Blog

  • อีสานโพล เผย พรรคประชาชน ครองใจคนอีสานอันดับ 1 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

    อีสานโพล เผย พรรคประชาชน ครองใจคนอีสานอันดับ 1 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

    วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.26 น.

    วันที่ 24 มกราคม 2569  เมือเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง คนอีสานกับการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ2569 พบว่า ภาพรวมของพรรคมีผลต่อการเลือก ส.ส. เขต มากกว่า ตัวผู้สมัคร พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะได้คะแนนนิยมเพิ่มสูง เกือบครึ่งตอบว่าจะไม่รับเงินซื้อเสียง ขณะที่คะแนนนิยมของ 3 พรรคใหญ่สูสีกันอยู่สูตรจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคเพื่อไทยบวกภูมิใจไทย หรือ เพื่อไทยบวกประชาชน เป็นสูตรที่คนอีสานอยากเห็นมากกว่า สูตรภูมิใจไทยบวกประชาชน นอกจากนี้ เสียงคนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่ถึงครึ่งแต่ยังคงสูงกว่าคนที่ไม่เห็นชอบ และยังมีคนไม่แน่ใจหรือตัดสินใจไม่ได้ในสัดส่วนที่สูง

    รศ. ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพลเปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานการเลือก ส.ส. และการออกเสียงประชามติในปีนี้โดยทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,090 ราย ในเขตพื้นที่ ภาคอีสาน 20 จังหวัด

    โดยสอบถามว่า ปัจจัยใดที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ท่านตัดสินใจเลือก ผู้สมัคร ส.ส. เขต พบว่าอันดับ1 ร้อยละ 55.8 พึงพอใจพรรค นโยบาย แคนดิเดตนายกและทีมรัฐมนตรีของพรรค รองลงมาร้อยละ 37.1 พึงพอใจผู้สมัคร ขณะที่ ร้อยละ 6.9 ระบุว่า ขึ้นกับเงินที่จะได้รับ และร้อยละ 0.2 เป็นเหตุผลอื่นๆ

    “เมื่อสอบถามว่า ท่านคาดหวังอะไรจาก ส.ส. เขต ของท่าน มากที่สุด พบว่า อันดับ1 ร้อยละ21.4 ช่วยเหลือเมื่อร้องขอ รองลงมา ร้อยละ 21.1 ผลักดันโครงการ/งบที่พื้นที่ต้องการ และอันดับ3 ร้อยละ 19.4 ผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ อันดับ 4 ร้อยละ 18.1 ประสานหน่วยงานรัฐให้บริการประชาชนได้เร็วขึ้น อันดับห้า ร้อยละ 12.8 เป็นปากเสียงในสภา อันดับหก ร้อยเมื่อสอบถามว่า ท่านจะลงคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้พรรคที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องใดมากที่สุด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 45.2 เรื่องเศรษฐกิจ รองลงมา ร้อยละ 28.2 เรื่องความมั่นคง/แก้ปัญหาชายแดน อันดับ3 ร้อยละ 17.8 เรื่องทุจริต/สแกมเมอร์/ทุนเทา อันดับ4ร้อยละ7.5 เรื่องรัฐธรรมนูญ และร้อยละ 1.3 อื่นๆ”

    รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่า เมื่อสอบถามว่า ถ้าเลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ท่านมีแนวโน้มจะลงคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ให้พรรคใด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.3 พรรคประชาชน อันดับ 2 ตามมาติดๆ ร้อยละ 30.1 พรรคเพื่อไทยอันดับ 3 ร้อยละ 27.2 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 3.4 พรรคประชาธิปัตย์อันดับ 5 ร้อยละ 2.8 พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 6พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 2.6 อันดับ 7 พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.1 และพรรคอื่นๆ ร้อยละ 2.6

    ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อในภาคอีสาน ในการเลือกตั้ง ปี 2566 จะพบว่า พรรคประชาชนมีความนิยมลดลงเล็กน้อยจาก ร้อยละ 33.2 เป็นร้อยละ 30.3 ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมลดลงจากร้อยละ 43.1 เหลือร้อยละ 30.1 ส่วนพรรคภูมิใจไทยคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก ร้อยละ 4.1 เป็นร้อยละ 27.2

    “เมื่อสอบถามว่า ท่านต้องการให้พรรคการเมืองหลักคู่ใดร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุด พบว่าสูตรที่ 1 เพื่อไทยและภูมิใจไทย ร้อยละ 35.3 สูตรที่ 2 ประชาชนและเพื่อไทย ร้อยละ 30.6 และสูตรที่ 3 ภูมิใจไทยและประชาชน ร้อยละ 20.8 ขณะที่กว่าร้อยละ 13.3 อยากได้สูตรอื่นๆ ที่ เช่น การตั้งรัฐบาลโดยพรรคใหญ่พรรคเดียวเป็นแกนนำร่วมกับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือการให้พรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กที่ตนเองชื่นชอบเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคใหญ่

    เมื่อสอบถามว่า หากมีผู้สมัคร/ทีมงานเสนอเงินหรือสิ่งของเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้ท่านมีแนวโน้มจะทำอย่างไร พบว่า อันดับ1 ร้อยละ 45.5 ตอบว่า ไม่รับ อันดับ 2 ร้อยละ44.7 ตอบว่า รับ แต่จะเลือกคนที่ชอบ โดยเงินไม่มีผลต่อการเลือก อันดับ 3ร้อยละ 7.0 ตอบว่า รับและมีแนวโน้มเลือกผู้ที่ให้และอันดับ 4 ร้อยละ 2.8 ตอบว่า รับ และจะเลือกผู้ที่ให้มากที่สุด

    และสุดท้ายเมื่อสอบถามว่า นโยบายหรือแนวทางใดที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคอีสานให้คนอีสานอยู่ดีกินดีได้ดีที่สุด หากทำอย่างจริงจัง พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 16.0 ตอบว่า กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจให้จังหวัด อันดับ 2 ร้อยละ 15.5 กองทุนแก้หนี้+สินเชื่อเพิ่มผลิตภาพ อันดับ 3 ร้อยละ12.1 ดึงดูดการลงทุนและการจ้างงาน อันดับ 4 ร้อยละ 11.1 ยกระดับ SMEs/สินค้าชุมชน อันดับ 5 ร้อยละ 9.3 เกษตรมูลค่าสูง/แปรรูป อันดับ 6 ร้อยละ 8.8 อุตสาหกรรมบริการสุขภาพ/ผู้สูงอายุอันดับ 7ร้อยละ 7.5 โลจิสติกส์+คมนาคม อันดับ 8 ร้อยละ 7.4 ความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์อันดับ 9 ร้อยละ 5.3 อาหารสัตว์ถูก+ปุ๋ยถูก อันดับ 10 ร้อยละ 4.2 บริหารจัดการน้ำ+ชลประทาน และอันดับ 11 ร้อยละ 2.7 อุตสาหกรรมชีวภาพ”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/942831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-wcIdt5cArXHIz1i6_W5N

  • คอลัมน์การเมือง – ภาวะสุดทน ของคนชื่อ ‘กรณ์’

    เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 23 ม.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาทุกคนได้รู้จักนโยบายของพรรคเพื่อไทยมาพอสมควรแล้ว วันนี้ตนจะมาประกาศอีกหนึ่งนโยบาย “รวยทุกวัน เงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท” และท่านมีโอกาสทุกวัน โดยผู้ได้รับสิทธิ์วันละ 9 คน จะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม

    เศรษฐีเงินล้าน 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ พี่น้องเกษตรกร วันนี้เกษตรกร 1.7 ล้านครัวเรือน ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน การที่เราไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ทําให้รัฐบาลไม่สามารถดูแลได้อย่างตรงจุด ทำให้ขาดความสามารถที่จะปรับตัว จากนี้เกษตรกรเพียงแค่ลงทะเบียนก็ได้ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านทุกวัน กลุ่มที่สอง คือคนที่เสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ อาทิ อสม. อสส. กลุ่มที่สาม ผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มที่สี่ คือประชาชนผู้ยื่นภาษี ที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    คนสี่กลุ่มนี้จะได้สุ่มชื่อลุ้นเงินรางวัล 1 ล้านบาททุกวันทุกกลุ่ม กลุ่มละ 1 คน 1 ล้านบาท อีก 5 คนที่ได้ลุ้นเงินล้าน มาจากประชาชนที่จับจ่ายใช้สอย ที่จะได้โบนัสแห่งโอกาสสู่การเปลี่ยนชีวิตจากทุกการใช้จ่ายที่มีใบเสร็จ รัฐบาลจะสุ่มแจก จำนวน 5 คน คนละ 1 ล้านบาท ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

    คนที่ไม่ถูกรางวัล ไม่เสียอะไรเลย แต่ยังได้รับความสะดวกสบายจากระบบใบเสร็จดิจิทัล และมีความหวังรออยู่ทุกวัน ขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยกระดับร้านค้าสู่มาตรฐานสากลด้วยระบบที่รัฐให้บริการฟรีและจะมีลูกค้ามากขึ้นจากแรงจูงใจจากนโยบายนี้ และเราจะมีฐานข้อมูล ของแพงที่ไหนรัฐบาลรู้ทันที แก้ไขได้ตรงจุด

    1) ทันใดนั้นเอง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ก็โพสต์เฟซบุ๊ค กล่าวถึงนโยบายนี้ อย่างตรงไปตรงมา ว่า…

    “…หลายวันที่ผ่านมา ผมเจอคุณจุลพันธ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

    …รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาท นี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธีการ “สุ่มเลือก” จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย

    …ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม

    …เที่ยวที่แล้วด้วยเงินดิจิตอลก็แพ้เลือกตั้งมาแล้ว รอบนี้ขายฝันไปเถอะครับ”

    2) ต้องไม่ลืมว่า นายกรณ์ จาติกวณิช คือมือเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของประเทศไทย ที่จุดยืนในการ “ใช้เงินประเทศ” ของเขา เน้นความปลอดภัย คุ้มค่า และไม่ประชานิยมอย่างไร้เหตุผล

    เส้นทางชีวิตของกรณ์ ก็ไม่เลื่อนลอย สั่งสมทั้งความรู้และประสบการณ์มาอย่างเต็มที่ เป็นขั้นเป็นตอน โดยกรณ์เริ่มต้นเรียนชั้นอนุบาลที่ รร.สมถวิล และ ประถมศึกษาที่ รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) สหราชอาณาจักร เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนและกัปตันทีมกีฬา จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม

    ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง กรณ์เริ่มต้นในภาคการเงิน โดยทำงานที่บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) ณ กรุงลอนดอน ต่อมาในวัยเพียง 24 ปี เขาได้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ในช่วงปี 2544 – 2547 ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2548 ตามคำชักชวนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนจากสมัยศึกษาที่อังกฤษ

    บทบาททางการเมืองของกรณ์ เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในฐานะ สส.เขตยานนาวา-สาทร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส. ต่อเนื่องถึง 5 สมัย เขาเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญและเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2551

    ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือการนำประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Hamburger Crisis) ได้รวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” (Global Finance Minister of the Year) และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี” จากนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times เมื่อปี 2553 ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติยศนี้

    การออกมาแสดงอาการ “สุดทน” ของคนชื่อ “กรณ์” เปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนภัย” ที่ดังลั่นขึ้น ปลุกคนไทยให้เฝ้าระวัง และ “วิ่งหนี” อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด

    3) ยังมี “สัญญาณเตือนภัย” จากฝ่ายวิชาการด้วย นั่นคือ รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ว่า

    ก่อนจะพิจารณานโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ในเชิงหลักการ อาจต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในระยะก่อนหน้านี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นความต่อเนื่องของแนวคิดทางการเมืองจากที่เคยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ขาดฐานเหตุผลเชิงโครงสร้าง ใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแท้จริง นอกจากการโฆษณาเพ้อเจ้อว่าจะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 6 รอบ 7 รอบ

    สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอาจารย์และนักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบายจะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอปรากฏ “นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลงทิศทางทางความคิดแต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยนนโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ความคาดหวังของสังคมถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง

    การที่พรรคเสนอนโยบายแก่สาธารณชน ควรเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งการที่พรรคเสนอนโยบายในลักษณะ “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ได้เปิดพื้นที่ให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” นั้น ยังตั้งอยู่บนหลักการของนโยบายสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่อาศัยความหวือหวาแทนเหตุผล

    โดยหลักการนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสาธารณะ ต้องสามารถอธิบายได้ว่า นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร ลดช่องว่างใดในสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติใด แต่การ “สุ่มแจกเงิน” โดยไม่อิงฐานของความจำเป็น ความยากจน หรือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างใดๆ กลับตัดขาดนโยบายออกจากบริบทของปัญหาอย่างสิ้นเชิง เงินสาธารณะจึงมิได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “รางวัล” จากการ “เสี่ยงโชค” ภายใต้ตราของรัฐ

    ในแง่นี้ นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผลหรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิดคือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ

    ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเช่นนี้ ยังตั้งคำถามเชิงจริยธรรมต่อการใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อสร้างผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนโดยไร้หลักเกณฑ์แห่งความเป็นธรรม

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง แม้จำนวนเงินที่ใช้ในนโยบายดังกล่าวอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศ แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ “มากหรือน้อย” หากอยู่ที่ “คุ้มหรือไม่” และ “ก่อผลทางสังคมอะไร” เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปลงทุนในระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาวสูงกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ การเลือกใช้ทรัพยากรเพื่อการ “สุ่มแจก” จึงสะท้อนการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพในเชิงนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนโยบายลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความสิ้นคิดเชิงนโยบาย หากยังขยายไปสู่มิติที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นคือ ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง เพราะการ “สุ่มแจก” โดยรัฐมิได้มีหลักเกณฑ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับประโยชน์ถูกบิดเบือนไปเป็นการจัดสรรให้แก่ “พรรคพวก” หรือ “หัวคะแนน” ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบังเอิญหรือกระบวนการที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้โดยตรง นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงใช้งบประมาณอย่างไร้ทิศทาง หากยังเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นการซื้อเสียงการเมือง

    ประสบการณ์ทางการเมืองไทยมิได้ขาดตัวอย่างในลักษณะนี้ ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการแจกจ่าย “ถุงยังชีพ” และสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอดีต ซึ่งหลายพื้นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ถุงยังชีพถูกจัดสรรไปเฉพาะเขตของพรรคตน ให้กับหัวคะแนนและชาวบ้านที่เลือกตน มากกว่าผู้เดือดร้อนจริง หากนโยบายสุ่มแจกเงินถูกนำมาใช้ในบริบทเช่นเดียวกัน ย่อมไม่เพียงบั่นทอนหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส หากยังทำลายความไว้วางใจของสังคมต่อรัฐ และทำให้ “นโยบายสาธารณะ” กลายเป็นเพียงเครื่องมือสามานย์ในการสะสมอำนาจทางการเมือง

    นโยบายเช่นนี้ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อสังคม กล่าวคือ มันส่งเสริมจินตนาการว่าความอยู่ดีมีสุขสามารถมาจาก “โชค” มากกว่าจาก “โครงสร้างที่เป็นธรรมและมีโอกาส” และทำให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่แข่งขันกันด้านความหวือหวา มากกว่าการแข่งขันกันด้านความสามารถในการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยย่อมถูกบั่นทอน เพราะการตัดสินใจของประชาชนถูกชี้นำด้วยอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าการพิจารณานโยบายบนฐานเหตุผล

    นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน จึงเป็น “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม พร้อมกันนั้น ยังเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนอำนาจและการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยไม่ผูกโยงกับปัญหาสังคม ความเป็นธรรม หรืออนาคตของประเทศ การเมืองที่รับผิดชอบไม่ควรถามว่า “จะทำให้โชคดีเหมือนถูกหวย” หากต้องถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคอีกต่อไป” และนั่นต่างหากคือโจทย์ที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย

    สรุป : พรรคเพื่อไทย ยังไม่อยู่ในสภาพที่น่าไว้ใจ ใน 2 มิติ

    1. เป็นอิสระจากการครอบงำโดยตระกูลชินวัตรแล้วหรือยังจะใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่คนในตระกูลนี้อย่างที่เคยทำมาตลอดอีกหรือไม่

    2. ใช้เงินประเทศเพื่อประโยชน์ทางคะแนนนิยม ด้วยโครงการประชานิยมสุดโต่ง และไม่เป็นมืออาชีพ

    คำถามคือ คนไทยทั้งประเทศ ยังจะให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกันต่อไปอีก…อย่างนั้นหรือ?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqNr33Stal5bQaK9NPtr3

  • ปลัดท่องเที่ยวฯสั่งดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดงหลังฟีเวอร์ตามรอย “ลิซ่า” ดันยอดเที่ยวพุ่ง | เดลินิวส์

    ปลัดท่องเที่ยวฯสั่งดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดงหลังฟีเวอร์ตามรอย “ลิซ่า” ดันยอดเที่ยวพุ่ง | เดลินิวส์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวบริเวณ “ทะเลบัวแดง” อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ภายหลังเกิดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินไทยระดับโลก “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ซึ่งเป็น Amazing Thailand Ambassador โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจากภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆตามรอย Lisa ส่งผลให้บรรยากาศในพื้นที่คึกคักอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และสะท้อนพลัง เสน่ห์ไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและมั่นใจ ได้สั่งการ ให้เข้มงวดด้านความปลอดภัย คนขับเรือ มาตรฐานเรือชนิดต่างๆ การบริหารจัดการเพื่อนักท่องเที่ยวไม่ต้องรอนาน และดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ทะเลบัวแดงอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

    น.ส.นัทรียา  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยัง ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น โดยมอบหมายให้ กรมการท่องเที่ยว กำกับดูแลผู้ประกอบการและการให้บริการด้านต่าง ๆ ไม่ให้มีการโก่งราคาสินค้าและบริการแก่ นักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ พร้อมสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่

    ขณะเดียวกัน ได้ให้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว (กมก.) จัดส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center: TAC) ลงพื้นที่ร่วมอำนวยความสะดวก ให้ข้อมูล และรับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดูแลในภาพรวม

    น.ส.นัทรียา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินระดับโลกในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน โดยเฉพาะการผลักดันแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะใช้จังหวะนี้ต่อยอดการสื่อสารเชิงบวก ควบคู่กับการดูแลมาตรฐานการบริการ ความปลอดภัย และความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

    “การบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการท่องเที่ยว และเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการจัดระบบตรวจคนเข้าเมืองที่มีความหนาแน่น ซึ่งได้พูดคุยกับ APT และ สตม เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนด้วย “ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    สำหรับทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี นับเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดอกบัวบานสะพรั่ง สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน และกำลังกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น และสนับสนุนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5534438/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S_DEIq4Rm3vMzQUmq4L0w

  • ก.ท่องเที่ยวสั่งบูรณาการดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดงหลังตามรอย”ลิซ่า”ดันยอดเที่ยวพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ก.ท่องเที่ยวสั่งบูรณาการดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดงหลังตามรอย”ลิซ่า”ดันยอดเที่ยวพุ่ง : อินโฟเควสท์

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวบริเวณ “ทะเลบัวแดง” อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ภายหลังเกิดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินไทยระดับโลก “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ซึ่งเป็น Amazing Thailand Ambassador โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจากภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆตามรอย Lisa ส่งผลให้บรรยากาศในพื้นที่คึกคักอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และสะท้อนพลัง เสหน่ห์ไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและมั่นใจ ได้สั่งการ ให้เข้มงวดด้านความปลอดภัย คนขับเรือ มาตรฐานเรือชนิดต่างๆ การบริหารจัดการเพื่อนักท่องเที่ยวไม่ต้องรอนาน และดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ทะเลบัวแดงอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น โดยมอบหมายให้ กรมการท่องเที่ยว กำกับดูแลผู้ประกอบการและการให้บริการด้านต่าง ๆ ไม่ให้มีการโก่งราคาสินค้าและบริการแก่ นักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ พร้อมสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่

    ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว (กมก.) จัดส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center: TAC) ลงพื้นที่ร่วมอำนวยความสะดวก ให้ข้อมูล และรับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดูแลในภาพรวม

    นางสาวนัทรียา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินระดับโลกในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน โดยเฉพาะการผลักดันแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะใช้จังหวะนี้ต่อยอดการสื่อสารเชิงบวก ควบคู่กับการดูแลมาตรฐานการบริการ ความปลอดภัย และความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

    “การบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการท่องเที่ยว และเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการจัดระบบตรวจคนเข้าเมืองที่มีความหนาแน่น ซึ่งได้พูดคุยกับ APT และ สตม เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนด้วย ” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    สำหรับทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี นับเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดอกบัวบานสะพรั่ง สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน และกำลังกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น และสนับสนุนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวมต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/563833&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pqNJ30Cwe3aT3bRD_0BCR

  • ก.ท่องเที่ยวสั่งบูรณาการดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดงหลังตามรอย”ลิซ่า”ดันยอดเที่ยวพุ่ง

    ก.ท่องเที่ยวสั่งบูรณาการดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดงหลังตามรอย”ลิซ่า”ดันยอดเที่ยวพุ่ง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ม.ค. 69)

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวบริเวณ “ทะเลบัวแดง” อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ภายหลังเกิดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินไทยระดับโลก “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ซึ่งเป็น Amazing Thailand Ambassador โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจากภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆตามรอย Lisa ส่งผลให้บรรยากาศในพื้นที่คึกคักอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และสะท้อนพลัง เสหน่ห์ไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและมั่นใจ ได้สั่งการ ให้เข้มงวดด้านความปลอดภัย คนขับเรือ มาตรฐานเรือชนิดต่างๆ การบริหารจัดการเพื่อนักท่องเที่ยวไม่ต้องรอนาน และดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ทะเลบัวแดงอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น โดยมอบหมายให้ กรมการท่องเที่ยว กำกับดูแลผู้ประกอบการและการให้บริการด้านต่าง ๆ ไม่ให้มีการโก่งราคาสินค้าและบริการแก่ นักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ พร้อมสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่

    ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว (กมก.) จัดส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center: TAC) ลงพื้นที่ร่วมอำนวยความสะดวก ให้ข้อมูล และรับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดูแลในภาพรวม

    นางสาวนัทรียา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินระดับโลกในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน โดยเฉพาะการผลักดันแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะใช้จังหวะนี้ต่อยอดการสื่อสารเชิงบวก ควบคู่กับการดูแลมาตรฐานการบริการ ความปลอดภัย และความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

    “การบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการท่องเที่ยว และเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการจัดระบบตรวจคนเข้าเมืองที่มีความหนาแน่น ซึ่งได้พูดคุยกับ APT และ สตม เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนด้วย ” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    สำหรับทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี นับเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดอกบัวบานสะพรั่ง สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน และกำลังกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น และสนับสนุนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวมต่อไป

    โดย ธนวัฏ เสือแย้ม/เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRCO0IQF5BCEUW5D96VRQ5MTK994R77H&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yakVNJsR32kxV6Wjg9ZKN

  • ‘พัคโบกอม’ สวมบททูตท่องเที่ยวเกาหลีอ้อนแฟนไทย แจกลายแทงเที่ยวโซล-ปูซานจัดเต็ม! | เดลินิวส์

    ‘พัคโบกอม’ สวมบททูตท่องเที่ยวเกาหลีอ้อนแฟนไทย แจกลายแทงเที่ยวโซล-ปูซานจัดเต็ม! | เดลินิวส์

    สมมงทูตท่องเที่ยวเกาหลีจริงๆ สำหรับพระเอกหนุ่มรอยยิ้มละลายใจ “พัคโบกอม” มาเขย่าหัวใจแฟนคลับชาวไทยกิจกรรมสุดพิเศษ Korea Tourism Showcase 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน Thai International Travel Fair ครั้งที่ 31 (TITF 31) ณ Korea Tourism Pavilion งานนี้ไม่ได้มาแค่ความหล่อ แต่ขนเอาลายแทงเที่ยวแดนกิมจิฉบับเอ็กซ์คลูซีฟมาป้ายยาชุดใหญ่ ภายใต้แคมเปญ “Korea Welcomes You” ทำเอา Korea Pavilion แทบแตกด้วยพลังรักของแฟนคลับ

    งานนี้หนุ่ม “พัคโบกอม” ปรากฏตัวในฐานะทูตการท่องเที่ยวเกาหลี เปิดใจสุดตื่นเต้นที่ได้แลนดิ้งไทยเป็นครั้งแรกของปี 2026 พร้อมหยอดคำหวานขอบคุณพลังรักจากงานแฟนมีตติ้ง “Be With You” เมื่อปีก่อน โดยเจ้าตัวแนะพิกัดเด็ดให้แฟนๆ ตามรอยไปที่ย่าน “จงโน” ศูนย์รวมประวัติศาสตร์และพระราชวัง หรือใครสายชิลล์ต้องไปเดินเล่นที่ “ฮันยางโดซอง” สัมผัสธรรมชาติควบประวัติศาสตร์ ย้ำชัดไปช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วงคือที่สุด

    ที่สำคัญโบกอมยังแชร์ทริคที่คนไทยต้องรู้คือเกาหลี “ไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป” และถ้าอยากแสดงความจริงใจให้พูดว่า “โคมับซึมนิดา โตโอลเกโย” (ขอบคุณครับ แล้วจะกลับมาใหม่) ส่วนเมนูต้องโดนคือ “คัลบิทัง” และอย่าลืมซื้อสาหร่าย-โสมแดง กลับมาเป็นของฝาก

    สีสันยังไม่หมดแค่นั้น เพราะหนุ่มๆ วง “DICE” มาร่วมแชร์ความจึ้งจากรายการ “DICE in Busan” ยันชัดปูซานไม่ได้มีดีแค่ทะเลพร้อมชวนเหล่าอาร์มี่ไปเช็กอินหมู่บ้านวัฒนธรรมคัมชอน ถ่ายรูปคู่เจ้าชายน้อยและภาพวาด “จองกุก-จีมิน” ส่วนเรื่องกินจัดเต็มทั้งบะหมี่เย็น, ปลาหมึกดิบ และไก่ทอดเกาหลีที่กินคู่กับกิมจิกรอบๆ

    บรรยากาศทวีความสนุกสนานด้วยสองพิธีกรสุดฮอต “เป็นต่อ จีรภัทร” และ “Bangkokboy” ที่มาช่วยตบมุก รับส่งอารมณ์กับเหล่าศิลปินและผู้ชมอย่างเป็นกันเอง ทำให้ Korea Pavilion เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะตลอดทั้งวัน ถือเป็นการปิดฉากงาน Showcase ที่สร้างความประทับใจและเชื่อมสัมพันธ์ไทย-เกาหลีผ่านเรื่องราวการท่องเที่ยวที่จริงใจที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5533268/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cdE9Ol9eKrnxSPgBd7CPy

  • ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลุยช่วยหาเสียงบ้านเกิดทักษิณขอแรงหนุนทวงเก้าอี้คืน  

    ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลุยช่วยหาเสียงบ้านเกิดทักษิณขอแรงหนุนทวงเก้าอี้คืน  

    “อุ๊งอิ๊ง”แพทองธาร ยังลุยช่วยผู้สมัครเพื่อไทยเขต 3 เชียงใหม่ บ้านเกิดบิดา”ทักษิณ” ขอแรงหนุนทวงเก้าอี้คืนร่วมพูดคุยหารือประเด็นการท่องเที่ยวและเดินทักทางผู้ประกอบการประชาชนและนักท่องเที่ยว “แม่กำปอง” ต้อนรับอบอุ่น

    25 ม.ค.  2569 – – นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทยยังลุยช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงในพื้นที่เชียงใหม่บ้านเกิดของครอบครัวหลังลงพื้นที่เขต 1 ในตัวเมืองก็มุ่งตรงสู่เขต 3 บ้านเกิดของบิดาและครอบครัว “ชินวัตร” อ.สันกำแพงและแม่ออน โดยได้มีการประชุมพูดคุยรับฟังข้อเสนอกับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวและชาวบ้านที่แม่กำปอง แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อด้วยเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมาและมีกำหนดลุยขอเสียงสนับสนุนต่อในวันนี้(25 ม.ค.) ภายใต้การกิจปิ๊กบ้านเฮา จะลงพื้นที่มาพบปะพี่น้องชาวเชียงใหม่ที่กาดหลวงหรือตลาดวโรรส แหล่งสินค้าของฝากย่านธุรกิจเก่าแก่ของเมืองและจุดต่างไปก่อนปิดท้ายย่านมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่กาดหลัง มช. โดยระหว่างลงพื้นที่มีเสียงตอบรับให้อย่างอบอุ่น ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างให้กำลังใจขอถ่ายรูปทางทีมผู้ช่วยหาเสียงและคณะต่างอ้อนขอคะแนนเพื่อสนับสนุนขอเก้าอี้ สส.กลับมาให้พรรคเพื่อไทยเหมือนเดิมอีกครั้งหลังจากเสียที่นั่งให้กับพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 ขณะนั้นไปถึง 7 เขต รวมทั้งพื้นที่เขต 3 บ้านเกิดของบิดาด้วย

    ทั้งนี้นางสาวแพทองธารได้ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียตนเองว่า ลงพื้นที่หมู่บ้านแม่กำปอง กับ พี่ท็อป จักรพล ตั้งสุทธิธรรม เจ้า หมู่บ้านแม่กำปองกับการพัฒนาชุมชนเชิงอนุรักษ์ ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวอย่างเคารพวิถีชุมชนและอย่างยั่งยืนค่ะ สิ่งที่พี่ท็อป อยากผลักดันต่อ คือการต่อยอด OTOP ร่วมกันไปกับการยกระดับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้สินค้ามีคุณภาพขึ้น สวยงามขึ้น ทำตลาดได้มากขึ้น และขายได้ในราคาที่สูงขึ้น ชาวบ้านได้ Upskill Reskill พัฒนาทักษะในทุกระดับ ทำให้แม่กำปองเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่ทุกๆ คนอยากมาท่องเที่ยวกันค่ะ 

    เชียงใหม่เขต 3 ฝากพี่ท็อป เบอร์ 8 ไว้ในอ้อมใจเจ้า พร้อมติดแฮชแท็ก

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/936555/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OZlgxLjXXmAVEkhoPdf1X

  • เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” 3 ภาษาไกด์ส่วนตัวพาเที่ยว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” 3 ภาษาไกด์ส่วนตัวพาเที่ยว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” 3 ภาษาไกด์ส่วนตัวพาเที่ยว

    ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวไทย เมื่อคณะสงฆ์วัดอรุณราชวราราม โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระพรหมวัชรเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค9 เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราราม มอบหมายให้พระเดชพระคุณ พระวชิรรัตนาภรณ์ ดร. เลขานุการวัด เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างแอปพลิเคชัน “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” เพื่อยกระดับการเยี่ยมชมโบราณสถานให้มีความทันสมัยและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น 

    ล่าสุดแอปพลิเคชัน “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” เปิดให้บริการในระบบภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้สามารถชื่นชมความสวยงามของวัดอรุณฯ ได้ผ่านระบบเสมือนจริง 360 องศา ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้งานได้ตามความถนัด ไม่ว่าจะเดินทางมาสแกน QR Code เพื่อนำทางภายในวัด หรือจะรับชมจากที่บ้านผ่านสมาร์ทโฟนก็สามารถทำได้สะดวกสบาย 

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    โดยแอปพลิเคชัน “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” กำหนดให้มี 3 ภาษาคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก สามารถเข้าถึงและเข้าใจประวัติการสร้างของโบราณสถานและโบราณวัตถุต่างๆภายในพระอารามได้โดยละเอียด ปัจจุบันระบบพร้อมให้บริการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาจีนกำลังอยู่ในขั้นตอนเร่งพัฒนาให้แล้วเสร็จในเร็ววันนี้
     

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    สำหรับความสำเร็จของระบบภาษาอังกฤษนี้ เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของคณะทำงาน นำโดยอาจารย์ณัฐกาญจน์ ทรัพย์โภค ผู้ประสานงาน และนายนิธิศ สมีเพ็ชร นิสิตชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นผู้ให้เสียงบรรยายภาษาอังกฤษ พร้อมทีมสนับสนุนอย่างนางสาวลลิตวดี ทรัพย์โภค และนางสาวพสธร กมลนาวิน ที่ร่วมกันผลักดันให้แอปพลิเคชันนี้สมบูรณ์พร้อม เพื่อมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าให้แก่พี่น้องประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างยั่งยืน

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/612671&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nPvcIoyeEAKA–U-MuPgS

  • คอลัมน์การเมือง – ภาวะสุดทน ของคนชื่อ ‘กรณ์’

    เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 23 ม.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาทุกคนได้รู้จักนโยบายของพรรคเพื่อไทยมาพอสมควรแล้ว วันนี้ตนจะมาประกาศอีกหนึ่งนโยบาย “รวยทุกวัน เงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท” และท่านมีโอกาสทุกวัน โดยผู้ได้รับสิทธิ์วันละ 9 คน จะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม

    เศรษฐีเงินล้าน 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ พี่น้องเกษตรกร วันนี้เกษตรกร 1.7 ล้านครัวเรือน ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน การที่เราไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ทําให้รัฐบาลไม่สามารถดูแลได้อย่างตรงจุด ทำให้ขาดความสามารถที่จะปรับตัว จากนี้เกษตรกรเพียงแค่ลงทะเบียนก็ได้ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านทุกวัน กลุ่มที่สอง คือคนที่เสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ อาทิ อสม. อสส. กลุ่มที่สาม ผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มที่สี่ คือประชาชนผู้ยื่นภาษี ที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    คนสี่กลุ่มนี้จะได้สุ่มชื่อลุ้นเงินรางวัล 1 ล้านบาททุกวันทุกกลุ่ม กลุ่มละ 1 คน 1 ล้านบาท อีก 5 คนที่ได้ลุ้นเงินล้าน มาจากประชาชนที่จับจ่ายใช้สอย ที่จะได้โบนัสแห่งโอกาสสู่การเปลี่ยนชีวิตจากทุกการใช้จ่ายที่มีใบเสร็จ รัฐบาลจะสุ่มแจก จำนวน 5 คน คนละ 1 ล้านบาท ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

    คนที่ไม่ถูกรางวัล ไม่เสียอะไรเลย แต่ยังได้รับความสะดวกสบายจากระบบใบเสร็จดิจิทัล และมีความหวังรออยู่ทุกวัน ขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยกระดับร้านค้าสู่มาตรฐานสากลด้วยระบบที่รัฐให้บริการฟรีและจะมีลูกค้ามากขึ้นจากแรงจูงใจจากนโยบายนี้ และเราจะมีฐานข้อมูล ของแพงที่ไหนรัฐบาลรู้ทันที แก้ไขได้ตรงจุด

    1) ทันใดนั้นเอง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ก็โพสต์เฟซบุ๊ค กล่าวถึงนโยบายนี้ อย่างตรงไปตรงมา ว่า…

    “…หลายวันที่ผ่านมา ผมเจอคุณจุลพันธ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

    …รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาท นี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธีการ “สุ่มเลือก” จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย

    …ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม

    …เที่ยวที่แล้วด้วยเงินดิจิตอลก็แพ้เลือกตั้งมาแล้ว รอบนี้ขายฝันไปเถอะครับ”

    2) ต้องไม่ลืมว่า นายกรณ์ จาติกวณิช คือมือเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของประเทศไทย ที่จุดยืนในการ “ใช้เงินประเทศ” ของเขา เน้นความปลอดภัย คุ้มค่า และไม่ประชานิยมอย่างไร้เหตุผล

    เส้นทางชีวิตของกรณ์ ก็ไม่เลื่อนลอย สั่งสมทั้งความรู้และประสบการณ์มาอย่างเต็มที่ เป็นขั้นเป็นตอน โดยกรณ์เริ่มต้นเรียนชั้นอนุบาลที่ รร.สมถวิล และ ประถมศึกษาที่ รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) สหราชอาณาจักร เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนและกัปตันทีมกีฬา จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม

    ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง กรณ์เริ่มต้นในภาคการเงิน โดยทำงานที่บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) ณ กรุงลอนดอน ต่อมาในวัยเพียง 24 ปี เขาได้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ในช่วงปี 2544 – 2547 ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2548 ตามคำชักชวนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนจากสมัยศึกษาที่อังกฤษ

    บทบาททางการเมืองของกรณ์ เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในฐานะ สส.เขตยานนาวา-สาทร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส. ต่อเนื่องถึง 5 สมัย เขาเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญและเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2551

    ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือการนำประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Hamburger Crisis) ได้รวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” (Global Finance Minister of the Year) และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี” จากนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times เมื่อปี 2553 ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติยศนี้

    การออกมาแสดงอาการ “สุดทน” ของคนชื่อ “กรณ์” เปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนภัย” ที่ดังลั่นขึ้น ปลุกคนไทยให้เฝ้าระวัง และ “วิ่งหนี” อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด

    3) ยังมี “สัญญาณเตือนภัย” จากฝ่ายวิชาการด้วย นั่นคือ รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ว่า

    ก่อนจะพิจารณานโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ในเชิงหลักการ อาจต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในระยะก่อนหน้านี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นความต่อเนื่องของแนวคิดทางการเมืองจากที่เคยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ขาดฐานเหตุผลเชิงโครงสร้าง ใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแท้จริง นอกจากการโฆษณาเพ้อเจ้อว่าจะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 6 รอบ 7 รอบ

    สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอาจารย์และนักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบายจะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอปรากฏ “นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลงทิศทางทางความคิดแต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยนนโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ความคาดหวังของสังคมถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง

    การที่พรรคเสนอนโยบายแก่สาธารณชน ควรเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งการที่พรรคเสนอนโยบายในลักษณะ “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ได้เปิดพื้นที่ให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” นั้น ยังตั้งอยู่บนหลักการของนโยบายสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่อาศัยความหวือหวาแทนเหตุผล

    โดยหลักการนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสาธารณะ ต้องสามารถอธิบายได้ว่า นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร ลดช่องว่างใดในสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติใด แต่การ “สุ่มแจกเงิน” โดยไม่อิงฐานของความจำเป็น ความยากจน หรือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างใดๆ กลับตัดขาดนโยบายออกจากบริบทของปัญหาอย่างสิ้นเชิง เงินสาธารณะจึงมิได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “รางวัล” จากการ “เสี่ยงโชค” ภายใต้ตราของรัฐ

    ในแง่นี้ นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผลหรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิดคือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ

    ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเช่นนี้ ยังตั้งคำถามเชิงจริยธรรมต่อการใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อสร้างผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนโดยไร้หลักเกณฑ์แห่งความเป็นธรรม

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง แม้จำนวนเงินที่ใช้ในนโยบายดังกล่าวอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศ แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ “มากหรือน้อย” หากอยู่ที่ “คุ้มหรือไม่” และ “ก่อผลทางสังคมอะไร” เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปลงทุนในระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาวสูงกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ การเลือกใช้ทรัพยากรเพื่อการ “สุ่มแจก” จึงสะท้อนการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพในเชิงนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนโยบายลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความสิ้นคิดเชิงนโยบาย หากยังขยายไปสู่มิติที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นคือ ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง เพราะการ “สุ่มแจก” โดยรัฐมิได้มีหลักเกณฑ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับประโยชน์ถูกบิดเบือนไปเป็นการจัดสรรให้แก่ “พรรคพวก” หรือ “หัวคะแนน” ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบังเอิญหรือกระบวนการที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้โดยตรง นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงใช้งบประมาณอย่างไร้ทิศทาง หากยังเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นการซื้อเสียงการเมือง

    ประสบการณ์ทางการเมืองไทยมิได้ขาดตัวอย่างในลักษณะนี้ ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการแจกจ่าย “ถุงยังชีพ” และสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอดีต ซึ่งหลายพื้นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ถุงยังชีพถูกจัดสรรไปเฉพาะเขตของพรรคตน ให้กับหัวคะแนนและชาวบ้านที่เลือกตน มากกว่าผู้เดือดร้อนจริง หากนโยบายสุ่มแจกเงินถูกนำมาใช้ในบริบทเช่นเดียวกัน ย่อมไม่เพียงบั่นทอนหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส หากยังทำลายความไว้วางใจของสังคมต่อรัฐ และทำให้ “นโยบายสาธารณะ” กลายเป็นเพียงเครื่องมือสามานย์ในการสะสมอำนาจทางการเมือง

    นโยบายเช่นนี้ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อสังคม กล่าวคือ มันส่งเสริมจินตนาการว่าความอยู่ดีมีสุขสามารถมาจาก “โชค” มากกว่าจาก “โครงสร้างที่เป็นธรรมและมีโอกาส” และทำให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่แข่งขันกันด้านความหวือหวา มากกว่าการแข่งขันกันด้านความสามารถในการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยย่อมถูกบั่นทอน เพราะการตัดสินใจของประชาชนถูกชี้นำด้วยอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าการพิจารณานโยบายบนฐานเหตุผล

    นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน จึงเป็น “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม พร้อมกันนั้น ยังเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนอำนาจและการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยไม่ผูกโยงกับปัญหาสังคม ความเป็นธรรม หรืออนาคตของประเทศ การเมืองที่รับผิดชอบไม่ควรถามว่า “จะทำให้โชคดีเหมือนถูกหวย” หากต้องถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคอีกต่อไป” และนั่นต่างหากคือโจทย์ที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย

    สรุป : พรรคเพื่อไทย ยังไม่อยู่ในสภาพที่น่าไว้ใจ ใน 2 มิติ

    1. เป็นอิสระจากการครอบงำโดยตระกูลชินวัตรแล้วหรือยังจะใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่คนในตระกูลนี้อย่างที่เคยทำมาตลอดอีกหรือไม่

    2. ใช้เงินประเทศเพื่อประโยชน์ทางคะแนนนิยม ด้วยโครงการประชานิยมสุดโต่ง และไม่เป็นมืออาชีพ

    คำถามคือ คนไทยทั้งประเทศ ยังจะให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกันต่อไปอีก…อย่างนั้นหรือ?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqNr33Stal5bQaK9NPtr3

  • สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    มาเก๊าเปิดตัวในงาน TITF 2026 ชวนสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ใหม่ พร้อมความสะดวกด้วยการจ่ายเงินดิจิทัลผ่าน TrueMoney ตอบโจทย์เมืองอัจฉริยะเพื่อคนไทยทุกคน

    การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย เตรียมเปิดตัว “Macao Pavilion” อย่างยิ่งใหญ่ในงาน Thailand International Travel Fair 2026 (TITF #31) ระหว่างวันที่ 22-25 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

    โดยครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ผสมผสาน ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย วัฒนธรรมท้องถิ่น และเทคโนโลยีการเดินทางที่สะดวกสบาย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
     

    สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    เจาะลึกไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมการท่องเที่ยวท้องถิ่น มาเก๊านำเสนอสีสันใหม่ของการเดินทางผ่านย่านท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ย่าน ZAPE / NAPE, ย่าน Three Lamps District และ Northern District 

    สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และเสน่ห์ท้องถิ่นที่แตกต่างจากที่เคยสัมผัส นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถดื่มด่ำกับวัฒนธรรมอาหารผ่านโซน Taste of Macao Café ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูเอกลักษณ์อย่าง ทาร์ตไข่มาเก๊าและชานม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้มาเก๊ากลายเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวทุกเจเนอเรชัน สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    ยกระดับความสะดวกสบายด้วยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ ไฮไลต์สำคัญของการท่องเที่ยวมาเก๊าในปีนี้

    คือการมุ่งเน้น ความสะดวกสบายในรูปแบบดิจิทัล (Smart City) โดยได้ผนึกกำลังกับ TrueMoney พาร์ตเนอร์หลักเพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการ ชำระเงินดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ ความร่วมมือนี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวไทยสามารถใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัวและได้รับสิทธิพิเศษที่มากขึ้นในปี 2569

    สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายผ่านเทคโนโลยีการเงินที่ทันสมัย

    ดีลพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำ ภายใน Pavilion ยังรวบรวมพันธมิตรทางการท่องเที่ยวระดับโลก อาทิ

    Air Macau, Galaxy Macau Integrated Resort, MGM, SJM Resorts และ Chimelong Resort ที่มาร่วมนำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวและโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมกิจกรรมสนุกสนานอย่าง Lucky Spin และการปรากฏตัวของมาสคอต “น้องมากมาก” ที่จะมาสร้างสีสันให้กับการสัมผัสประสบการณ์มาเก๊ามุมใหม่ในครั้งนี้

    สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/lifestyle/736986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28lT5kRM34HH_s_ZV20fME