Blog

  • เลือกตั้ง’69: เพื่อไทยมั่นใจนโยบาย “กล่องสุ่มเศรษฐีวันละ 9 ล้าน” ไม่ขายฝัน : อินโฟเควสท์

    เลือกตั้ง’69: เพื่อไทยมั่นใจนโยบาย “กล่องสุ่มเศรษฐีวันละ 9 ล้าน” ไม่ขายฝัน : อินโฟเควสท์

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงนโยบาย “เศรษฐีวันละ 9 ล้าน” ว่า เป้าหมายของเรื่องนี้คือการรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการซื้อขายต่าง ๆ ที่เราสามารถดูกลไกราคาต่าง ๆ เมื่อทุกคนรับใบเสร็จเข้าระบบให้ข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้สูงอายุ เรื่องที่จะให้คนที่มีเศรษฐกิจอยู่นอกระบบกลับเข้าระบบ ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการผลักดันรัฐบาลดิจิทัล การที่เรารู้สารทุกข์สุขดิบของแต่ละคนและคนที่เดือดร้อน และรู้ราคาต่าง ๆ ทำให้เราคาดหมายในเรื่องของจีดีพี รายรับรายจ่ายต่าง ๆ ได้ และสามารถออกแบบการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพ สำหรับเรื่องงบประมาณก็ได้รู้แล้วว่าถ้าเรานำเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบมาอยู่ในระบบ เรื่องเกี่ยวกับคนไทยจะได้เงินทั้ง 9 ล้านก็จะสามารถดูแลตรงนี้ได้ ซึ่งทุกอย่างทางทีมงานได้ดูตรงนี้แล้ว และจะส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

    โดยเรื่องนี้มีความมั่นใจและได้มีการประเมินทำการศึกษามาระยะหนึ่งแล้วก่อนที่จะปล่อยนโยบายนี้ออกมา เรื่องนี้ต้องสื่อสารให้มากในการที่จะทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ หากวันนี้เราไม่มีข้อมูลในการซื้อขายต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พยายามทำตรงนั้นก็คือ นำข้อมูลของทุกคน ทั้งรายรับรายจ่ายของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน การค้าขายที่ไหนที่มีของราคาแพง หรือที่ไหนมีความคึกคัก เราสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง ซึ่งตรงนี้จะมีงบประมาณหมุนเวียนจากนอกระบบเข้ามาในระบบ จะทำให้เราสามารถดูแลตรงนี้ได้ และได้คำนวณมาแล้วว่าสามารถทำได้

    นโยบายดังกล่าวจะดำเนินการแจกไปเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งเราจะดูตามระบบฐานภาษีอยู่แล้ว ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ว่าเป็นการใช้ภาษีประชาชนสิ้นเปลือง และไม่ตรงเป้าเรื่องเศรษฐกิจนั้น ต้องกลับมาดูเรื่องเกี่ยวกับการรวมศูนย์ข้อมูล การจะทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบของประเทศก็มีแนวนี้อยู่แล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับใบเสร็จทุกคนเข้ามาสู่ระบบ สำหรับประชาชนที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก วันนี้จะมีในเรื่องของนโยบายลดหย่อนภาษี (e-Receipt) ที่เขาสามารถทำได้ และวันนี้หากเรารู้ค่าใช้จ่ายของทุกคน และรู้ว่าการค้าแต่ละที่เป็นอย่างไรบ้าง เราสามารถช่วยเหลือประเทศได้มากขึ้น อยากให้มองตรงนี้เป็นการรวมข้อมูลเพื่อทำเรื่องของรัฐบาลดิจิทัล

    ส่วนที่มองว่านโยบายกล่องสุ่ม ไม่ได้ไปปรับเรื่องโครงสร้างความยากจนได้ แต่ไปเปลี่ยนชีวิตของคนบางคนมากกว่านั้น เรามีนโยบายออกมาทุกรูปแบบ ตนพยายามสื่อสารเรื่องเศรษฐกิจ wellness เพื่อให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง ตรงนี้ยังไม่ได้มีความมากมายนัก และยังเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ เรื่องที่เรานำเสนอเกี่ยวกับรัฐบาลดิจิทัล เรายังเปิดเรื่องของคนไทยไร้จน การดูแลผู้ป่วยติดเตียง การจะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ จำเป็นต้องช่วยเหลือคนกลุ่มนี้

    สำหรับเรื่องข้อกฎหมายดูแล้วจะไม่ติดล็อคเหมือนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยศึกษาแนวทางไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อนโยบายของพรรคนั้นก็เป็นสิทธิ์ของทุกคน เราน้อมรับและได้ศึกษามาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พยายามพูดคุยกับพี่น้องประชาชน วันนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเงินอย่างเดียว แต่ต้องหารายได้เข้ามาในประเทศด้วยคือ อีกหนึ่งหมุดหมาย และหากเราดูเรื่องข้อมูลสาธารณสุข 30 บาทเอไอ เรารู้ข้อมูลต่างๆ ก็จะทำให้รู้ว่าประเทศควรเดินไปทางไหน ซึ่งจะทำให้การส่งมอบนโยบายให้ตรงจุดมากขึ้น ตรงนี้เรามองว่าเป็นการทำทั้งระบบ และสามารถทำได้

    นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรวมข้อมูลของรัฐบาลดิจิทัล คนไทยมี 60 ล้านคน เราสามารถดูแลคนได้ทั้งหมดไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำ ซึ่งตรงนี้เป็นกฎหมายหลัก ส่วนการที่เราออกนโยบายนี้ออกมาก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่มาเติมเต็มให้กลไกนี้ เพื่อดึงดูดให้คนเข้าสู่ระบบภาษี โดยมั่นใจว่าจะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน ซึ่งเราสื่อสารเสมอว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล การใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาหนุน และในหลายประเทศก็มีธุรกิจที่เข้าสู่ระบบภาษีมากกว่าเรา จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามผลักดัน ขอให้มองเรื่องเกี่ยวกับฐานข้อมูลเป็นหลัก การเข้ามาของเอไอ จะไม่มีประโยชน์หากวันนี้เราไม่รู้จักคนไทย เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่คนไทยกรอกข้อมูลเองและข้อมูลจะเชื่อมกัน เราศึกษามาอย่างรอบคอบแล้ว

    ส่วนการแก้ไขเรื่องภาษีนั้นแก้ไขทั้งระบบ เราสื่อสารตลอดว่าเป็นการยกเครื่องประเทศไทย ทุกสิ่งทุกอย่างในครั้งนี้เราไม่สามารถทำเรื่องเดียวได้ ต้องแก้ทั้งระบบ แก้แต่ละจุดเราก็แก้ อยากให้ทุกคนมองไปที่นโยบายตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดมา นี่เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่เราเปิด แต่ปฏิเสธที่จะตอบว่างบ 3 พันล้านบาทจะหาได้ใช่หรือไม่ เพียงแค่ยิ้มและพยักหน้า พร้อมยกนิ้วโป้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/563763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2be4HVqjdCXr0lDYQdNZvp

  • ทรัมป์ขู่เก็บภาษีแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงการค้ากับจีน

    ทรัมป์ขู่เก็บภาษีแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงการค้ากับจีน

    ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนแคนาดาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า หากประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือเซ็นข้อตกลงการค้ากับจีน เขาจะเก็บภาษีสินค้าทุกประเภทจากแคนาดาในอัตรา 100 เปอร์เซ็นต์

    ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาตึงเครียดมากขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปีที่แล้ว โดยมีข้อพิพาทเรื่องการค้าและนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ออกมาวิจารณ์ถึง “ความแตกร้าว” ในระบบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ

    คาร์นีย์เซ็นข้อตกลงเบื้องต้นกับจีน

    ระหว่างการเยือนปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คาร์นีย์ประกาศ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ใหม่” กับจีน ซึ่งส่งผลให้เกิด “ข้อตกลงการค้าเบื้องต้นที่เป็นจุดสำคัญ” เพื่อลดภาษีศุลกากร แต่ทรัมป์เตือนถึงผลที่ตามมาอย่างรุนแรงหากข้อตกลงดังกล่าวเป็นจริง

    “หาก คาร์นีย์ คิดว่าจะทำให้แคนาดากลายเป็น ‘ท่าเรือขนส่ง’ ให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้าสหรัฐอเมริกา เขาคิดผิดไปแล้ว” ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนต่อว่า “จีนจะกิน แคนาดา ทั้งเป็น กลืนมันอย่างสมบูรณ์ รวมถึงการทำลายธุรกิจ โครงสร้างทางสังคม และวิถีชีวิตโดยทั่วไป”

    ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นจากเวที ‘ดาวอส’

    ผู้นำทั้งสองได้กระชับคำพูดในการโต้เถียงกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการปราศรัยของคาร์นีย์เมื่อวันอังคารที่ World Economic Forum ในดาวอส ซึ่งได้รับการปรบมือยืนจากการประเมิน “ความแตกร้าว” ในระบบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมา

    ความเห็นของเขาถูกมองว่าเป็นการอ้างอิงถึงอิทธิพลที่สร้างความวุ่นวายของทรัมป์ในกิจการระหว่างประเทศ แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรง ทรัมป์ตอบโต้คาร์นีย์วันรุ่งขึ้นในการปราศรัยของตนเอง และยกเลิกคำเชิญให้นายกรัฐมนตรีแคนาดาเข้าร่วม “คณะกรรมการแห่งสันติภาพ”

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    แคนาดาพึ่พิงการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างมาก โดยกว่าสามในสี่ของการส่งออกแคนาดามีปลายทางเป็นสหรัฐฯ ภาคส่วนสำคัญของแคนาดา เช่น ยานยนต์ อะลูมิเนียม และเหล็กกล้า ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาษีสินค้าตามภาคส่วนของทรัมป์

    การเจรจาเพื่อปรับปรุงข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือที่มีอยู่กำหนดเริ่มต้นในช่วงต้นปีนี้ โดยทรัมป์ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสหรัฐอเมริกาไม่จำเป็นต้องเข้าถึงผลิตภัณฑ์แคนาดาใดๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านทางเหนืออย่างกว้างขวาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/trump-threatens-canada-100-percent-tariff-china-trade-deal&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y3wzdz6yHm8QoQCKWowwy

  • “อภิสิทธิ์”ฉะนโยบายเพื่อไทยแจกวันละ 9 ล้าน ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ

    “อภิสิทธิ์”ฉะนโยบายเพื่อไทยแจกวันละ 9 ล้าน ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่หาเสียงช่วยนายเจษฎา เลิศธนสาร ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ ถึงการประเมินจำนวนที่นั่ง สส. ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงว่า ยังไม่สามารถตอบเป็นตัวเลขได้ เนื่องจากผลสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ยังมีความเป็นไปได้หลายทาง อีกทั้ง สส.บัญชีรายชื่อและ สส.เขตเลือกตั้ง บางครั้งก็ไม่สัมพันธ์กันอย่างที่หลายคนเข้าใจ

    อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่หาเสียงในหลายจังหวัด โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา ที่เดินสายถึง 4 จังหวัดในภาค ตะวันออก ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีผู้มาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก ทำให้เชื่อมั่นว่าภาพรวมกระแสของพรรคดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดิมทีหลายคนอาจมองว่าฐานคะแนนหลักของประชาธิปัตย์อยู่ที่ภาคใต้ แต่ขณะนี้พบว่าในกรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออก รวมถึงจังหวัดอื่นอย่างสุโขทัย ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่สะท้อนว่าจะหันกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

    เมื่อถามถึงการประเมินจำนวน สส.กรุงเทพมหานคร จากกระแสตอบรับที่คึกคัก นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า หากเปรียบเทียบในเชิงปฏิกิริยาของประชาชน ถือว่าดีกว่าการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา แต่ยังไม่อาจสรุปได้ว่าจะสะท้อนออกมาเป็นจำนวนที่นั่ง สส. มากน้อยเพียงใด

    ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดนโยบายแจกเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน ในช่วงโค้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ แสดงความเห็นว่า หากจะทำก็คงสามารถทำได้ในเชิงเทคนิค แต่ประเด็นสำคัญคือ เหตุผลเชิงนโยบายสาธารณะและประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ

    “ถ้าคำนวณคร่าว ๆ วันละ 9 ล้านบาท ตลอด 1 ปี ก็ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท ผมคิดว่าถ้าเอาเงินก้อนนี้ไปให้คนจำนวนมาก นำไปพัฒนาทักษะ เพิ่มศักยภาพแรงงาน จะเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจมากกว่า การทำให้มีคนรวยแบบเฉียบพลันวันละ 9 คน ในมุมของเศรษฐกิจภาพรวม ความยั่งยืน และความเป็นธรรม ผมยังไม่เห็นว่านโยบายนี้จะตอบโจทย์” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    เมื่อถามถึงนโยบายหรือ “หมัดเด็ด” ของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงโค้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า พรรคยังมีประเด็นสำคัญที่จะสื่อสารกับประชาชนเพิ่มเติม ทั้งในเชิงนโยบายและแนวทางการเมือง แต่ขอเก็บไว้ก่อน ยังไม่เปิดเผยในขณะนี้

    สำหรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคใดหลังการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า ควรไปสอบถามพรรคเพื่อไทยโดยตรง พร้อมระบุว่า จากการปราศรัยที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยสื่อสารชัดว่า พร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง

    ส่วนการปราศรัยของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งมีการโจมตีพรรคประชาชนเป็นหลัก แต่ใช้ท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัยกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด และเป็นสิทธิ์และทางเลือกของพรรคเพื่อไทย

    ท้ายสุด นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีการปราศรัยที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีการพูดเชิงแซวว่า “แก่แล้วอย่ามาหลอก” ว่า ยอมรับว่าตนเคยปราศรัยที่ชลบุรีหลายครั้ง มีประชาชนมาร่วมฟังอย่างล้นหลาม แต่สุดท้ายแพ้การเลือกตั้ง จึงเป็นการพูดแซวประชาชนในพื้นที่เท่านั้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/649785&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw296sYA3oNRhm5G1oL-7XYm

  • นักลงทุนแห่หา “กูรูภูมิรัฐศาสตร์” ช่วยประเมินความเสี่ยง หลังทรัมป์ฯ ป่วน เขย่าตลาดหุ้นทั่วโลก

    นักลงทุนแห่หา “กูรูภูมิรัฐศาสตร์” ช่วยประเมินความเสี่ยง หลังทรัมป์ฯ ป่วน เขย่าตลาดหุ้นทั่วโลก

    ปัจจุบันเหล่าซีอีโอหรือนักลงทุนระดับโลก ไม่ได้พูดถึงแค่การเติบโตทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม หรือทิศทางดอกเบี้ยโลกอีกต่อไป แต่บทสนทนาที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในงาน World Economic Forum (WEF) เมืองดาวอสในปี 2026 นี้ กลับกลายเป็นว่า “โลกกำลังเดินหน้าไปสู่ความไม่แน่นอนระดับไหน”

    หลังจากที่โลกการเงินและการลงทุนกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันเชิงอำนาจของประเทศมหาอำนาจ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ผันผวน กำลังเข้ามาเปลี่ยนสมการการลงทุน

    โลกการเงิน-การลงทุน กำลังเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน

    ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลกต้องรับมือกับความผันผวน ที่ไม่ได้มาจากตัวเลขเศรษฐกิจ นโยบายดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และผลประกอบการบริษัทเป็นหลักเท่านั้น แต่ขยายไปสู่ปัจจัยด้านการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างประเทศมหาอำนาจ 

    อย่างเหตุการณ์สงครามยูเครน สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลา การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ นโยบายภาษีการค้าสหรัฐฯ ล้วนสร้างแรงกระเพื่อมต่อทั้งตลาดหุ้น พันธบัตร พลังงาน และค่าเงินในเวลาอันรวดเร็วและส่งผลไปทั่วโลก

    เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ถูกยกระดับขึ้นมาอยู่แถวหน้าของกระบวนการตัดสินใจลงทุน ดังนั้น นักลงทุน และผู้จัดการสินทรัพย์จึงหันมาให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงเชิงสถานการณ์ และมิติทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจว่า “การเมืองโลก” จะเข้ามาเปลี่ยนสมดุลของตลาดการเงินและโอกาสการลงทุนอย่างไร

    นักลงทุนแห่พึ่ง “นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์”

    สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า ความต้องการด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยิ่งชัดเจนขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์นี้ หลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอาจใช้มาตรการทางภาษีกับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในการควบคุมเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดการเงินและเพิ่มความผันผวนในระยะสั้น

    ก่อนหน้านี้ เหตุการณ์สำคัญอย่างการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 มาตรการกีดกันทางการค้าครั้งใหญ่ในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความเคลื่อนไหวทางการเมืองของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ล้วนตอกย้ำว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับนักลงทุนอีกต่อไป

    Mehill Marku นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์อาวุโสของ PGIM Fixed Income กล่าวว่า ในอดีตปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มักถูกจัดอยู่ในลำดับรอง เมื่อเทียบกับข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคหรือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง แต่หลังสงครามยูเครน ความสำคัญของการวิเคราะห์ด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ก่อนปี 2022 ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องหลักในการบริหารพอร์ตการลงทุน แต่ปัจจุบันจำนวนคำถาม และการขอคำปรึกษาจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากความเชื่อมโยงกันของวิกฤตการณ์ทั้งหมดทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องท้าทาย

    Rishi Kapoor รองประธาน และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Investcorp กล่าวในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอสว่า องค์กรจำเป็นต้อง “สร้างขีดความสามารถใหม่” เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงเร็วและรุนแรงขึ้น

    Pandu Patria Sjahrir ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กองทุน Danantara หรือกองทุนความมั่งคั่งรัฐ ของอินโดนีเซีย ระบุว่า ปีนี้กองทุนให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านผู้นำทางการเมืองและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าปีอื่นๆ ตอนนี้เราคิดถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดในแง่ของการกระบวนการประเมินและรับความเสี่ยงทางการเงิน อันที่จริง กรณีพื้นฐานของผมคือกรณีที่เลวร้ายที่สุด

    Marc Gilbert หัวหน้าศูนย์ BCG Center for Geopolitics ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ได้ช่วยผลักดันให้ภูมิรัฐศาสตร์ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของลำดับความสำคัญของลูกค้า จากที่เคยอยู่ในประมาณ 20 อันดับแรก เมื่อประมาณสิบปีก่อน

    ทุกอย่างเปลี่ยนไว ผันผวน และรุนแรงขึ้น ทำให้ช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เขาต้องประชุมหารือกับผู้บริหารระดับสูง และคณะกรรมการบริษัทรวม 235 ครั้งในประเด็นเหล่านี้ 

    สุดท้ายไม่ว่าจะภาคธุรกิจ หรือ ฝ่ายนักวิเคราะห์ยิ่งต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง จากประเด็นสำคัญเหล่านี้ในงาน World Economic Forum (WEF) อาจเป็นเรื่องที่ไทยต้องให้ความสำคัญเช่นกัน

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2909684&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qABBBKFGVkgnIXChpRgwO

  • จับตาภูมิรัฐศาสตร์โลก-ไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี69

    จับตาภูมิรัฐศาสตร์โลก-ไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี69

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี2026(2569)โตต่ำเพียง 1.5% โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปีที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราต่ำกว่า 1% จากภูมิรัฐศาสตร์โลกและความไม่แน่นอนทางการเมือง

    แรงส่งเศรษฐกิจหลักของไทยจะแผ่วลง จากเม็ดเงินสนับสนุนของรัฐที่ลดลงในช่วงรัฐบาลรักษาการ การส่งออกมีแนวโน้มหดตัวจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะส่งผลชัดเจนขึ้น และการแข่งขันโลกที่สูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกเร่งตัว

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ เช่น ยุโรป อินเดีย และอเมริกาที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ ซึ่งจะช่วยหนุนเศรษฐกิจให้ดีขึ้นในปีนี้  

    การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือน พ.ค. 2026 (2569)และการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 (2570) จะล่าช้าเพียง 1-2 เดือน อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้ไทม์ไลน์นี้ล่าช้าออกไป และอาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายการลงทุนของรัฐในปีนี้

    นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังเน้นให้เงินอุดหนุน แม้เริ่มเสนอแนวทางยกระดับธรรมาภิบาลและภาครัฐ รวมถึงนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศมากขึ้น แต่ยังไม่มีนโยบายปฏิรูปรายได้และรายจ่ายภาครัฐที่เป็นรูปธรรม

    เศรษฐกิจไทยชะลอตัว

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงสู่ 1% ในช่วงครึ่งแรกของปี และทรงตัวตลอดปีจากแนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ต่ำ ภาวะการเงินยังคงตึงตัวจากสินเชื่อที่ยังหดตัวโดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนและธุรกิจ SMEs

    เศรษฐกิจโลกปี 2026 จะชะลอลงบ้าง ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2025 ตามผลกระทบกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น หลังเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ในปีก่อน

    ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ เช่น การปรับกลยุทธ์ความมั่นคงสหรัฐฯ ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกยังมีสูง

    นโยบายการเงินโลกมีแนวโน้มผ่อนคลาย คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกรวม 0.5% ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำที่ 2% ตลอดปี ขณะที่ BOJ จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้ แต่ต้นทุนการกู้ยืมภาครัฐส่วนใหญ่สูงกว่าอดีต จากความเสี่ยงการคลังและการเมืองที่สูงขึ้น

    เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวต่ำเพียง 1.5%

    โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปีที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราต่ำกว่า 1% ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นความเสี่ยงสำคัญSCB EIC ประเมินแรงส่งเศรษฐกิจหลักของไทยจะแผ่วลงในปีนี้ ท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวช่วยสนับสนุนได้บ้าง เศรษฐกิจไทยช่วงต้นปี 2026 ยังได้รับแรงส่งจากเม็ดเงินภาครัฐตามมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายและงบผูกพันรอเบิกจ่ายสูง แต่แรงส่งนี้อาจแผ่วลงบ้างจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนปรับดีขึ้นชั่วคราวจากชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี แต่ในระยะข้างหน้าจะเผชิญปัจจัยกดดันจากรายได้แรงงานฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนสูง และภาวะการเงินตึงตัวจากสินเชื่อที่ยังหดตัว

    ด้านการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวในปี 2026 หลังจากขยายตัวสูงในปี 2025 โดยจะได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น และการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ เช่น ยุโรป อินเดีย และอเมริกาที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่

    SCB EIC ประเมินการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใช้เวลา 5 เดือนและจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. 2026 ท่ามกลางหลายปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ไทมไลน์นี้ล่าช้าออกไป เช่น กรณีร้องเรียนผลเลือกตั้ง หากปัญหาชายแดนกัมพูชาเกิดความไม่สงบอีกครั้ง หรือกรณีตัดสินคดีการเมือง อย่างไรก็ดี รัฐบาลผสมชุดใหม่อาจเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายพรรค เพราะอาจไม่มีพรรคที่ได้คะแนนเสียงเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกับผลเลือกตั้งในปี 2023

    ทั้งนี้การจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 อาจประกาศใช้ล่าช้าเพียง 1-2 เดือน ความเสี่ยงล่าช้ามากขึ้นกับระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการพิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ. งบประมาณของรัฐบาลใหม่ เพื่อดำเนินนโยบายชุดใหม่ตามที่ประกาศไว้ ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐตลอดปีนี้

    นโยบายหาเสียงยังเน้นให้เงินอุดหนุน ยกระดับธรรมาภิบาลและภาครัฐ รวมถึงเสนอนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศมากขึ้น อาทิ มิติหนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากรและคุณภาพแรงงาน ความเหลื่อมล้ำและสวัสดิการ และธรรมาภิบาลภาครัฐ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ยังไม่เห็นนโยบายปฏิรูปรายได้และรายจ่ายของภาครัฐที่ชัดเจนภายใต้แรงกดดันปฏิรูปการคลังที่สูงขึ้น หลังจากระดับหนี้สาธารณะไทยมีแนวโน้มใกล้ชนเพดานเร็วขึ้น และเสี่ยงถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศจากเสถียรภาพการคลัง

     ดอกเบี้ยนโยบายไทยจะปรับลดลงสู่ 1% ภายในครึ่งแรกของปีนี้

    SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงสู่ 1% ภายในครึ่งแรกของปี และทรงตัวตลอดปี สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง สินเชื่อภาคเอกชนที่หดตัวเป็นวงกว้าง ภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs จึงเผชิญภาวะการเงินตึงตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนอุปสงค์ในประเทศซบเซา การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการทางการเงินของรัฐบาลในการบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SMEs

     เศรษฐกิจโลกปี 2026 จะชะลอลงบ้างจากผลภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2025 ตามการค้าโลกที่จะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นหลังเร่งส่งออก (Front-loading) ไปตลาดสหรัฐฯ ในปีก่อน เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตชะลอลงบ้างตามการจ้างงานของภาคธุรกิจที่ลดลง ขณะที่การลงทุนใน AI ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ เศรษฐกิจยูโร ชะลอลงตามความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ปรับแย่ลง แม้การใช้จ่ายภาครัฐปรับเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจจีน จะถูกกดดันต่อเนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ดี การผลิตและส่งออกจะยังเป็นเครื่องยนต์หลักได้ต่อไป เศรษฐกิจญี่ปุ่น ชะลอลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ แต่อุปสงค์ในประเทศยังเป็นแรงหนุนสำคัญ โดยญี่ปุ่นมีกำหนดจัดเลือกตั้งทั่วไปใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. SCB EIC ประเมินว่าพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน (LDP) จะยังเป็นแกนนำรัฐบาลต่อไป

    ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ จากการปรับกลยุทธ์ความมั่นคงของสหรัฐฯ (National Security Strategy Nov 2026) ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติเป็นหลัก ส่งผลให้สหรัฐฯ เร่งเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ สะท้อนจากกรณีการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาโดยใช้เหตุผลการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน ความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการภาษี กดดันประเทศในสหภาพยุโรปให้เร่งเจรจาความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะซื้อกรีนแลนด์ นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันยังดำเนินต่อไป ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกสูง มีโอกาสที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินให้การบังคับใช้ภาษีนำเข้าบางส่วนของรัฐบาลทรัมป์ไม่ชอบด้วยต่อกฎหมาย รัฐบาลทรัมป์อาจต้องหากฎหมายอื่น ๆ ใช้บังคับแทน

    นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลาย แต่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยรวม 0.5% ในช่วงกลางปีนี้ จากทิศทางตลาดแรงงานที่ชะลอลง และจะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังมี ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้ หลังข้อมูลการปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำ 2% ตลอดปี โดยเงินเฟ้อของประเทศกลุ่มยูโร ส่วนใหญ่กลับสู่เป้าหมาย 2% แล้ว อย่างไรก็ดี แม้นโยบายการเงินโลกจะมีทิศทางผ่อนคลายลง แต่ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐจะยังอยู่ในระดับสูงจากความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง โดยหนี้สาธารณะมีทิศทางสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/649806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AJFsOI3NS60rQTdZTmZ3Q

  • “ตั้ม ชินพันธ์” ลุยตลาดหนองบุญมาก รับฟังเดือดร้อนพ่อค้าแม่ค้า สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากทรุดหนัก | TOPNEWS

    “ตั้ม ชินพันธ์” ลุยตลาดหนองบุญมาก รับฟังเดือดร้อนพ่อค้าแม่ค้า สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากทรุดหนัก

    • เผยแพร่ : 24/01/2026 18:55

    นครราชสีมา “ตั้ม ชินพันธ์” ลุยตลาดหนองบุญมาก รับฟังเดือดร้อนพ่อค้าแม่ค้า สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากทรุดหนัก

    นครราชสีมา วันที่ 24 มกราคม 2569 นายชินพันธ์ แสงภักดิ์โยธิน หรือ “ตั้ม” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคกล้าธรรม หมายเลข 2 เขตเลือกตั้งที่ 11 จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ตลาดอำเภอหนองบุญมาก เพื่อพบปะพ่อค้าแม่ค้าและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางบรรยากาศการค้าขายที่ซบเซา สะท้อนกำลังซื้อในระดับชุมชนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
    นายชินพันธ์ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อสร้างภาพ แต่ตั้งใจมารับฟังเสียงจริงของประชาชน โดยพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกันว่า “ขายของไม่ได้ ไม่ใช่เพราะของไม่ดี แต่เพราะลูกค้าไม่มีเงินซื้อ” ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจฐานรากที่ชะลอตัวต่อเนื่อง

    ผู้สมัคร ส.ส.เขต 11 กล่าวว่า ต้นตอสำคัญของปัญหาคือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อกำลังซื้อของคนในชุมชน เมื่อเกษตรกรไม่มีกำลังจับจ่าย เงินจึงไม่หมุนในตลาด พ่อค้าแม่ค้าขายของไม่ได้ กระทบเป็นวงกว้างทั้งอำเภอ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

    นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความเดือดร้อนของชาวไร่มันสำปะหลังจำนวนมาก ที่ต้องเผชิญกับภาวะถูกกดราคารับซื้อ รวมถึงการวัดเปอร์เซ็นต์แป้งที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรม ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญกลับไม่มีอำนาจกำหนดราคาผลผลิตของตนเอง ส่งผลให้แรงงานตลอดทั้งปีของชาวบ้านกลายเป็น “ความขาดทุน” ทั้งที่ยังไม่ทันได้เงินเข้ามือ
    นายชินพันธ์กล่าวอีกว่า เมื่อชาวไร่ขาดทุน ครอบครัวก็อยู่ลำบาก และปัญหาที่น่าเจ็บปวดคือ ลูกหลานเริ่มมองไม่เห็นอนาคตในบ้านเกิดของตัวเอง สะท้อนว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เพียงปัญหาราคามันสำปะหลัง แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความเป็นธรรม และอนาคตของเกษตรกรไทย

    พร้อมกันนี้ นายชินพันธ์ได้ให้กำลังใจพ่อค้าแม่ค้าและเกษตรกรในพื้นที่ โดยย้ำว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการรับฟังและลงมือทำอย่างจริงจัง หากไม่แก้ไขที่ต้นทาง ไม่ผลักดันราคาพืชผล และไม่เพิ่มรายได้ให้ประชาชน เศรษฐกิจฐานรากก็จะยังซบเซา และตลาดท้องถิ่นจะยังเงียบเช่นนี้ต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    618844894_924640759994040_494757574191708424_n

    ปก web นิ่มลีสซิ่ง 40 ปี แจกใหญ่ 2 ล้าน

    ​“ดร.ยงยุทธ” เปิดเทศกาลท่องเที่ยวน้ำตกขุนกรณ์ปี 69 ชูยุทธศาสตร์ดึงอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 13 หมู่บ้าน

    “แม่เลี้ยงผึ้ง” พปชร. ขวัญใจสายใต้แม่ฮ่องสอน ชูคอนเนคชั่นระดับชาติ แก้ปัญหาที่ดิน-สิทธิพื้นฐาน

    “ชาดา” ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงผู้สมัครภูมิใจไทย ชาวบ้านให้กำลังใจคับคั่ง ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69

    ชาวบ้านห้วยหมูบุกร้อง กกต. ขอเลือกตั้งใหม่! ปมเจ้าหน้าที่สั่งสลับสีบัตรเลือกตั้ง กระทบ 400 เสียง

    Soft Power เมืองน่าน! ‘แข่งเรือพญานาค’ ขึ้นแท่นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ

    อลังการขบวนชาติพันธุ์! งานวัฒนธรรมลเวือะ ครั้งที่ 5 รวมพลังอนุรักษ์วิถีดั้งเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1465592&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N9Cc5AtoCSglw0FpmFWBV

  • เวทีดีเบต มอ.หาดใหญ่คึกคัก ขุนพล 6 พรรคการเมืองเทกระจาดขายแข่งนโยบายเอาใจคนใต้

    เวทีดีเบต มอ.หาดใหญ่คึกคัก ขุนพล 6 พรรคการเมืองเทกระจาดขายแข่งนโยบายเอาใจคนใต้

    วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

    คึกคัก !! ม.อ.หาดใหญ่เปิดเวทีดีเบตเดือด พรรคการเมืองใหญ่ 6 พรรคแข่งขายนโยบายเอาใจคนใต้ ด้าน “ประชาธิปัตย์” ชู “บุฟเฟต์การศึกษา”เรียนสิ่งที่ชอบ-ทำงานที่ใช่ ขณะที่ “ประชาชน” ลั่นเรื่องภาษีต้องเป็นธรรม ส่วน “เพื่อไทย” โวดันราคายางพารา 70 บาท ด้าน “กล้าธรรม” ประกาศแปลง ส.ป.ก.เป็นโฉนด ขณะที่ “เศรษฐกิจ” ขอเปลี่ยนสนามรบชายแดนใต้เป็นสนามการค้า ส่วน “ภูมิใจไทย” หนุนโครงการแลนด์บริดจ์ดึงเด็กใต้กลับบ้านทำงาน

    ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ – กองพัฒนานักศึกษาฯ จัดเวทีดีเบตนโยบายเชิงสร้างสรรค์รวบรวมขุนพลนักการเมืองระดับแม่ทัพประชันนโยบายโค้งสุดท้าย โดยมีผู้สมัครตัวเต็งเข้าร่วมคับคั่ง ได้แก่ นายจูรี นุ่มแก้ว พรรคประชาธิปัตย์ ,นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ พรรคประชาชน ,นายศาสตรา ศรีปาน พรรคภูมิใจไทย ,ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ พรรคเพื่อไทย , ดร.ธนุ วงษ์จินดา พรรคกล้าธรรม และ นายคริส โปตระนันท์ พรรคเศรษฐกิจ ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ฆายนีย์ บุญพันธ์ และ ดร.ปิยมิตร ท้วมศรี อาจารย์จากม.อ.หาดใหญ่

    ชูนโยบายฟื้นฟูเร่งด่วน: ปรับโครงสร้างหนี้และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    ในช่วงแรกของการเสวนา แต่ละพรรคได้นำเสนอแผนปฏิบัติการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดย ทพญ.ศรีญาดา เพื่อไทย เสนอแนวทางการบริหารจัดการหนี้สินภาคประชาชนควบคู่ไปกับการผลักดันราคายางพาราให้ถึงเป้าหมาย 70 บาท ขณะที่ นายศาสตรา ภูมิใจไทย มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการเยียวยาจากภัยพิบัติและสานต่อโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับท้องถิ่น ด้าน ดร.ธนู กล้าธรรม ได้นำเสนอแผนการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนดเพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกร และการลดภาระงานเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน

    ขณะที่พรรคการเมืองอื่นได้นำเสนอนวัตกรรมทางการเงินและสังคม โดย นายจูรี ประชาธิปัตย์ เสนอการปรับปรุงวงเงินเยียวยาอุทกภัยให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง พร้อมจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่ ส่วน นายคริส เศรษฐกิจ ได้เสนอวิสัยทัศน์ด้านความมั่นคงและโลจิสติกส์ โดยเน้นการสร้างสันติภาพชายแดนเพื่อเปิดประตูการค้า และเสนอโครงการ Ocean Lift เพื่อยกระดับการขนส่งทางน้ำ ด้าน นพ.สุภัทร ประชาชน ชูนโยบายสร้างความหวังผ่านระบบสวัสดิการ และการใช้ระบบไอทีสร้างเครือข่ายเตือนภัยน้ำท่วมอัจฉริยะ

    ถอดบทเรียนอุทกภัยปี 68: สู่การจัดการน้ำเชิงวิศวกรรมและเทคโนโลยี

    ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ประเด็นอุทกภัยปลายปี 68 ที่ผ่านมา “นพ.สุภัทร” เสนอใช้ความรู้จัดการน้ำร่วมกับเอกชน ด้าน “จูรี” เสนอทำ Digital Twin จำลองโมเดลน้ำดิจิทัล และต้องทำให้น้ำไหลผ่านเมืองเร็วที่สุด ส่วน “ทพญ.ศรีญาดา” ยันต้องสร้าง Floodway ออกอ่าวไทยโดยตรง ขณะที่ “ดร.ธนุ” ชูระบบ Single Command สั่งการจุดเดียวและเสนอสร้างฝายรอบเมืองหาดใหญ่ ส่วน “คริส” ตั้งคำถามงบน้ำ 7 หมื่นล้านหายไปไหน และเสนอตั้งงบเยียวยาฉุกเฉิน 3 หมื่นล้านโดยตรง

    พลิกโฉมการศึกษา: เรียนฟรีจริง-บุฟเฟต์วิชา-ยุบโรงเรียนไร้คุณภาพ

    ประเด็นการศึกษา “จูรี” ชู “บุฟเฟต์การศึกษา” เรียนสิ่งที่ชอบ-ทำงานที่ใช่ ด้าน “นพ.สุภัทร” เสนอคูปองการเรียนรู้ 2,000 บาท ออกแบบหลักสูตรเองได้ ส่วน “ทพญ.ศรีญาดา” เน้นจับคู่ทักษะงานและ AI For All ฝั่ง “ศาสตรา” ดันออกแบบหลักสูตรตรงเทรนด์จ้างงาน ปลูกฝังความเป็นนานาชาติ ด้าน “ดร.ธนุ” เสนอเปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็นโรงฝึกประสบการณ์จบมามีงานทำทันที ขณะที่ “คริส” เสนอดึงคนเก่งกลับประเทศ อุดหนุนนักเรียนโดยตรง ผลักดันคุณครูที่เก่งมาสอนนักเรียนในโรงเรียน

    บทสรุป: หาดใหญ่ – สงขลาจะเปลี่ยนไปหรือไม่?

    ในช่วงท้ายของการดีเบต ผู้สมัครต่างโชว์จุดยืนทางการเมือง “จูรี” ย้ำชัดสนับสนุนเสรีภาพคนรุ่นใหม่ “ทพญ.ศรีญาดา” การันตีรายได้ 3,000 บาทต่อเดือนแก้จน ส่วน “ศาสตรา” มั่นใจโครงการแลนด์บริดจ์จะดึงเด็กใต้กลับมาทำงานที่บ้าน ขณะที่ “นพ.สุภัทร” ย้ำเรื่องภาษีที่เป็นธรรม

    นาทีนี้ชาวหาดใหญ่ไม่ได้ต้องการแค่คำสัญญา แต่ต้องการ “กึ๋น” ในการบริหารวิกฤตที่จับต้องได้จริง เมื่อบทเรียนจากมวลน้ำปี 68 กลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่คอยย้ำเตือนใจคนสงขลา เวทีดีเบต ม.อ.ครั้งนี้จึงเป็นยิ่งกว่าการโชว์วิสัยทัศน์ ทว่าถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นที่ตัวนโยบายและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดสงขลาให้เป็นเมืองเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและปลอดภัยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/463391&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SZkvu1wp0XzArIrPeGtJL

  • ประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบัน (กบส.) ครั้งที่ 87 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบัน (กบส.) ครั้งที่ 87 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/119795/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pSViUeoPQp4CkPJfrlLwL

  • อธิการบดีจุฬาฯ ปาฐกถาศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ครั้งที่ 12 ปี 2569

    Skip to content

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน และสมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์ จัดปาฐกถาศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ปัญญาประดิษฐ์กับฉากทัศน์ของการบริหารสถาบันอุดมศึกษาแห่งโลกอนาคต” โดย ศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 ณ ห้องดวงเดือน พิศาลบุตร (ห้อง 101) อาคารประชุมสุข อาชวอำรุง คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ โดยมี รศ.ดร.ทองอินทร์ วงศ์โสธร ประธานมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นผู้กล่าวเปิดงาน รศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้กล่าวรายงาน มี ศ.ดร.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ นายกสมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์คณาจารย์ นิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน และผู้สนใจด้านการบริหารการศึกษาเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    ปาฐกถาศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 จัดโดยสาขาวิชาบริหารการศึกษา สาขาวิชาอุดมศึกษา และสาขาวิชานิเทศการศึกษา สมาคมศิษย์เก่าภาควิชาบริหารการศึกษา ชมรมนิสิตเก่าสาขาวิชาอุดมศึกษา และชมรมนิสิตเก่าสาขาวิชานิเทศการศึกษา ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน และสมาคมครุศาสตร์สัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดและเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ตลอดจนส่งเสริมการคิดวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์ในสาขาวิชาบริหารการศึกษา สาขาวิชาอุดมศึกษา และสาขาวิชานิเทศการศึกษา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคณาจารย์ นิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน และผู้ใฝ่รู้ทางการบริหารการศึกษา การอุดมศึกษา และนิเทศการศึกษา

    ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ปาฐกถาในหัวข้อ “ปัญญาประดิษฐ์กับฉากทัศน์ของการบริหารสถาบันอุดมศึกษาแห่งโลกอนาคต” โดยอธิการบดีจุฬาฯ ให้ความสำคัญกับอนาคตแห่งการศึกษาซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเป็นความท้าทายและแนวทางใหม่ของอุดมศึกษา สถาบันอุดมศึกษาต้องปรับบทบาทของตนเองให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สามารถตอบโจทย์อนาคต การบูรณาการข้ามศาสตร์ และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตที่หลากหลายให้กับนิสิตนักศึกษาให้มีความพร้อมเป็นบัณฑิตที่ตอบโจทย์โลกแห่งอนาคต

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/284287/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mEaqFVmw0CoFYcnLsCHZu

  • เกาะพะงันบุกรวบ! 4 หนุ่มอิสราเอลจัดปาร์ตี้อัปยา-ตะลึงพบของใหม่ ‘ยาลาบูบู้’

    เกาะพะงันบุกรวบ! 4 หนุ่มอิสราเอลจัดปาร์ตี้อัปยา-ตะลึงพบของใหม่ ‘ยาลาบูบู้’

    วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

    บุกวิลล่าหรูเกาะพะงัน! รวบ 4 หนุ่มอิสราเอลจัดปาร์ตี้อัปยา-ตะลึงพบยาเสพติดชนิดใหม่ ‘ยาลาบูบู้’

    วันที่ 24 มกราคม 2569 ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันได้สนธิกำลังร่วมกับ ชุดสืบสวน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี, สภ.เกาะพะงัน, ฝ่ายปกครอง และ ตม. เข้าตรวจสอบวิลล่าหรูแห่งหนึ่งใน ต.เกาะพะงัน หลังได้รับแจ้งจากสายด่วน 1155 ว่ามีการมั่วสุมและส่งเสียงดังรบกวน

    เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบกลุ่มคนกำลังปาร์ตี้อย่างคึกคัก บางส่วนพยายามวิ่งหนีเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบบนโต๊ะพบเศษผงสีขาวกระจายอยู่ทั่วไป โดยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาชายชาวอิสราเอลได้ 4 ราย คือ นายเอลิรัน (27 ปี), นายซาลี (27 ปี), นายดอร์ (29 ปี) และ นายเบน (29 ปี)

    จากการตรวจค้นอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบโคเคน และ MDMA (ยาอี) แต่สิ่งที่สร้างความตกใจคือการพบยาเสพติดชนิดใหม่ที่เรียกว่า ‘ยาลาบูบู้’ หรือ ‘ยาขนม’ ซึ่งเป็นยาอัดเม็ดสีสันสดใส เลียนแบบรูปทรงอาร์ตทอยชื่อดัง ‘ลาบูบู้’ เพื่อดึงดูดกลุ่มนักเที่ยว

    นายไพสิฐ ทองเจิม นายอำเภอเกาะพะงัน ระบุว่า ‘ยาลาบูบู้’ เป็นยาเสพติดอันตรายประเภท Poly-drug ที่รวมสารเสพติดหลายชนิดไว้ในเม็ดเดียว ได้แก่ MDMA ความเข้มข้นสูง, เคตามีน, โคเคน และคาเฟอีน การใช้ยาชนิดนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันและเสียชีวิตได้ทันที

    เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาครอบครองและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และ 2 กับผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย พร้อมส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้ประสานงานเพื่อเข้าสู่กระบวนการ เพิกถอนวีซ่า และบันทึกประวัติเพื่อผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/942791&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZGHgBe7OunFxFWiq-iKii