Blog

  • รวยเละ 60 ล้าน! ชาวขามทะเลสอเฮลั่น ถูกรางวัลที่ 1 ชุดใหญ่ 10 ใบ กลายเป็นเศรษฐีใหม่รับปี 69 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 17 มกราคม 2569 รางวัลที่ 1 หมายเลข 878972 ล่าสุดมีรายงานว่ารางวัลใหญ่แตกที่จังหวัดนครราชสีมา สร้างเศรษฐีหน้าใหม่ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ท่ามกลางบรรยากาศความยินดีของญาติพี่น้องและชาวชุมชน

    โดยผู้ถูกรางวัลที่ 1 งวดนี้ เป็นชาวชุมชนบ้านน้อยพัฒนา อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถูกรางวัลจำนวน 10 ใบ ทำให้กลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากในพื้นที่ มีชาวบ้านและคนรู้จักเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน ในโลกออนไลน์มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 จำนวน 10 ใบ พร้อมระบุข้อความว่า
    “ขอแสดงความยินดีกับชาวบ้านน้อยพัฒนา รางวัลที่ 1 จำนวน 10 ใบ ดีใจกับน้องจริงๆ”

    ภายหลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีเพื่อนๆ และชาวโซเชียลมีเดียจำนวนมากเข้ามาแสดงความยินดี พร้อมร่วมอวยพรให้เศรษฐีหน้าใหม่ใช้เงินอย่างมีสติและมีความสุขกับโชคครั้งใหญ่ในชีวิต

    ขอบคุณภาพจาก เฮียเป็ด รีวิวของดี จัดโปรฯ ถูกสุดในประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5511861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FRfbIu3CyGEMgN0J8epu5

  • รวยเละ 60 ล้าน! ชาวขามทะเลสอเฮลั่น ถูกรางวัลที่ 1 ชุดใหญ่ 10 ใบ กลายเป็นเศรษฐีใหม่รับปี 69 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 17 มกราคม 2569 รางวัลที่ 1 หมายเลข 878972 ล่าสุดมีรายงานว่ารางวัลใหญ่แตกที่จังหวัดนครราชสีมา สร้างเศรษฐีหน้าใหม่ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ท่ามกลางบรรยากาศความยินดีของญาติพี่น้องและชาวชุมชน

    โดยผู้ถูกรางวัลที่ 1 งวดนี้ เป็นชาวชุมชนบ้านน้อยพัฒนา อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถูกรางวัลจำนวน 10 ใบ ทำให้กลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากในพื้นที่ มีชาวบ้านและคนรู้จักเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน ในโลกออนไลน์มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 จำนวน 10 ใบ พร้อมระบุข้อความว่า
    “ขอแสดงความยินดีกับชาวบ้านน้อยพัฒนา รางวัลที่ 1 จำนวน 10 ใบ ดีใจกับน้องจริงๆ”

    ภายหลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีเพื่อนๆ และชาวโซเชียลมีเดียจำนวนมากเข้ามาแสดงความยินดี พร้อมร่วมอวยพรให้เศรษฐีหน้าใหม่ใช้เงินอย่างมีสติและมีความสุขกับโชคครั้งใหญ่ในชีวิต

    ขอบคุณภาพจาก เฮียเป็ด รีวิวของดี จัดโปรฯ ถูกสุดในประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5511861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FRfbIu3CyGEMgN0J8epu5

  • รวยเละ 60 ล้าน! ชาวขามทะเลสอเฮลั่น ถูกรางวัลที่ 1 ชุดใหญ่ 10 ใบ กลายเป็นเศรษฐีใหม่รับปี 69 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 17 มกราคม 2569 รางวัลที่ 1 หมายเลข 878972 ล่าสุดมีรายงานว่ารางวัลใหญ่แตกที่จังหวัดนครราชสีมา สร้างเศรษฐีหน้าใหม่ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ท่ามกลางบรรยากาศความยินดีของญาติพี่น้องและชาวชุมชน

    โดยผู้ถูกรางวัลที่ 1 งวดนี้ เป็นชาวชุมชนบ้านน้อยพัฒนา อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถูกรางวัลจำนวน 10 ใบ ทำให้กลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากในพื้นที่ มีชาวบ้านและคนรู้จักเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน ในโลกออนไลน์มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 จำนวน 10 ใบ พร้อมระบุข้อความว่า
    “ขอแสดงความยินดีกับชาวบ้านน้อยพัฒนา รางวัลที่ 1 จำนวน 10 ใบ ดีใจกับน้องจริงๆ”

    ภายหลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีเพื่อนๆ และชาวโซเชียลมีเดียจำนวนมากเข้ามาแสดงความยินดี พร้อมร่วมอวยพรให้เศรษฐีหน้าใหม่ใช้เงินอย่างมีสติและมีความสุขกับโชคครั้งใหญ่ในชีวิต

    ขอบคุณภาพจาก เฮียเป็ด รีวิวของดี จัดโปรฯ ถูกสุดในประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5511861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FRfbIu3CyGEMgN0J8epu5

  • ‘สภาพัฒน์’ กางพิมพ์เขียว ‘แผนฯ14’  เร่งปั๊ม GDP ดันไทยพ้นหล่มเศรษฐกิจโตต่ำ

    ‘สภาพัฒน์’ กางพิมพ์เขียว ‘แผนฯ14’ เร่งปั๊ม GDP ดันไทยพ้นหล่มเศรษฐกิจโตต่ำ

    “ดนุชา” ฉายภาพแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 เร่งสร้างการเติบโตเศรษฐกิจ หลังไทยจีดีพีโตต่ำมานาน ชูเกษตรอัจฉริยะ-อุตสาหกรรมใหม่ นำทัพเศรษฐกิจไทยพ้นจุดโตต่ำ

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะต่อไปว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งเป็นแผนที่จะประกาศใช้ในปี  2571 – 2575  

    ทั้งนี้เป้าหมายหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14คือการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) ของประเทศ โดยเรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากหากเศรษฐกิจของประเทศไม่มีการเติบโตที่เพียงพอก็จะไม่สามารถกระจายผลประโยชน์หรือสวัสดิการไปสู่ประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโจทย์สำคัญคือการผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศโตพ้นจากระดับที่เคยเติบโตต่ำมากจนเรียกว่าต่ำเตี้ยในช่วงที่ผ่านมา

    “ตอนนี้เราทำกรอบขึ้นมาแล้ว จริงๆเป้าหมายหลักของแผนฯ 14 จริงๆคือต้องการสร้าง Growth  คือต้องสร้าง Growth ของ ประเทศเพราะว่าถ้าประเทศไทยมันไม่โต หลายๆเรื่องมันก็คงไม่ได้มีประโยชน์ที่จะกระจายประโยชน์ไปให้กับคนทั่วไปได้แต่ว่ามันต้องเป็นการเติบโตที่มันสามารถที่จะกระจายประโยชน์ไปยังกลุ่มต่างๆได้ด้วย”  

    นายดนุชา กล่าวต่อว่าในส่วนของการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจโดยใช้แนวคิดในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเดิม และรุกอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโต นายดนุชาระบุว่าต้องเร่งลงทุนและพัฒนาในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อประเทศ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่  

    1. อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพเดิม เช่น เกษตรกรรม และ Wellness ซึ่งต้องปรับโฉมให้มีการใช้เทคโนโลยีและแรงงานที่มีทักษะสูง (High Skill) เข้ามาขับเคลื่อนมากขึ้น, โดยเฉพาะภาคเกษตรซึ่งเป็นฐานรากของคนส่วนใหญ่ หากปรับเป็น “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farm) จะช่วยเพิ่มผลผลิต (Yield) และกระจายรายได้สู่คนในชนบทได้จริง
    2. อุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต โดยต้องมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่โลกมีความต้องการ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) หรือการผลิตชิปขั้นสูงควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการลงทุนนวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม

    “เราต้องการสร้างจุดต่างให้กับสินค้าและบริการของไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหารหรือ Wellness ต้องเน้นที่คุณภาพและตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แทนการแข่งขันด้านปริมาณ” นายดนุชากล่าว

    นายดนุชา กล่าวต่อว่าแนวทางการทำงานร่วมกับภาคเอกชนถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยภาครัฐต้องทำงานร่วมกันกันเอกชน โดยที่ผ่านมามีการทำงานในรูปแบบที่เรียกว่า Reinvent Thailand เพื่อมุ่งไปที่การแก้ปัญหาคอขวดในการทำงานของภาคเอกชนให้มีความรวดเร็วขึ้น และโครงการต่างๆรวดเร็วมากขึ้น ความ

    “แพลตฟอร์ม ได้มีการ Reinvent Thailand เพื่อก้าวข้ามปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐและความล่าช้าของระบบคณะกรรมการชุดใหญ่แบบเดิม โดยแพลตฟอร์มนี้จะใช้การทำงานแบบกลุ่มย่อยที่มีความคล่องตัวสูงในแต่ละสาขาอุตสาหกรรม และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเป็นผู้เสนอประเด็นปัญหา  เนื่องจากเป็นผู้ที่รู้รายละเอียดการดำเนินงานในเรื่องต่างๆดีที่สุด” นายดนุชา กล่าว  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1216760&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Jqd3wqyOxVn2l6slKXkKz

  • รวยเละ 60 ล้าน! ชาวขามทะเลสอเฮลั่น ถูกรางวัลที่ 1 ชุดใหญ่ 10 ใบ กลายเป็นเศรษฐีใหม่รับปี 69 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 17 มกราคม 2569 รางวัลที่ 1 หมายเลข 878972 ล่าสุดมีรายงานว่ารางวัลใหญ่แตกที่จังหวัดนครราชสีมา สร้างเศรษฐีหน้าใหม่ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ท่ามกลางบรรยากาศความยินดีของญาติพี่น้องและชาวชุมชน

    โดยผู้ถูกรางวัลที่ 1 งวดนี้ เป็นชาวชุมชนบ้านน้อยพัฒนา อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถูกรางวัลจำนวน 10 ใบ ทำให้กลายเป็นที่ฮือฮาอย่างมากในพื้นที่ มีชาวบ้านและคนรู้จักเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน ในโลกออนไลน์มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 จำนวน 10 ใบ พร้อมระบุข้อความว่า
    “ขอแสดงความยินดีกับชาวบ้านน้อยพัฒนา รางวัลที่ 1 จำนวน 10 ใบ ดีใจกับน้องจริงๆ”

    ภายหลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีเพื่อนๆ และชาวโซเชียลมีเดียจำนวนมากเข้ามาแสดงความยินดี พร้อมร่วมอวยพรให้เศรษฐีหน้าใหม่ใช้เงินอย่างมีสติและมีความสุขกับโชคครั้งใหญ่ในชีวิต

    ขอบคุณภาพจาก เฮียเป็ด รีวิวของดี จัดโปรฯ ถูกสุดในประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5511861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FRfbIu3CyGEMgN0J8epu5

  • การท่องเที่ยวไต้หวันชวนสัมผัสเสน่ห์ฤดูใบไม้ผลิ ในงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก TITF#31

    การท่องเที่ยวไต้หวันชวนสัมผัสเสน่ห์ฤดูใบไม้ผลิ ในงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก TITF#31

    สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ (Taiwan Tourism Administration, Bangkok Office) เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งฤดูใบไม้ผลิของไต้หวัน ผ่านธีม “สัมผัสความงามฤดูใบไม้ผลิไต้หวัน” ภายในงาน เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 (TITF#31) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 มกราคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    บูธการท่องเที่ยวไต้หวันในปีนี้ออกแบบภายใต้แนวคิดการถ่ายทอดบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ไต้หวันงดงามและเหมาะแก่การท่องเที่ยวมากที่สุด ด้วยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ร่วมสมัย เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวไทยที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการเดินทาง

    ภายในบูธ ผู้เข้าชมสามารถรับข้อมูลท่องเที่ยวไต้หวันครบถ้วนจากสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันประจำกรุงเทพฯ พร้อมพบและพูดคุยกับตัวแทนหน่วยงานภาครัฐเมืองต่าง ๆ โรงแรม ฟาร์มพักผ่อน (Leisure Farm) และบริษัทเช่ารถจากไต้หวันโดยตรง ที่มาร่วมแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น กิจกรรมตามฤดูกาล เส้นทางท่องเที่ยว และจุดหมายปลายทางน่าสนใจทั่วไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก หรือเมืองรองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ผู้เยี่ยมชมสามารถวางแผนการเดินทางได้ตรงกับความสนใจของตนเอง

    ในส่วนของกิจกรรม ผู้เข้าชมจะได้ร่วมสนุกกับเวิร์กช็อปงานคราฟต์ที่สะท้อนวัฒนธรรมไต้หวัน เช่น การพิมพ์พัดไม้ไผ่ลวดลายคลาสสิก การทำที่คั่นหนังสือลายชนพื้นเมือง รวมถึงกิจกรรมออกแบบถุงชา “อาหลี่ซาน” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สร้างสรรค์ผลงานในสไตล์ของตนเอง พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของวัฒนธรรมชาไต้หวันไปพร้อมกัน

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมชิมขนมพื้นเมืองยอดนิยมจากไต้หวัน ที่ช่วยถ่ายทอดรสชาติและบรรยากาศแบบท้องถิ่น รวมถึงการแสดงสุดพิเศษ Diabolo Walker หรือการแสดงลูกดิ่งไต้หวัน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงร่วมสมัยที่ผสมผสานความสนุก ความคล่องแคล่ว และความตื่นตาตื่นใจ สร้างสีสันให้กับบูธตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ผู้เข้าชมยังสามารถถ่ายภาพที่ Ai Photo Booth พร้อมฉากพื้นหลังแสดงสถานที่และกิจกรรมท่องเที่ยวฤดูใบไม้ผลิในไต้หวัน เพื่อเก็บเป็นที่ระลึกและแชร์ลงโซเชียลได้อีกด้วย

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ Sharing Session ที่จัดขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2568 โดยการท่องเที่ยวไต้หวันได้เชิญคุณ BELLEPHAT อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางในไต้หวันถ่ายทอดมุมมองการท่องเที่ยวในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ฟังได้เห็นเสน่ห์ของไต้หวันในหลากหลายมิติ ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์

    ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถร่วมกิจกรรมเพื่อรับของที่ระลึกสุดพิเศษมูลค่ากว่า 700,000 บาทจากการท่องเที่ยวไต้หวัน เฉพาะสำหรับงานนี้เท่านั้น โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถร่วมกิจกรรมง่าย ๆ ภายในบูธการท่องเที่ยวไต้หวันเพื่อรับของที่ระลึกสุดพิเศษ อาทิ การตอบแบบสอบถามเพื่อรับพินเข็มกลัดลายไต้หวัน รวมถึงการกดไลก์เพจและแชร์โพสต์โปรโมตบูธการท่องเที่ยวไต้หวันภายในงาน เพื่อรับสายคล้องโทรศัพท์หรือฟองน้ำล้างจานลาย OhBear

    นอกจากนี้ ผู้ที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวไต้หวันภายในงานยังมีสิทธิ์รับของที่ระลึกจากทางบูธ ไม่ว่าจะเป็นชุดกระเป๋าจัดระเบียบสำหรับผู้ซื้อตั๋วเครื่องบิน บัตร Easy Card สำหรับผู้ที่จองตั๋วล่วงหน้าและมีแผนเดินทางภายในปีนี้ กระเป๋าพับลาย OhBear สำหรับผู้ซื้อทัวร์ไต้หวัน และถุงผ้าแคนวาสสำหรับผู้ซื้อสินค้าเที่ยวไต้หวันผ่านบูธ OTA ภายในงานตามยอดที่กำหนด

    ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บัตรเครดิต KTC ที่มียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข ยังสามารถรับของขวัญเพิ่มเติม ได้แก่ กระเป๋าสัมภาระแบบพกพา หรือกระเป๋าเดินทางขนาด 24 นิ้ว ทั้งนี้ ของที่ระลึกและของขวัญมีจำนวนจำกัด และให้สิทธิ์แก่ผู้ที่มาก่อนเท่านั้น

    บูธการท่องเที่ยวไต้หวันตั้งอยู่บูธแรกโซนฝั่งทางเข้า MRT หมายเลขบูธ AC20-25, AC46-51, AC66-71 และ AC92-97 ภายในHall 5 ชั้น LG ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดให้เข้าชมและร่วมกิจกรรมตลอดทั้ง 4 วันของการจัดงาน

    ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม ตารางการแสดง และข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางช่องทางออนไลน์ของการท่องเที่ยวไต้หวัน เพื่อไม่พลาดทุกไฮไลต์สำคัญตลอดงาน Facebook Fanpage: Taiwan Tourism TH 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2907988&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A0lxvDoZlNvQ2gKRGc73k

  • ทกจ.เชียงราย เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงบ้านศิลปินอาชีพเชียงราย “มรดกศิลปะล้านนา“ | TOPNEWS

    สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย (ทกจ.เชียงราย) จัดกิจกรรม Media FamTrip เส้นทางท่องเที่ยว เชื่อมโยง บ้านศิลปินอาชีพเชียงราย (Chiangrai Life Artist Studio for Tourism) เส้นทางที่: 4 มรดกศิลปะล้านนา(Lanna Art Heritage) ภายใต้โครงการ Life Artists ศิลปินศิลปาชีพสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2569 กิจกรรมพาสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้และสตูดิโอศิลปิน อาทิ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านสันกอง, Sangiam Yarangsee Studio, ปัจจุบัน Art Space, หอศิลป์บ้านนายพรหมมา และ หอศิลป์ระวี ได้สัมผัสผลงานศิลปะหลากหลายแขนง ตั้งแต่งานหัตถศิลป์พื้นถิ่น จิตรกรรมร่วมสมัย ไปจนถึงกิจกรรมเวิร์กชอป พร้อมเรียนรู้แนวคิด แรงบันดาลใจ และวิถีชีวิตของศิลปินอย่างใกล้ชิด

    นางวิภาวี ลีไพบูลย์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ (หัวหน้าโครงการ)สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับและชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม Media FamTrip เส้นทางท่องเที่ยว เชื่อมโยง บ้านศิลปินอาชีพเชียงราย (Chiangrai Life Artist Studio for Tourism) เส้นทางที่: 4 มรดกศิลปะล้านนา(Lanna Art Heritage) ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2569 นี้ว่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปะให้เป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบเชิงได้ประสบการณ์ ซึ่งเส้นทางมรดกศิลปะล้านนาเฮอริเทจ จะเจาะหรือดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายและขายให้คนเข้าถึงศิลปะชุมชนได้อย่างไร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้จะได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะเป้าหมายของโครงการคือต้องการยกระดับวิชาชีพชุมชนสู่ศิลปาชีพที่ทรงคุณค่า และเพิ่มมูลค่าสินค้าในชุมชน รวมถึงสร้างการรับรู้ พร้อมกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว และสร้างรายหมุนเวียนในจังหวัดเชียงรายให้เพิ่มมากขึ้น

    เริ่มต้นของการเดินทาง เปิดด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ที่ Mu Café คาเฟ่เล็ก ๆ ที่ผสมผสานงานศิลป์เข้ากับกลิ่นกาแฟหอมละมุน เป็นพื้นที่พักใจให้ผู้เดินทางได้ผ่อนคลาย แลกเปลี่ยนมุมมอง ก่อนก้าวเข้าสู่โลกของศิลปะอย่างเต็มตัว

    กิจกรรม Chiangrai Life Artist Studio for Tourism Media Fam Trip  เส้นทางที่ 4 :มรดกศิลปะล้านนา (Lanna Art Heritage) เริ่มที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านสันกองมีนางนิธี สุธรรมรักษ์ ศิลปินปักผ้าผู้สร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคนิคปักลายเม็ดข้าวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ให้การต้อนรับพร้อมกับสมาชิกกลุ่มผู้สูงอายุที่มาแสดงฝีมือการปักผ้า พร้อมกับพาคณะทำความรู้จักกระบวนการป้กและแรงบันดาลใจที่ถ่ายทอดวิถีชีชุมชนผ่านลวดลายบนผืนผ้าอย่างประณีตและงดงาม


    ช่วงเที่ยง แวะพักที่ Panor Coffee House ร้านอาหารบรรยากาศร่มรื่น อาหารอร่อย มีพื้นที่กว้าง จุดถ่ายภาพหลากหลาย และยังมีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว ตอบโจทย์ทั้งสายกิน สายเที่ยว และสายถ่ายรูปเรียกได้ว่าอาหารอร่อย วิวดี เป็นการเติมพลังระหว่างทางก่อนเดินทางสู่สตูดิโอของอาจารย์เสงี่ยม ยารังสี Sangiam Yarangsee ซึ่งได้นำชมแกลลอรี่ผลงานศิลปะ ภาพวาดสีน้ำมันที่สะท้อนอารมณ์และลายเส้นเฉพาะตัวอย่างงดงามและทรงพลัง เป็นผลงานที่สะท้อนอารมณ์และมิติของแสงเงาอย่างประณีตหลากหลายแนว โดยเฉพาะภาพทิวทัศน์ที่อาจารย์เสงี่ยมบอกว่าเป็นความชื่นชอบที่มีมาตั้งแต่เด็ก ด้วยเป็นคนที่รักธรรมชาติจึงถ่ายทอดความงดงามผ่านเทคนิคภาพสีน้ำมัน เป็นการถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นศิลปินผ่านพื้นที่สร้างสรรค์ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เหมาะสำหรับผู้ที่หลงไหลในงานศิลปะและต้องการสัมผัสแรงบันดาลใจได้ใกล้ชิดกับตัวศิลปิน

    แวะเติมพลังที่ FRIENDCATION Café คาเฟ่โทนอบอุ่น เหมือนมานั่งบ้านเพื่อน แต่มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ แต่มีความ Art มากมาย จุดหมายต่อมาคือ  หอศิลป์ระวี โดยมีนายระวี มะโนเรือง ศิลปินผู้เชี่ยวชาญงานอิมเพรสชั่นนิสม์แนวทิวทัศน์ ที่ถ่ายทอดความงดงามของทิวทัศน์และแสงเงาผ่านลายพู่กันอันเป็นเอกลักษณ์ก่อนร่วมชม Life Artist Exhibition : Local Artist x Life Artist ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ที่จัดแสดงผลงานศิลปิน ควบคู่กิจกรรมเวิร์กช็อป ดนตรี และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ในพิธี Pre-Opening ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะเชียงราย กล่าวต้อนรับ ท่ามกลางศิลปิน ผู้ประกอบการ และประชาชนที่เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

    วันถัดมาเริ่มต้นที่ ปัจจุบัน Art Space ของนายอำนาจ ก้านขุนทด ที่นำชมแกลลอรี่ภาพวาดแนวธรรมชาติและพาคณะร่วมทำกิจกรรม Workshop เพ้นท์ก้อนหิน บนพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินท้องถิ่นได้แสดงผลงานหลากหลายรูปแบบทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่ายรวมถึงศิลปะจัดวางท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสงานศิลป์ในมุมองที่สดใหม่และทันสมัย

    ปิดท้ายที่หอศิลป์บ้านนายพรหมา ของอาจารย์พรมมา อินยาศรี ผลงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานที่สะสมมาตั้งแต่สมัยเรียน เป็นผลงานที่สะท้อนเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ความเชื่อที่สร้างสรรค์จากจินตนาการพื้นที่ศิลปะท้องถิ่นที่รวบรวมผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินเชียงราย ถ่ายทอดตัวตนและวิถีชีวิตผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรมและศิลปะแบบร่วมสมัย บรรยากาศเงียบสงบเป็นกันเองเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ศิลปะแบบเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งในชุมชนศิลปินตัวจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1458657&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11dUW92phVlsv2o8huh_Ew

  • “เศรษฐกิจไทย”แย่ อย่าประมาท เตรียมรับแรงกระแทก

    “เศรษฐกิจไทย”แย่ อย่าประมาท เตรียมรับแรงกระแทก

    “เศรษฐกิจไทย”แย่ อย่าประมาท เตรียมรับแรงกระแทก

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,167 ระหว่างวันที่ 18-21 ม.ค. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** ภาพ “เศรษฐกิจไทย” ในสายตาผู้กำหนดนโยบายวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “ภาวะชะลอตัว” ตามวัฏจักร แต่กำลังสะท้อน วิกฤติเชิงโครงสร้าง ที่สะสมยาวนาน และเริ่มส่งสัญญาณอันตรายชัดเจนขึ้นทุกขณะ เสียงเตือนล่าสุดจาก วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่หลายมิติ ตั้งแต่ ผลิตภาพต่ำ ขาดการลงทุนใหม่ หนี้ครัวเรือน และ หนี้ธุรกิจพุ่ง การเมืองไร้เสถียรภาพ

    ไปจนถึงเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักที่แรงส่งเริ่มหมด แก่นปัญหาที่น่าห่วงที่สุดคือ Productivity และ Competitiveness ของประเทศที่ถดถอยต่อเนื่อง ไทยขาดการลงทุนใหม่มาหลายปี ทำให้ศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวอ่อนแรง ขณะเดียวกัน ประเทศยังต้องแบกรับ ภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “หนี้ครัวเรือน” ที่สูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก และ “หนี้ภาคธุรกิจ” ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ในปีนี้

    *** ยังไม่นับรวมปัญหา ความเหลื่อมล้ำ ที่ฝังรากลึก ทั้งด้านรายได้ การเงิน และ โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร ตอกย้ำด้วยโครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย ทำให้กำลังแรงงานหดตัว และเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงจาก 3% เหลือเพียง 2.7%

    เหนือสิ่งอื่นใดคือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทย “เปลี่ยนนายกฯ” ถึง 3 คน ครม. ปรับหลายรอบ ส่งผลให้ความต่อเนื่องเชิงนโยบายสะดุด ขณะเดียวกัน ปัญหา คอร์รัปชัน ทุนเทา และ ธรรมาภิบาลองค์กร ยังเป็นเงื่อนไขฉุดรั้งการพัฒนา หากไม่เร่งจัดการ ประเทศจะก้าวต่อไปได้ยากยิ่งขึ้น

    *** ผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำว่า เมื่อมองตัวเลขมหภาค ภาพยิ่งชัดว่า จีดีพีไทยกำลังถอยลงเป็นขั้นบันได จากอดีตที่เคยโตเฉลี่ย 5% ลดมาเป็น 4% 3% และปัจจุบันเหลือเพียงราว 2% เท่านั้น ปีนี้คาดว่า GDP จะโตประมาณ 2.2% ขณะที่ปีหน้าอาจชะลอลงเหลือเพียง 1.5–1.7% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นอย่างมีนัยสำคัญ

    “การส่งออก” สะดุดจากฐานสูงปีก่อน “การบริโภคภายใน” อ่อนแรงจากเดิมที่เคยโต 5% เหลือเพียง 1–2% งบประมาณอาจล่าช้า เพราะการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ส่วนภาคท่องเที่ยว แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวดูดี แต่ยังฟื้นตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ที่น่าห่วงคือ เศรษฐกิจไทยวันนี้ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แต่ยังอาศัย “บุญเก่า” จากอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายในระยะยาว

    *** อีกหนึ่งไฟแดงสำคัญคือ สินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่องถึง 36 เดือน สะท้อนปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจรายย่อย เมื่อสินเชื่อไม่ขยาย ปริมาณเงินในระบบก็ไม่ถูกสร้าง ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากอ่อนแรง และต้นทุนความเสี่ยง (Credit Cost) ที่สูง ทำให้ธนาคารยิ่งไม่กล้าปล่อยกู้

    ด้าน “นโยบายการเงิน” ธปท.ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ดอกเบี้ยไม่ใช่คำตอบหลักอีกต่อไป อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.25% ต่ำเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่การลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา แทบไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะปัญหาแท้จริงคือ โครงสร้าง ไม่ใช่สภาพคล่อง จากจุดนี้ ธปท.จึงต้อง “ลงจากหอคอย” ใช้มาตรการ Targeted แก้ปัญหาในภาคเศรษฐกิจจริง ทั้งโครงการช่วยลูกหนี้รายย่อย ปลดล็อกหนี้เสียรายเล็ก และกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ให้ SME ที่ยังมีศักยภาพ

    *** ท่ามกลางความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ก็ออกมาเตือนว่า อย่าประมาทปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการค้ากับสหรัฐ แม้คำตัดสินศาลจะเปลี่ยนเกมบางส่วน แต่สหรัฐยังมีเครื่องมืออีกมาก และไทยซึ่งเกินดุลการค้ากับสหรัฐเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ต้องเตรียมรับมืออย่างรอบคอบ

    บทสรุปที่น่ากลัวที่สุดคือ “เศรษฐกิจไทย” กำลังโตช้าเกินไป เหมือนการถีบจักรยานที่ช้าเกินจะทรงตัว หากไม่เร่งแก้ไขเชิงโครงสร้างให้ GDP กลับมาโตระดับ 4-5% ต่อปี ประเทศมีความเสี่ยง “ล้ม” ได้ง่ายกว่าที่คิด …และนี่คือสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่อาจมองข้ามอีกต่อไป…

                              “เศรษฐกิจไทย”แย่ อย่าประมาท เตรียมรับแรงกระแทก

    *** ปิดท้าย… หนังสือดีที่ควรหาอ่านคือหนังสือ “กฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์: การซื้อขาย การกํากับดูแล และ การบังคับใช้กฎหมาย” เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนการจัดทําขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกฎหมายหลักทรัพย์ อย่างครบถ้วน เป็นระบบ และเข้าถึงได้ โดยมุ่งเน้นการอธิบายกลไกการซื้อขาย การ กํากับดูแล และการบังคับใช้กฎหมายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งล้วนมีบทบาทสําคัญใน การรักษาความโปร่งใส ความเป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน เนื้อหาภายในยังเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง และปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านเห็น ถึงความจําเป็นของกฎหมายในการปกป้องผู้ลงทุนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นแหล่งความรู้สำาหรับนิสิต นักศึกษา ผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ที่ต้องการทําความ เข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ และความท้าทายของกฎหมายหลักทรัพย์…หนังสือนี้จัดพิมพ์โดย คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ จำนวน 1,000 เล่ม จำหน่ายในราคา 300 บาท ใครสนใจติดต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โทร. 02-0099000

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/than-society/649146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RTMZKudP8li-idNfYgMRV

  • ธนาคารไทยเครดิต ผนึกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ลงนาม MOU เสริมแกร่งความรู้ทางการเงิน และการบริหารทุนชุมชน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ปูรากฐานเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนในการเป็นธนาคารเพื่อสังคมและความยั่งยืน จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. (ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน และการบริหารจัดการทุนชุมชน เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยมี นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมพิธีลงนาม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

    ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันของทั้งสองหน่วยงาน ที่เล็งเห็นว่า “ความรู้ทางการเงิน” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยธนาคารไทยเครดิต ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญ จะนำองค์ความรู้และเครื่องมือทางการเงินเข้าไปสนับสนุนภารกิจของ พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรชุมชนทั่วประเทศ

    วัตถุประสงค์หลักของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มุ่งเน้นใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่:

    1. การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน: พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและการบริหารจัดการหนี้สินอย่างถูกวิธี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้นี้สู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ

    2. การยกระดับผู้ประกอบการชุมชน: มุ่งเน้นการติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชน ทั้งในด้านการบริหารจัดการธุรกิจ การวางแผนการตลาด และการจัดการการเงิน เพื่อให้ธุรกิจชุมชนสามารถเติบโตและแข่งขันได้

    3. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน: สนับสนุนการบริหารจัดการชุมชนให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

    นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า “พอช. รู้สึกเป็นเกียรติที่ธนาคารไทยเครดิตมาร่วมมือในการมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พอช. มุ่งสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ซึ่งยังมีจุดอ่อนเรื่องความรู้ในการบริหารจัดการการเงินที่เข้มแข็ง ธนาคารไทยเครดิต มีจุดแข็งที่จะมาเติมเต็มให้ความรู้และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการเงินให้องค์กรชุมชน เป็นโอกาสที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันในการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน สร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคงแข็งแรง สร้างชุมชนที่เป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนสร้าง Social  Enterprise ที่เข้มแข็งร่วมกันต่อไป”

    นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ คือการนำโครงการ ‘ตังค์โต Know-how’ ซึ่งเป็นโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคารที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมด้านการเงินให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทำงานร่วมกัน โดยธนาคารมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากร ผู้นำชุมชน และเครือข่ายของ พอช. อย่างเต็มที่ ทั้งในมิติของการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตลอดจนการบริหารธุรกิจและการตลาดยุคใหม่ เพื่อเป้าหมายในการสร้าง ‘นักบริหารจัดการการเงินชุมชน’ ที่เข้มแข็ง และส่งต่อความยั่งยืนนี้กลับคืนสู่สังคม”

    การนำความเชี่ยวชาญของภาคเอกชนมาผนวกกับเครือข่ายที่เข้มแข็งของภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยให้องค์ความรู้ทางการเงินไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องอบรม แต่จะถูกกระจายและถ่ายทอดต่อไปยังสมาชิกในชุมชนในรูปแบบ “พี่สอนน้อง” หรือ “ผู้นำสอนลูกบ้าน” ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินในระดับฐานรากอย่างแท้จริง” โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการทำงานร่วมกันในระยะยาว โดยจะมีการประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    การร่วมมือระหว่างธนาคารไทยเครดิตและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการร่วมกันแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างอาชีพที่มั่นคง เริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุดคือ “ชุมชน” เพื่อนำไปสู่สังคมไทยที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/989935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_OB9m9Vo7DkxUgc8SAAER

  • ยอดท่องเที่ยวขาเข้า “ปักกิ่ง” ปี 2025 โต 39%

    ยอดท่องเที่ยวขาเข้า “ปักกิ่ง” ปี 2025 โต 39%

    ปักกิ่ง, 17 ม.ค. (ซินหัว) — สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีนเผยว่าปักกิ่งมีปริมาณการท่องเที่ยวขาเข้า 5.48 ล้านครั้งในปี 2025 เพิ่มขึ้นร้อยละ 39 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยมีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวแตะ 5.05 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.27 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.7 เมื่อเทียบปีต่อปี

    ตัวเลขดังกล่าวแบ่งเป็นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน 9.23 แสนครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.7 เมื่อเทียบปีต่อปี และเป็นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีก 4.55 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.8 เมื่อเทียบปีต่อปี

    ในบรรดาการเดินทางของชาวต่างชาติ พบว่ามีการเดินทางจากเอเชีย 2.01 ล้านครั้ง จากยุโรป 1.56 ล้านครั้ง และจากทวีปอเมริกา 6.41 แสนครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 ร้อยละ 47.9 และร้อยละ 35.6 ตามลำดับ

    ทั้งนี้ ปักกิ่งได้ยกระดับบริการสำหรับนักเดินทางขาเข้า ด้วยการอำนวยความสะดวกด้านการขอวีซ่าและพิธีการศุลกากร การชำระเงิน การซื้อสินค้า และการคืนภาษี พร้อมทั้งเปิดตัวรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม อาทิ เส้นทางท่องเที่ยวตามธีม 10 เส้นทาง รวมถึงทัวร์แหล่งมรดกโลกและย่านหูท่ง ซึ่งเป็นย่านตรอกซอกซอยโบราณ

    สำนักฯ ระบุว่าปักกิ่งมีแผนยกระดับบริการสำหรับนักท่องเที่ยวขาเข้าให้ดียิ่งขึ้นในปี 2026 และพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้และการแพทย์แผนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/389/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mZtjp45Th1WvwDKSMiNEk