Blog

  • เมื่อการเมืองทำเราใจสลาย โอกาสหัวใจวายก็เพิ่มขึ้น สถิติชี้ หลังเลือกตั้งผู้ป่วยโรคหัวใจมักเพิ่มขึ้น

    เมื่อการเมืองทำเราใจสลาย โอกาสหัวใจวายก็เพิ่มขึ้น สถิติชี้ หลังเลือกตั้งผู้ป่วยโรคหัวใจมักเพิ่มขึ้น

    หลังจากปิดหีบเลือกตั้ง ค่ำคืนแห่งการนับคะแนนสิ้นสุดลง บ้างเฉลิมฉลองชัยชนะ บ้างผิดหวังกับการพลาดฝันครั้งใหญ่ แต่ไม่ว่าอย่างไรดูเหมือนบทบาทของประชาชนจะเงียบหายไปกับวาระดังกล่าว 

    บรรยากาศการเลือกตั้งที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและความคึกคัก กลับถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดและคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจน การจัดตั้งรัฐบาลที่ดูเหมือนการเจรจาบนหอคอยงาช้าง ยิ่งทิ้งระยะห่างระหว่าง ‘เสียงของประชาชน’ กับ ‘ความเป็นจริงทางการเมือง’ ให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ 

    ในวันที่ผลคะแนนบนหน้าจอไม่ตรงกับภาพฝันของใครหลายคน เสียงของประชาชนจะไร้ความหมายหรือไม่ มวลมหาพลังงานแห่งความตึงเครียดนี้ไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่สร้างบาดแผลทางใจลึกลงไปในชั้นเนื้อ และสามารถ ‘ฆ่า’ เราได้จริง เพราะความตึงเครียดทางการเมืองไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่คือสาเหตุของความเครียดที่นำไปสู่ผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงอยู่แล้ว และตอกย้ำว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัว

    งานวิจัย Arrhythmia Risk During the 2016 US Presidential Election: The Cost of Stressful Politics ในปี 2016 เกี่ยวกับการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างความเครียดทางการเมืองช่วงเลือกตั้งกับอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคหัวใจ พบว่าการเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดอย่างการเลือกตั้ง มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะถึง 77% ในผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ป่วยโรคหัวใจในกลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย 

    แน่นอนว่าตัวการสำคัญของเรื่องนี้คือ ‘ความเครียด’ ที่ปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อเรารู้สึกเครียด โกรธ หรือเสียใจ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมาในปริมาณมาก ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง และเกิดการอักเสบบริเวณหลอดเลือด ซึ่งหากมีความเครียดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน สารสื่อประสาทเหล่านี้จะไปรบกวนการทำงานของระบบไฟฟ้าหัวใจ นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อันตรายถึงชีวิต 

    ขณะที่ในอีกกรณีหนึ่งหากร่างกายแบกรับความเครียดมากเกินไป ความดันโลหิตที่เพิ่งสูงขึ้นจะทำลายแผ่นไขมันบริเวณหลอดเลือด (Plaque Rupture) จนทำให้ลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันภายในอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้เกิดอาการหัวใจวายในหลายกรณี 

    แล้วถามว่าปกติคนเราเครียดหรือจริงจังกับการเมืองมากขนาดไหน ก็ต้องบอกเลยว่ามากกว่าที่คิด ยกตัวอย่างเช่น ผลสำรวจความเครียดประชากรอเมริกันจาก American Psychological Association (APA) ในปี 2024 พบว่า 77% มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของประเทศชาติ โดย 73% ของคนจำนวนนั้นยอมรับว่า สิ่งที่เครียดที่สุดคือ การเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปี 2024 และเมื่อถูกถามต่อว่า หมวดหมู่ข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด 62% ตอบว่าการเมือง รองลงมา 52% เป็นเรื่องสุขภาพ 

    ทีนี้ตัดกลับเข้ามาที่การเมืองบ้านเรา ปัจจุบันคนไทยตึงเครียดเรื่องนี้ขนาดไหน จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลประชากรจำนวน 14,502 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีระดับอารมณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับปกติคิดเป็น 63.39% มีแนวโน้มอารมณ์ปานกลางถึงรุนแรงคิดเป็น 36.61% ขณะที่ 9.91% มีอารมณ์รุนแรงในระดับที่น่ากังวล โดยเพศชายมีแนวโน้มแสดงอารมณ์ทางการเมืองมากกว่าเพศหญิงในระดับรุนแรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเมืองเป็นอย่างมาก จึงปฏิเสธได้ยากว่าความเครียดอันเกิดจากปมปัญหาทางการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว 

    ถึงแม้ความเครียดจากการเมืองค่อนข้างน่ากลัว แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องเพิกเฉยไปกับมัน เพียงแค่เลือกเสพข่าวที่มี ‘คุณภาพ’ จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาไม่ให้มากจนรบกวนเวลาในการทำสิ่งอื่น หันมาโฟกัสกับเรื่องที่ผ่อนคลายบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่หลงลืมอุดมการณ์และสิทธิของตัวเอง เพราะหัวใจที่แข็งแรงคืออาวุธสำคัญที่สุดในการสู้ต่อระยะยาว การเมืองไม่ใช่แข่งวิ่งร้อยเมตร แต่เป็นการแข่งวิ่งมาราธอนที่ต้องดูกันไปยาวๆ ดังนั้นติดตามเรื่องการเมืองแล้ว อย่าลืมติดตามฟังเสียงของหัวใจตนเอง การเมืองยังมีหวังเสมอ ถ้ามีวันพรุ่งนี้ 

    ที่มา:

    https://www.ahajournals.org/doi/full/10.1161/JAHA.120.020559

    https://www.apa.org/pubs/reports/stress-in-america/2024

    https://cvhealthclinic.com/news/the-impact-of-stress-on-your-heart-what-the-science-says/

    https://www.hfocus.org/content/2025/06/34541

    Tags: , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/wisdom-political-stress/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N3Ry1ZQrizAXIFZ9R-EnB

  • ‘คนกรุงเทพฯ’ ไม่มีอยู่จริง วาทกรรม ‘ชนชั้น-ศีลธรรม’ กับดัก ‘หลังเลือกตั้ง’

    ‘คนกรุงเทพฯ’ ไม่มีอยู่จริง วาทกรรม ‘ชนชั้น-ศีลธรรม’ กับดัก ‘หลังเลือกตั้ง’

    หลัง ‘ผลการเลือกตั้ง’ ปรากฏชัด ความตึงเครียดทางการเมืองไม่ได้หยุดอยู่ที่ ‘ตัวเลขคะแนน’ หากแต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่โซเชียลมีเดีย ผ่านการถกเถียง ‘โต้เถียง’ และ ‘กล่าวโทษ’ กันข้ามภูมิภาค หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดคือการหันไปตั้งคำถามและโจมตี ‘คะแนนเสียงจากต่างจังหวัด’  

    โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้สนับสนุน ‘การเมืองฝ่ายเสรีนิยม – ประชาธิปไตย’ ที่มองว่าผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ขณะเดียวกัน ภาพของ ‘คนกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่’ ก็ถูกยกขึ้นมาในฐานะ ‘ผู้เลือกการเมืองใหม่’ เต็มไปด้วยความตื่นรู้ เป็นผู้ก้าวหน้า กว่าโหวตเตอร์กลุ่มอื่นในสังคม 

    วาทกรรมเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมการเมืองไทย หากแต่จะปรากฏชัดขึ้นทุกครั้งหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ผลคะแนนไม่เป็นไปตามความคาดหวังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเปรียบเทียบคุณค่าระหว่าง ‘คนกรุงเทพฯ – คนชนบท’ ถูกผลิตซ้ำอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ความฉลาด ระดับการศึกษา ไปจนถึงความก้าวหน้าและความเข้าใจประชาธิปไตย ราวกับว่าภูมิศาสตร์สามารถกำหนดคุณภาพของพลเมืองได้ 

    อย่างไรก็ตาม การอธิบายการเมืองด้วยกรอบง่ายๆ อย่าง ‘ฉลาด–โง่’ หรือ ‘ตื่นรู้–ล้าหลัง’ อาจเป็นคำตอบที่สะดวก แต่กลับปิดบังโครงสร้างความจริงที่ซับซ้อนบางอย่าง ไม่ว่าจะมิติของเมือง ชนชั้น ระบบเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ  

    การที่ ‘พรรคสีส้ม’ ได้รับคะแนนสูงในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ไม่ได้เกิดจากคุณสมบัติพิเศษของ ‘ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง’ หากเป็นผลสะสมจากโครงสร้างการรวมศูนย์ทรัพยากร โอกาส และอำนาจการตัดสินใจ ที่ทำให้คนบางกลุ่มมีอิสระทางเศรษฐกิจและการเมืองมากกว่าพื้นที่อื่น 

    ในอีกด้านหนึ่ง ความมั่งคั่งที่กระจุกตัวในเมืองใหญ่ก็เปิดพื้นที่ให้คนส่วนน้อยสามารถจัดการการเมืองผ่านเครือข่ายส่วนตัวได้อย่างแนบเนียน ขณะที่ระบบตรวจสอบทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นยังตามไม่ทันความซับซ้อนของอำนาจสมัยใหม่ บริบทเช่นนี้ทำให้คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ ‘ใครเลือกผิด’ แต่คือ โครงสร้างแบบใดที่ทำให้บางเสียงดัง บางเสียงเงียบ และบางพื้นที่ถูกมองข้าม 

    ภาพลวงตา ‘คนกรุงเทพฯ’ กับความจริงของคะแนนเสียง

    ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เต็มไปด้วยอารมณ์และการแบ่งขั้ว จึงชวน ‘รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ’ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ เพื่อมองการเมืองไทยผ่านโครงสร้างเมือง ชนชั้น และวาทกรรมที่ถูกใช้ซ้ำหลังการเลือกตั้งอย่างมีสติ 

    เก่งกิจมองว่า การอธิบายการเมืองผ่านกรอบเหมารวม ไม่เพียงคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง หากยังเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่อันตราย เพราะย้อนกลับมาทำลายความเข้าใจต่อสังคมไทยเอง โดยเฉพาะภาพลวงตาเกี่ยวกับ ‘คนกรุงเทพฯ’ ที่มักถูกทำให้เป็นก้อนเดียวกันทางการเมือง 

    เขายกตัวอย่างด้วยการย้อนดูผลการเลือกตั้งในอดีต โดยเฉพาะ ‘คะแนนแบบบัญชีรายชื่อ’ จะเห็นว่าพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ มีความหลากหลายและซับซ้อนกว่าภาพจำที่ถูกเล่าซ้ำ  

    ในการเลือกตั้งปี 2554 ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในกรุงเทพฯ ราว 1.27 ล้านเสียง ขณะที่ ‘พรรคเพื่อไทย’ ได้ประมาณ 1.2 ล้านเสียง ตัวเลขที่ต่างกันเพียงหลักแสน ไม่ได้สะท้อนภาพการ ‘เทคะแนน’ อย่างเบ็ดเสร็จ 

    เช่นเดียวกับการเลือกตั้งปี 2562 เมื่อ ‘พรรคอนาคตใหม่’ และ ‘พรรคเพื่อไทย’ รวมกันได้คะแนนใกล้เคียงกับ ‘กลุ่มพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม’  ความแตกต่างของคะแนนไม่ได้ห่างไกลจนสามารถสรุปได้ว่าคนกรุงเทพฯ เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเป็นเอกฉันท์ ดังนั้นการมองเพียงผล ‘สส.เขต’ โดยไม่พิจารณาผล ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ จึงเป็นการอ่านการเมืองแบบตัดทอนความซับซ้อนนี้ออกไป  

    “ถ้าเราบอกว่าคนกรุงเทพฯ เลือกพรรคหนึ่งมากกว่าอีกพรรคหนึ่งเล็กน้อย แล้วเราจะได้ข้อสรุปว่าคนกรุงเทพฯ เป็นแบบไหนได้…คงไม่ใช่อย่างนั้น”  

    เก่งกิจตั้งคำถาม พร้อมย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นการเหมาว่า ‘คนกรุงเทพฯ เป็นสลิ่ม’ หรือ ‘คนกรุงเทพฯ ฉลาดกว่า’ ต่างก็เป็น ‘ภาพลวงตา’ ที่ไม่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลจริง 

    “การใช้คำพวกนี้มันอันตรายทางการเมืองอยู่แล้ว เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแต่สลิ่ม กรุงเทพฯ มีประชากรทั้งทะเบียนบ้านและประชากรแฝงรวมสิบล้านคน คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ คือคนจนเมือง”

    — เก่งกิจ กล่าว 

    หนึ่งในแก่นสำคัญที่เก่งกิจพยายามชี้ให้เห็น คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ‘โครงสร้างประชากร’ ของ ‘กรุงเทพมหานคร’ สังคมไทยมักผูกกรุงเทพฯ เข้ากับภาพของ ‘ชนชั้นกลาง’ คนมีการศึกษา และความพร้อมทางเศรษฐกิจ ทั้งที่ในความเป็นจริง กรุงเทพฯ เต็มไปด้วย ‘คนจนเมือง’ และแรงงานอพยพจากภูมิภาคต่างๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 

    แรงงานเหล่านี้จำนวนมากมีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ กลายเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเมืองหลวง เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจเมือง แต่กลับถูกมองข้ามเมื่อมีการพูดถึง ‘คนกรุงเทพฯ’ ในเชิงโวหารทางการเมือง เก่งกิจชี้ว่า หากย้อนดูการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงปี 2552–2553 จะเห็นชัดว่าคนจนเมืองคือ ‘มวลชน’ สำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในกรุงเทพฯ 

    กรุงเทพฯ ไม่ใช่ชนชั้นกลางทั้งเมือง

    สำหรับเก่งกิจ คำว่า ‘คนกรุงเทพฯ’ จึงไม่ใช่คำอธิบายทางสังคม หากแต่เป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’ ที่ถูกใช้เพื่อโยนทั้ง ‘ความดี’ และ ‘ความเลว’ ให้กับกลุ่มคนที่ถูกทำให้เป็นก้อนเดียวกัน วาทกรรมนี้ถูกใช้ทั้งจาก ‘ฝ่ายอนุรักษ์นิยม’ และฝ่ายที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘ประชาธิปไตย’  

    ไม่ว่าจะเป็นการยกย่องว่าคนกรุงเทพฯ ตื่นรู้ ฉลาด เลือกการเมืองใหม่ หรือการโจมตีว่าคนกรุงเทพฯ เห็นแก่ตัว เป็นสลิ่ม ล้วนตั้งอยู่บนตรรกะเดียวกัน คือการลดทอนความหลากหลายของผู้คนลงเหลือเพียงภาพจำที่สะดวกต่อการโต้เถียง 

    เขาเตือนว่า การเมืองแบบนี้ทำให้สังคมติดอยู่กับการแบ่งขั้วอย่างง่าย และหลีกเลี่ยงการทำความเข้าใจโครงสร้างทางสังคมที่แท้จริงของพื้นที่ต่างๆ 

    ในประเด็นเรื่อง ‘การเมืองศีลธรรม’ เก่งกิจมองว่า แม้หลายคนจะพยายามแยกการเมืองออกจากเรื่อง ‘คนดี–คนเลว’ แต่ในความเป็นจริง การเมืองแทบทุกยุคทุกสมัยล้วนผูกโยงกับศีลธรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งอาจอ้างความเข้าใจคนจน ความติดดิน ขณะที่อีกฝ่ายอาจอ้างความโปร่งใส ความไม่เทา หรือการเมืองแบบใหม่ ทั้งหมดล้วนเป็นศีลธรรมคนละชุด ที่ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับจุดยืนของตนเอง 

    ความโกรธหลังเลือกตั้ง : เรื่องปกติของประชาธิปไตย

    สำหรับความโกรธและการด่าทอกันหลังการเลือกตั้ง เก่งกิจมองว่าเป็นเรื่องปกติในทุกสังคมประชาธิปไตย เมื่อผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ผู้คนย่อมหาเหตุผลและเป้าหมายในการระบายอารมณ์ เช่นเดียวกับกรณีของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในสหรัฐอเมริกา ที่แม้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างรุนแรง 

    สิ่งที่ต้องระวังคือการปล่อยให้อารมณ์เหล่านี้ถูกแปรรูปเป็นวาทกรรมดูถูก เหยียด หรือแบ่งแยก ซึ่งอาจย้อนกลับมาบ่อนทำลายฐานสนับสนุนของฝ่ายประชาธิปไตยเองในระยะยาว 

    ในเรื่องการเมืองท้องถิ่นและการใช้เงิน เก่งกิจเสนอให้มองอย่างรอบด้านมากกว่าการเหมารวมว่าเป็น ‘การซื้อเสียง’ เงินมีบทบาทในทุกระบบการเมือง แต่คำถามสำคัญคือ เงินถูกใช้ผ่านโครงสร้างความสัมพันธ์แบบใด ในชนบท ระบบหัวคะแนนและเครือญาติทำงานบนฐานความใกล้ชิด ขณะที่เมืองใหญ่มีโครงสร้างสังคมที่แยกตัวสูง จนแทบไม่เอื้อต่อการซื้อเสียงแบบตรงไปตรงมา 

    ท้ายที่สุด เก่งกิจมองว่าบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ควรจบลงที่การหาคนผิด หากควรถูกใช้เพื่อทำความเข้าใจความจริงของสังคม การเมืองที่หมกมุ่นกับการดูถูกกันไปมา จะไม่ช่วยให้ประชาธิปไตยเดินหน้าได้ 

    “คุณจะโวยวายอะไรก็ได้ แต่คุณทำรัฐประหารไม่ได้ แต่ประเด็นของผมก็คือว่าทั้งหมดนี้มันก็เป็นกิจกรรมทางการเมืองที่โลกของการเมืองมันต่อสู้กันด้วยวิธีการแบบเนี้ย ซึ่งถามว่าผมเห็นด้วยมั้ย ผมไม่เห็นด้วย แต่ถามว่ามันเป็นเช่นนั้นไหม มันก็คงมันก็เป็นเช่นนั้นมาตลอดไม่ใช่หรือ”

    — เก่งกิจ ทิ้งท้าย

    ผู้เขียนขอเสนอมุมคิดว่า เราหากยังหวังเห็น ‘ประชาธิปไตย’ ที่มั่นคง เราจำเป็นต้องเลิกถามว่า ‘ใครตื่นรู้กว่าใคร’ และเริ่มถามว่าโครงสร้างแบบใด จะทำให้คนธรรมดาทุกกลุ่ม มีอำนาจกำหนดอนาคตร่วมกันได้จริง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/bangkokians-donot-really-exist&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZRty8yQ3o3oEC-s1CFx0N

  • ภูมิใจไทยแกนนำตั้งรัฐบาล ดัน SET 1,480 จุด ส่อง 6 กลุ่มหุ้นเด่นรับอานิสงส์

    ภูมิใจไทยแกนนำตั้งรัฐบาล ดัน SET 1,480 จุด ส่อง 6 กลุ่มหุ้นเด่นรับอานิสงส์

    จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ปรากฏชัดว่า พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มกวาดที่นั่งได้เกือบ 200 ที่นั่ง และก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ตลาดหุ้นไทยเริ่มตอบรับเชิงบวกผ่านการสะท้อนราคา (price-in) มาตั้งแต่ช่วงคืนวันเลือกตั้ง

    บล.บัวหลวง ระบุว่า นี่คือสถานการณ์ที่เป็นมิตรกับตลาดทุนมากที่สุด ประเมินดัชนี SET แกว่ง “sideways ไปถึงการปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป” สู่เป้าหมาย 1,450–1,480 จุด 

    เสถียรภาพทางการเมือง กุญแจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน

    สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่คาดการณ์ไว้คือ การจับมือกันระหว่างภูมิใจไทยและเพื่อไทย พร้อมพรรคร่วมรัฐบาลขนาดกลางและเล็ก รวมเสียงสนับสนุนได้ราว 360–370 ที่นั่ง ตัวเลขนี้สะท้อนถึงเสถียรภาพที่สูงกว่ารัฐบาลในปี 2566 ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อ

    • ความรวดเร็วในการเปลี่ยนผ่าน: คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณไม่หยุดชะงัก 
    • เอกภาพทางนโยบาย: ความขัดแย้งในพรรคร่วมที่ต่ำลงจะช่วยให้การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง
    • ความเชื่อมั่นทางมหภาค: ปัจจุบันยังไม่เห็นความเสี่ยงด้านต่ำ (downside) ต่อประมาณการ GDP ไทยปี 2026 ที่ 1.6%

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น (1–3 เดือนแรก)

    รัฐบาลใหม่ถูกคาดหมายว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Stimulus) วงเงินไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท ภายในไตรมาสแรกของการบริหารงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุน GDP ได้ราว 0.1–0.2% และเพิ่มกำไรตลาดหุ้นได้ประมาณ 0.4–0.8% โดยมีนโยบายเรือธงคือ “คนละครึ่ง Plus” เพื่อพยุงกำลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภคระดับแมส (Mass) 

    6 กลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นเด่นที่ได้รับประโยชน์

    จากการวิเคราะห์นโยบายรัฐบาล สามารถแบ่งกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ออกเป็น 6 ธีมหลัก ดังนี้

    1. กลุ่มค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค และการเงิน: ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการลดค่าครองชีพและการกระตุ้นกำลังซื้อ

    หุ้นเด่น: CPAXT, BJC, CRC, CPF, BTG, CBG, OSP, ICHI รวมถึงกลุ่มสินเชื่อรายย่อยอย่าง JMT, MTC, SAWAD, TIDLOR

    2. กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ (Wellness & Soft Power): เน้นยกระดับภาพลักษณ์ประเทศผ่านโครงการขนาดใหญ่ (เช่น Disney Land, F1) และมาตรการ “Travel Well, Get a Rebate” เพื่อเพิ่มวันพักแรมและรายได้ต่อห้อง (ADR)

    หุ้นเด่น: AOT, CENTEL, ERW, AWC, MINT, SPA รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาลและอสังหาริมทรัพย์อย่าง BDMS, BH, SPALI, SIRI 

    3. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: เน้นการลงทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน/PPP และโครงการในนิคมอุตสาหกรรม

    หุ้นเด่น: STECON, CK, GULF, BEM, AMATA, WHA, DELTA 

    4. กลุ่มพลังงานและพลังงานสะอาด: นโยบายที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการค่าไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก

    หุ้นเด่น: BGRIM, GPSC, THCOM, WHAUP, DITTO 

    5. กลุ่มขนส่งและศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub): การผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินและนโยบายคุมค่าโดยสารรถไฟฟ้า

    หุ้นเด่น: AOT, AAV, BA, THAI, SKY, BEM, BTS [5]

    6. กลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ (มาตรการแก้หนี้): นโยบายพักหนี้และเงินกู้ฉุกเฉิน

    หุ้นเด่น: KTB, KKP, TTB, AP, SC, SPALI 

    การปฏิบัติตลาดทุน ดึงเงินออมกลับสู่หุ้นไทย

    นอกเหนือจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจริง รัฐบาลยังมีแนวคิด “ดึงเงินออมกลับเข้าตลาดหุ้นไทย” ผ่านการขยายบทบาทของกองทุนออมแห่งชาติ (TISA) และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจำกัดการไหลออกของเงินทุนไปยังต่างประเทศ (ETF ต่างประเทศ) และสร้าง Ecosystem ของการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น

    การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลที่มีภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพและนโยบายต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่เป็นจุดแข็งหลักของเศรษฐกิจไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737755&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H2-bqG0KKT6p3fz-pDhPf

  • ศรีสะเกษเปิดเส้นทางท่องเที่ยว “หน้าผามรกต” หวังสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    ศรีสะเกษเปิดเส้นทางท่องเที่ยว “หน้าผามรกต” หวังสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    ศรีสะเกษเปิดเส้นทางท่องเที่ยว “หน้าผามรกต” หวังสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายสาธิต พันธุมาศ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยนายวิลัย รสหอม กำนันตำบลปรือใหญ่ และ พ.จ.อ.สุกิจ ปรือปรัก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป อบต.ปรือใหญ่ ผู้แทน นายก อบต.ปรือใหญ่ นำเจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวบริเวณหน้าผามรกต ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เชื่อมโยงกับสวนเสือ ภายในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยบรรยากาศโดยทั่วไปพบว่า พื้นที่ป่ามีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก มองเห็นทิวเขาได้อย่างสวยงาม บริเวณจุดชมวิว เป็นโขดหินที่เรียงรายเป็นธรรมชาติ ทอดยาวกว่า 200 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถเลือกจุดชมวิว ถ่ายภาพ ได้หลายจุด หลายมุมมอง เชื่อว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ให้เป็นที่นิยมได้อย่างแน่นอน

    นายสาธิต กล่าวว่า หน้าผาดังกล่าว เดิมชื่อ ผาฉลุย เพาะมองทิวทัศน์ ทัศนียภาพได้อย่างฉลุย ต่อมาทางชุมชนและชาวบ้าน ได้เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า “ผามรกต” ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เนื้อที่ประมาณกว่า 237,500 ไร่ อยู่ในพื้นที่ ต.ปรือใหญ่ อ.ขุขันธ์ ต่อเขต ต.กันทรอม อ.ขุนหาญ ซึ่งเรากำลังร่วมกันกับชุมชนผลักดันพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้ในเรื่องสัตว์ป่า รวมทั้งทิวทัศน์ ระบบนิเวศน์ที่สวยงาม และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ผ่านยอดเขาพระวิหาร และภูมะเขือ รวมถึงชมทะเลหมอก ซึ่งมีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งไม่แพ้ที่ใดในเขตอีสานใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000013567&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uGtnd9QYnbzGMjH5v13QR

  • ศรีสะเกษเปิดเส้นทางท่องเที่ยว “หน้าผามรกต” หวังสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    ศรีสะเกษเปิดเส้นทางท่องเที่ยว “หน้าผามรกต” หวังสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    ศรีสะเกษเปิดเส้นทางท่องเที่ยว “หน้าผามรกต” หวังสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายสาธิต พันธุมาศ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยนายวิลัย รสหอม กำนันตำบลปรือใหญ่ และ พ.จ.อ.สุกิจ ปรือปรัก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป อบต.ปรือใหญ่ ผู้แทน นายก อบต.ปรือใหญ่ นำเจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวบริเวณหน้าผามรกต ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เชื่อมโยงกับสวนเสือ ภายในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยบรรยากาศโดยทั่วไปพบว่า พื้นที่ป่ามีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก มองเห็นทิวเขาได้อย่างสวยงาม บริเวณจุดชมวิว เป็นโขดหินที่เรียงรายเป็นธรรมชาติ ทอดยาวกว่า 200 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถเลือกจุดชมวิว ถ่ายภาพ ได้หลายจุด หลายมุมมอง เชื่อว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ให้เป็นที่นิยมได้อย่างแน่นอน

    นายสาธิต กล่าวว่า หน้าผาดังกล่าว เดิมชื่อ ผาฉลุย เพาะมองทิวทัศน์ ทัศนียภาพได้อย่างฉลุย ต่อมาทางชุมชนและชาวบ้าน ได้เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า “ผามรกต” ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เนื้อที่ประมาณกว่า 237,500 ไร่ อยู่ในพื้นที่ ต.ปรือใหญ่ อ.ขุขันธ์ ต่อเขต ต.กันทรอม อ.ขุนหาญ ซึ่งเรากำลังร่วมกันกับชุมชนผลักดันพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้ในเรื่องสัตว์ป่า รวมทั้งทิวทัศน์ ระบบนิเวศน์ที่สวยงาม และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ผ่านยอดเขาพระวิหาร และภูมะเขือ รวมถึงชมทะเลหมอก ซึ่งมีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งไม่แพ้ที่ใดในเขตอีสานใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000013567&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xsRZvyPcrc1QSz8HrbuDf

  • ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    “ตรุษจีน” ซึ่งปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ ถือเป็นเทศกาลสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีน และคนจีนทั่วโลก ที่สืบทอดประเพณีมาอย่างยาวนาน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าบรรยากาศในช่วงตรุษจีน ปี 2569 นี้ จะมีความคึกคักส่งผลให้มีเงินสะพัดกว่า 51,787 ล้านบาท จากการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการท่องเที่ยว

    โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ตลอด 10 วัน (13-22 ก.พ. 2569) ว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 42,230 ล้านบาท จากการท่องเที่ยวของคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย

    “ฐานเศรษฐกิจ” จึงรวบรวมจุดเช็คอินท่องเที่ยว ไฮไลท์สำหรับ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ จากการจัดงานทั่วประเทศมาไว้รวมกัน

    สยามพารากอน แลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ  

    “สยามพารากอน” หมุดหมายปลายทางที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนกว่า 30.3 ล้านคน ในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ จึงร่วมกับททท. และธนาคารกสิกรไทย จัดงาน “Siam Paragon A Prosperous Chinese New Year 2026” เนรมิตแลนด์มาร์กตรุษจีนใจกลางกรุงเทพฯ อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ระหว่างวันที่ 11-20 กุมภาพันธ์ 2569  นี้  ณ สยามพารากอน

    ไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้

    • 14 ก.พ. เปิดม่านมงคล กับพิธีกล่าวอวยพร ไทย-จีน จัดเต็มไฮไลต์ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่หาชมได้ยากจากประเทศจีน 4  คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. ณ พาร์ค พารากอน 
    • กิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย-จีน การประดิษฐ์โคมจีน  การพิมพ์ลายอักษรมงคล การเขียนพู่กันจีน วาดหัวโขน การตัดกระดาษจีน การปักผ้าไทย พวงกุญแจดอกไม้ประดิษฐ์ โหราศาสตร์จีน  ที่แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    • 14 ก.พ. เซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ “An Elegant Encounter with Zhu Zhengting” โดยซูเปอร์สตาร์ชื่อดังจากประเทศจีน “จู เจิ้งถิง” (Zhu Zhengting) หนุ่มหล่อระดับฟ้าประทานที่จะมาร่วมอวยพรและมอบความสุขให้กับแฟนๆ อย่างใกล้ชิด
    • การแสดงสุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำของไทย อาทิ ต้าอู๋ พิทยา , Klear, Better Weather, MEAN, HERS, Slapkiss, Sirious Bacon, Wanyai, โอบ นิธิ, 2Ectasy Jeffy และ Kakagoesbackhome ที่ยกขบวนมามอบความสุขและความประทับใจ

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    • NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต เปิดพื้นที่ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนด้วยคอนเซ็ปต์อบอุ่นหัวใจ “Let Good Things Grow : Lucky in Love, Lucky in Green”  พร้อมฉลองวันแห่งความรักไปกับงาน “Everlasting LOVE รักษ์นิรันดร์@ปทุมวัน ชวนคู่รัก จดทะเบียนสมรสในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2569  
    • ผลงานอาร์ต อินสตอลเลชั่น “The Fortune Guardians”  บริเวณพื้นที่ โซนจีเวล และ คาสเคด ชั้น M ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งงานศิลป์รับปีใหม่จีน โดยถ่ายทอดภาพสิงโตคู่ผ่านจังหวะและลีลาแห่งการเฉลิมฉลอง ราวกับกำลังเต้นรำอย่างมีชีวิตชีวาและเปี่ยมความหมาย
    • “A Prosperous Chinese New Year 2026” ช้อปรับตรุษจีน ด้วยโปรโมชั่นจัดเต็มรับคืนสูงสุด 31,300 บาท ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. 69 –  22 ก.พ. 69 มอบส่วนลดสูงสุด 50% ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กตรุษจีนโลก บนโค้งน้ำท้องมังกร

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Global Experiential Destination ผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ธนาคารกสิกรไทย ซีพี แอ็กซ์ตร้า “แม็คโคร – โลตัส”  Alipay+ และ Tiger Balm จัดมหาปรากฏการณ์ฉลองตรุษจีนปีมะเมียสุดยิ่งใหญ่ “ICONSIAM A PROSPEROUS CHINESE NEW YEAR 2026” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อาชาเรืองรอง เงินทองมากมี มั่งคั่งตลอดปีที่ไอคอนสยาม” ระหว่างวันที่ 12 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ไอคอนสยาม และไอซีเอส 

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    ให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กตรุษจีนของโลก (Destination Marketing Strategy) จุดประกายการท่องเที่ยวแบบ “มงคลครบทุกมิติ” ชูจุดยุทธศาสตร์ “ทำเลท้องมังกร”พื้นที่มหามงคลบนโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงามที่สุดของไทย

    ไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้

    • สักการะ องค์เทพกวนอู 5 ปางมหามงคล ที่อัญเชิญตรงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้รับความเมตตาจาก ทายาทรุ่นที่ 64 แห่งกวนอู ในการประกอบพิธีเบิกเนตร เพื่อประทานพรด้านชัยชนะ ความสำเร็จ และอำนาจบารมี
    • สักการะขอพรจาก เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภและความร่ำรวย ในคืนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.00 น. 

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    • วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดฉากความยิ่งใหญ่กับศิลปิน T-POP แถวหน้าของเมืองไทย BUS because of you i shine ที่จะมาสร้างปรากฏการณ์ความสนุกสุดพลังในธีม “The Auspicious Pearl” ไข่มุกอัคนีมหามงคล
    • วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 พบกับการปรากฏตัวครั้งสำคัญของนักแสดงชื่อดังระดับโลก WANG ZHUO CHENG (วังจั๋วเฉิง) ในขบวนแห่เบิกชัยสุดตระการตา พร้อมกิจกรรมพิเศษ CHINESE NEW YEAR CELEBRATION WITH WANG ZHUO CHENG เพื่อส่งมอบความรักและความสำเร็จให้แก่ผู้ร่วมงานอย่างใกล้ชิด
    • ช้อปฉลองตรุษจีนรับพลังมั่งคั่ง โปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับ สมาชิก ONESIAM และ บัตรเครดิตกสิกร แจกอั่งเปาและรางวัลรวมกว่า 8,300 รางวัล รับรวมสูงสุดกว่า 34,000 บาทต่อวัน พร้อมรับแผ่นทองมงคล “เทพกวนอูแห่งชัยชนะ” และ ONESIAM COIN สูงสุด 10,000 บาท และFortune Flavors Street อร่อยรับปีมะเมียไฟกับเทศกาลที่รวมอาหารมงคลเลิศรส และสินค้าคอลเลกชันตรุษจีน
    • งาน “สุขสยาม ตรุษจีน มั่งมี ศรีสุข” ภายใต้คอนเซปต์ LOVE & LUCK IN PROSPERITY รวบรวมสุดยอดเมนูอาหารมงคลเสริมโชคลาภและความมั่งคั่งมาไว้ในที่เดียว ไฮไลต์อยู่ที่เมนูจากสมาคมเชฟจีนแห่งประเทศไทย
    • “สยาม ทาคาชิมายะ” ฉลองตรุษจีนภายใต้คอนเซ็ปต์ “ฉลองตรุษจีนมั่งคั่ง ด้วยพลังอาชามหามงคล” คัดสรรไอเทมสุดเอ็กซ์คลูซีฟและสินค้าคุณภาพส่งตรงจากญี่ปุ่นที่ผสมผสานกลิ่นอายมงคลมาให้เลือกช็อปเพื่อความเป็นสิริมงคลในทุกแผนก

    ประดับไฟถนนเยาวราช ไหว้พระขอพรวัดเล่งเน่ยยี่

     แม้ปีนี้จะไม่มีการจัดงาน “ตรุษจีนเยาวราช 2569”  เนื่องจากอยู่ในห้วงระยะเวลาการถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่ททท.ก็ได้บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมการตกแต่งประดับไฟภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” ร่วมฉลองความสุข ส่งต่อความรุ่งเรือง ณ ถนนเยาวราช บริเวณวงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น.

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    ไฮไลท์สำคัญ ประกอบด้วย

    • การจัดกิจกรรม ช้อป ชิม ขอพรเสริมสิริมงคลรับปีม้า ณ อาคารพิชัยญาติ ซอยมังกร
    • การแสดงสุดพิเศษเชิดสิงโต การแสดงงิ้วและการแสดงจีนหาชมยากในวันที่ 17 ก.พ. เวลา 14.00 – 15.00 น. ตลอดจนมีการออกร้านอาหาร-ขนมมงคล
    • ส่วนสายมูต้องไม่พลาด ไหว้พระขอพรในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่วัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช ซึ่งถือเป็นวัดจีนที่เก่าแก่ที่มีอายุนานกว่า 150 ปี และมีชื่อเสียงโด่งดังด้านการไหว้พระ ขอพร ทำบุญสะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง และเสริมดวงชะตา เรียกได้ว่าครบจบทุกพิธีความเป็นสิริมงคลในที่เดียว และตามความเชื่อของชาวจีน วัดแห่งนี้ถือเป็น 1 ใน 3 วัดมังกร ที่ประกอบไปด้วย ส่วนหัว ส่วนตัว และส่วนห่าง ก็อยู่ในวัดแห่งนี้ด้วย

    ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ 2569

    ตรุษจีนนครสวรรค์ 2569 จัดยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “110ปี ตรุษจีนแห่งสีสัน เมืองสวรรค์ 5 ภาษา”  ระหว่างวันที่ 10-21 กุมภาพันธ์ 2569  (12 วัน 12 คืน) ณ บริเวณย่านตลาดปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    ไฮไลท์สำคัญ ประกอบด้วย

    • การแสดงโชว์ สิงโตปักกิ่ง, เอ็งกอ-พะบู๊, สิงโตฮกเกี้ยน, สิงโตทองฮากกา-กิเลนฮากกา, หม่าต้าวเฉงกง (รำม้าเริงร่า หรรษาสวรรรค์), ระบำฝันแห่งแดนจีน ฯลฯ
    • การแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ

    ตรุษจีนสุพรรณบุรี 2569

    ตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์  ณ ศาลหลักสุพรรณบุรี ประจำปี 2569

    ไฮไลท์สำคัญ ประกอบด้วย

    • ชมมังกรสวรรค์ และไฟล้านดวง
    • คอนเสิร์ตสุดปังจากเหล่าศิลปิน

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    เทศกาลตรุษจีนพัทยา 2569

    เทศกาลตรุษจีน พัทยา วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 พบกับกิจกรรมความบันเทิงมากมาย

    ไฮไลท์สำคัญ ประกอบด้วย

    • การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยและจีน
    • การประกวดตี้–หมวย ไชนีส พัทยา (Boy – Girl Chinese Pattaya 2026)
    • การแสดงสิงโตและมังกร
    • ชมโคมตรุษจีน 2569 จำนวนกว่า 1,500 ดวง บริเวณถนนตลาดร้อยปีนาเกลือ

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    ตรุษจีนขอนแก่น 2569

    พบกับเทศกาลระดับนานาชาติที่รวมความงดงามของ ไทย–จีน–เวียดนาม ไว้ในคืนเดียว กับงานเทศกาลโคมไฟนานาชาติใต้แสงจันทร์ ที่มีทั้งโคมไฟหลากสี มังกร สิงโต การแสดงสุดอลังการ อาหารห้ามพลาด และคอนเสิร์ตสุดปัง ตลอด 5 วัน ระหว่างวันที่ 27 ก.พ. – 3 มี.ค. 2569 ณ ศาลเจ้าปึงเถ่ากงม่า & บึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น

    ไฮไลท์สำคัญ ประกอบด้วย

    • กลองชุด 8 ใบสะเทือนเวที สิงโตดอกเหมยพลิ้วไหว
    • การแสดงมิตรภาพ ไทย–เวียดนาม–ลาว ที่หาชมยาก
    • การแสดงมังกรทองใหญ่ปีนเสาระทึก
    • ไทเก๊ก รำมวย รำพัด / เองกอเล่นสะพานไฟ
    • ดนตรีจีนขับกล่อม สิงโตปักกิ่ง & มังกร 9 เซียน
    • ร่วมประมูลมงคลเสริมสิริมงคล

    ตรุษจีนเมืองน่าน 2026

    ถนนนาเกลือ บริเวณถนนตลาดร้อยปีนาเกลือ จัดฉลองตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ในเมืองน่าน! กับงาน “จากจีนสู่ไทยสุขใจในแผ่นดินน่าน China Town of Nan 2026” ระหว่างวันที่ 10 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลเจ้าปึงเถ่ากง น่าน และถนนสุมนเทวราช (หน้าศาลเจ้าฯ)

    ไฮไลท์สำคัญ ประกอบด้วย

    • ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากหลากหลายชาติพันธุ์
    • การประกวดแฟชั่นโชว์ในหัวข้อ “ภาพยนตร์จีนในความทรงจำ”

    ตรุษจีน เล่ง เกีย ฉู่ สืบสานตำนานมังกร 2569 ศาลหลักเมืองสมุทรสาคร

    เทศกาลตรุษจีน 2569 จังหวัดสมุทรสาคร ชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมงานใหญ่ “ตรุษจีน เล่ง เกีย ฉู่ สืบสานตำนานมังกร 2569” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ริมเขื่อนหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    เทพเจ้าปุนเถ่ากง-ม้า (เจ้าปู เจ้าย่า) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นให้ได้สักการะ ได้แก่ ทีตี่แป่ป้อ (เทพยดาฟ้าดิน) กวนอิมเนี่ยเนี้ย (เจ้าแม่กวนอิม) ไช้ซิ้งเหล่าเอี้ย (เทพเจ้าโชคลาภ) ฮั้วท้อเซียนซือ (เทพเจ้าโอสถ) เฮี้ยงเทียนเซียงตี่ หรือตั้วเล่าเอี้ย (เจ้าพ่อเสือ) เล้งซิ้ง (เจ้ามังกร) โฮ้วเอี้ย (เจ้าพยัคฆ์)  ตี่จู้ (เจ้าที่) หมึงซิ้ง (เจ้ารักษาประตู) ฯลฯ

    ไฮไลท์สำคัญ ประกอบด้วย

    • สักการะ “เทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี๊ยหยกขาว” หนึ่งเดียวในไทย พิธีไหว้ขอพรเทพเจ้าไฉ่ซิ่งเอี้ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง
    • กิจกรรมเสริมมงคล
    • การแสดงแสง สี เสียง พลุดอกไม้ไฟกลางแม่น้ำท่าจีน
    • การแสดงศิลปวัฒนธรรม การเชิดสิงโต มังกร
    • การแสดงการเขียนภาพพู่กันจีน
    • การผัดหมี่กระทะยักษ์
    • การออกบูธจำหน่ายสินค้าและอาหารกว่า 120 ร้าน
    • คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

    เที่ยวสุราษฎร์ธานี เสริมพลังบุญ หนุนพลังใจ

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุราษฎร์ธานีร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี สมาคมส่งเสริมการค้าการลงทุนไทยจีน จัดงาน “เที่ยวสุราษฎร์ธานี เสริมพลังบุญ หนุนพลังใจ” ในวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569

    ไฮไลท์สำคัญ ประกอบด้วย

    • กิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวไหว้ขอพรเทพเจ้าจำนวน 9 จุดด้วยรถตุ๊กตุ๊ก

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    ตรุษจีนนครตรัง

    จังหวัดตรังและททท.เตรียมจัดงานกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีไฮไลต์ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ 2569 กับงาน Nakorntrang Love You All  และงาน Trang Love Festival 2026 หรือเทศกาลวิวาห์ ณ สมุทร 2026  พร้อมกับ “งานตรุษจีนนครตรังและเทศกาลอาหารประจำปี 2569” สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนจังหวัดตรังและใกล้เคียง

    ไฮไลท์สำคัญ ประกอบด้วย (วันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ลานจัตุรัสนครตรัง อ.เมืองตรัง

    • การแสดงสิงโตมังกรและแป๊ะยิ้ม
    • การแสดงดนตรีสด
    • การประกวดหนูน้อยอั่งเป่า
    • พิธีไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย
    • การแสดงควงกระบองไฟ

    แห่พระสะเดาะเคราะห์ ตรุษจีนหาดใหญ่

    จังหวัดสงขลา เตรียมจัดงานประเพณีแห่พระสะเดาะเคราะห์ ตรุษจีนหาดใหญ่ ประจำปี 2569 วันที่ 16-25 ก.พ.69 ณ มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) และแนวถนนสวนหย่อมศุภสารรังสรรค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

    สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 68 ของการก่อตั้งมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ อีกทั้งยังจัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และเพื่อสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    ปักหมุด ‘เทศกาลตรุษจีน’ ทั่วไทย ‘สยามพารากอน-ไอคอนสยาม’ แลนด์มาร์กกรุงเทพฯ

    ไฮไลท์สำคัญ ประกอบด้วย

    • ไหว้รับเทพเจ้าแห่งโชคชะตา (ไฉ่ซิ่งเอี๊ย)
    • ขบวนแห่พระสะเดาะเคราะห์ ตรุษจีนหาดใหญ่ ประจำปี 2569
    • พิธีลุยไฟของเกี้ยวพระต่างๆ
    • การจัดแสดงแสง สี เสียง และพิธีสมโภชเสาฟ้าดินมังกรหินแกรนิตความสูง 24 เมตร ซึ่งนับเป็นเสาที่สูงที่สุดในภาคใต้
    • การประดับตกแต่งพื้นที่ด้วยโคมไฟและไฟประดับ
    • การแสดงเชิดสิงโต มังกร ศิลปะการแสดงจีน
    • โซนร้านค้าอาหารท้องถิ่นกว่า 100 ร้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/650957&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QMPRuv1ROQ5Z2bm-Yoot_

  • แถลงข่าวจัดงาน แสง เสียง “เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”ปี2569

    แถลงข่าวจัดงาน แสง เสียง “เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”ปี2569

    พิษณุโลก แถลงข่าวเตรียมจัดงาน “เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

    เวลา17.30 น.วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในการจัดงานแถลงข่าวโครงการส่งเสริมกิจกรรมและมาตรฐานการท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประจำปี 2569 และการจัดงานแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พร้อมการแสดงแสง เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”  ณ บริเวณด้านข้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระราชวังจันทน์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีสื่อมวลชนและผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกิจกรรมต้อนรับสื่อ การจัดแสดงอาหารพื้นบ้าน ขนมไทย และการแสดงศิลปวัฒนธรรม จำนวน 2 ชุด สร้างสีสันและสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างโดดเด่น

    นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก  รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ วัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้กำกับการแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ ร่วมให้ข้อมูลรายละเอียดการจัดงานแก่สื่อมวลชน

    นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และสร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญของชาติและของชาวพิษณุโลก

    ทั้งนี้ จังหวัดพิษณุโลกเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมการแสดงและกิจกรรมต่างๆ ในช่วงการจัดงาน เพื่อร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมและส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 13-19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พระราชวังจันทน์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

    ////////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/02/09/193300&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EP8FoPOjV9YqtP8k-Vnj5

  • ชวนคู่รักเปิดเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ ‘ผามรกต’ ชมตะวันผ่านยอดเขาพระวิหาร-ภูมะเขือ  | เดลินิวส์

    ชวนคู่รักเปิดเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ ‘ผามรกต’ ชมตะวันผ่านยอดเขาพระวิหาร-ภูมะเขือ  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 9 ก.พ. นายสาธิต พันธุมาศ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยนายวิลัย รสหอม กำนันตำบลปรือใหญ่ และพ.จ.อ.สุกิจ ปรือปรัก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป อบต.ปรือใหญ่ ผู้แทน นายก อบต.ปรือใหญ่ นำเจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวบริเวณหน้าผามรกต ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เชื่อมโยงกับสวนเสือ ภายในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยบรรยากาศโดยทั่วไปพบว่า พื้นที่ป่ามีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก มองเห็นทิวเขาได้อย่างสวยงาม บริเวณจุดชมวิว เป็นโขดหินที่เรียงรายเป็นธรรมชาติ ทอดยาวกว่า 200 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถเลือกจุดชมวิว ถ่ายภาพ ได้หลายจุด หลายมุมมอง เชื่อว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ให้เป็นที่นิยมได้อย่างแน่นอน 

    นายสาธิต พันธุมาศ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ กล่าวว่า หน้าผาดังกล่าวเดิมชื่อ ผาฉลุย เพาะมองทิวทัศน์ ทัศนียภาพได้อย่างฉลุย ต่อมาทางชุมชนและชาวบ้าน ได้เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า “ผามรกต” ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เนื้อที่ประมาณกว่า 237,500 ไร่ อยู่ในพื้นที่ ต.ปรือใหญ่ อ.ขุขันธ์ ต่อเขต ต.กันทรอม อ.ขุนหาญ ซึ่งเรากำลังร่วมกันกับชุมชนผลักดันพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้ในเรื่องสัตว์ป่า รวมทั้งทิวทัศน์ ระบบนิเวศน์ที่สวยงาม และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ผ่านยอดเขาพระวิหาร และภูมะเขือ รวมถึงชมทะเลหมอก ซึ่งมีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งไม่แพ้ที่ใดในเขตอีสานใต้ 

    ซึ่งทางอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 อุบลราชธานี ก็ได้มีนโยบายเพื่อที่จะเปิดพื้นที่เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ชุมชน ให้พื้นที่ชุมชนได้มีรายได้ และมีแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ตรงจุดนี้จึงเหมาะมากที่จะทำการเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในการได้เข้ามาศึกษาธรรมชาติ เป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศน์ได้เป็นอย่างดี ผืนป่ามีความอุดมสมบูรณ์ พื้นที่ไม่ติดชายแดนมากนัก และความปลอดภัยมีความเหมาะสม 

    ส่วนเส้นทางท่องเที่ยวก็จะเชื่อมโยงกับสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์ ทั้งสัตว์กีบ สัตว์ปีก รวมถึงเสือดาว และเสือโคร่ง เป็นต้น 

    โดยจะเปิดทดลองการท่องเที่ยวเริ่ม ในวันที่ 13-15 ก.พ. 2569 นี้ และเฉพาะทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เบื้องต้นเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบเป็นกรุ๊ปหรือหมู่คณะ กรุ๊ป/คณะละ 8 คน ค่าบริการกรุ๊ป/คณะละ 1,200 บาท หรือเฉลี่ยคนละ 150 บาท ก็จะมีแบ่งออกเป็นค่าเข้าชมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯตามระเบียบราชการ ค่าบริการรถรับส่งของชาวบ้านไปยังหน้าผา ค่าบริการอาหารว่างช่วงเช้ามืด ประกอบด้วย ชา กาแฟ ข้าวจี่ มันปิ้ง กล้วยปิ้ง เป็นต้น 

    โดยตารางกิจกรรม ประกอบด้วย เวลา 14.00-15.00 น. นักท่องเที่ยวเดินทางถึงสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะพาชมสัตว์ที่สถานีฯได้ทำการเพาะเลี้ยง รวมถึงเสือดาว และเสือโคร่ง จากนั้นเข้าจุดที่พักกางเต้นท์ หรือบ้านพัก เพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย จากนั้นเวลา 05.00 น. ของวันถัดมา เดินทางไปยังหน้าผามรกต โดยรถยนต์ของชาวบ้าน เนื่องจากเป็นเส้นทางภูเขา ระยะทางประมาณ 7-8 กม. เพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น ผ่านยอดเขาพระวิหาร และภูมะเขือ พร้อมจิบกาแฟเบาๆ นั่งชิวรอบกองไฟกินข้าวจี่หอมๆ พร้อมกล้วยปิ้ง ท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เย็นสบาย โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว ก็จะมีทะเลหมอกให้ได้ชมอีกด้วย  

    จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและจองทริปท่องเที่ยวได้ทางเพจเฟซบุ๊ค สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจุฬาภรณ์ หรือโทร 08-6879-7788 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5585835/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hDw54T_aw3_a4Ja5GB2ir

  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์ สยายปีกรุกตลาดญี่ปุ่น เปิดให้บริการบินตรง “กรุงเทพฯ – โอซากา”

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ สยายปีกรุกตลาดญี่ปุ่น เปิดให้บริการบินตรง “กรุงเทพฯ – โอซากา”

    นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เส้นทาง “กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – โอซากา (คันไซ)” ที่ให้บริการด้วยเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737-8 เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงประเทศไทยสู่แหล่งท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาค พร้อมนำเสนอตัวเลือกการเดินทางที่คุ้มค่าและสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร

    โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวมธุรส วัฒนโกเมร ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานโอซากา ประเทศญี่ปุ่น นางพักตร์ประไพ คำบรรลือ รองกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา นายเคนอิจิ ไซโต ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ กรมการบินพลเรือนภาคตะวันตก กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น และ นายฟาเบียง กูร์ดง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพาณิชย์ ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ (ที่ 1 จากซ้าย) ร่วมเปิดพิธี ณ ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเร็ว ๆ นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/947299/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dejj5yubP3ZbobOpW2YkV

  • ‘เอกนิติ’ สานต่อนโยบาย ‘Big Win’ ยัน ‘คนละครึ่งพลัส’ มาแน่ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในปี 2569

    ‘เอกนิติ’ สานต่อนโยบาย ‘Big Win’ ยัน ‘คนละครึ่งพลัส’ มาแน่ พร้อมตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนในปี 2569

    ‘เอกนิติ’ ประกาศนโยบาย ‘Big Win’ เศรษฐกิจไทย’ ชี้ ‘Quick’ อาจไม่จำเป็นแล้ว ตั้งเป้ายกระดับการลงทุนช่วยไทยหายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ เตรียมขยายผลนโยบายที่วางรากฐานในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา และเตรียมอัปเกรด ‘คนละครึ่งพลัส’ ยืนยันมาแน่ แต่ต้องรอตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน คาดงบประมาณปี 70 ล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน

    วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ในการดำเนินงานต่อจากนี้ จะเป็นการขยายผลจากนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญตลอดช่วง 4 เดือนมา โดยชี้ว่า มาตรการ ‘Quick Big Win’ อาจไม่จำเป็นต้อง ‘Quick’ แล้ว เหลือเพียงแต่ต้อง ‘Big Win’ ต่อเศรษฐกิจไทย

    โดยชี้ว่าปี 2569 นี้ การลงทุนจะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งได้บนเวทีเศรษฐกิจโลก ไม่ให้เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

    พร้อมระบุว่าไทยมีจุดแข็งในภาคการเกษตร และภาคบริการ หากนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน ตลอดจนปรับปรุงสินค้าและบริการให้มีความพรีเมียมมากขึ้น ก็จะเป็นที่ต้องการในตลาดโลกได้

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่รออยู่กว่า 4.8 แสนล้าน ผ่านการปลดล็อกนโยบาย BOI FastPass โดยระบุว่าได้หารือกับนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วเมื่อช่วงเช้า ว่าสามารถดำเนินการต่อได้ทันที หลังจากที่ต้องหยุดพักในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

    โดยดร.เอกนิติย้ำว่า ตนยังเป็นรองนายกฯ และรมว.คลัง ซึ่งกำกับดูแลบีโอไออยู่ ซึ่งนโยบาย FastPass เป็นนโยบายเดิมที่ต้องดำเนินให้ต่อเนื่อง และที่สำคัญ นโยบายดังกล่าวไม่มีการใช้เงินเพิ่ม จึงไม่ห่วงว่าจะติดข้อจำกัดตามมาตรา 169 ของคณะรัฐมนตรีรักษาการ

    เตรียมอัปเกรด ‘คนละครึ่งพลัส’ ย้ำมาแน่ แต่ต้องรอตั้งรัฐบาลใหม่

    สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘คนละครึ่ง พลัส เฟส 2’ ดร.เอกนิติระบุว่า จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลใหม่จัดตั้งเรียบร้อยก่อน โดยระหว่างนี้ จะพยายามออกแบบระบบให้มีความพร้อมมากขึ้น ต่างจากรอบก่อนที่มีเวลาออกแบบโครงการไม่ถึงเดือน

    ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการ ดร.เอกนิติชี้ว่า ถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ก็จะเป็นการนำงบกลาง จากงบประมาณประจำปี 2569 มาใช้ดำเนินโครงการ แต่ถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ช้า ก็จะเป็นการใช้งบกลาง จากงบประมาณประจำปี 2570 แทน แต่จะได้เงินทุกคนหรือไม่นั้น ดร.เอกนิติย้ำว่าต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสียก่อน

    ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ได้เห็นจุดที่จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและเอไอด้วยนอกจากร้านค้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ แต่จะพัฒนาอย่างไรนั้น ดร.เอกนิติระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างออกแบบตัวโครงการ เพื่อให้เริ่มได้ทันทีที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่

    คาดงบประมาณปี 70 ล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน

    ดร.เอกนิติยังระบุว่า จะรีบจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570

    ให้เร็วที่สุด โดยคาดว่า จะมีความล่าช้าไม่เกิน 2-3 เดือน เนื่องจาก ตั้งแต่ก่อนยุบสภา ได้ให้แต่ละหน่วยงานได้มีการจัดทำงบประมาณไว้ก่อนแล้ว แต่กระนั้น รัฐบาลใหม่ก็อาจจะต้องเข้าไปปรับปรุงรายละเอียดในพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เล็กน้อย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekniti-big-win-investment-konlakrueng-plus/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p46z_q0zlP_KPV8CmegRZ