Blog

  • เผยแพร่แล้ว!  ผลสำรวจ SDG Policy Survey นำเสนอความต้องการของประชาชนต่อ “นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในการเลือกตั้ง 2569 | SDG Move

    เผยแพร่แล้ว!  ผลสำรวจ SDG Policy Survey นำเสนอความต้องการของประชาชนต่อ “นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในการเลือกตั้ง 2569 | SDG Move

    ร้อยละ 32.9 ของผู้ตอบเเบบสำรวจ เลือก “คนและสังคม” เป็นนโยบายยั่งยืนที่อยากให้พรรคการเมืองเร่งผลักดันในรัฐบาลหน้า

    ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา SDG Move ได้จัดทำแบบสำรวจเรื่อง “ความต้องการของประชาชนต่อนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน เลือกตั้ง 69” ระหว่างวันที่ 9 – 22 มกราคม 2569 โดยเปิดให้ประชาชนจากทั่วประเทศร่วมตอบแบบสำรวจในรูปแบบสาธารณะ ทั้งนี้ ได้นำความคิดเห็นและการรับรู้จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 207 คน มาสังเคราะห์และประมวลผล

    ผลการสำรวจถูกจัดหมวดหมู่เป็น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ประชาชนต้องการผลักดันหรือเร่งขับเคลื่อน ประเด็นด้านสังคม ด้านการเมือง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ และข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งสะท้อนความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นพรรคการเมืองนำประเด็นเหล่านี้ไปขับเคลื่อนเป็นนโยบาย โดยเชื่อมโยงกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

    SDG Policy Survey ฉบับนี้ จึงได้นำผลการสำรวจดังกล่าวมานำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพรวมของประเด็นนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ประชาชนให้ความสำคัญสำหรับการเลือกตั้งปี 2569


    01 – เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ประชาชนต้องการ ‘ผลักดัน’ หรือ ‘เร่งขับเคลื่อน’ มากที่สุด

    ผลการสำรวจสะท้อนว่าผู้ตอบแบบสำรวจให้ความสำคัญกับประเด็นด้าน “คนและสังคม” มากที่สุด โดยจัดให้เป็นมิติของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ควรได้รับการผลักดันหรือเร่งขับเคลื่อนเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 68 คน เห็นว่าพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับประเด็นความยากจน ความหิวโหยและโภชนาการ สุขภาพ การศึกษา และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 32.9 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 

    รองลงมา คือ ด้านเศรษฐกิจ ครอบคลุมประเด็นพลังงาน เศรษฐกิจ แรงงาน อุตสาหกรรม บริการ โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการพัฒนาเมืองและชุมชน โดยมีผู้เลือกมิตินี้จำนวน 65 คน หรือร้อยละ 31.4

    ขณะที่ ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยประเด็นทรัพยากรน้ำ ของเสียและมลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทะเล และป่าไม้ มีผู้เลือกจำนวน 42 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.3

    ส่วน ด้านสันติภาพและความสงบสุข เช่น อาชญากรรม การบังคับใช้กฎหมาย กองทัพ ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล และสิทธิมนุษยชน มีผู้เลือกจำนวน 23 คน หรือร้อยละ 11.1

    ท้ายที่สุดคือ ด้านความร่วมมือ ซึ่งครอบคลุมประเด็นความร่วมมือข้ามภาคส่วน ความร่วมมือระหว่างประเทศ การเงินเพื่อการพัฒนา และกลไกนโยบายการพัฒนา มีผู้ตอบแบบสำรวจเลือกมิตินี้เพียง 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 สะท้อนว่า ประชาชนมองว่านโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนและสังคมเป็นอันดับแรก 


    02 – นโยบาย ‘ด้านสังคม’ ที่ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเสนอเพื่อผลักดันมากที่สุด

    ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการให้พรรคการเมืองเสนอและผลักดัน นโยบายด้านสังคม โดยให้ความสำคัญกับ นโยบายการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา มากที่สุด มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 133 คน คิดเป็นร้อยละ 64.3 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด

    รองลงมา คือ การลดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 37 คน หรือร้อยละ 17.9 ขณะที่ การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 20 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 9.7

    ส่วน ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 และท้ายที่สุดคือ การรับมือและการจัดการกับโรคติดต่อ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 8 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.9 สะท้อนว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับการสร้างความเท่าเทียมด้านโอกาส โดยเฉพาะการเข้าถึงการศึกษา ถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

    ด้านข้อเสนอเเนะเชิงนโยบาย จากการสังเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอนโยบายด้านสังคมเเละผู้คน ที่น่าสนใจ 13 นโยาย ได้เเก่ 1) แก้ความเหลื่อมล้ำและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ 2) โครงข่ายสวัสดิการลดความเสี่ยงของแรงงานจากผลกระทบโลกรวน 3) ส่งเสริมเด็กทุกคนให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ 4) แก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็ก 5) ส่งเสริมกฎหมายที่เป็นธรรม/ไม่เลือกปฏิบัติ 6) ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนมีความปลอดภัย 7) ใช้เทคโนโลยีสร้างความโปร่งใสงบประมาณภาครัฐ 8) อินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับเด็กยากจน 9) ดูแลผู้สูงอายุให้ตายดี 10) ลดอุบัติเหตุและการตายบนท้องถนน 11) ยกระดับสวัสดิการแม่และเด็ก 12) เคารพสิทธิชาติพันธุ์ และ 13) สิทธิรักษาพยาบาลที่เข้าถึงง่ายและจ่ายได้


    03 – นโยบาย ‘ด้านสิ่งเเวดล้อม’ ที่ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเสนอเพื่อผลักดันมากที่สุด

    ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการให้พรรคการเมืองเสนอและผลักดัน นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับ นโยบายการรับมือและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มากที่สุด มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 71 คน คิดเป็นร้อยละ 34.3 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด

    รองลงมา คือ การจัดการสารเคมีและของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 47 คน หรือร้อยละ 22.7 ขณะที่ การสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมแก่ภาคเกษตร มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 36 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 17.4

    ส่วน ประเด็นการลดผลกระทบจากภัยพิบัติ มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 13.5 ถัดมาคือ การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 13 คน หรือร้อยละ 6.3 และท้ายที่สุดคือ การอนุรักษ์พื้นที่ชายฝั่งและทะเล มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 12 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 5.8

    สะท้อนว่า ประชาชนมองว่าการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนที่สุด และควรถูกยกระดับเป็นนโยบายหลักในการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับภัยพิบัติในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะน้ำท่วมรุนเเรงที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ผลกระทบจากการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศจึงได้รับความสนใจเเละคาดหวังที่จะเห็นรูปธรรมของการตั้งรับปรับตัวมากขึ้น 

    ด้านข้อเสนอเเนะเชิงนโยบาย จากการสังเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอนโยบายด้านสิ่งเเวดล้อม ที่น่าสนใจ 10 นโยาย ได้เเก่ 1) กฎหมายจัดการและรับมือโลกรวน 2) ฟื้นคืนและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ 3) มาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ลดการปล่อยคาร์บอน 4) เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด 5) จัดสรรที่พักแก่ชุมชนชายฝั่งที่เผชิญน้ำทะเลเพิ่มสูง 6) ทำให้เกิดเมืองยืดหยุ่นและสามารถรับมือภัยพิบัติ 7) เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ด้านการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน 8) รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการระบบนิเวศ 9) แก้ฝุ่น PM2.5 และ 10) จัดการขยะพลาสติกในทะเลให้เป็นศูนย์


    04 – นโยบาย ‘ด้านเศรษฐกิจ’ ที่ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเสนอเพื่อผลักดันมากที่สุด

    ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการให้พรรคการเมืองเสนอและผลักดัน นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับ นโยบายการควบคุมค่าครองชีพให้สอดคล้องกับรายได้ มากที่สุด ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจ จำนวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 41.5 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด

    รองลงมา คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 79 คน หรือร้อยละ 38.2 ขณะที่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเศรษฐกิจ มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 26 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 12.6

    ส่วน ประเด็นการจ้างงานที่เป็นธรรม มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 และท้ายที่สุดคือ ความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 7 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.4สะท้อนว่า ประชาชนมองว่าปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะค่าครองชีพ เป็นโจทย์เร่งด่วนที่นโยบายเศรษฐกิจจำเป็นต้องตอบสนอง ควบคู่กับการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ด้านข้อเสนอเเนะเชิงนโยบาย จากการสังเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่น่าสนใจ 12 นโยาย ได้เเก่ 1) ส่งเสริมการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและปลอดภัย 2) ใช้เทคโนโลยียกระดับการเกษตร 3) ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวที่กินได้ 4) รัฐส่งเสริมการสร้างรายได้ 5) แก้หนี้เกษตรและผลักดัน Young Smart Farmers 6) ควบคุมเจ้าของธุรกิจให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม 7) จัดตั้งกองทุน Up-Skill/Re-Skill ถ้วนหน้า 8) ประกันราคาสินค้าเกษตร 9) ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรวดเร็วและปลอดภัย 10) ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 11) ยกระดับราคาผลผลิตภาคเกษตร และ 12) สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์


    05 – บทสรุปส่งท้าย

    เเม้ผลการสำรวจจะไม่สามารถชี้ชัดความต้องการนโยบายพัฒนาที่ยั่งยืนของประชาชนทั้งประเทศได้ทั้งหมด เเต่กลุ่มตัวอย่างที่ร่วมตอบเเบบสำรวจได้สะท้อนข้อค้นพบสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ เช่น ผู้ตอบเเบบสำรวจส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่า “สังคมเเละเศรษฐกิจ” หรือ ปากท้องเเละความเป็นอยู่ที่ดีนั้นยังคงเป็นสองเรื่องหลักที่คาดหวังจะได้รับการจัดการเเละยกระดับให้ดียิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ยังพบว่านโยบายที่ผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอโดยส่วนใหญ่มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศเเละภัยพิบัติ ดังเห็นได้ว่ามิติสังคมมีข้อเสนอเชิงนโยบายให้สร้างโครงข่ายรองรับการลดความเสี่ยงเเก่เเรงงานต่อผลกระทบจากโลกรวน เเละนโยบายที่ส่งเสริมการตั้งถิ่นฐานที่ปลอดภัย ขณะที่มิติสิ่งเเวดล้อม มีข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งต่อการปรับเเก้กฎหมายเเละกระบวนการในการจัดการกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการบรรเทาผู้เปราะบางที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล ส่วนมิติเศรษฐกิจ มีข้อเสนอนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวที่กินได้เเละการควบคุมกลุ่มธุรกิจให้รับผิดชอบต่อสิ่งเเวดล้อม ซึ่งเป็นการลดทอนปัจจัยสนับสนุนการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศตั้งเเต่ต้นน้ำอีกด้วย 

    ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง จึงอาจจำเป็นต้องมองภาพกว้างเเละเชื่อมโยงความสัมพันธ์เเละผลกระทบของเเต่ละมิติให้มากขึ้น เพราะในยุคสมัยปัจจุบัน สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านเเละมีความซับซ้อนซ้อนทับกันในเชิงประเด็น การดำเนินนโยบายเชิงเดี่ยวจึงอาจไม่เพียงพอเเก่การตั้งรับปรับตัวอีกต่อไป 


    บทความฉบับนี้นำเสนอผลที่ได้จากความเห็นของผู้ตอบแบบสำรวจเท่านั้น

    แบบสำรวจเรื่อง “ความต้องการของประชาชนต่อนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน เลือกตั้ง 69” ระหว่างวันที่ 9 – 22 มกราคม 2569 โดยเปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสำรวจในรูปแบบสาธารณะ ทั้งนี้ ได้นำความคิดเห็นและการรับรู้จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 207 คน มาสังเคราะห์และประมวลผล โดยมีข้อมูลพื้นฐานดังนี้

    เพศของผู้ตอบแบบสำรวจ

    เพศ ร้อยละ จำนวน
    ชาย (Male)  30% 62
    หญิง (Female) 63.3% 131
    Non-binary / ความหลากหลายทางเพศอื่น ๆ (Other Gender Identities/Orientations) 5.3% 11
    ไม่ประสงค์จะตอบ (Prefer not to say) 1.4% 3

    ช่วงอายุของผู้ตอบแบบสำรวจ

    ช่วงอายุ ร้อยละ จำนวน
    น้อยกว่า  20 ปี 37.7% 78
    21 – 30 ปี 33.8% 70
    31 – 40 ปี 17.9% 37
    41 – 50 ปี 5.8% 12
    51 – 60 ปี 3.4% 7
    มากกว่า  60 ปี 1.4% 3

    ภาคที่ผู้ตอบแบบสำรวจอาศัยอยู่ 

    ภาค ร้อยละ จำนวน
    กรุงเทพมหานคร 36.2% 75
    ภาคเหนือ 6.8% 14
    ภาคกลาง 24.2% 50
    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7.2% 15
    ภาคตะวันออก 3.9% 8
    ภาคตะวันตก 2.4% 5
    ภาคใต้ 19.3% 40

    แพรวพรรณ ศิริเลิศ และ อติรุจ ดือเระ  – เรื่อง
    วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/01/30/sdg-policy-survey-thailand-election-69/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uLIOQF68yxSeFmAcXhIgX

  • เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ลดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ

    เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ลดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ

    เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ลดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ

    30 มกราคม 2569, 13:04น.

              เวียดนาม ประกาศยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหภาพยุโรป หรืออียู เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม ซึ่งเป็นระดับสูงสุด และมีความเท่าเทียมกับสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ในช่วงเวลาที่หลายประเทศพยายามลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

              นายอันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรป กล่าวว่า ในขณะที่ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายกำลังถูกคุกคามจากหลายด้าน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยืนเคียงข้างกันในฐานะพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้ ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาขอบเขตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

              ทั้งนี้ เวียดนามเพิ่งเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ซึ่งนายโต ลัม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศอีกครั้ง พร้อมประกาศสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการปฏิรูปเชิงรุก ซึ่งเวียดนามได้รับประโยชน์อย่างมากจากกระแสโลกาภิวัตน์ กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกที่สำคัญสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค จากการที่บริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีน

              การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ช่วยยกระดับรายได้และเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ แต่ดุลการค้าเกินดุลจำนวนมากและต่อเนื่องของเวียดนามทำให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปมีความกังวล

              การค้าทวิภาคีระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่ามากกว่า 66,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 จากปีก่อนหน้า ซึ่งเวียดนามคาดหวังที่จะรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศร่ำรวยภายในปี 2588 และกำลังมองหาตลาดใหม่ๆ อย่างจริงจังเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

    ….

    #การค้าเวียดนาม

    #สหภาพยุโรป

    #เศรษฐกิจ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LWpLffbDx4vYw5LnH9X8o

  • ธปท.คุมเพดานซื้อขายทองคำ เริ่ม 1 มี.ค.69

    ธปท.คุมเพดานซื้อขายทองคำ เริ่ม 1 มี.ค.69

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s_PUhDWHbmEaela8iO-VJ

  • เกษตรแฟร์ 2569 เช็กตารางฉาย “หนังกลางแปลง” ชมฟรี 9 คืน 9 เรื่อง – ไทยรัฐออนไลน์

    เกษตรแฟร์ 2569 เช็กตารางฉาย “หนังกลางแปลง” ชมฟรี 9 คืน 9 เรื่อง – ไทยรัฐออนไลน์

    บรรยากาศดูหนังกลางแปลงกลับมาอีกครั้งในงานเกษตรแฟร์ 2569 กับ “สหมงคลฟิล์มกลางแปลง ครั้งที่ 4″ ขนทัพภาพยนตร์ดังของไทยและต่างประเทศ มาให้ชมฟรีตลอด 9 คืน ระหว่างวันที่ 30 …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2910894&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yGDkizV5udtGFz_nZQ2EG

  • 7 ประจัญบาน

    7 ประจัญบาน

    บริษัท 9 บีเวอร์ ฟิล์มส์ จำกัด. ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์ช่อง 7. นักแสดงนำ: อารักษ์ อมรศุภศิริ, ณัฐพล ไรยวงค์, วรากร ศวัสกร, ชาคริต บุญสิงห์ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/novel/THE_SEVEN_LEGENDS&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lLp7LftYGAbpoUeZYNSGb

  • MI GROUP – แม่เรียงฟิล์ม จัดรอบปฐมทัศน์ “กิ่งแก้ว” เปิดความหลอนจากตำนานคุกบางขวาง

    MI GROUP – แม่เรียงฟิล์ม จัดรอบปฐมทัศน์ “กิ่งแก้ว” เปิดความหลอนจากตำนานคุกบางขวาง

    M STUDIO – MI GROUP – แม่เรียงฟิล์ม จัดรอบปฐมทัศน์. เปิดตัวด้วยการเดินพรมแดงของเหล่านักแสดงและผูกำกับภาพยนตร์นำโดย อินทิรา เจริญปุระ, นภัทร อินทร์ใจเอื้อ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievsrbe4y63qgt8fdf3965848akzvefs&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ooQ6y0pX5FppCF-4b7UKt

  • เลือกตั้ง69 : ดร.เอ้ หาเสียงบ้านเกิด ขอแรงหนุนนั่งนายกฯ ชูปฏิรูปการศึกษา

    เลือกตั้ง69 : ดร.เอ้ หาเสียงบ้านเกิด ขอแรงหนุนนั่งนายกฯ ชูปฏิรูปการศึกษา

    วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่จังหวัดระยอง ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค พรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่หาเสียงถิ่นกำเนิด ภายใต้แนวคิด “คืนสู่เหย้า ส่งคนบ้านเรา เป็นนายก” ขอแรงสนับสนุนจากชาวระยองผลักดันคนท้องถิ่นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ

    ช่วงเช้า ดร.เอ้ พบเครือข่ายการศึกษาและสหกรณ์ในพื้นที่ รับฟังปัญหาและข้อเสนอจากครูทุกระดับ พร้อมย้ำว่าการศึกษาเป็นนโยบายหลักของพรรค โดยชี้ว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังถดถอย เพราะผู้นำยังไม่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านคนและครูอย่างจริงจัง

    ดร.เอ้ ระบุว่า การศึกษาคือ “ยาแก้จน” รัฐต้องลงทุนสร้างคนคุณภาพ ควบคู่การยกระดับสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษา เสนอแนวคิด “บ้านพักครูคุณภาพ” แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยครู รวมถึงลดภาระงานเอกสาร เพื่อให้ครูทำหน้าที่สอนอย่างเต็มที่ พร้อมผลักดันนโยบายอาหารเช้าในโรงเรียน แก้ปัญหาเด็กขาดโภชนาการซึ่งกระทบการเรียนรู้

    เลือกตั้ง69 : ดร.เอ้ หาเสียงบ้านเกิด ขอแรงหนุนนั่งนายกฯ ชูปฏิรูปการศึกษา

    ช่วงบ่าย ดร.เอ้ นำผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยก้าวใหม่ขึ้นรถแห่ในเขตเมืองระยอง เข้าสักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทักทายประชาชน-นักเรียนศิษย์เก่าโรงเรียนระยองวิทยาคม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

    เลือกตั้ง69 : ดร.เอ้ หาเสียงบ้านเกิด ขอแรงหนุนนั่งนายกฯ ชูปฏิรูปการศึกษา

    ดร.เอ้ กล่าวย้ำถึงปัญหาทุนต่างชาติในพื้นที่ ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมลพิษและการสวมสิทธิ์สินค้าเกษตร พร้อมประกาศไม่ยอมให้ต่างชาติเอารัดเอาเปรียบ และตั้งเป้าฟื้นฟูอากาศบริสุทธิ์คืนสู่ระยอง หากได้รับโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737290&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xKKa-KhS8RL-rS28SGIQg

  • การศึกษาเริ่มต้นที่ห้องน้ำ พลังแสตมป์เซเว่นฯ จากลูกค้าทั่วประเทศ สู่รอยยิ้มเด็กนักเรียนขอนแก่น ในโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    การศึกษาเริ่มต้นที่ห้องน้ำ พลังแสตมป์เซเว่นฯ จากลูกค้าทั่วประเทศ สู่รอยยิ้มเด็กนักเรียนขอนแก่น ในโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าสร้าง ชุมชนอุ่นใจ อย่างต่อเนื่อง สานต่อโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” โดยนำเงินบริจาคจากแสตมป์เซเว่นฯ ของลูกค้าทั่วประเทศ มาปรับปรุงและพัฒนาห้องน้ำในโรงเรียนที่ขาดแคลนไปแล้วจำนวนกว่า 160 แห่งในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียน ให้มีสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และเหมาะสมต่อการเรียนรู้

    ในครั้งนี้ โครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” ได้ลงพื้นที่ส่งมอบห้องน้ำที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น 2 แห่ง ได้แก่โรงเรียนบ้านหนองเขียดมิตรภาพ อำเภอชุมแพและ โรงเรียนบ้านนาน้ำซำ อำเภอภูผาม่าน โดยมีคณะผู้บริหารนำทีมพนักงาน สำนักปฏิบัติการ ศูนย์กระจายสินค้า พนักงานร้านเซเว่นฯ และชมรมจิตสาธารณะ ซีพี ออลล์ เป็นผู้แทนส่งมอบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน

    การปรับปรุงห้องน้ำให้โรงเรียนทั้ง 2 แห่ง ไม่เพียงช่วยส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจ และเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยมีผู้บริหารโรงเรียน คณะครู นักเรียน และตัวแทนจากซีพี ออลล์ ร่วมเป็นสักขีพยานแห่งการส่งต่อโอกาสและความห่วงใย

    นอกเหนือจากการยกระดับสุขอนามัยในรั้วโรงเรียนแล้ว พลังแห่งการแบ่งปันผ่านแสตมป์เซเว่นฯ ยังส่งต่อเพื่อช่วยเหลือสังคมในอีกหลากหลายมิติ ครอบคลุมทั้งการการมอบเครื่อง AEDเพื่อช่วยชีวิตในยามฉุกเฉิน การดูแลสัตว์จรจัด การสนับสนุนทุนอาหารกลางวันเยาวชน รวมถึงการช่วยเหลือวัด โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ผู้พิการ และโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยน้ำใจจากแสตมป์ทุกดวงที่ลูกค้าตั้งใจส่งต่อ ได้เปลี่ยนเป็นความช่วยเหลือและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    โครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ประชาชน และชุมชน ในการร่วมกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ตามปณิธานองค์กรของซีพี ออลล์ “Giving and Sharing” เพื่อให้เด็กไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเติบโตอย่างมีสุขภาวะที่สมบูรณ์

    #เซเว่นเป็นที่พึ่งชุมชน #การศึกษาเริ่มต้นที่ห้องน้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/csr/the-toilet-for-children-project-khon-kaen/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RRdbueM6v3fDJnCu9WsTe

  • เด็กหลุดระบบ 6 แสนคน 4 พรรค ให้คำมั่น ปฏิรูปการศึกษาทันที – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เด็กหลุดระบบ 6 แสนคน 4 พรรค ให้คำมั่น ปฏิรูปการศึกษาทันที – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เด็กหลุดระบบ 6 แสนคน 4 พรรค ให้คำมั่น ปฏิรูปการศึกษาทันที

    เยาวชนหลุดจากระบบการศึกษากว่า 6 แสนคน ค่าใช้จ่ายแฝงปัจจัยหลักที่ผลักเด็กไทยออกจากระบบทั้งที่การเรียนฟรีถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ สภาผู้บริโภค เปิดเวทีดีเบตความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 4 พรรคใหญ่ให้คำมั่น เร่งปฏิรูปการศึกษาถ้าได้เป็นรัฐบาล

    วันที่ 30 มกราคม 2569 สภาผู้บริโภคจัดเวที “ป้ายยา ‘การศึกษาไทย’ : นโยบายที่ชอบ กฎหมายที่ใช่” เวทีสาธารณะที่เปิดให้พรรคการเมือง ขึ้นเวทีประกาศนโยบายการศึกษาอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่บอกแค่ว่า “อยากทำอะไร” แต่เป็นเวทีที่นักการเมืองต้องตอบว่า จะแก้ปัญหาการศึกษาไทยที่เผชิญอยู่จริง ๆ ได้อย่างไร ซึ่งมีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ แนวทางนโยบาย ที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างไร หากได้เป็นรัฐบาล

    ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวนำว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาชีวิต แต่ปัจจุบันเรายังเห็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่ทำให้เด็กไทยจำนวนไม่น้อยหลุดออกจากระบบ จึงเห็นว่าดีเบตครั้งนี้ไม่ควรเป็นการมาพูดถึงปัญหา แต่ควรเป็นนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง จากการศึกษาระดับพื้นฐานไปจนถึงอุดมศึกษา

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ได้สะท้อนมุมมองในฐานะตัวแทนผู้บริโภคว่า ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาในปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในค่าครองชีพหลักที่สร้างภาระหนักให้แก่ครัวเรือนไทย แม้จะมีกฎหมายเรียนฟรี แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าโรงเรียนจำนวนมากยังมีการเรียกเก็บเงินสมทบจากผู้ปกครองในหลากหลายรูปแบบ ทำให้การเรียนฟรีไม่มีจริงในระบบการศึกษาไทย

    “เราพบว่าประกาศของกระทรวงศึกษาธิการเปิดช่องให้มีการเรียกเก็บเงินแฝง ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงการศึกษา ค่ากิจกรรม ค่าเรียนพิเศษ ไปจนถึงค่าอุปกรณ์และการเรียนออนไลน์ ซึ่งอยู่นอกเหนืองบประมาณที่รัฐจัดสรร สิ่งเหล่านี้คือภาระหนัก โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยในพื้นที่ชนบท” สารีระบุ

    “ติดหนี้ค่าเทอม” จนไม่ได้ใบจบ

    เลขาธิการสภาผู้บริโภค ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ส่งผลให้เด็กจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา บางรายเรียนจนจบแต่กลับไม่ได้รับเอกสารจบการศึกษา เนื่องจากครอบครัวค้างชำระค่าธรรมเนียมที่โรงเรียนเรียกเก็บเพิ่มเติม เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อนโยบายของรัฐ

    ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่รัฐประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี และจัดสรรงบอุดหนุนรายหัวครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานแล้ว การเรียกเก็บเงินซ้ำซ้อนและนำมาเป็นเงื่อนไขกักใบจบ จึงสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายที่ผลักภาระกลับไปยังผู้ปกครอง

    ข้อเสนอ 4 ประเด็นจากสภาผู้บริโภค

    เพื่อให้การศึกษาเป็นบริการสาธารณะที่เท่าเทียม สภาผู้บริโภคได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมือง ดังต่อไปนี้:

    1. เรียนฟรีต้อง “ฟรีจริง” ถึงปริญญาตรี
    สภาผู้บริโภคเสนอให้ขยายการเรียนฟรีไปถึงระดับปริญญาตรีใบแรก หรือสายอาชีพในสาขาที่ตลาดแรงงานต้องการ เพื่อตัดวงจรหนี้สินของครอบครัวไทยตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเสนอให้ปรับบทบาท กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จากระบบ “กู้ยืม” มาเป็น “กองทุนเพื่อการศึกษา” สนับสนุนการเรียนฟรีอย่างแท้จริง เปิดโอกาสให้เด็กเลือกเส้นทางการเรียนรู้ได้ตามความถนัด ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ โดยไม่ต้องเริ่มชีวิตด้วยภาระหนี้

    2. โรงเรียนใกล้บ้าน ต้องมีคุณภาพไม่แพ้โรงเรียนดัง
    ความเท่าเทียมทางการศึกษาไม่ควรขึ้นอยู่กับที่อยู่หรือฐานะ โรงเรียนใกล้บ้านควรมีคุณภาพการเรียนการสอนไม่ต่างจากโรงเรียนในเมือง จึงจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล เพื่อไม่ให้สถานศึกษาต้องผลักภาระค่าใช้จ่ายไปยังผู้ปกครองผ่านค่าใช้จ่ายแฝง

    3. เด็กต้องปลอดภัย ทั้งในโรงเรียนและระหว่างทาง
    สภาผู้บริโภคเน้นย้ำความสำคัญของระบบรถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และเข้าถึงได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้รถรับจ้างที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงป้องกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางหรือการทัศนศึกษา ขณะเดียวกัน สถานศึกษาต้องเป็น พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ทั้งทางกายและทางใจ ปราศจากความรุนแรง การล่วงละเมิดทางเพศ และวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่บั่นทอนการเรียนรู้

    4. กฎหมายการศึกษาต้องทันสมัย และเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีเสียง
    ข้อเสนอสำคัญคือการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยรับรอง “สิทธิทางการศึกษา” เป็นสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงการจัดบริการของรัฐ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และชุมชน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการการศึกษา เพื่อให้ระบบการศึกษาตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างแท้จริง

    สารี ย้ำว่า พรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้กำหนดนโยบายและผู้รับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อน การศึกษาไทย นโยบายแบบไหนที่ผู้บริโภคควรได้ และกฎหมายแบบไหนที่ควรเกิดขึ้นจริง เพื่อผลักดันให้การปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ บนเวทีการเมือง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบชีวิตผู้เรียนอย่างแท้จริง

    “หวังว่าทุกพรรคตะเห็นด้วยกับนโยบายที่สภาผู้บริโภคเสนอ โดยเฉพาะการแก้ไข พ.ร.บการศึกษา และจะเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาร่วมกัน” สารี กล่าว

    สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย ชี้เด็กไทยทุกคนคือกำลังหลักของประเท

    ด้าน ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เปิดเผยว่า สถานการณ์ทุนมนุษย์ของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างรุนแรง โดยแรงงานไทยในปัจจุบันสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 20,000–25,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างมาก เมื่อเทียบกับสิงคโปร์และฮ่องกงที่แรงงานมีศักยภาพสร้างรายได้สูงกว่าหลายเท่า ขณะเดียวกัน ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล (PISA) ของไทยยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD สะท้อนว่าระบบการศึกษายังไม่สามารถยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สอดรับกับเศรษฐกิจฐานความรู้ได้

    “ปัญหาดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคนต่อปี ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียงราว 400,000 คนต่อปี ทำให้เด็กแต่ละคนมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เด็กไทยจึงเปรียบเสมือน “มนุษย์ทองคำ” ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ เพราะจะเป็นกำลังหลักในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ของประเทศในอนาคต หากปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” ผศ.ดร.สหวรัชญ์ กล่าว

    จากข้อมูลของ กสศ. พบว่า ในจำนวนนักเรียนประมาณ 8.4 ล้านคนทั่วประเทศ มีเด็กยากจนและยากจนพิเศษมากกว่า 3 ล้านคน และยังมีเด็กและเยาวชนอายุ 3–14 ปี ที่อยู่นอกระบบการศึกษามากกว่า 600,000 คน สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ โดยแม้รัฐจะรับรองสิทธิการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ในทางปฏิบัติ ครอบครัวยากจนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทาง ค่าเครื่องแบบ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าอาหาร ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9,000–10,000 บาทต่อคนต่อปี โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อทางการศึกษา ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องหลุดออกจากระบบก่อนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    กสศ. เสนอเพิ่มงบ 13,000 ล้านบาทต่อปี

    ผศ.ดร.สหวรัชญ์ กล่าวด้วยว่า เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กสศ. เสนอให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษเพิ่มเติมประมาณ 13,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางราว 1.9 ล้านคนให้สามารถเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา จากระบบการหารเท่าต่อหัว ไปสู่การจัดสรรตามระดับความจำเป็นและบริบทของผู้เรียน หรือแนวคิด “ความเท่าเทียมแนวตั้ง” (Vertical Equity) รวมถึงการจัดสรรงบประมาณแบบ “เงินก้อน” (Block Grant) ให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดูแลเด็กด้อยโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

    เสียงจากผู้บริโภคการศึกษา ถึงพรรคการเมือง

    ในช่วงสนทนาสร้างสรรค์ “ป้ายยา “การศึกษาไทย” : นโยบายที่ชอบ กฎหมายที่ใช่” ได้เชิญเครือข่ายผู้ปกครอง และเครือข่ายครูขอสอน สะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทย พร้อมให้ตัวแทน 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคไทยก้าวใหม่ และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา และยืนยันว่าหากได้เป็นรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาการศึกษาไทยได้ทันที

    เรียนฟรีที่ “ฟรีจริง”

    ในประเด็นการทำให้การศึกษาเป็นสิทธิที่ไม่สร้างภาระให้ครอบครัว พรรคการเมืองต่างเสนอแนวทางที่หลากหลาย พรรคประชาชนมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยระยะสั้นเสนอเพิ่มเงินรายหัวและปรับระบบงบประมาณให้โรงเรียนใช้ได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะที่ระยะยาวต้องการบรรจุสิทธิเรียนฟรีที่มีคุณภาพไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ด้านพรรคประชาธิปัตย์เน้นการเพิ่มงบแบบจำเพาะพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย พร้อมแก้กติกาให้โรงเรียนโยกงบข้ามหมวดได้ ส่วนพรรคไทยก้าวใหม่ชูแนวคิด “ไม่ต้องรอกฎหมาย” ใช้อำนาจฝ่ายบริหารโอนเงินสนับสนุนตรงถึงผู้ปกครอง และยกเลิกสูตรจัดสรรงบแบบเดิม ขณะที่พรรคเพื่อไทยเสนอการันตีรายได้ให้ครอบครัวผู้เรียน ควบคู่กับการคำนวณงบประมาณโรงเรียนจากหลายปัจจัย เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริงของแต่ละพื้นที่

    เรียนอย่างเสมอภาค เท่าทัน และมีคุณภาพ

    ประเด็นคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ภาระงานครู และการปรับหลักสูตรสู่ยุค AI เป็นอีกโจทย์ใหญ่ พรรคไทยก้าวใหม่เน้น “ปลดล็อกครู” ผ่านนโยบาย 3 เลิก 3 ให้ ลดงานธุรการและงานประเมินที่ไม่จำเป็น พร้อมผลักดันให้เด็กเรียน AI ตั้งแต่ระดับต้น พรรคเพื่อไทยเสนอแนวคิดซีโร่โปรเจ็ค (Zero Project) ส่งครูกลับห้องเรียน เพื่อตัดโครงการซ้ำซ้อน  โดยใช้ระบบ “รัฐบาลดิจิทัล” (Digital Government) เพื่อลดงานเอกสาร และปรับหลักสูตรทั้งระบบให้สอดคล้องกับการประเมินและการเข้ามหาวิทยาลัย พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ ให้โรงเรียนตัดสินใจเอง ใช้เอไอช่วยงานบริหาร และมองบทบาทเอไอเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพมนุษย์ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอใช้ศึกษาธิการจังหวัดเป็นกลไกเชื่อมทรัพยากร ดึงเอกชนร่วมจัดการศึกษา และพัฒนาหลักสูตรให้สอดรับกับเทรนด์โลกผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต

    เรียนอย่างปลอดภัย

    เรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน พรรคเพื่อไทยเสนอจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์และเสรีภาพของนักเรียนในทุกจังหวัด พร้อมใช้ระบบข้อมูลเปิดเพื่อความโปร่งใส พรรคประชาชนผลักดันกฎหมายห้ามใช้ความรุนแรงต่อเด็ก และใช้เทคโนโลยีตรวจสอบความผิดปกติของโครงการงบประมาณ พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับสิทธิเด็กในชีวิตประจำวัน และการพัฒนาครูแนะแนวด้านจิตวิทยา ขณะที่พรรคไทยก้าวใหม่มุ่งเน้นความปลอดภัยทางกายภาพของโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก และการคัดเลือกผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาล

    เรียนจบต้องมีงานทำ

    ในมิติการเชื่อมการศึกษากับตลาดแรงงาน พรรคเพื่อไทยเสนอแนวคิด “เรียนได้งบ จบได้งาน” โดยนำโมเดลต่างประเทศมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาทักษะใหม่ และยกระดับทักษะให้ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรม พรรคไทยก้าวใหม่เสนอปรับโครงสร้างปริญญาตรีให้สั้นลงในบางสาขา เพื่อให้เข้าสู่ตลาดแรงงานเร็วและกลับมาเรียนรู้ซ้ำได้ พรรคประชาชนสนับสนุนการเรียนรู้แบบรอบด้าน และใช้ระบบคูปองเชื่อมการพัฒนาทักษะกับฐานข้อมูลแรงงาน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ภาคเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน มีบทบาทร่วมพัฒนาคน ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างห้องแล็บร่วมกับสถานศึกษา

    การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ ทุกพรรคสัญญา “ทำทันที”

    ในประเด็นการบริหารกระทรวงศึกษาธิการและการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หากได้เป็นรัฐบาล ตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองต่างให้คำมั่นว่า จะเร่งเดินหน้าการปฏิรูปการศึกษาโดยไม่ปล่อยให้กระบวนการล่าช้า พรรคเพื่อไทยระบุถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และสามารถยื่นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ต่อรัฐสภาได้ทันที ขณะที่พรรคประชาชนเสนอกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยตั้งเป้าผลักดันกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี

    ด้านพรรคประชาธิปัตย์ย้ำจุดยืนความเป็นนักปฏิบัติ โดยพร้อมเข้าบริหารและขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ขณะที่พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างการบริหารระดับชาติ เสนอให้จัดตั้งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายพัฒนาทุนมนุษย์ โดยมองว่าคนคือฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละพรรคจะมีแนวทางบริหารแตกต่างกัน แต่ล้วนให้สัญญาร่วมกันว่า การปฏิรูปการศึกษาและการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะเป็นวาระเร่งด่วน หากได้เป็นรัฐบาล

    เวทีครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสัญญา ระหว่างพรรคการเมืองและผู้บริโภค โดยสภาผู้บริโภคยืนยันว่าจะติดตามการขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยจะไม่เป็นเพียงคำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะคืนโอกาสให้กับเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/300169-education/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qtad2lHMAkJ9bam7u9S9J

  • O-NET 2569 เช็กตารางสอบ วันประกาศผล เงื่อนไขการสอบ ป.6 ม.3 ม.6 ที่นี่!

    O-NET 2569 เช็กตารางสอบ วันประกาศผล เงื่อนไขการสอบ ป.6 ม.3 ม.6 ที่นี่!

    เช็กเลย! O-NET 2569 ตารางสอบ วันประกาศผล เงื่อนไขการสอบ ป.6 ม.3 ม.6 การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน เช็กรายละเอียดที่นี่!

    การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ “O-NET 2569” O-NET ปีการศึกษา 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 และ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั่วประเทศ โดยปีนี้มีการปรับรูปแบบการสอบให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น ขณะที่บางระดับชั้นยังใช้การสอบด้วยกระดาษตามความเหมาะสม

    สำนักงานสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กำหนดแนวทางการจัดสอบ ตารางสอบ รูปแบบการสอบ รวมถึงระเบียบการเข้าห้องสอบไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้สถานศึกษา นักเรียน และผู้ปกครองเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

    สทศ.
    O-NET 2569

    O-NET คืออะไร สอบเพื่ออะไร

    การสอบ O-NET เป็นการทดสอบเพื่อวัดความรู้และความคิดรวบยอดของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครอบคลุมเนื้อหาที่นักเรียนเรียนมาตลอดช่วงชั้น โดยใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับประเทศ

    ผลสอบ O-NET ถูกนำไปใช้หลายด้าน ทั้งการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับ ป.6 และ ม.3 การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ตลอดจนใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายด้านการศึกษาในระดับชาติ

    O-NET 2569 สอบกี่วิชา

    การสอบ O-NET ปีการศึกษา 2568 ครอบคลุม 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

    ป.6 ยังใช้ Paper Pencil สอบปลายมกราคม

    ขณะที่นักเรียนระดับ ประถมศึกษาปีที่ 6 ยังคงใช้รูปแบบการสอบแบบ กระดาษ–ดินสอ (Paper Pencil) โดยมีกำหนดสอบในวันที่ 31 มกราคม 2569

    ตารางสอบ O-NET ป.6

    • 09.00 – 10.00 น. คณิตศาสตร์ (64 นาที)
    • 10.30 – 12.00 น. ภาษาไทย (61 นาที)
    • 13.30 – 14.30 น. วิทยาศาสตร์ (65 นาที)
    • 15.00 – 16.00 น. ภาษาอังกฤษ (63 นาที)

    ผลสอบ O-NET ป.6 จะประกาศในวันที่ 11 มีนาคม 2569

    ม.3 เปลี่ยนเป็น Digital Testing สอบหลายรอบ

    สำหรับนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีนี้ถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดย สทศ. กำหนดให้สอบด้วย ระบบดิจิทัล (Digital Testing) ทั้งหมด การสอบ ม.3 จะจัดสอบ รวม 8 รอบ ระหว่างวันที่ 1–8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนักเรียนจะเข้าสอบ วันละ 1 รอบ เพื่อกระจายความหนาแน่นของผู้เข้าสอบและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

    ตารางสอบ O-NET ม.3 (Digital Testing)

    • 08.30 – 10.00 น. คณิตศาสตร์ (94 นาที)
    • 10.30 – 12.00 น. ภาษาไทย (91 นาที)
    • 13.00 – 14.30 น. วิทยาศาสตร์ (95 นาที)
    • 15.00 – 16.30 น. ภาษาอังกฤษ (93 นาที)

    ทั้งนี้ สทศ. จะประกาศ ผลสอบ O-NET ม.3 ในวันที่ 12 มีนาคม 2569

    ม.6 จัดสอบ 4 รอบ

    ในส่วนของนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 6 จะจัดสอบทั้งหมด 4 รอบ วันที่ 21, 22, 28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม 2569 โดยเป็นการสอบผ่านระบบดิจิทัลเช่นกัน โดยจะประกาศผลสอบวันที่ 25 มีนาคม 2569

    ตารางสอบ O-NET ม.6

    • 08.00 – 09.30 น. คณิตศาสตร์ (94 นาที)
    • 09.45 – 11.15 น. ภาษาไทย (90 นาที)
    • 12.15 – 13.45 น. วิทยาศาสตร์ (95 นาที)
    • 14.00 – 15.30 น. ภาษาอังกฤษ (93 นาที)
    • 15.45 – 17.15 น. สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

    ระเบียบการเข้าห้องสอบ

    สทศ. เน้นย้ำระเบียบการเข้าห้องสอบอย่างเคร่งครัด โดย ห้ามนำเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดเข้าห้องสอบ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ สมาร์ตวอทช์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ หากฝ่าฝืนจะถือว่าทุจริตและถูกตัดสิทธิ์สอบทันที

    สำหรับการสอบระบบดิจิทัล นักเรียนต้องนำ บัตรประจำตัวประชาชน มาแสดงตนก่อนเข้าห้องสอบ ส่วนการสอบแบบกระดาษ–ดินสอ ต้องเตรียม ดินสอ 2B ยางลบ และบัตรประจำตัวประชาชน

    ผู้ปกครองและนักเรียนสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ O-NET ได้ที่

    • เว็บไซต์ www.niets.or.th
    • Line Official: @qniets
    • Facebook: niets official
    • หรือสอบถามโดยตรงที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-217-3800

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/267264&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T59sXpCqV2lfR1Dgf7RKs