Blog

  • ‘สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์’ แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้เศรษฐกิจ ดึงมืออาชีพทำงาน-วางทิศทางประเทศ

    ‘สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์’ แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้เศรษฐกิจ ดึงมืออาชีพทำงาน-วางทิศทางประเทศ

    ท่ามกลางฝุ่นตลบหลังสนามเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป สายตาของภาคธุรกิจต่างจับจ้องไปยังทำเนียบรัฐบาลด้วยความคาดหวังระคนกังวล ต่อเสถียรภาพและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ 

    ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ กลุ่มเซ็นทรัล แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรค้าปลีกระดับโลก เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคของไทยในปัจจุบัน เรากำลังติดอยู่ในหล่มที่เรียกว่า “ภาวะไร้ยุทธศาสตร์ระยะยาว” (Long-term Strategy) มานานเกินไป ตัวเลขจีดีพีขยายตัวเพียง 1.6 – 1.7% หรือเฉลี่ยไม่เกิน 2% ต่อปี ต่อเนื่องมานานนับสิบปีนับตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังดิ่งลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในสภาวะหลังชนฝาแล้ว

    “สิ่งที่ภาคธุรกิจโหยหาไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าผู้นำ แต่คือทิศทางที่ชัดเจนว่าประเทศจะมุ่งหน้าไปทางไหน ไม่ใช่การบริหารแบบขอไปทีที่มองเห็นแต่ผลประโยชน์ของพรรคพวกหรือชัยชนะทางการเมืองระยะสั้นจนลืมมองผลประโยชน์ของชาติ”

    ดร.สุทธิพันธ์ กล่าวถึงโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลว่าในช่วง 90 วันแรกว่า จะเป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายในการกอบกู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในสายตาภาคเอกชน คือวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิมที่เน้นการ “แบ่งโควต้าเก้าอี้ดนตรี” และตั้งคำถามถึงการคัดเลือกตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในกระทรวงเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมักถูกดูแลโดยนักการเมืองที่ขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

    ข้อเสนอแนะต่อพรรคการเมืองคือ ต้องกล้าดึงมืออาชีพ (Professionals) เข้ามาทำงานจริง ไม่ใช่เพียงนำมาสร้างภาพลักษณ์เป็นไม้ประดับ แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถทำเป็นและแปรนโยบายจากกระดาษสู่การปฏิบัติจริงได้

    นอกจากนี้ ดร.สุทธิพันธ์ ยังเตือนถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เปรียบเสมือนสนิมกัดกินชาติ โดยแนะให้รัฐบาลใหม่เลิกโฟกัสเฉพาะโครงการระยะสั้นที่มุ่งหวังเพียงการใช้งบประมาณแผ่นดิน เพราะในขณะที่ไทยวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกลับสปีดแซงหน้าไปไกลด้วยความชัดเจนทางการเมืองและการบริหารที่รวดเร็ว

    “ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและรากฐานที่ดีที่สุดในเอเชีย แต่กลับพ่ายแพ้ในสนามแข่งขันเพราะความล้มเหลวในการบริหารจัดการของภาครัฐ”

    ในมุมมองของเอกชน ดร.สุทธิพันธ์ ยอมรับว่า แม้กลุ่มเซ็นทรัลจะมีความสามารถในการแข่งขันและได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำระดับโลก (World Leader) ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยตั้งแต่อินเดียจรดญี่ปุ่น แต่สภาพเศรษฐกิจในบ้านเราที่ซบเซาบีบให้ภาคธุรกิจต้องดิ้นรนออกไปแสวงหาโอกาสในน่านน้ำใหม่ ทั้งเวียดนาม อาเซียน และยุโรป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและเต็มไปด้วยบาดแผลจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ดังเช่นบทเรียนราคาแพงจากการลงทุนในยุโรปที่ต้องเจอทั้งโควิด สงคราม และคู่ค้าล้มละลาย

    ดร.สุทธิพันธ์ ทิ้งท้ายเป็นโจทย์ใหญ่ฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า หากภาครัฐสามารถสร้างนโยบายที่เอื้ออำนวยและช่วยสนับสนุนเอกชนได้จริง เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยที่เคยเดินสะดุด ก็อาจกลับมาคำรามและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อีกครั้ง แต่หากยังย่ำอยู่กับที่ด้วยการเมืองแบบเก่าๆ เราอาจตามไม่ทัน เพื่อนบ้านที่กำลังสปีดหนีเราไปทุกที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220396&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZWfXgOaB62O-kj4kxPfQ1

  • โจทย์ยากภารกิจ ‘รมว.คลัง’ คนใหม่ เดิมพันฝ่าวิกฤติ ‘เศรษฐกิจไทย’

    โจทย์ยากภารกิจ ‘รมว.คลัง’ คนใหม่ เดิมพันฝ่าวิกฤติ ‘เศรษฐกิจไทย’

    การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เพียงแต่มีความหมายในทางการเมือง แต่ถือว่ามีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ บนความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และการขาดดุลงบประมาณที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายปี 

    รวมทั้งมีความเสี่ยงที่สถานบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Rating Agency) จะปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยลงได้หลังจากที่ปีก่อนมูดี้ส์ และฟิตช์เรตติ้ง ได้หั่นมุมมอง (Outlook) ไทยลงเป็นเชิงลบเพื่อสะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว

    การเฟ้นหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตหนี้สาธารณะสูงและความเสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

    ดังนั้นหากมองข้ามช็อตหลังจากการเลือกตั้งไปยังการจัดตั้งรัฐบาลและฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตำแหน่งที่สำคัญที่จะมาคุมทิศทางเศรษฐกิจ บริหารนโยบายการคลังของประเทศคือตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องดึงคนที่สังคมเชื่อมือ เชื่อถือ ได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ ราชการ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันของ 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีแนวทางในการคัดเลือกขุนคลังแตกต่างกัน โดยพรรคประชาชนอาจใช้คนนอก, พรรคภูมิใจไทยชูเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, และพรรคเพื่อไทยมีชื่อจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นตัวเลือก

    สำหรับผู้มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ต้องเผชิญโจทย์ท้าทายในการบริหารจัดการฐานะการคลังของประเทศที่อ่อนแอลง โดยมีระดับหนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น

    พรรคประชาชน ก่อนหน้านี้ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน ได้เคยเปิดเผยว่าแม้พรรคจะมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพไปแล้วหลายคนแต่ในส่วนของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง “ขุนคลัง” พรรคขอปิดชื่อไว้ก่อน ให้เป็นเหมือนตัว “ซีเคร็ท”

    ดังนั้นจากการวิเคราะห์มีโอกาสเป็นไปได้ที่หากได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนจะต้องทาบทาม “คนนอก” พรรคให้เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยพรรคมีเป้าหมายในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละประมาณ 4%

    พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่ประกาศชัดเจนสุดให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสานต่องานที่ทำไว้ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยใช้โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 การผลักดันการลงทุนค้างท่อหลายแสนล้าน การดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ประเทศ 

    ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง 2569-2572 โดยพรรควางเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 3% ขึ้นไป

    พรรคเพื่อไทย แม้ไม่ระบุบุคคลในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ผู้ที่วางเป็นคีย์แมนของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 คือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่มีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนาวสาวแพทองธาร ชินวัตร รวมทั้งรับหน้าที่หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

    อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังมีเครือข่ายในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ นายธนาคาร และนักวิชาการที่เป็นตัวเลือกในเก้าอี้นี้ได้อีกหลายคน

    ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ผ่านนโยบายหลายด้าน ทั้งการสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ผ่านการทำหวยใบเสร็จ เพื่อขยายฐานรายได้ภาครัฐด้วยการดึงร้านค้ารายย่อยเข้าระบบ การผลักดันโครงการคนไทยหายจน 

    รวมทั้งหารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมาย โดยการปรับเปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็น ป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3czFzx_TnUW38O9_Paewp2

  • พายุฝนทำนับคะแนนเลือกตั้ง สส. และประชามติ ล่าช้าในพื้นที่กรุงเทพตะวันออก พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาหน่วยเลือกตั้งเขตคันนายาว

    พายุฝนทำนับคะแนนเลือกตั้ง สส. และประชามติ ล่าช้าในพื้นที่กรุงเทพตะวันออก พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาหน่วยเลือกตั้งเขตคันนายาว

    (8 ก.พ. 69) ณ ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติกรุงเทพมหานคร ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร: นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ดร.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) แถลงความคืบหน้าการรวมคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ ภายหลังปิดหีบเลือกตั้งเมื่อเวลา 17.00 น. ที่ผ่านมา

    ● พายุฝนกระทบการนับคะแนนในหลายพื้นที่

    ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า หลังจากปิดการลงคะแนน พบว่ามีกลุ่มฝนตกหนักถึงปานกลางในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก อาทิ เขตมีนบุรี คลองสามวา สะพานสูง บึงกุ่ม และคันนายาว รวมถึงพื้นที่ฝั่งธนบุรีในบางจุด โดยหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ข้างต้นได้ประสบปัญหาพายุและลมแรง ต้องรอให้ฝนหยุดตกก่อนจึงจะเริ่มนับคะแนนได้ ทำให้ภาพรวมการนับคะแนนเกิดความล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    ● ความคืบหน้าและปัญหาในเขตเลือกตั้งที่ 15 (คันนายาว)

    ผอ.กกต.กทม. กล่าวถึงรายละเอียดว่า สำหรับการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 15 (เขตคันนายาว) พบปัญหาจากพายุลมแรง 2 หน่วยเลือกตั้ง ดังนี้

    • หน่วยเลือกตั้งที่ 10: วัสดุอุปกรณ์และแบบขีดคะแนนได้รับความเสียหายจากพายุ แต่หีบบัตรเลือกตั้งทั้ง 3 ประเภท (สส. แบบแบ่งเขต, สส. แบบบัญชีรายชื่อ และการออกเสียงประชามติ) ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ขณะนี้ได้จัดส่งอุปกรณ์ชุดใหม่ไปให้เพื่อให้ดำเนินการนับคะแนนต่อแล้ว
    • หน่วยเลือกตั้งที่ 9: พายุพัดเอกสารบางส่วนปลิวไปตามกระแสลม ส่งผลกระทบต่อแบบขีดคะแนนและบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการนับไปแล้วบางส่วนเปียก ขณะนี้ทางต้องรายงานมายังศูนย์ประสานงานเขตเลือกตั้ง คณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้งมีมติให้งดการนับคะแนนเป็นการชั่วคราว และได้รายงานเรื่องมายังสำนักงาน กกต.กทม. โดย สำนักงาน กกต.กทม. จะต้องรายงานไปยังคณะกรรมการเลือกตั้งเพื่อขอคำวินิจฉัยและมติในการดำเนินการขั้นต่อไป จึงทำให้วันนี้หน่วยดังกล่าวไม่สามารถนับคะแนนต่อไปได้

    ● คาดการณ์การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ

    ผอ.กกต.กทม. ระบุว่า จากเดิมที่คาดว่าจะทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการบางส่วน ผ่านระบบ ECT Report https://ectreport69.ect.go.th/ ในเวลาประมาณ 20.00 น. และทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการในภาพรวมส่วนใหญ่ในช่วง 22.00 น. แต่เนื่องจากปัญหาอุปสรรคด้านฝนฟ้าคะนองที่ทำให้การนับคะแนนล่าช้าไปประมาณ 2 ชั่วโมง จึงคาดว่าจะสามารถรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการผ่านระบบ ECT Report ได้ในเวลาประมาณ 24.00 น. ส่วนผลคะแนนอย่างเป็นทางการจะต้องรอการตรวจสอบเอกสารทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน จึงจะแล้วเสร็จ

    ● ภาพรวมสถานการณ์ทั่วไป

    สำหรับเหตุการณ์ผิดปกติ ผอ.กกต.กทม. กล่าวว่า พบรายงานกรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (คุณยาย) ฉีกบัตรเลือกตั้งโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากเข้าใจผิดว่าจะต้องฉีกตามรอยปรุเพื่อลงหีบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายและส่งตัวไปยังสถานีตำรวจ ซึ่งได้มีการให้ประกันตัวเรียบร้อยแล้ว

    ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในส่วนของภาพรวมทั้ง 6,530 หน่วยเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ได้เริ่มนับคะแนนแล้วหลังจากฝนหยุดตก ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครทุกคนยังคงประจำอยู่ในพื้นที่เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง และจะเร่งดำเนินการนับคะแนนและรายงานผลให้เร็วที่สุดเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/276457&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_KhmrD5C4nfeUlm6P7DNI

  • “คุณหญิงกัลยา” ควง “คุณโชติ” ลงคะแนนเขตบางนา เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ เปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญ

    “คุณหญิงกัลยา” ควง “คุณโชติ” ลงคะแนนเขตบางนา เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ เปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญ

    วันที่ 8 ก.พ.69 เมื่อเวลา 10.39 น. ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมคุณโชติ โสภณพนิช คู่สมรส เข้าคูหาใช้สิทธิเลือกตั้งที่บริเวณเต็นท์โรงเรียนอรรถวิทย์ เขตเลือกตั้งที่ 23 แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร

    ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ถึงเวลานี้พร้อมแล้วที่จะนำนโยบายธนู 4 ดอก โดยเฉพาะนโยบายด้านการศึกษา มายกระดับเยาวชนในเป็นที่หนึ่งในอาเซียนให้ได้ เพราะการศึกษาเป็นทางเลือกเดียวของประเทศให้พ้นจากวิกฤติได้

    ​ดร.คุณหญิงกัลยา ยังเชิญชวนพี่น้องประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันให้ถล่มทลาย เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางประเทศไทยไปด้วยกัน

    นายโชติ กล่าวว่าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งจะมาใช้สิทธิพร้อมกับคุณหญิงกัลยาเป็นประจำ ครั้งนี้ถือว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อเลือกคนดีคนมีความรู้เข้าสู่สภาทำหน้าที่แก้ปัญหาให้ประเทศชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/127977&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37f8Ihy2orb9oIUpT495Ad

  • “อนุทิน” นำทัพ “ภูมิใจไทย” ประกาศชัยชนะ! ผงาดเบอร์ 1 เลือกตั้ง 69 ชูทีมเศรษฐกิจบิ๊กเนม พร้อมบริหารประเทศทันที

    “อนุทิน” นำทัพ “ภูมิใจไทย” ประกาศชัยชนะ! ผงาดเบอร์ 1 เลือกตั้ง 69 ชูทีมเศรษฐกิจบิ๊กเนม พร้อมบริหารประเทศทันที

    สัญญาณชัด! พรรคสีน้ำเงินยึดเก้าอี้ สส. อันดับหนึ่งของประเทศ! “อนุทิน ชาญวีรกูล” ควงแขนทีมมืออาชีพทั้ง “ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์-วราวุธ” แถลงน้อมรับคำสั่งประชาชน พร้อมสานต่อความมั่งคั่งและแก้ปัญหาปากท้องอย่างยั่งยืน ย้ำชัยชนะครั้งนี้คือของคนไทยทุกคน

    วันที่ 8 ก พ.2569 เวลา 22.20 .น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายวราวุธศิลปอาชา ร่วมกันแถลงข่าว หลังทราบผลอย่างไม่เป็นทางการได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่งว่า ในนามของพรรคภูมิใจไทย ต้องขอกราบขอบพระคุณในทุก ๆ เสียง ทุก ๆ คะแนน ที่พี่น้องประชาชนชาวไทยได้กรุณาให้ความเมตตามอบให้พรรคภูมิใจไทยมาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร ขณะนี้ถึงแม้ว่ายังไม่มีการประกาศรับรองจำนวนสมาชิกที่พรรคภูมิใจไทยจะได้รับให้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่จากการประสานงานติดตามตามพื้นที่ต่าง ๆ โดยการติดตามโดยตรงกับผู้สมัครทุกคน ก็พอจะทราบได้ว่าพรรคภูมิใจไทยน่าจะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งในวันนี้เป็นลำดับที่ 1 แล้วก็ต้องกราบเรียนพี่น้องประชาชนทุกท่านว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้มอบให้กับพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ ถือเป็นชัยชนะของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ของสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแต่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

    นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะน้อมรับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนในการมอบความมั่นใจ มอบความไว้วางใจให้กับพรรคภูมิใจไทย ถือว่านี่คือคำสั่งของพี่น้องประชาชนที่ต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามาบริหารประเทศ เข้ามาทำความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศไทย เข้ามาแก้ปัญหาทั้งหลายที่รบกวนใจของพี่น้องประชาชนชาวไทย พวกเราได้รับสัญญาณจากท่านอย่างชัดเจน และพวกเราขอน้อมรับข้อสั่งการของพี่น้องประชาชนในการที่จะบริหารบ้านเมืองด้วยความสุจริต ด้วยความทุ่มเท และด้วยความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจะยึดถือประโยชน์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชนเป็นเป้าหมายของการทำงาน พวกเราทุกคน

    “ชัยชนะของภูมิใจไทยวันนี้คือชัยชนะของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ไม่ว่าท่านจะลงคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ได้ลงคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทย วันนี้พรรคภูมิใจไทยถือว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนคือคนที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องทำงานรับใช้อย่างสุดกำลังความสามารถ”หัวหน้พรรคภูมิใจไทย กล่าว

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วันนี้เราก็คงจะได้รับทราบเพียงผลของการเลือกตั้งแบบไม่เป็นทางการ ต้องรอการประกาศรับรองสถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งแบบแบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้การรับรองทั้งหมดจะต้องเสร็จสิ้นภายในเวลา 60 วัน หลังจากการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อไปนั้น เราคงจะต้องมีขั้นตอนในการปฏิบัติ และสิ่งที่จะยืนยันได้อย่างดีที่สุดตอนนี้ก็คือ เราจะดำเนินการทุกอย่างโดยยึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนของประเทศชาติเป็นเป้าหมายสำคัญ ต้องกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง และขอแสดงความยินดีกับพรรคการเมืองทุกพรรค ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้รับชัยชนะในแต่ละเขต ทั้ง 400 เขต รวมไปถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่ออีก 100 ท่าน ขอแสดงความยินดีจากใจจริง แล้วก็หวังว่าพวกเราทุกคนก็จะมาร่วมกันทำงานรับใช้ชาติบ้านเมืองอย่างเต็มกำลังความสามารถเช่นกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทไหน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/128146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_IngoHqZN-ryUxCLv2WRa

  • โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจรอรัฐบาลใหม่แก้ไข

    โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจรอรัฐบาลใหม่แก้ไข

    ผ่านพ้นการเลือกตั้งใหญ่ให้ต้องลุ้น ต้องรอกันอีกครั้ง โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาล จับขั้วการเมือง ซึ่งจะส่งให้แคนดิเดตคนใดคนหนึ่ง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ

    นับถอยหลังจากการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อเดือน พ.ค. 2566 ราว 2 ปี 9 เดือน ประเทศไทยผ่านมือนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 คน หมุนเวียนกันเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ผ่านมาบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า ราชการแผ่นดินไม่ใช่สนามลองของ ไม่ว่าจะผิดหรือถูก นายกรัฐมนตรีและทีมของเขามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ โดยเฉพาะเมื่อบรรยากาศ สภาพการณ์ ปากท้องไม่เป็นใจ ประชาชนพร้อมโกรธเกรี้ยวได้ทุกเมื่อ

    “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ขอรวบรวมปัญหา ภารกิจ โจทย์เศรษฐกิจที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาสะสาง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ ไม่มีเรื่องไหนง่าย

    นายกรัฐมนตรีที่คุมความเสี่ยงได้จริง

    ภารกิจแรกของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือการคุมทิศทางของรัฐบาลผสมให้เป็นรัฐบาลเดียวกัน ไม่ใช่การรวมนโยบายหลายพรรคมาทำพร้อมกัน เพราะความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของรัฐบาลผสม คือการต่อรองทางการเมืองที่ผลักนโยบายต้นทุนสูงเข้ามาเป็นนโยบายรัฐบาลโดยไม่มีกรอบชัดเจน จนภาระงบประมาณบานปลายและกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    ขณะที่ฐานะการคลังของประเทศมีข้อจำกัด หนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 65.7% ของจีดีพี ใกล้เพดานที่ 70% และเศรษฐกิจเติบโตเพียงประมาณ 2% ต่อปี พื้นที่การใช้จ่ายของรัฐจึงมีจำกัดกว่าที่ผ่านมา หากการใช้จ่ายขยายตัวเร็วเกินไป รัฐอาจต้องกู้เพิ่ม ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น และงบลงทุนที่จำเป็นต่อการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาวจะถูกเบียดออกไป

    การตัดสินใจสำคัญของนายกรัฐมนตรี จึงอยู่ที่การตั้งกรอบวินัยทางการคลังว่าอะไรทำก่อน อะไรทำหลัง อะไรไม่ควรทำในสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะนโยบายที่สร้างภาระระยะยาวหรือบิดเบือนกลไกตลาด หากไม่กล้าชะลอหรือปรับรูปแบบ นโยบายระยะสั้น จะกลายเป็นต้นทุนระยะยาวของทั้งประเทศ นายกรัฐมนตรียังต้องจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลให้สมดุลระหว่างการดูแลปากท้องวันนี้ กับเสถียรภาพเศรษฐกิจวันหน้า ช่วยเหลือได้แต่ต้องอยู่ในกรอบที่คุมต้นทุนได้ และไม่ทำให้ระบบการคลังเสียสมดุล

    สุดท้ายประเทศต้องการนายกรัฐมนตรีที่กล้าพูดความจริง กล้าตัดสินใจ และคุมเกมได้ เพราะในเวลาที่เศรษฐกิจเปราะบาง ผู้นำที่สำคัญที่สุดไม่ใช่คนที่ให้มากที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ประเทศ “ไม่พลาด” ในเรื่องการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    งานหินอุตสาหกรรมต้องปรับโครงสร้างให้ได้

    แม้ได้ชื่อว่าเป็นกระทรวงเกรดซี  แต่งานของ รมว.อุตสาหกรรมไม่หมูและเป็นงานเชิงโครงสร้างที่สำคัญอย่างยิ่งยวด มีวาระเร่งด่วนที่ไม่มีช่วงฮันนีมูน เพราะต้องเข้ามาเข้ารีสตาร์ตความสามารถแข่งขันของไทย ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น 1.เร่งพลิกฟื้นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม

    (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม (CapU) ให้กลับมาเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ เพราะ MPI หดตัวต่ำกว่าศักยภาพการผลิตของประเทศไทยมานานหลายปี ขณะที่ CapU ต่ำกว่าระดับคุ้มทุนในหลายอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งซื้อแต่ไม่กล้าลงทุนเพิ่ม เพราะต้นทุนการผลิตยังมีความผันผวน ทั้งจากค่าเงินบาทและภาษีสหรัฐฯ

    2.ปลดล็อกเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น 3.กำหนดมาตรการ รับมือสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามากัดกินสินค้าไทย เกิดการตัดราคา ทำลายโครงสร้างการผลิตในประเทศ โรงงานไทยต้องปิดกิจการ และ 4.ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่ New S-Curve+Green Industry โจทย์ใหม่ในยุคที่โลกไม่ได้ต้องการของถูกอย่างเดียว แต่ต้องการสินค้าสะอาด-มีเทคโนโลยี-ตรวจสอบแหล่งที่มาได้

    ตั๋วร่วม-พระราม 2 เรื่องสยองที่คมนาคม

    ที่กระทรวงคมนาคม นโยบาย “ตั๋วร่วม” คือสิ่งที่เจ้ากระทรวงคนใหม่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด นโยบาย “ตั๋วร่วม” เดินหน้าได้เมื่อไร จะส่งผลให้การเดินทางโดยใช้รถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ ใช้บัตรใบเดียวชำระค่าโดยสารในราคาเหมาจ่ายต่อวัน ช่วยทำให้ราคาลดลง ลดภาระคนทำงานในกรุงเทพและปริมณฑลที่มีภาระค่าเดินทางแพงหูฉี่

    ไม่ว่าใครเข้ามา เชื่อว่ามีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการแก้ปัญหาค่าโดยสารราคาแพงให้จงได้ ส่วนจะเป็นในรูปแบบใด ต้องรอลุ้นว่าพรรคไหนจะได้เจาะไข่แดง

    และอีกเรื่องที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้ นั่นคือความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างถนนพระราม 2 ซึ่งเจ้ากระทรวงคนใหม่ต้องเข้ามาสะสางปัญหาต่อให้จบ โดยรัฐบาลก่อนหน้าเคยประกาศว่าขอให้ชาวบ้านทนอีกหน่อย หลังกลางปี 2569 จะไม่มีก่อสร้างบนถนนพระราม 2 อีกแล้ว รัฐมนตรีใหม่เข้ามาน่าจะต้องถูกกดดันต่อ

    ขุมทรัพย์พลังงานรอสานต่อแบบจุกๆ

    เลาะเลียบมาแถวถนนวิภาวดีรังสิต จอดป้ายที่กระทรวงพลังงาน ทำเลที่นักการเมืองจ้องตาเป็นมัน แม้มีงบประมาณหมุนเวียนระดับแค่ 3,000-4,000ล้านบาทต่อปี แต่ขุมทรัพย์ที่แฝงเร้นอยู่นับว่าเอกอุ

    รมว.พลังงานคนใหม่จะต้องเข้ามาผลักดันเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ผ่านการเดินหน้าเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยต้องผลักดันให้เกิดการประกาศผลผู้ได้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (รอบที่ 25) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ต้องอนุมัติ รวมถึงเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 26 บริเวณทะเลน้ำลึก โดยคาดว่าจะเปิดการสำรวจได้จริงในช่วงปลายปี 2569 และยังต้องเตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่พิจารณาต่ออายุสัมปทาน พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) ซึ่งใกล้จะหมดอายุสัมปทานในปี 2572

    2.เร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ของประเทศไทย ฉบับใหม่ให้เสร็จ หลังจากมีการปรับปรุงร่างแผนพีดีพีมาหลายครั้ง โดยต้องพิจารณาเรื่องการแห่เข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในประเทศไทย ที่เพิ่มการใช้ไฟมหาศาล การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์

    ของไทยในปี 2593 และ 3.ต้องเร่งอนุมัติจัดสรรงบประมาณ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งแต่ปี 2568 วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการคัดกรองโครงการ ส่วนงบปี 2569 วงเงิน 9,000 ล้านบาท เป็นอำนาจเต็มไม้เต็มมือของ รมต.ใหม่

    คลังชงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปุ๊บปั๊บ

    ส่วนที่กระทรวงใหญ่ งานเยอะอย่างกระทรวงการคลัง คาดว่าสิ่งที่ รมว.คลังคนที่กำลังจะมา ต้องเดินหน้าลุยสถานเดียว คือการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบรวดเร็ว กระตุกเศรษฐกิจไทยให้เติบโตกว่าที่คาดการณ์ที่ต่ำสุด 1.5% ให้ได้ เรื่องนี้ทีมงานกระทรวงการคลังได้ศึกษานโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคการเมืองไว้เบื้องต้นแล้ว รอแค่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล มาปุ๊บอัดฉีดปั๊บ ไพร่ฟ้าจะได้หน้าใส อารมณ์ดี

    นอกจากนั้นยังน่าจะต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างหรือปฏิรูปภาษี ที่ต้องถูกเสนอให้ตัดสินใจแน่ๆ คือการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งบรรจุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลางแล้ว ส่วนจะปรับขึ้นครั้งเดียว จาก 7% เป็น 10% หรือจะทยอยปรับเป็นขั้นบันได จาก 7% เป็น 8.5% เพื่อให้มีผลในปีงบประมาณ 2570 ท่านรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ

    เช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีทอง ภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อจดทะเบียนธุรกิจทองคำ เนื่องจากการค้าขายผ่านออนไลน์ ยังไม่มีการกำกับดูแล และอาจช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาท รวมถึงป้องกันการฟอกเงินของธุรกิจสีเทาด้วย

    ดีอีล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าแก๊งสแกมเมอร์

    ตามล้างตามผลาญกันมาหลายยุค หลายรัฐมนตรี ท่าน รมว.ดีอีคนใหม่หนีไม่พ้นภารกิจปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ โจรไซเบอร์ ต่อแบบห้ามพัก

    นอกจากการกระชับพื้นที่ บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ติดตามให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันแล้ว กระทรวงดีอียังมีหน้าที่ออกกฎหมาย ปรับปรุงให้เท่าทันกับกลเม็ดเด็ดพรายที่เปลี่ยนรายวันของแก๊งโจร ที่ รมต.ใหม่ต้องเข้ามาเจอและตัดสินใจว่าจะสานต่อหรือไม่ คือการพยายามออกกฎหมายที่ทำให้รัฐไทยสามารถตอบโต้กับแก๊งโจรได้บ้าง หากโดนแฮ็กมา จะมีทีมแฮ็กกลับ อันเป็นไอเดียของ รมต.คนก่อนหน้า

    นอกเหนือจากการเดินหน้ายกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้ครอบคลุมต่อไป เพราะยังมีเหยื่อภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟป่า ดินถล่ม แม้กระทั่งฝุ่นพิษ ไม่ได้รับการแจ้งเตือนเพราะหล่นหายไปจากการเข้าถึงเทคโนโลยี ตลอดจนงานยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้บังเกิด อย่างโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service : GDCC) ที่ทำให้งบประมาณปี 2569 ของกระทรวงดีอีปูดขึ้นมาแตะ 10,000 ล้านบาท

    “ภาษีสหรัฐฯ-ราคาพืชผล” สาละวนที่พาณิชย์

    งานด่วนงานแรกๆที่กระทรวงพาณิชย์หนีไม่พ้นการเตรียมมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก โดยเฉพาะจากภาคตะวันออกที่กำลังจะออกสู่ตลาดในอีก 1-2 เดือน และภาคใต้ที่จะออกหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง รวมทั้งผลไม้ชนิดอื่น และพืช 3 หัว คือ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่

    นอกจากฝั่งรายได้เกษตรกรแล้ว ฝั่งผู้บริโภคยังรอมาตรการลดค่าครองชีพในภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงนี้ สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือการเจรจาจัดทำความตกลงว่าด้วยภาษีต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART Text) ที่ทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเป้าหมายให้เสร็จตั้งแต่สิ้นปี 2568 แต่ขณะนี้ยังไม่เสร็จ

    รัฐมนตรีใหม่ยังต้องตัดสินใจจะเอาอย่างไรต่อกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทยที่ยังคั่งค้าง เช่น FTA ไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), ไทย-ศรีลังกา, ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) และไทย-ภูฏาน ซึ่งตั้งเป้าหมายมีผลใช้บังคับภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มแต้มต่อการค้า การลงทุนไทย ตลอดจนการเร่งเยียวยาผู้ส่งออกและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และกรณีเมียนมาปิดด่านการค้าแม่สอด-เมียวดี รวมทั้งการเร่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหานอมินี ธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย และสินค้านำเข้าไร้คุณภาพ ที่รัฐมนตรีใหม่ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน

    โจทย์ใหญ่ปลุกความคึกคักหุ้นไทย

    การที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำไม่ถึง 2% ต่ำกว่าปีก่อนหน้า ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯถูกจำกัดหรือมีกำไรลดลง กดดันผลตอบแทนและดัชนีตลาดหุ้นไทย ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจในการลงทุนหรือไม่มีแรงจูงใจในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

    ประกอบกับปัจจัยต่างประเทศที่ยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง ทั้งการเก็บภาษีจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้า ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ จะส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งตลาดหุ้นไทยผันผวนสูง ท่ามกลางสภาพคล่องลดลง เห็นจากปี 2568 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายวัน SET+mai ลดลง 22.7% จากปี 2567 เหลือวันละ 31,400 ล้านบาท ดัชนีสิ้นปีปิด 1,259.67 จุด (ลดลง 10% จากสิ้นปี 2567) จากในอดีตที่ตลาดหุ้นไทยเคยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยวันละ 60,000-70,000 ล้านบาท สภาพคล่องที่หายไปทำให้ “หุ้นดีขึ้นยาก หุ้นเล็กยิ่งผันผวน”

    และที่สำคัญคือ ผลของคดีทุจริตในอดีตที่เกิดขึ้นจากผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนครั้งแล้วครั้งเล่า กัดกร่อนความเชื่อมั่นธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในตลาดทุน แม้จะมีความพยายามในการแก้ไข เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา รัฐบาลใหม่ก็ยังมีภาระหน้าที่ต้องทำต่อไป เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับมาสดใสเสียที.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2912919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dMWo6Gjb9lGp5XpVrJoCQ

  • ผลโพลเดลินิวส์ X มติชน เลือกตั้ง 69 รอบ3 “พรรคประชาชน” มาแรงกวาดเรียบทั้ง สส.บัญชีรายชื่อ-สส.แบ่งเขต | เดลินิวส์

    ผลโพลเดลินิวส์ X มติชน เลือกตั้ง 69 รอบ3 “พรรคประชาชน” มาแรงกวาดเรียบทั้ง สส.บัญชีรายชื่อ-สส.แบ่งเขต | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 8 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงาน ผลโพลเดลินิวส์และเครือมติชน ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “เดลินิวส์Xมติชน โพลเลือกตั้ง 2569 ฟังเสียงคนไทย” โดยทำการสำรวจผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดของสื่อเดลินิวส์และเครือมติชนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 – 6 ก.พ.69 ที่ผ่านมา และได้เก็บรวบรวมไว้จนกว่าการเลือกตั้งสิ้นสุด หลังปิดหีบบัตรเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยโพลครั้งที่ 3 สำรวจความคิดเห็นแบ่งเป็น 3 ข้อ คือ 1. ท่านจะเลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใด 2.ท่านจะเลือก สส.ระบบเขตจากพรรคการเมืองใด และ 3.ท่านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

    พรรคส้ม”มาแรงนำโด่ง

    ผลสำรวจออกมาดังนี้ รายละเอียดคะแนนนิยมภาพรวมทั้งประเทศ “สส.ระบบบัญชีรายชื่อ” อันดับ1. พรรคประชาชน 49.4% อันดับ2. พรรคเพื่อไทย 37.1%, อันดับ3. พรรคภูมิใจไทย 4.9%, อันดับ4. พรรคประชาธิปัตย์ 3.5%, อันดับ5. ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1.6%, อันดับ6. พรรคเศรษฐกิจ 0.6%, อันดับ7. พรรครวมไทยสร้างชาติ 0.5% และพรรคกล้าธรรม 0.5%, อันดับ8. พรรคไทยภักดี 0.4%, อันดับ9. พรรคประชาชาติ 0.3% และพรรคเสรีรวมไทย 0.3%, อันดับ10. พรรคไทยสร้างไทย 0.2% และพรรคไทยก้าวใหม่ 0.2%, อันดับ11. พรรคพลังประชารัฐ 0.1%, พรรคโอกาสใหม่ 0.1%, พรรคประชาธิปไตยใหม่ 0.1%, พรรคเป็นธรรม 0.1%, พรรคปวงชนไทย 0.1% ,อันดับ12. พรรคไทยธรรม 0.0% และ พรรครักชาติ 0.0%

    ทั่วไทย88.6%“เห็นชอบ”แก้รธน.

    สำหรับผลคะแนนนิยม “สส.ระบบเขต” อันดับ1. พรรคประชาชน 48.9%, อันดับ2.พรรคเพื่อไทย 36.6%, อันดับ3.พรรคภูมิใจไทย 5.7%, อันดับ4.พรรคประชาธิปัตย์ 3.4%, อันดับ5.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.4%, อันดับ6.พรรคกล้าธรรม 0.8%, อันดับ7.พรรคประชาชาติ 0.5%, อันดับ8.พรรคเศรษฐกิจ 0.4%, พรรครวมไทยสร้างชาติ 0.4%, อันดับ9.พรรคไทยภักดี 0.2%, พรรคพลังประชารัฐ 0.2%, พรรคไทยก้าวใหม่ 0.2%, อันดับ10.พรรคไทยสร้างไทย 0.1%, พรรคโอกาสใหม่ 0.1%, พรรคประชาธิปไตยใหม่ 0.1%, พรรคเสรีรวมไทย 0.1% และ อันดับ11.พรรคปวงชนไทย 0.0%

    ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นในประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้ตอบแบบสำรวจความเห็นระบุว่า เห็นชอบ 88.6% ไม่เห็นชอบ 8.9% ไม่แสดงความคิดเห็น 2.6%

    เมืองกรุงภาคกลาง”ลุ้นกันสนุก

    ขณะเดียวกัน โพลเดลินิวส์Xมติชน ยังได้แยกข้อมูลสำรวจความนิยมของแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ ออกมาให้เห็น ไล่ตั้งแต่พื้นที่ “กรุงเทพมหานคร” สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.ประชาชน 58.9.% อันดับ2.เพื่อไทย 33.4%, อันดับ3.ภูมิใจไทย 3.2 %, อันดับ4.ประชาธิปัตย์ 2.5%, และอันดับ5. ไม่ประสงค์ลงคะแนน 0.6% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1.ประชาชน 58.9.% อันดับ2.เพื่อไทย 33.4%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 2.9 %, อันดับ4.ประชาธิปัตย์ 2.8%, และอันดับ5. ไม่ประสงค์ลงคะแนน 0.8% สำหรับ “ลงประชามติ”จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 93.1%, ,ไม่เห็นชอบ 6%, และไม่แสดงความเห็น 0.8%

    ภาคกลาง สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.ประชาชน 52.4% อันดับ2.เพื่อไทย 33.7%, อันดับ3.ภูมิใจไทย 6.4 %, อันดับ4.ประชาธิปัตย์ 2.5%, และอันดับ5. ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1.4% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1.ประชาชน 52.8.% อันดับ2.เพื่อไทย 32.8%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 7. %, อันดับ4.ประชาธิปัตย์ 2.6%, และอันดับ5. ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.3% สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 88%, ,ไม่เห็นชอบ 8.7%, และไม่แสดงความเห็น 3.3%

    เหนืออีสาน”เพื่อไทยไล่บี้แซง

    ภาคเหนือ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.เพื่อไทย53.4% อันดับ2.ประชาชน36.8%, อันดับ3.ภูมิใจไทย 3.0 %, อันดับ4.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.5. อันดับ5.กล้าธรรม 1.5%, และอันดับ 6. ประชาธิปัตย์1.0% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1. เพื่อไทย53.3 % อันดับ2.ประชาชน35.9%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 2.8 %, 4.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.5% อันดับ5.กล้าธรรม 1.5%, และอันดับ 6. ประชาธิปัตย์1.0% สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 91.7%, ,ไม่เห็นชอบ 5.7%, และไม่แสดงความเห็น 2.6%

    ภาคอีสาน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.เพื่อไทย48.3% อันดับ2.ประชาชน 40 %, อันดับ3.ภูมิใจไทย 4.2 %, อันดับ 4. ประชาธิปัตย์ 4.0%,อันดับ และ5.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1.7 ส่วน “สส.เขต” อันดับ1. เพื่อไทย 48.5 % อันดับ2.ประชาชน38.2%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 5.7 %, 4.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.7% และอันดับ5.ประชาธิปัตย์ 1.4%, สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 89.6%, ,ไม่เห็นชอบ 7.5%, และไม่แสดงความเห็น 2.9%

    ตะวันออกตะวันตก”ขับเคี่ยวเดือด

    ภาคตะวันออก สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.ประชาชน 53 % อันดับ2.เพื่อไทย 38.8%, อันดับ3.ภูมิใจไทย 4.7 %, อันดับ4.ไทยภักดี 0.6% ,พลังประชารัฐ0.6% และไม่ประสงค์ลงคะแนน 0.6% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1.ประชาชน 52.1% อันดับ2.เพื่อไทย 38.2%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 5.7%, อันดับ4.พลังประชารัฐ 1.6% และ อันดับ5.ประชาธิปัตย์ 0.6%, สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 91.5%, ,ไม่เห็นชอบ 7.9%, และไม่แสดงความเห็น 0.6%

    ภาคตะวันตก สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.ประชาชน 51.4% อันดับ2.เพื่อไทย 27.6.%, อันดับ3.ภูมิใจไทย 9.3 %, อันดับ4.ประชาธิปัตย์ 3.3% อันดับ5.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.8% อันดับ6.รวมไทยสร้างชาติ 1.4% อันดับ7.เสรีรวมไทย0.9% ไทยภักดี 0.9 % และเศรษฐกิจ 0.9% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1.ประชาชน 48.6% อันดับ2.เพื่อไทย 25.2%, อันดับ3. ภูมิใจไทย 12.6% อันดับ4.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 4.7% อันดับ 5.ประชาธิปัตย์ 2.8% อันดับ6.กล้าธรรม 2.3% และอันดับ 7. เศรษฐกิจ 1.9% สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 79.4%, ,ไม่เห็นชอบ 15.4%, และไม่แสดงความเห็น 5.1%

    ปักษ์ใต้”ฟ้าทวงคืนพื้นที่

    ภาคใต้ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ อันดับ1.ประชาชน 47.9 % อันดับ2.ประชาธิปัตย์ 18.5%, อันดับ3.เพื่อไทย 12.9%, อันดับ4.ภูมิใจไทย 8.6 % ,อันดับ5.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 3.6%, อันดับ6.ประชาชาติ 2.1 % , อันดับ7.รวมไทยสร้างชาติ 1.9 % ,อันดับ8.เสรีรวมไทย 0.9 % และกล้าธรรม 0.9% ส่วน “สส.เขต” อันดับ1.ประชาชน 47 % อันดับ2.ประชาธิปัตย์ 17 %, อันดับ 3.เพื่อไทย 10.7%, อันดับ4. ภูมิใจไทย 11 %, อันดับ5.ไม่ประสงค์ลงคะแนน 6.4% ,อันดับ6.ประชาชาติ 2.8 % และกล้าธรรม 1.7 % สำหรับลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เห็นชอบ 71.2%, ,ไม่เห็นชอบ 23.6%, และไม่แสดงความเห็น 5.2%.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5581477/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35GiLuMuMDOCO_V_L3djxR

  • รวบคนร้ายแสบหลอกขายทัวร์ทิพย์เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมลวงทำงานเกาหลีใต้ พบคดีติดตัวเพียบ

    รวบคนร้ายแสบหลอกขายทัวร์ทิพย์เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมลวงทำงานเกาหลีใต้ พบคดีติดตัวเพียบ

    รวบคนร้ายแสบหลอกขายทัวร์ทิพย์เที่ยวญี่ปุ่น พร้อมลวงทำงานเกาหลีใต้ พบคดีติดตัวเพียบ

    กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พร้อม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.5 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นายตุล (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาคดี “ฉ้อโกง” และมีหมายจับติดตัว รวม 8 หมายจับ โดยจับกุมได้บริเวณลานจอดรถคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ถนนสุขสวัสดิ์-พระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

    สืบเนื่องจากสำนักงานจัดหางานจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ว่าถูกนายตุล (นามสมมุติ) หลอกลวงว่าสามารถจัดส่งไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลีได้ ในตำแหน่งงานต่าง ๆ เช่น โรงงาน งานสวน และงานอื่น ๆ โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว รวมถึงค่าเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นเงินทั้งสิ้น 100,000 บาท เชื่อว่านายตุล (นามสมมุติ) สามารถจัดส่งไปทำงานตามที่กล่าวอ้างได้จริง จึงได้จ่ายเงินเป็นค่ามัดจำ เป็นเงิน 50,000 บาท โดยจ่ายไปเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2566 หลังจากที่จ่ายเงินมัดจำแล้ว นายตุล (นามสมมุติ) ไม่สามารถจัดส่งไปทำงานตามที่ตกลงไว้ ผู้เสียหายได้เข้าร้องทุกข์กับทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อได้ตรวจสอบประวัติผ่านระบบ ปรากฏว่านายตุล (นามสมมุติ) ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ และไม่ได้จดทะเบียนเป็นลูกจ้าง หรือตัวแทนของบริษัทจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศแต่อย่างใด ทางจังหวัดอำนาจเจริญ จึงมอบให้ผู้เสียหาย เข้าแจ้งความกับตำรวจ

    โดยผู้เสียหายเข้าแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก แชตไปหาคนร้าย เพื่อขอซื้อทัวร์ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ตามคำแนะนำของเพื่อนผู้กล่าวหา โดยพบว่าคนร้าย ประกาศรับจัดท่องเที่ยวในประเทศ ต่างประเทศ สำรองตัวเครื่องบินทุกประเภท รับทำวีซาประกาศเป็นสาธารณะให้บุคคลทั่วไปให้ทราบ จึงสนใจไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น และต้องการไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วย ซึ่งคนร้ายคิดค่าท่องเที่ยวในราคา 40,000 บาท ส่วนค่าทำงานในราคา 60,000 บาท โดยให้ผู้กล่าวหาจ่ายค่าท่องเที่ยวไปก่อน จำนวน 40,000 บาท และโอนเงินให้กับคนร้ายไป ก่อนจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยไปพบคนร้ายที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ ซึ่งผู้กล่าวหาเชื่อว่าเป็นคนร้ายในคดีนี้รอผู้กล่าวหาอยู่ ในระหว่างพบกันนายตุล (นามสมมุติ) ได้เทรนภาษาอังกฤษให้กับผู้กล่าวหา และนัดขึ้นเครื่องในวันที่ 22 มีนาคม 2566 เมื่อถึงกำหนดวันบินไปประเทศญี่ปุ่น ปรากฏว่าไม่ใด้ไป ทางสายการบินไทยปฏิเสธโดยแจ้งให้ผู้กล่าวหาทราบว่า มีการจองเที่ยวบินจริง แต่ไม่ได้มีการชำระเงิน ทางสายการบินฯ จึงได้ยกเลิกเที่ยวบินเมื่อผู้กล่าวหาสอบถามไปยังนายตุล (นามสมมุติ) แล้ว ทางนายตุล (นามสมมุติ) อ้างว่าลูกทัวร์ไม่พร้อม ขอเลื่อนไปก่อน จึงขอยกเลิกและขอเงินคืน แต่นายตุล (นามสมมุติ) ไม่ยอมคืนเงินให้และขอผลัดผ่อนเรื่อยมา ผู้กล่าวหาเชื่อว่าถูกหลอกลวง จึงเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับนายตุล (นามสมมุติ)

    ต่อมาตำรวจกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม  ได้ทำการสืบสวนทราบว่า นายตุล (นามสมมุติ) ได้หลบหนีมาพักอาศัย อยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่ง ถนนสุขสวัสดิ์-พระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร จึงได้ไปตรวจสอบจับกุมตัว นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง  เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป สอบถามผู้ต้องหาให้การเบื้องต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/66237&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I9GSk2nACc53lhlg5f1ja

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 9 กุมภาพันธ์ 2569

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 9 กุมภาพันธ์ 2569

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fCQysr5wxxqcg4PGC7l4V

  • “คุณหญิงสุดารัตน์” แถลงขอบคุณทุกคะแนนเสียง ย้ำจุดยืนไทยสร้างไทยเดินหน้าการเมืองสุจริต

    “คุณหญิงสุดารัตน์” แถลงขอบคุณทุกคะแนนเสียง ย้ำจุดยืนไทยสร้างไทยเดินหน้าการเมืองสุจริต

    “คุณหญิงสุดารัตน์” แถลงขอบคุณทุกคะแนนเสียง ย้ำจุดยืนไทยสร้างไทยเดินหน้าการเมืองสุจริต พร้อมส่งต่อแนวคิด การดูแลผู้สูงวัยด้วยบำนาญ3,000บาท แก้รัฐธรรมนูญเพิ่มอำนาจ 50,000 รายชื่อถอนถอนนักการเมืองทุจริต และ ป.ป.ช.ภาคประชาชน

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นำทีมแถลงข่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่มอบคะแนนเสียงไว้วางใจให้ทั้งในระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ โดยยืนยันว่าทุกคะแนนคือพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนพรรคให้เดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนตามอุดมการณ์การเมืองสุจริตที่ตั้งไว้ พร้อมเน้นย้ำความต้องการเห็นประเทศไทยดีขึ้นด้วยการสร้างโอกาสให้คนตัวเล็กและคนรุ่นใหม่ได้มีที่ยืนในสังคมอย่างมั่นคง

    ในส่วนของทิศทางการทำงานต่อจากนี้ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยระบุว่าพรรคยังคงมุ่งมั่นรักษาและต่อยอดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุผ่านนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท เพื่อรองรับการเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้เพียงพอในการดำรงชีพและลดภาระลูกหลาน ซึ่งถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน แม้จำนวนเสียงในครั้งนี้อาจไม่มากพอที่จะเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคมีความยินดีและพร้อมที่จะส่งต่อแนวคิดและรายละเอียดของชุดนโยบายเหล่านี้ให้กับรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อนำไปสานต่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

    นอกจากนี้ยังชูประเด็นการปราบปรามการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ โดยเปรียบว่าการคอร์รัปชันคือมะเร็งร้ายที่ทำลายเศรษฐกิจและเป็นต้นเหตุของความยากจน พรรคไทยสร้างไทยจึงยืนยันที่จะเดินหน้าเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเพื่อเพิ่มอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ประชาชน 50,000 รายชื่อ สามารถลงมติถอดถอนนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันได้

    รวมถึงการผลักดันให้มี ป.ป.ช. ภาคประชาชน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรอิสระที่ขาดประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการเมืองไทยที่ประชาชนต้องมีอำนาจในการตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจรัฐได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงแค่ในวันเลือกตั้งเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/276452&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw188wUZpssn0XFKBJsDTVpe