Blog

  • ศาลฎีกาฯ สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 คนจาก 18 พรรคการเมือง

    ศาลฎีกาฯ สั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 คนจาก 18 พรรคการเมือง

    7 กุมภาพันธ์ 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำสั่งให้ถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
    จำนวน 27 คน จาก 17 พรรคการเมือง ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตามคำร้องที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นต่อศาล

    รายชื่อผู้สมัครที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอนชื่อเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 มีดังต่อไปนี้

    1. นายวุฒิไกร ศรีจันไชย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 49
    2. นางสาววาเลน ชื่นโชคสันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 64
    3. นาวาอากาศเอกปริญ ไชยเสวกวิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลำดับที่ 53
    4. นายเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ลำดับที่ 40
    5. นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 4
    6. นายกัมชัย อภิโชครตนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยธรรม ลำดับที่ 7
    7. นางสาวพนัชกร ตุลานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 38
    8. นายปรัชวินทร์ ภาสย์วชิรานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยพร้อม ลำดับที่ 7
    9. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 31
    10. นางสาวชัญญพัชร์ โมอินทร์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชน ลำดับที่ 3
    11. นางสาววริสรา พังงา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 18
    12. นายเทวภัทร พรมเอี่ยม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรครักชาติ ลำดับที่ 21
    13. นายพร้อมพณ ทินวงศ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 26
    14. นายเศรษฐศิษฏ์ ณุวงค์ศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 3
    15. นายธนวิชญ์ พานแก้ว ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 23
    16. สิบตรีสมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ลำดับที่ 17
    17. นายวชิรชัย คงชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปวงชนไทย ลำดับที่ 22
    18. นายเลิศบุตร บูรณะคุณาภรณ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 98
    19. นายพุทธชาติ ช่วยราม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลำดับที่ 10
    20. นายชญาศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยชนะ ลำดับที่ 20
    21. นายสมชาติ อ่อนประดิษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฟิวชัน ลำดับที่ 9
    22. นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรวมไทย ลำดับที่ 2
    23. นายโยธิน วรารัศมี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 70
    24. นายไชยยศ จิรเมธากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 29
    25. นายไพบูลย์ ลิ่มรัตนะมงคล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ ลำดับที่ 32
    26. พลเอกเดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ลำดับที่ 10
    27. นายรพี ขาวทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ ลำดับที่ 17

    ต่อมาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์  2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้เผยแพร่คำสั่งเพิ่มเติม ให้ถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
    เพิ่มอีก 1 คน คือ 28. นายสมพร ขวัญเนตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย ลำดับที่ 7 เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

    ส่งผลให้ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอนชื่อจากกรณีดังกล่าว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 28 คน จาก 18 พรรคการเมือง

    โดยสามารถดูคำสั่งฉบับเต็มได้ตาม ลิงก์ ของศาลฎีกาฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/943806/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iUXqaFfnkeipa3RNRLJGB

  • พลังงานจ่อชงรัฐบาลใหม่เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบ 26 ดันเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้าน

    พลังงานจ่อชงรัฐบาลใหม่เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบ 26 ดันเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้าน

    พลังงานจ่อชงรัฐบาลใหม่เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบ 26 ดันเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้าน

    นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) คาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ 

    ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันเป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน มีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน 

    โดยคาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน 

    ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

    ด้านการดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) มีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้ขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ คาดสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศจากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา 

    นอกจากนั้น ได้มีการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้น

    อย่างไรก็ดี จะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P9RBdeZzaLWIzvMDkrFIp

  • ‘ญี่ปุ่น’ ทุบสถิติใหม่! ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 42 ล้านคนในปี 68

    ‘ญี่ปุ่น’ ทุบสถิติใหม่! ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 42 ล้านคนในปี 68

    ‘ญี่ปุ่น’ เปิดสถิติตลอดปี 2568 ยอด ‘นักท่องเที่ยวต่างชาติ’ ทำนิวไฮทะลุ 42 ล้านคน ตลาด ‘นักท่องเที่ยวจีน’ แผ่วปลายหลังเผชิญข้อพิพาทจีน-ญี่ปุ่น ส่งผลให้ตลาดเกาหลีใต้ปาดแซงเป็นอันดับ 1 ส่วนตลาด ‘คนไทย’ ฮิตเที่ยวมากถึง 1.23 ล้านคน หลังได้อานิสงส์เงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง กระตุ้นการตัดสินใจเดินทาง

    องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) รายงานว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น ตลอดปี 2568 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ ภาคการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ด้วยจำนวนรวม 42,683,600 คน เติบโต 15.8% เทียบกับปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 36,870,148 คน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่า 5.8 ล้านคน

    10 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นในปี 2568

    1. เกาหลีใต้                9,459,600 คน   (+7.3%)

    2. จีน                         9,096,300 คน   (+30.3%)

    3. ไต้หวัน                   6,763,400 คน   (+11.9%)

    4. สหรัฐ                     3,306,800 คน   (+21.4%)

    5. ฮ่องกง                   2,517,300 คน   (-6.2%)

    6. ไทย                      1,233,100 คน   (+7.3%)

    7. ออสเตรเลีย            1,058,300 คน   (+15%)

    8. ฟิลิปปินส์                  885,100 คน   (+8.1%)

    9. สิงคโปร์                    726,200 คน   (+5.1%)

    10. แคนาดา                 688,000 คน   (+18.7%)

    ‘ญี่ปุ่น’ ทุบสถิติใหม่! ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 42 ล้านคนในปี 68

    เฉพาะเดือน ธ.ค. 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่น จำนวน 3,617,700 คน เติบโต 3.7% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับเดือน ธ.ค. เท่าที่เคยมีมา ปัจจัยผลักดันสำคัญมาจากการก้าวเข้าสู่ช่วงปิดเทอม เทศกาลคริสต์มาส และวันหยุดปีใหม่ ซึ่งกระตุ้นความต้องการท่องเที่ยวในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โดยตลาดอันดับ 2 อย่างนักท่องเที่ยวจีน พบว่าหดตัวรุนแรง 45.3% เหลือจำนวนการเดินทางเข้าญี่ปุ่น 330,400 คน ทำให้ตลาดเกาหลีใต้มีการเดินทางเข้าญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 974,200 คน เติบโต 12.3% ส่วนอันดับ 3 ไต้หวัน มีจำนวน 588,400 คน เพิ่มขึ้น 19.8% อันดับ 4 สหรัฐ 270,700 คน เพิ่มขึ้น 13.5% และอันดับ 5 ฮ่องกง 291,100 คน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.9%

    ส่วนอันดับ 6 ตลาดนักท่องเที่ยวไทย เฉพาะเดือน ธ.ค. 2568 มีจำนวน 174,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 18.6% มีปัจจัยส่งเสริมจากการเพิ่มวันหยุดพิเศษในช่วงต้นปี 2569 ทำให้มีการหยุดยาว 5 วันต่อเนื่องจากปลายปี รวมถึงการฟื้นตัวของเส้นทางบินตรง เช่น กรุงเทพฯ – เซนได และการเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางหลักสู่โตเกียว (ฮาเนดะ กับ นาริตะ) และโอซาก้า (คันไซ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1219968&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ph9ocLC4pnEytc4QfhqT4

  • ญี่ปุ่นเปิดคูหาเลือกตั้งแล้วเช้านี้ โพลชี้พรรครัฐบาลยังมีคะแนนนำ : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเปิดคูหาเลือกตั้งแล้วเช้านี้ โพลชี้พรรครัฐบาลยังมีคะแนนนำ : อินโฟเควสท์

    การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นได้เริ่มขึ้นแล้วในเช้าวันนี้ (8 ก.พ.) โดยมีผู้สมัครกว่า 1,200 คน แข่งขันกันเพื่อชิง 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสภาล่างที่ทรงอำนาจของรัฐสภาญี่ปุ่น

    จุดสนใจหลักของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ พรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) จะได้รับเสียงข้างมากและทำให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

    หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศจะปิดทำการเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และคาดว่าจะมีการนับคะแนนเสียงจนถึงช่วงดึก

    จากทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 289 ที่นั่งจะมาจากการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่มีผู้แทนคนเดียว (single-member constituencies) และ 176 ที่นั่งจะมาจากการเลือกตั้งระบบสัดส่วนบัญชีรายชื่อ (proportional representation) ซึ่งจัดสรรตามสัดส่วนคะแนนเสียงใน 11 เขตภูมิภาค

    โพลของสื่อหลายสำนักชี้ว่า พรรครัฐบาลมีคะแนนนำพรรคฝ่ายค้านมากขึ้นก่อนการเลือกตั้ง โดยพรรค LDP มี 198 ที่นั่ง และพรรคร่วมรัฐบาล JIP มี 34 ที่นั่ง ขณะที่พรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance) ที่เพิ่งก่อตั้งจากการรวมตัวของพรรคฝ่ายค้านสองพรรค มี 167 ที่นั่ง

    ทั้งนี้ นายกฯ ทาคาอิจิประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรอย่างกะทันหันในเดือนม.ค. และประกาศจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. โดยเป็นการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนก.พ. เป็นครั้งแรกในรอบ 36 ปี ซึ่งการตัดสินใจเช่นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากเดือนก.พ. เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยพรรคฝ่ายค้านและนักการศึกษาเตือนว่าการเลือกตั้งอาจรบกวนการสอบและทำให้เยาวชนเสียโอกาสในการเลือกตั้ง

    นอกจากนี้ เดือนก.พ. ยังเป็นช่วงที่มักมีหิมะตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหาเสียง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567354&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24IxeibNUjauZpZwHR7ztk

  • ไทยก้าวใหม่จัดคาราวานใหญ่ ชูการศึกษานำประเทศ

    ไทยก้าวใหม่จัดคาราวานใหญ่ ชูการศึกษานำประเทศ

    พรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 จัดคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้ายทั่วกรุงเทพฯ ดร.เอ้–คุณหญิงกัลยา–ดร.ก้องเกียรติ ย้ำการศึกษาคือกุญแจเปลี่ยนประเทศ วอนประชาชนก้าวข้ามความเคยชินเดิม


    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 จัดคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ถือฤกษ์เวลา 06.49 น. ภายใต้แนวคิด “ถึงเวลาเปลี่ยนทางตัน ให้กลายเป็นเส้นทางอนาคต” พร้อมขบวนรถ 12 คัน แยกเป็น 12 ขบวน เคลื่อนทั่วกรุงเทพมหานคร โดยมี สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค, กัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรค และ ก้องเกียรติ กรสูตร เลขาธิการพรรค ร่วมเป็นแกนนำหลักในการรณรงค์

    ขบวนคาราวานหลัก 3 เส้นทาง แยกนำโดยผู้นำทั้งสาม เดินสายผ่านย่านเศรษฐกิจ ศูนย์ราชการ สถานศึกษา และชุมชนสำคัญ เพื่อขอคะแนนเสียงให้เลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 โดยเน้นสื่อสารนโยบายด้านการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ และการยกระดับศักยภาพคนไทยในระยะยาว

    ดร.เอ้ ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต้องหลุดจากความเคยชินและความคิดเดิมๆ พร้อมย้ำว่าการศึกษาเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ขณะที่คุณหญิงกัลยา ย้ำการสร้างทุนมนุษย์และการเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างมีความสุข เพื่อให้เด็กไทยแข่งขันได้ในเวทีอาเซียน ส่วนดร.ก้องเกียรติ ขอประชาชนเปิดโอกาสให้การเมืองใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการศึกษาเป็นเครื่องมือหลักในการพาประเทศก้าวไปข้างหน้า


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/541801.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RUgJE39ZWxrAGU3q83gF0

  • “พ.ต.อ.ทวี – อ.วันนอร์” ปิดเวทีรามัน มั่นใจกวาด สส.ชายแดนใต้

    “พ.ต.อ.ทวี – อ.วันนอร์” ปิดเวทีรามัน มั่นใจกวาด สส.ชายแดนใต้

    7 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (6 ก.พ.) พรรคประชาชาติ ได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอรามัน จังหวัดยะลา นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายซูการ์โน มะทา ผู้สมัคร ส.ส. ยะลา เขต 2 และนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ผู้สมัคร ส.ส. นราธิวาส เขต 5 ท่ามกลางมวลชนที่มาร่วมฟังนโยบายอย่างเนืองแน่น 
     

    “พ.ต.อ.ทวี - อ.วันนอร์” ปิดเวทีรามัน มั่นใจกวาด สส.ชายแดนใต้  

    พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้ขึ้นปราศรัยโดยเน้นย้ำถึง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และการคืนความเป็นธรรมให้กับคนในพื้นที่ โดยระบุว่า พรรคประชาชาติต้องการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง ด้วยการใช้หลักนิติธรรมนำการทหาร พร้อมเสนอนโยบายเร่งด่วนที่เรียกว่า โมเดล 0-10-100
     

    การทุจริตคอร์รัปชันต้องเป็นศูนย์ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันใน 3 จังหวัดต้องเป็นศูนย์ (ลดราคาน้ำมันเบนซินเหลือ 20 บาท) และความไม่เสมอภาคทางการศึกษาต้องหมดไป
     

    ปราบยาเสพติด และนิรโทษกรรมที่ดิน โดยการประกาศยุทธการ 100 วัน ปราบปรามผู้ค้าและยึดทรัพย์ขบวนการอาชญากรรม พร้อมชูนโยบาย “นิรโทษกรรมที่ดิน” แก้ไขปัญหาเขตป่าทับซ้อนที่ทำกินของชาวบ้าน ป่าทับคน
     

    และได้ชูนโยบายยกเลิกภาระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ล้างหนี้ กยศ. โดยมองว่าการศึกษาคือสวัสดิการรัฐ ไม่ควรทำให้เยาวชนต้องเป็นหนี้ตั้งแต่ออกมาทำงาน
     

    “เราไม่ได้สู้เพื่ออำนาจ แต่เราสู้เพื่อให้กฎหมายมีความเป็นธรรม ให้คนทุกศาสนาและทุกชาติพันธุ์มีสิทธิเสมอภาคกัน ประสบการณ์จากกระทรวงยุติธรรมทำให้เห็นว่า กติกาสูงสุดต้องถูกปรับปรุงเพื่อให้ประชาชนกินอิ่ม นอนหลับ และไม่ต้องหวาดระแวงกับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม” พ.ต.อ.ทวี กล่าว 
     

    “พ.ต.อ.ทวี - อ.วันนอร์” ปิดเวทีรามัน มั่นใจกวาด สส.ชายแดนใต้

    นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้กล่าวถึงกรณีผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่มีหมายจับกว่า 1,600 หมาย ซึ่งต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ โดยเสนอให้มีกระบวนการนำคนกลุ่มนี้ กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส เพื่อคืนพ่อกลับสู่ครอบครัวและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
     

    และยังเน้นย้ำไปที่การรักษาอัตลักษณ์ และวิถีชีวิตของชาวไทยเชื้อสายมลายูมุสลิม โดยระบุว่า พื้นที่อำเภอรามันคือฐานที่มั่นสำคัญและเป็นหัวใจของพรรค
     

    “การเลือกครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือก ส.ส. ไปนั่งในสภา แต่คือการเลือกอนาคตของพี่น้องประชาชน พรรคประชาชาติคือบ้านที่เข้าใจความต้องการของพี่น้องมากที่สุด” 
     

    “พ.ต.อ.ทวี - อ.วันนอร์” ปิดเวทีรามัน มั่นใจกวาด สส.ชายแดนใต้

    ในช่วงท้าย พ.ต.อ.ทวี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรคประชาชาติทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่อง และกล้าเปิดเวทีปราศรัยในยามค่ำคืนเกือบทุกพื้นที่ เพื่อแสดงความจริงใจต่อประชาชน ต่างจากบางพรรคที่เน้นเดินเฉพาะช่วงกลางวัน
     

    โดยพรรคคาดหวังว่า จะสามารถกวาดเก้าอี้ สส. เขต ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ตามเป้าหมาย รวมถึงคะแนนบัญชีรายชื่อจากทั่วประเทศที่เชื่อว่านโยบาย “น้ำมันถูก-ล้างหนี้ กยศ.-ปราบโกง” จะตอบโจทย์คนทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี 
     

    “พ.ต.อ.ทวี - อ.วันนอร์” ปิดเวทีรามัน มั่นใจกวาด สส.ชายแดนใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973232&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QI_DYx_rYLsIgvLYBisPT

  • รายงานพิเศษ : โลกการค้าเปลี่ยน  ไทยต้องรู้จักจีนให้ลึกกว่าที่เคย วทจ. รุ่น 8 สร้างผู้นำไทย พร้อมรับเศรษฐกิจโลกผันผวน

    รายงานพิเศษ : โลกการค้าเปลี่ยน ไทยต้องรู้จักจีนให้ลึกกว่าที่เคย วทจ. รุ่น 8 สร้างผู้นำไทย พร้อมรับเศรษฐกิจโลกผันผวน

    วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ท่ามกลางโลกการค้าที่กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย–จีน กำลังก้าวข้ามมิติ “คู่ค้า” ไปสู่บทบาทที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งในฐานะพันธมิตร และกลไกสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย การทำความเข้าใจจีนในเชิงโครงสร้าง นโยบาย และทิศทางการพัฒนา จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดของผู้ประกอบการไทย และเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคไทยไม่อาจมองข้าม

    ภายใต้บริบทดังกล่าว การเปิดหลักสูตร วิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8 โดยสถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (วทจ.) จึงไม่ใช่เพียงการเดินหน้าหลักสูตรต่อเนื่อง แต่เป็นการ “ยกระดับเวทีผู้นำ” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะบทบาทของจีน ซึ่งยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นๆของโลก และเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

    ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดหลักสูตรว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีนในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ภายใต้การนำเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำทั้งสองประเทศ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่มีความหมายยิ่งต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี เมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และต่อมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ การแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำสูงสุดดังกล่าว เป็นหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับความสัมพันธ์จีน–ไทยให้ก้าวไปสู่การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันอย่างแท้จริง และวางรากฐานที่มั่นคงให้กับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจจีนว่า “ในปี 2025 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนยังคงรักษาอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งได้ถึงร้อยละ 5 ซึ่งสูงกว่าประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ นอกจากนี้ จีนยังมีกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางมากกว่า 400 ล้านคน ซึ่งตลาดขนาดใหญ่ (Super-large scale market) นี้คือขุมพลังสำคัญที่จะสร้างโอกาสใหม่ให้กับโลก ในบริบทเช่นนี้ จีนยังคงยึดมั่นการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ เดินหน้าการเปิดประเทศในระดับสูง และส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและทั่วถึง”

    เอกอัครราชทูตจาง ยังอธิบายถึงความสำคัญของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030)  ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์ 5 ปีของจีนในระยะต่อไป โดยเน้นการพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเติบโตอย่างยั่งยืน

    “แผนพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้าของจีน มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทย และจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือจีน–ไทย ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรม ในมุมของความสัมพันธ์ทวิภาคี จีนมองประเทศไทยไม่เพียงในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค จีนและไทยเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน จีนพร้อมแบ่งปันโอกาสการพัฒนา และยินดีทำงานร่วมกับไทยในการเสริมสร้างเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนให้กับภูมิภาค” เอกอัครราชทูต จาง เจี้ยนเว่ย กล่าว

    ด้าน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน กล่าวถึงบทบาทของ วทจ. ว่า วทจ. เป็นหลักสูตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่  ไม่ใช่หลักสูตรที่สอนให้รู้จีนแบบผิวเผิน แต่เป็นหลักสูตรที่สร้างผู้นำซึ่งเข้าใจจีนอย่างรอบด้าน ทั้งเชิงนโยบาย เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างอำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในวันที่จีนมีบทบาทกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกมากขึ้น การเดินหน้าหลักสูตรอย่างต่อเนื่องตลอด 7 รุ่นที่ผ่านมา สะท้อนว่าประเด็นจีนไม่เคยหยุดนิ่ง ขณะที่บริบทโลกเปลี่ยนเร็วเกินกว่าหลักสูตรแบบเดิมจะตามทัน วทจ. รุ่นที่ 8 ถูกออกแบบมาโดยตรงเพื่อรับมือกับสงครามการค้า การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจีน และความท้าทายของผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ เราไม่ได้มุ่งให้ผู้เรียน ‘รู้มากขึ้น’ อย่างเดียว แต่ต้อง ‘คิดเป็น ตัดสินใจเป็น และเชื่อมโยงเครือข่ายได้จริง’

    สำหรับหลักสูตร วทจ. รุ่นที่ 8 เนื้อหาถูกออกแบบให้สอดรับกับโลกเศรษฐกิจที่ผันผวน ครอบคลุมตั้งแต่ยุทธศาสตร์การพัฒนาจีน โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และบทบาทของจีนในเวทีโลก ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับนโยบาย นักธุรกิจ และการศึกษาดูงานจริงในประเทศจีน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

    ในวันที่จีนยังคงเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ของไทย หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย – จีน รุ่นที่ 8 จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่การเรียนรู้ แต่เป็นเวทีสำคัญในการเตรียมผู้นำไทยให้พร้อมรับมือกับโลกเศรษฐกิจใหม่ และไม่ตกขบวนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/945539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X9797eZUelQWaIEGkLTaL

  • พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ

    พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ

    ดร.เอ้-ดร.คุณหญิงกัลยา-ก้องเกียรติ จัดคาราวานแห่ขบวนหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนแปลงประเทศ วอนหยุดความเคยชิน ความเชื่อเดิมๆ มั่นใจว่าการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เพื่อให้ไทยกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน เลือกพรรคไทยก้าวใหม่เบอร์ 49

    วันที่ 7 ก.พ. 2569 “พรรคไทยก้าวใหม่” เบอร์ 49 ถือฤกษ์ดี 06:49 น. จัดคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ภายใต้แนวความคิด “ถึงเวลาเปลี่ยน “ทางตัน” ให้กลายเป็น “เส้นทางอนาคต”” พร้อมจัดขบวนรถ 12 คัน 12 ขบวนแห่ทั่วกรุงเทพมหานคร

    นำโดย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรคไทยก้าวใหม่ นายก้องเกียรติ กรสูตร เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมคณะผู้บริหารพรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้ายทั่วกรุงเทพมหานคร

    โดย แม่ทัพขบวนหลัก 3 ขบวน คือ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ คุณหญิงกัลยา และ นายก้องเกียรติ เคลื่อนขบวนคาราวาน เพื่อขอให้ประชาชนเลือกเบอร์ 49 โดยขบวนจะแห่ไปตามเส้นทางดังนี้

    ขบวนที่ 1 ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เริ่มต้นปล่อยขบวนแห่ออกจากที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ ถนนวิภาวดี ไปอนุสาวรีย์ชัย ฯ – ถนนราชเทวี – แพลทินัม – อโศก – G Tower พระราม 9 – ดินแดง – หลักสี่ – ศูนย์ราชการ ฯ – คลองประปา – มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ – แยกพงษ์เพชร – เกษตรแฟร์

    ขบวนที่ 2 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ เริ่มต้นปล่อยขบวนแห่ออกจากที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ ถนนวิภาวดี เข้าสู่จตุจักร – อ.ต.ก. – รพ.วิชัยยุทธ – รพ.รามา – หัวลำโพง – เข้าสู่ถนนสี่พระยา – สีลม – สาทร – สวนลุมฯ – ถนนวิทยุ – อนุสาวรีย์ชัย – สนามเป้า – เกษตรแฟร์

    ขบวนที่ 3 นายก้องเกียรติ กรสูตร เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ เริ่มต้นปล่อยขบวนออกจากที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ ถนนวิภาวดี – แยกวงศ์สว่าง – สะพานพระราม 7 – ถนนจรัญสนิทวงศ์ – แยกบางพลัด – โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน – ถนนราชพฤกษ์ – The Circle – ถนนเพชรเกษม – วงเวียนใหญ่ – วงเวียนพระราม 5 – แยกแคราย – เกษตรแฟร์

    ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่าคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ภายใต้แนวคิด “ถึงเวลาเปลี่ยนทางตัน ให้กลายเป็น “เส้นทางอนาคต”” คือความหวังของคนไทยที่จะเปลี่ยนแปลงให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะเลิกอยู่กับความคุ้นชินเดิมๆ หยุดความคิดเดิมๆ เลือกแบบเดิมๆ ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเรา เชื่อมั่นในพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 มั่นใจว่าการศึกษาจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พรรคไทยก้าวใหม่จะยกระดับทางการศึกษา พาประเทศกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน ด้วยการเมืองที่สร้างสรรค์

    ขณะที่ ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่านาทีสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงประเทศทุกท่านไม่ต้องลังเลใจที่จะเลือกพรรคไทยก้าวใหม่เบอร์ 49 เชื่อมั่นว่านโยบายการศึกษาการสร้างทุนมนุษย์ นำพาการศึกษาให้ประเทศไทยลูกหลานไทยเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างมีความสุข และเรียนให้สนุก พร้อมย้ำว่าพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 จะสนับสนุนนโยบายการศึกษาเพื่อให้การศึกษาไทยกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน.

    นายก้องเกียรติ กล่าวย้ำว่าถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ขอทุกคะแนนเสียงให้โอกาสพรรคไทยก้าวใหม่เบอร์ 49 วอนหยุดคิดแบบเดิมๆ หยุดความคุ้นชินเดิมๆ ที่เคยเลือกเคยทำ เชื่อมั่นการศึกษาคือพื้นฐานนำพาประเทศไปสู่ก้าวใหม่ที่ก้าวหน้ากว่าเดิม

    ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ดร.เอ้ ขอให้พี่น้องประชาชนเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 เพื่อผลักดันวาระการศึกษาและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวในระยะยาว “ถึงเวลาเปลี่ยน “ทางตัน” ให้กลายเป็น “เส้นทางอนาคต””

    8 ก.พ.69 ขอโอกาสในช่วงโค้งสุดท้ายเลือกพรรคไทยก้าวใหม่เบอร์ 49 เพื่อมอบอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลาน และประเทศไทย ด้วยนโยบายด้านการศึกษาที่ทำได้จริง และทำได้ทันที.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2912686&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VOnbDWVzEXi9aHPoYuazA

  • พรรคไทยก้าวใหม่จัดคาราวานแห่ขบวนหาเสียงโค้งสุดท้าย ลั่นถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะเลิกอยู่กับความคุ้นชินเดิม ๆ

    พรรคไทยก้าวใหม่จัดคาราวานแห่ขบวนหาเสียงโค้งสุดท้าย ลั่นถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะเลิกอยู่กับความคุ้นชินเดิม ๆ

    (7ก.พ.69) เวลา 06.49 น. “พรรคไทยก้าวใหม่” จัดคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ภายใต้แนวความคิด “ ถึงเวลาเปลี่ยน “ทางตัน” ให้กลายเป็น “เส้นทางอนาคต” พร้อมจัดขบวนรถ 12 คัน 12 ขบวนแห่ทั่วกรุงเทพมหานคร นำโดย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรคไทยก้าวใหม่ นายก้องเกียรติ กรสูตร เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมคณะผู้บริหารพรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้ายทั่วกรุงเทพมหานคร  

    ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กล่าวว่า คาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ภายใต้แนวคิดถึงเวลาเปลี่ยนทางตันให้กลายเป็นเส้นทางอนาคตคือความหวังของคนไทยที่จะเปลี่ยนแปลงให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะเลิกอยู่กับความคุ้นชินเดิมๆ หยุดกับคิดเดิมๆ เลือกแบบเดิมๆ ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเรา เชื่อมั่นในพรรคไทยก้าวใหม่มั่นใจว่าการศึกษาจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พรรคไทยก้าวใหม่จะยกระดับทางการศึกษาพาประเทศกลับมายืนหนึ่งในอาเซียนด้วยการเมืองที่สร้างสรรค์ 

    ขณะที่ ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า นาทีสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงประเทศทุกท่านไม่ต้องลังเลใจที่จะเลือกพรรคไทยก้าวใหม่เชื่อมั่นว่านโยบายการศึกษาการสร้างทุนมนุษย์ นำพาการศึกษาให้ประเทศไทยลูกหลานไทยเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างมีความสุขและเรียนให้สนุก พรรคไทยก้าวใหม่จะสนับสนุนนโยบายการศึกษาเพื่อให้การศึกษาไทยกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน 

    #ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/NFEhXcHEV&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ey47Fj8kyhRm5tP3XAHMW

  • อยุธยาจัดงาน ‘วันมวยไทย’ เทิดพระเกียรติ ‘พระเจ้าเสือ’ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม | เดลินิวส์

    อยุธยาจัดงาน ‘วันมวยไทย’ เทิดพระเกียรติ ‘พระเจ้าเสือ’ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมกีฬามวยพระเจ้าเสือ ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดงาน “วันมวยไทย” เทิดพระเกียรติพระเจ้าเสือ พร้อมมหกรรมศิลปะมวยไทยนานาชาติ ครั้งที่ 6 ประจำปี  2569  ตั้งแต่วันที่ 4-9 ก.พ. ที่ วัดตึก และบริเวณ ศาลากลางหลังเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในวันที่ 6 ก.พ. ได้จัดให้มีพิธี ไหว้ครูมวยไทย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระสรรเพชรที่  8 (พระเจ้าเสือ) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุปถัมภ์ศิลปะมวยไทย  โดยมีนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานในพิธี มีนางพุทธิพร พลอยผักแว่น รองผวจ.พระนครศรีอยุธยา นายธนกฤต กิตติธรรมกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนางสาวรินทร์ปภัส เหิกขุนทด วัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ

    ภายในงานมีพิธีไหว้ครู และครอบครู เชิดชูครูมวยไทย การรำมวยไทย และแข่งขันชกมวย การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ถ่ายทอดศิลปะมวยไทยจากครูสู่ศิษย์ พร้อมผลักดันมวยไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ สู่การยอมรับในระดับนานาชาติ ควบคู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งพิธีไหว้ครูมวยไทย เทิดพระเกียรติสมเด็จพระสรรเพชรที่ 8 (พระเจ้าเสือ) มีนักมวยทั้งชาวไทยและต่างชาติ กว่า 300 คน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5578655/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rQN5AzxHPVs54iYUPPHll