยรัฐอาจารย์มากสุด

    เชียงราย,7 มิถุนายน 2569  – มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีอาจารย์รวม 793 คน ติดอันดับ 19 ของประเทศในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุด ปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 1 สะท้อนฐานกำลังคนวิชาการของเชียงรายที่ขยายบทบาทจากเมืองชายแดนสู่เมืองความรู้ ขณะเดียวกัน โครงการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติเฮบบรอน เอเชีย กำลังถูกจับตาในฐานะสถาบันอุดมศึกษานานาชาติแห่งใหม่ ที่อาจเพิ่มน้ำหนักให้เชียงรายในภูมิทัศน์การศึกษาลุ่มน้ำโขง

    เชียงรายไม่ได้มีแค่ชายแดน แต่กำลังมีน้ำหนักด้านวิชาการ

    ภาพของจังหวัดเชียงรายในสายตาคนทั่วไปมักผูกกับภูเขา ชายแดน การท่องเที่ยว วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และเส้นทางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง แต่ข้อมูลล่าสุดด้านอุดมศึกษากำลังชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเชียงรายกำลังมีฐานกำลังคนทางวิชาการที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะจากบทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หรือ มฟล. ซึ่งติดอันดับ 19 ของประเทศในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุดในปี 2568

    ข้อมูลระบุว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีอาจารย์รวม 793 คน แบ่งเป็นอาจารย์ 542 คน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 190 คน รองศาสตราจารย์ 49 คน และศาสตราจารย์ 12 คน มีนักศึกษา 15,466 คน คิดเป็นสัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา 1 ต่อ 19.5 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สะท้อนความพร้อมด้านบุคลากรสายวิชาการในระดับที่มีนัยสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยในภูมิภาค

    ในภาพรวมประเทศ มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล 3,895 คน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2,849 คน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2,576 คน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2,551 คน และมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2,198 คน โดยข้อมูลชุดเดียวกันชี้ให้เห็นว่า กลุ่มมหาวิทยาลัยที่มีคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพและการแพทย์จำนวนมาก มักมีอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาต่ำกว่า เพราะการเรียนการสอนต้องใช้บุคลากรดูแลใกล้ชิดกว่าสาขาขนาดใหญ่บางกลุ่ม

    มฟล. กับบทบาทมหาวิทยาลัยภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่ผลิตบัณฑิต

    การที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีอาจารย์เกือบ 800 คน ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบุคลากรในระบบราชการหรือข้อมูลสถิติอุดมศึกษาเท่านั้น แต่สะท้อนโครงสร้างของมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทมากขึ้นในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือตอนบน ทั้งด้านการผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ การแพทย์ สุขภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ภาษา และการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ

    เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในส่วนกลาง มฟล. อาจไม่ได้มีจำนวนอาจารย์อยู่ในกลุ่มต้น ๆ ของประเทศ แต่ตำแหน่งอันดับ 19 มีความหมายในเชิงภูมิภาค เพราะเชียงรายไม่ใช่เมืองศูนย์กลางอุดมศึกษาแบบกรุงเทพฯ ปทุมธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ หรือสงขลา การมีมหาวิทยาลัยรัฐที่มีฐานอาจารย์ระดับนี้ จึงทำให้เชียงรายมีทุนมนุษย์ระดับสูงอยู่ในพื้นที่มากขึ้น และสามารถต่อยอดสู่การวิจัยเชิงพื้นที่ได้จริง

    นอกจากนี้ สัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา 1 ต่อ 19.5 ยังอยู่ในระดับที่สะท้อนความสามารถในการดูแลผู้เรียนได้พอสมควร เมื่อเทียบกับบางมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาจำนวนมากและมีอัตราส่วนเกิน 1 ต่อ 30 เช่น มหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ข้อมูลแนบระบุว่าสัดส่วนอยู่ที่ 1 ต่อ 36.3 และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาที่อยู่ที่ 1 ต่อ 32.4

    อาจารย์คือโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นของเมือง

    หลายครั้งเมื่อพูดถึงการพัฒนาเมือง ผู้คนมักนึกถึงถนน สนามบิน โรงพยาบาล โรงแรม หรือเขตเศรษฐกิจ แต่ในโลกเศรษฐกิจความรู้ “อาจารย์และนักวิจัย” คือโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น ซึ่งมีผลต่ออนาคตเมืองไม่น้อยกว่าสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ เพราะอาจารย์คือผู้ผลิตกำลังคน ถ่ายทอดความรู้ ทำวิจัย และเชื่อมโยงปัญหาท้องถิ่นเข้ากับองค์ความรู้ระดับสากล

    เชียงรายมีโจทย์เฉพาะพื้นที่จำนวนมาก ทั้งสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำกกและแม่น้ำโขง สุขภาพชายแดน ฝุ่นควัน การเกษตรพื้นที่สูง เศรษฐกิจท่องเที่ยว เมืองสร้างสรรค์ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนชายแดน หากมีมหาวิทยาลัยที่มีกำลังอาจารย์และนักวิจัยเพียงพอ เมืองก็มีโอกาสเปลี่ยนปัญหาเหล่านี้ให้เป็นโจทย์วิจัยและนโยบายสาธารณะที่ใช้ได้จริง

    ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยังสะท้อนว่าการจัดเก็บข้อมูลบุคลากรสายวิชาการปีการศึกษา 2568 เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการมองภาพรวมกำลังคนอุดมศึกษาของประเทศ ไม่ใช่เพียงการจัดอันดับเพื่อเปรียบเทียบเชิงภาพลักษณ์ ดังนั้น ตัวเลขของ มฟล. จึงควรถูกอ่านในฐานะตัวชี้วัดศักยภาพเชิงพื้นที่ของเชียงรายด้วย

    โครงการเฮบบรอน เอเชีย กับอีกแรงขยับของอุดมศึกษานานาชาติ

    นอกจากบทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุถึงโครงการจัดตั้ง สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติเฮบบรอน เอเชีย หรือ Hebron Asia International Institute of Technology ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและอยู่ในกระบวนการขออนุมัติจัดตั้งตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 โดยมีมูลนิธิเฮบบรอน เอเชีย เป็นผู้สนับสนุน

    มูลนิธิเฮบบรอน เอเชีย ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2565 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย และมีวัตถุประสงค์ด้านการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต เกษตรยั่งยืน สังคมสงเคราะห์ สาธารณสุข เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คุณธรรม และจริยธรรม หากพันธกิจเหล่านี้ถูกแปลงสู่หลักสูตรและงานวิจัยอย่างเป็นระบบ สถาบันใหม่อาจเพิ่มทางเลือกด้านการศึกษานานาชาติให้จังหวัดเชียงรายได้

    อย่างไรก็ตาม การพิจารณาจัดตั้งยังอยู่ในขั้นตอนเชิงนโยบาย โดยการประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา ครั้งที่ 1 ปี 2569 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 มีมติเห็นชอบในขั้นตอนแรกแบบมีเงื่อนไข และให้ผู้ขอรับใบอนุญาตปรับปรุงเอกสารสำคัญภายในกรอบเวลา 45 วัน ทั้งโครงการจัดตั้ง หลักสูตรและสาขาวิชา และร่างข้อกำหนดของสถาบันให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อเสนอแนะของคณะอนุกรรมการ

    บทเรียนจาก AIT สู่คำถามของเชียงราย

    ประเทศไทยเคยมีประสบการณ์รองรับสถาบันอุดมศึกษานานาชาติระดับสูงมาแล้ว เช่น สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AIT ซึ่งเว็บไซต์ของ AIT ระบุว่าจุดเริ่มต้นมาจาก SEATO Graduate School of Engineering และเปิดดำเนินการในปี 1959 ก่อนพัฒนาสู่สถาบันอุดมศึกษานานาชาติที่มีบทบาทด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการจัดการในภูมิภาคเอเชีย

    กรณีของเฮบบรอน เอเชียแตกต่างจาก AIT ในหลายด้าน เพราะตั้งอยู่ในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย และเชื่อมโยงกับความท้าทายของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงโดยตรง ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี การศึกษานานาชาติ แรงงานข้ามแดน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กลุ่มชาติพันธุ์ และความมั่นคงของมนุษย์ หากโครงการเดินหน้าได้จริง สถาบันแห่งนี้อาจกลายเป็นอีกจุดเชื่อมระหว่างเชียงรายกับเครือข่ายวิชาการต่างประเทศ

    แต่บทเรียนสำคัญคือ สถาบันการศึกษานานาชาติไม่ได้ต้องการเพียงอาคารหรือเครือข่ายต่างประเทศเท่านั้น สิ่งที่ต้องชัดคือสถานะทางกฎหมาย ธรรมาภิบาล คุณภาพหลักสูตร แผนการเงิน บุคลากร ระบบดูแลนักศึกษา และความเชื่อมั่นของสังคมรอบพื้นที่ เพราะสถาบันอุดมศึกษาเป็นกิจการที่ส่งผลต่ออนาคตของคน ไม่ใช่เพียงโครงการลงทุนหนึ่งแห่ง

    ความเสี่ยงที่ต้องจัดการก่อนเปิดประตูสู่สากล

    ข้อกังวลด้านการกำกับดูแลในการก่อสร้างและการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยยกกรณีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวและผู้รับเหมาช่วงในพื้นที่ตั้งโครงการ ซึ่งยังต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังและรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนนำไปสรุปเป็นข้อเท็จจริงทางคดีในภาพรวม

    แต่ในเชิงนโยบาย ข้อกังวลดังกล่าวมีความหมาย เพราะสถาบันการศึกษานานาชาติที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบแรงงาน ผู้รับเหมา บุคลากร และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ระยะก่อสร้างไปจนถึงระยะเปิดดำเนินการจริง หากมีช่องว่างด้านธรรมาภิบาล แม้โครงการจะมีเป้าหมายทางการศึกษาดีเพียงใด ก็อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของสาธารณะ

    ในทางกลับกัน หากผู้ขอจัดตั้งสามารถแสดงให้เห็นว่ามีระบบบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน มีมาตรการคัดกรองผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ มีโครงสร้างหลักสูตรที่ได้มาตรฐาน และมีแผนบริการสังคมที่ตอบโจทย์คนเชียงรายจริง โครงการนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญในการขยายพื้นที่การศึกษานานาชาติสู่ภาคเหนือตอนบน

    เชียงรายเมืองสุขภาพและเมืองความรู้ต้องเดินพร้อมกัน

    ข้อมูลที่แนบมายังชี้ว่า เฮบบรอน เอเชียอาจเชื่อมกับทิศทาง “เชียงรายเมืองแห่งสุขภาพ” ผ่านหลักสูตรและงานวิจัยด้านสุขภาวะ เกษตรธรรมชาติ เทคโนโลยีเพื่อชุมชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อพิจารณาร่วมกับบทบาทของ มฟล. ที่มีฐานอาจารย์และงานวิจัยในพื้นที่อยู่แล้ว ภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นคือเชียงรายอาจพัฒนาไปสู่เมืองที่มีทั้งมหาวิทยาลัยรัฐเข้มแข็ง สถาบันเอกชนนานาชาติ และเครือข่ายความร่วมมือข้ามพรมแดน

    แต่การจะไปถึงจุดนั้นต้องมีเงื่อนไขสำคัญ คือการทำให้การศึกษาไม่เป็นเกาะแยกจากชุมชน เมืองชายแดนอย่างเชียงรายมีเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมาก มีข้อจำกัดด้านภาษา การเข้าถึงระบบสอบ และโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานมาตรฐานสูง หากสถาบันใหม่และมหาวิทยาลัยเดิมสามารถออกแบบทุนการศึกษา หลักสูตรวิชาชีพ และการเรียนรู้ที่เชื่อมชุมชนได้จริง เมืองความรู้จะไม่เป็นเพียงภาพของอาคารเรียน แต่จะกลายเป็นเครื่องมือยกระดับชีวิตคนในพื้นที่

    เชียงรายในวันที่การศึกษากำลังเป็นยุทธศาสตร์เมือง

    ตัวเลขอาจารย์ 793 คนของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และการติดอันดับ 19 ของประเทศในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุด อาจดูเป็นข้อมูลเชิงสถิติ แต่เมื่อมองในบริบทของเชียงราย ตัวเลขนี้คือสัญญาณว่าเมืองชายแดนแห่งนี้มีฐานวิชาการที่เติบโตขึ้นและพร้อมทำหน้าที่มากกว่าเมืองท่องเที่ยวหรือเมืองผ่านแดน

    ขณะเดียวกัน โครงการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติเฮบบรอน เอเชีย ทำให้เชียงรายถูกจับตาในอีกมิติหนึ่ง คือการเป็นพื้นที่ทดลองของสถาบันอุดมศึกษานานาชาติแห่งใหม่ที่เชื่อมเทคโนโลยี สุขภาวะ เกษตรยั่งยืน และเครือข่ายวิชาการต่างประเทศ แต่เส้นทางนี้ยังต้องผ่านการกลั่นกรองด้านกฎหมาย คุณภาพหลักสูตร การเงิน ธรรมาภิบาล และการยอมรับจากสังคมอย่างรอบคอบ

    ในวันที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยทรัพยากรไปสู่การแข่งขันด้วยความรู้ เชียงรายมีโอกาสใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเมือง หากฐานอาจารย์ งานวิจัย สถาบันใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศถูกออกแบบให้เชื่อมกับปัญหาจริงของชุมชน เมืองชายแดนแห่งนี้อาจก้าวจากประตูการค้าและการท่องเที่ยว ไปสู่ประตูความรู้ของลุ่มน้ำโขงได้อย่างมีความหมาย

    สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

    มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงอยู่ในอันดับที่ 19 ของประเทศในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุด ปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 1 มีอาจารย์รวม 793 คน นักศึกษา 15,466 คน และสัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา 1 ต่อ 19.5

    มหาวิทยาลัยรัฐที่มีจำนวนอาจารย์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล 3,895 คน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2,849 คน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2,576 คน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2,551 คน และมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2,198 คน

    ข้อมูลสถิติอุดมศึกษาด้านจำนวนบุคลากรสายวิชาการ ปีการศึกษา 2568 ภาคเรียนที่ 1 เผยแพร่ในระบบข้อมูลของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    โครงการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติเฮบบรอน เอเชีย อยู่ในกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยข้อมูลแนบระบุว่าที่ประชุม กกอ. ครั้งที่ 1 ปี 2569 เห็นชอบขั้นตอนแรกแบบมีเงื่อนไข และให้ปรับปรุงเอกสารสำคัญภายใน 45 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/mfu-ranks-19th-faculty-chiang-rai-education-hub/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LP-8N8RCLGXxf0JfdUCGZ