Blog

  • PTTEP กำไรทะลุ 6 หมื่นล้าน ปันผล 8.75 บาท เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิตปี 2569 โตอีก 10%

    PTTEP กำไรทะลุ 6 หมื่นล้าน ปันผล 8.75 บาท เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิตปี 2569 โตอีก 10%

    นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP หรือที่ทราบในชื่อ “ปตท.สผ.” เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีความคืบหน้าที่สำคัญในการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ โดยในด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

    ปตท.สผ. ได้เข้าถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ18 (MTJDA A18) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในพื้นที่ภาคใต้ของไทย

    นอกจากนี้ได้เพิ่มปริมาณการขายก๊าซฯ ที่แหล่งอาทิตย์ โดยเพิ่มปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติ (DCQ) ตามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติส่วนเพิ่มจาก 280 เป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ในขณะที่โครงการคอนแทร็ค 4 (Contract 4) หรือแปลงบี 12/27 (B12/27)

    ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ถือสัดส่วนการลงทุนรายใหญ่ได้รับการต่ออายุระยะเวลาการผลิตจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปอีก 10 ปี ตั้งแต่ปี 2571 จนถึงปี 2581 โดยโครงการดังกล่าวเป็นอีกแหล่งปิโตรเลียมที่มีความสำคัญต่อประเทศ สามารถผลิตก๊าซฯ ได้มากกว่าร้อยละ 13 ของการผลิตก๊าซฯ ภายในประเทศ

    นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อสัดส่วนเพิ่มเติมในโครงการสินภูฮ่อม เป็นร้อยละ 90 ซึ่งก๊าซฯ จากโครงการสินภูฮ่อมมีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

    ด้านการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวนั้น ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศแอลจีเรีย โดยได้ชนะการประมูลแปลงเร็กเกนเน่ ทู (Reggane II)  ซึ่งแปลงดังกล่าวมีการค้นพบแหล่งก๊าซฯ แล้ว และยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสำรวจเพิ่มเติม

    สำหรับในประเทศมาเลเซีย ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมลงทุนกับ TotalEnergies ในแปลงเอสเค408 (SK408) ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้ ปตท.สผ. ทันที

    ในปี 2568 ปตท.สผ. สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตการดำเนินงานของบริษัทได้มากกว่า 568,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยได้ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เช่น การนำก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่ต้องเผาทิ้งกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างเป็นระบบ

    ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการดังกล่าวพร้อมกับการบริหารจัดการอื่น ๆ ส่งผลให้ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของบริษัท ลดลงร้อยละ 19.5 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 โดยในปี 2568 มีตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น การสร้างนวัตกรรมหัวเผาก๊าซทิ้งที่มีค่าความร้อนต่ำมาก การบริหารจัดการก๊าซมีเทน และการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่แหล่งอาทิตย์

    ด้านความก้าวหน้าของโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564 – 2573 ปตท.สผ. ได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เพื่อเดินหน้าโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำแบบเพื่อการก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายเริ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะสามารถดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี

    สำหรับผลประกอบการในปี 2568 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 294,849 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,970 ล้านดอลลาร์ สรอ.) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4  เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) ได้ที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเต็มปี และความสำเร็จจากการเข้าลงทุนในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 (MTJDA A18)

    ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงประมาณร้อยละ 6 ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,830 ล้านดอลลาร์ สรอ.) 

    นำส่งรายได้ให้กับรัฐกว่า 49,800 ล้านบาท

    ในปี 2568 ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่นๆ จำนวนกว่า 49,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น

    นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) และจี 2/61 (G2/61) ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

    ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้ให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ โดยมอบเงินสนับสนุนและเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 100 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงที่เกิดสถานการณ์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน

    พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องในระยะฟื้นฟู โดยมุ่งเน้นด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา ด้วยการร่วมสร้างอาคารใหม่ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้ง สนับสนุนโครงการ ซ่อม สร้าง สุข เพื่อส่งเสริมให้ทุกภารกิจ สามารถกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

    ปันผล 8.75 บาท 

    บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยจากผลการดำเนินงานในปี 2568 และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้น ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิที่ร้อยละ 59 รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 34,737 ล้านบาท

    โดยบริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในอัตรา 4.10 บาทต่อหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 4.65 บาทต่อหุ้น จะจ่ายในวันที่ 22 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569

    ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินปันผลดังกล่าว จะถูกนำส่งให้กระทรวงการคลังผ่านการถือหุ้นในบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท.สผ. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศต่อไป

    “ปี 2568 เป็นอีกปีหนึ่งที่ ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการดำเนินภารกิจได้ตามเป้าหมาย สำหรับปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเริ่มการพัฒนาโครงการที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย และเร่งพัฒนาโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซในระยะที่สอง โครงการสัมปทานกาชาในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 อีกด้วย”นายมนตรีกล่าว

    โดยในปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย (Averaged Sales Volume) ไว้ที่อัตรา 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 10.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737762&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x8TuM2D2owq2glUgff4GH

  • กรมการจัดหางาน หนุน “วัยเก๋า” มีงาน – มีอาชีพ รองรับสังคมสูงวัย

    กรมการจัดหางาน หนุน “วัยเก๋า” มีงาน – มีอาชีพ รองรับสังคมสูงวัย

    กรมการจัดหางาน หนุน “วัยเก๋า” มีงาน – มีอาชีพ รองรับสังคมสูงวัย

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ผู้สูงอายุจึงมีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม กรมการจัดหางานจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมผลักดันให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ควบคู่กับการช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยได้ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์ ผ่าน 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมจัดหางานให้ผู้สูงอายุ และกิจกรรมจ้างงานผู้สูงอายุทำงานในภาครัฐ

    นายสมชาย กล่าวว่า ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการจัดหางานลงพื้นที่เข้าพบสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการจ้างงานผู้สูงอายุ รวมถึงเชิญชวนนายจ้างให้ประกาศตำแหน่งงานผู้สูงอายุ ผ่านระบบออนไลน์ บนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ซึ่งพร้อมให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ผ่าน มีการจ้างงานผู้สูงอายุ จำนวน 554 คน จากผู้สูงอายุที่มาใช้บริการจัดหางาน จำนวน 632 คน ก่อให้เกิดรายได้จากการจ้างงานปีละกว่า 53 ล้านบาท สำหรับตำแหน่งงานที่ผู้สูงอายุได้รับการบรรจุงานมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ แรงงานทั่วไป แม่บ้าน พนักงานดูแลความปลอดภัย พนักงานธุรการ และพนักงานขับรถยนต์ ตามลำดับ ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างไว้รองรับผู้สูงอายุ จำนวน 1,969 อัตรา เช่น พนักงานขายสินค้า แรงงานทั่วไป แม่บ้าน พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานธุรการ เป็นต้น

    นายสมชาย กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากการส่งเสริมการจ้างงานแล้ว กรมการจัดหางานยังได้ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระให้แก่ผู้สูงอายุ โดยการแนะแนวให้ความรู้ การสาธิต และฝึกปฏิบัติการประกอบอาชีพอิสระที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ความถนัด และทักษะของผู้สูงอายุ ตลอดจนการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี การทำตลาดออนไลน์ การจัดทำบัญชี และการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุสู่การเป็นวิทยากรถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่สังคม เพื่อให้สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้

    “ผู้สูงอายุถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งของสังคมและประเทศ เป็นต้นทุนทางสังคมมีค่ามากในฐานะผู้มีองค์ความรู้และประสบการณ์ การมีงานทำไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้ หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้ผู้สูงอายุเกิดความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง จากนี้กรมการจัดหางานจะเดินหน้าผลักดันให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงศักยภาพและความสำคัญในการจ้างงานผู้สูงอายุต่อไป” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

    ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่สนใจสมัครงานสามารถค้นหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเอง ผ่านการจับคู่ตำแหน่งงานตามความรู้ ความสามารถ และทักษะ บนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ที่เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th และแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ” ส่วนผู้สูงอายุที่สนใจประกอบอาชีพอิสระสามารถใช้บริการผ่านแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” ที่เว็บไซต์ คนทํางานอิสระ.doe.go.th หรือแอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ” หรือหากไม่สะดวกใช้งานผ่านระบบออนไลน์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job center) หรือที่เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/995419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s36UEcyuwSCjm-Gye9lHT

  • สืบท่องเที่ยวรวบสาวสองบัญชีม้า เปิดเพจปลอมจองที่พักภูทับเบิก กลออุบายหลอกโอนเงินซ้ำ เหยื่อเพียบ

    สืบท่องเที่ยวรวบสาวสองบัญชีม้า เปิดเพจปลอมจองที่พักภูทับเบิก กลออุบายหลอกโอนเงินซ้ำ เหยื่อเพียบ

    สืบท่องเที่ยวรวบสาวสองบัญชีม้า เปิดเพจปลอมจองที่พักภูทับเบิก กลออุบายหลอกโอนเงินซ้ำ เหยื่อเพียบ

    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ร่วมจับกุม ชายไทย อายุ 33 ปี ลักษณะเป็นสาว LGBTQ+ เป็นชาว จ.นครปฐม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสระบุรี ลงวันที่ 20 พ.ย.68 ข้อหา “สนับสนุนฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ” ได้ที่บริเวณร้านอาหารย่านถนนบางกรวย-ไทรน้อย ต.บางกร่าง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

    การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทำหน้าที่เป็นบัญชีม้า ให้กับมิจฉาชีพที่เปิดเพจเฟซบุ๊กปลอมจองที่พักแห่งหนึ่ง พื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสําคัญ โดยใช้กลอุบายเงื่อนไขการโอนเงิน (บันทึก ช่วยจํา) มาเป็นเครื่องมือในการหลอกให้เหยื่อโอนเงินซ้ำหลายรอบ (Double Entry Scam) และเรียกเก็บค่าประกันห้องพักเพิ่มเติม

    จากการตรวจสอบพบว่า มีผู้เสียหายจํานวนมากในกลุ่มเฟซบุ๊กเตือนภัยท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อ ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ภูทับเบิก และจ.เพชรบูรณ์อย่างมาก โดยเจ้าหน้าที่มีการเฝ้าระวังเพจที่สร้างขึ้นมาใหม่ ที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่เพือรวบรวมพยานหลักฐานจับกุมตัวการใหญ่และบัญชีม้าแถวถัดไป กระทั่งชุดสืบสวนติดตามไปจับกุมตัวไว้ได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งคอย ดำเนินคดีตามกฎหมาย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66289&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DwCrSaxgWXeHvBwy5jOVZ

  • เอกชน หวังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตไทยพ้น ‘คนป่วยเอเชีย’

    เอกชน หวังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตไทยพ้น ‘คนป่วยเอเชีย’

    เอกชน หวังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตไทยพ้น 'คนป่วยเอเชีย'

    เอกชน หวังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตไทยพ้น ‘คนป่วยเอเชีย’

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมาว่า นโยพรรคภูมิใจไทยได้ขึ้นเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลอนุทินได้พิสูจน์ฝีมือมาในช่วง 4-5 เดือน โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล คิดว่านโยบายต่างที่ยังไม่ได้ทำหรือยังค้างอยู่จะเดินหน้าต่อไม่สะดุด  

    ทั้งนี้ ถ้ามองในแง่ดี ได้คนที่พร้อมทำงาน ซึ่งไม่กี่ครั้งที่การเมืองได้คนที่ไม่ได้มาจากโควต้าหรือจากการเมืองมาดูเรื่องเศรษฐกิจ เพราะว่าค่อนข้างยากในทางการเมือง เพราะโดยทั่วไปแล้วพรรคการเมืองมักจะมีโควต้าของพรรคนั้นพรรคนี้ หรือกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ทำให้ไม่ได้คนที่มีความถนัดจริงๆมาทำงาน 

    “มันมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่ถ้ามองในเชิงเศรษฐกิจภาพใหญ่ ทั้งเรื่องความขัดแย้งของภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาปากท้อง เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว เพราะไทยกำลังถูกต่างชาติมองว่า เรากำลังเป็นผู้ป่วยของเอเชียซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องกู้ภาพลักษณ์กลับมาให้ได้รวมถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน เป็นสิ่งที่เอกชนคาดหวังจะได้เห็นในรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย”

    นอกจากนี้ หากรัฐมนตรีเศรษฐกิจยังเป็น 3 คนนี้ คือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง ต้องบอกว่า ทั้ง3 คนได้พิสูจน์ความสามารถให้เห็นไปบ้างแล้ว แม้ว่าจะเป็นช่วงระยะสั้นๆที่ยังไม่ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดเพราะว่าระยะเวลาการทำงานสั้น แต่ก็ต้องให้โอกาสทำงานต่อ  

    อย่างไรก็ตาม หากไม่ใช่ทั้ง 3 คนดังกล่าว ก็ต้องให้เวลาคนที่จะเข้ามาทำงานเช่นกันเพราะการเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต้องใช้เวลาแต่ต้องไม่นานเกินไป เพราะสิ่งสำคัญตอนนี้คือ คำว่า “คนป่วย ของเอเซีย”ที่ทำให้ไทยถูกมองในด้านลบ 

    ทั้งนี้ในช่วง 3 เดือนแรกของรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นเร่งด่วน 3 เดือน แรก คือ การแก้ปัญหาปากท้องเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ ไทยเคยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ดังนั้นการเร่งแก้ปัญหาปากท้องจึงเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนในตอนนี้

    ควบคู่ไปกับการดูแลเรื่อการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวด้วย และการเร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ทัน เพราะเอกชนไม่อยากเห็นความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณเพราะถ้าล่าช้าผลกระทบก็จะตามมาเช่นกัน 

    ดังนั้นต้องพยายามทำให้เร็ว แต่ทั้งนี้ต้องมาพร้อมกับความโปร่งใสด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญและย้ำตลอดเวลา ทั้งเรื่องคอรัปชัน ปัญหาทุนเทา ซึ่งรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร และมารตรการต่างๆที่จะออกมารองรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/651187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mDUGhXERLDyiULfAWvRwF

  • ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ เบิ้ล ปทุมราช หอมแก้ม ลาล่า พี่น้องหรือเกินงาม! – ไทยรัฐออนไลน์

    ชาวเน็ตวิจารณ์ยับ เบิ้ล ปทุมราช หอมแก้ม ลาล่า พี่น้องหรือเกินงาม! – ไทยรัฐออนไลน์

    ลาล่า ปัด ฟิล์ม หลอกจีบแล้วยืมเงิน รับสนิทจริงถึงขั้นนอนเตียงเดียวกันได้. แท็กที่เกี่ยวข้อง. ลาล่า โปงลางสะออนเบิ้ล ปทุมราชเบิ้ล ปทุมราช ข่าววันนี้ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2913106&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2–E0HpXulqIgypbH7jQZ-

  • “บิ๊กป้อม” มาใช้สิทธิเลือกตั้งแต่เช้า ลั่นอยากให้ใครเป็นรัฐบาลก็เลือกคนนั้น รัฐบาลใหม่ต้องเข้มแข็ง

    “บิ๊กป้อม” มาใช้สิทธิเลือกตั้งแต่เช้า ลั่นอยากให้ใครเป็นรัฐบาลก็เลือกคนนั้น รัฐบาลใหม่ต้องเข้มแข็ง

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2912829&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23GwVDpriNpUCT8oUHNYGR

  • ประวัติ ‘พรรคไทรวมพลัง’ หลังคว้าสส. 6 ตำแหน่งไม่เป็นทางการ

    ประวัติ ‘พรรคไทรวมพลัง’ หลังคว้าสส. 6 ตำแหน่งไม่เป็นทางการ

    ประวัติ ‘พรรคไทรวมพลัง’ หลังคว้าสส. 6 ตำแหน่งไม่เป็นทางการ

    พรรคไทรวมพลัง ได้ส่ง สส.ลงเลือกตั้ง 2569 ทั้งหมดจำนวน 26 ที่นั่ง ดังนี้

    • สส. เขตจำนวน 6 เขตเลือกตั้ง  
    • ผู้สมัคร สส.จังหวัด สุราษฏร์ธานี 5 เขตเลือกตั้ง 
    • สส.แบบบัญชีรายชื่อ 15 คน รวม 

    ปรากฏว่า ผลการเลือกตั้ง 2569 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ อย่างไม่เป็นทางการพรรคไทรวมพลัง คว้าเก้าอี้เป็นอันดับที่  6 รวม 6 ตำแหน่งดังนี้

    • แบ่งเป็น สส.เขตจำนวน 5 ที่นั่งและ 
    • บัญชีรายชื่อจำนวน 1 ที่นั่ง 

    นโยบายเลือกตั้ง 2569

    เมื่อพลิกไปดูนโยบายพรรคไทรวมไทย ที่แจ้งกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องงบประมาณนโยบาย การเลือกตั้ง 2569 คิดเป็นจำนวน 200,800 ล้านบาท แบ่งเป็น

    • ปากท้องมั่นคง : ประกันรายได้พืชผล คุมต้นทุนปุ๋ย-ยา และหนุนกีฬาไก่พื้นเมืองกระตุ้นเศรษฐกิจ
    • ลดค่าครองชีพ : คุมราคาสินค้า ค่าไฟ ค่าน้ำ และส่งเสริมโซลาร์เซลล์ในชุมชน
    • ชุมชนปลอดภัย : สร้าง “กำแพงประเทศไทย” ป้องกันภัยคุกคาม ปราบยาเสพติด และยกระดับระบบแจ้งเหตุ

    ประวัติ ‘พรรคไทรวมพลัง’ หลังคว้าสส. 6 ตำแหน่งไม่เป็นทางการ

    • โอกาสลูกหลาน : ทุนเรียนและทุนอาชีพเด็กชนบท สนับสนุนคนรุ่นใหม่กลับบ้านเกิด
    • ดูแลคนทำงาน : สวัสดิการแรงงานนอกระบบ และเพิ่มค่าตอบแทนผู้เสียสละทำงานแนวหน้า
    • การเมืองโปร่งใส : เปิดเวทีฟังปัญหา ลดขั้นตอนราชการ และงบประมาณต้องตรวจสอบได้

    พลิกประวัติพรรคไทรวมพลัง

    ก่อนที่จะใช้ชื่อ พรรคไทรวมพลัง  ได้เปลี่ยนชื่อมาแล้ว 2 ครั้ง 

    • ครั้งแรก เมื่อวันที่ 20  ธันวาคม 2561 ใช้ชื่อ “พรรคใจถึงใจ ภูมิใจไทย ” 
    • ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2563 ใช้ชื่อพรรคเพื่อไทรวมพลัง
    • ชื่อสุดท้าย คือ พรรคไทรวมพลัง เปลี่ยนชื่อเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567

    ทำความรู้จัก “กังฟู“หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง

    สำหรับ กังฟู หรือ หัวหน้ากังฟู เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวบ้านแถว อ.น้ำยืน และ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากพรรคเพื่อไทรวมพลัง พาผู้สมัคร สส.ลงพื้นที่มาปีเศษ ด้วยความมุ่งมั่นจะปักธงให้ได้ 2 เขต เขาคือนักการเมืองแบบขวัญใจไทบ้าน โดยกังฟูเป็นลูกชายของ มนัสมนต์ จิตรพิทักษ์เลิศ ซึ่งเป็นพี่สาวของหน่อย ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ภรรยากำนันป้อ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีต รมช.คมนาคม

    การศึกษา “กังฟู วสวรรธน์”

    ประวัติการศึกษา กังฟู วสวรรธน์  หัวหน้ากังฟู ถือเป็นคนในครอบครัวนักการเมือง เกิดที่นครราชสีมา แต่ไปเติบโตที่อ่างทอง เรียนหนังสือระดับมัธยมที่ชลบุรี 

    จบการศึกษาระดับ HighSchool ที่สหรัฐอเมริกา จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ สาขาวิชาภาษาอังกฤษและภาษาจีน หลักสูตรนานาชาติ

    หลักสูตรแลกเปลี่ยนวิชาภาษาจีน Guilin University of Aerospece and Technology เป็นบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง รางวัลกาญจนาภิเษก และจะเห็นได้ว่า เขาพูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่วเวลาออกทีวี 

    ประวัติ ‘พรรคไทรวมพลัง’ หลังคว้าสส. 6 ตำแหน่งไม่เป็นทางการ

    โดย หลังเรียนจบ ม.หัวเฉียว  กังฟู วสวรรธน์ เริ่มต้นทำงานด้านการส่งออกให้กับธุรกิจแป้งมันของตระกูลหวังศุภกิจโกศล สั่งสมประสบการณ์การค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรกรรม และการที่ได้ทำงานเป็นเลขานุการนายก อบจ.นครราชสีมา ก็เป็นประสบการณ์ทางการเมืองเบื้องแรก

    เมื่อน้องสาวแม่ (คุณน้า) นั่นคือ กบ จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล คิดก่อการตั้งพรรคเพื่อไทรวมพลัง กังฟูจึงเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเดินงานเปิดสาขาพรรคไปทั่วประเทศ

    ชูจุดขาย “พรรคเล็กที่ตั้งใจ”

    เพราะด้วยพรรคไทรวมพลังที่เป็นพรรคขนาดเล็ก “กังฟู” ในฐานะหัวหน้าพรรคได้ชูจุดขาย “พรรคเล็กไม่มีค่า” โดยระบุว่าพรรคเล็กแบบเราก็คงอยู่ไม่ได้ ขอคะแนนให้พรรคไทรวมพลัง เพื่อให้ได้ทำหน้าที่ต่อ ได้เป็นเสียงแทนคนตัวเล็กและได้พิสูจน์ว่า “พรรคเล็กที่จริงใจ” ก็มีคุณค่า 

    ไม่เพียงเท่านี้ สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน-กัมพูชา “ กังฟู” ได้ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก-ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อเดือนธันวาคม 2568 เพื่อช่วยเหลือประชาชนอพยพจากเหตุสู้รบและให้กำลังใจทหาร โดยระบุสถานการณ์รุนแรงและดูแลประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 

    โดย กังฟู วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง กล่าวถึง แนวทางการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งให้อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นตัวนำในการผลิตอาหารสู่ตลาด พร้อมขอสะท้อนปัญหาพื้นที่ชายแดน เนื่องจากตนเองมาจากพื้นที่ชายแดนและเข้าใจความลำบากของประชาชนเป็นอย่างดี

    นอกจากนี้  เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ใน Nation Election 2569 DEBATE จุดเปลี่ยนประเทศไทย “ชายแดนร้อน-ปากท้องคนจน” ณ เวทีภาคอีสาน จังหวัดอุดรธานี ได้อภิปรายในตอนหนึ่งว่า โดย กังฟู วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง กล่าวถึง แนวทางการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งให้อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นตัวนำในการผลิตอาหารสู่ตลาด พร้อมขอสะท้อนปัญหาพื้นที่ชายแดน เนื่องจากตนเองมาจากพื้นที่ชายแดนและเข้าใจความลำบากของประชาชนเป็นอย่างดี

    โดยเฉพาะทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งได้รับเบี้ยเลี้ยงเพียงวันละ 250 บาท ตั้งแต่ปี 2530 และยังไม่เคยปรับเพิ่ม ซึ่งหากได้เข้าร่วมรัฐบาลรัฐจะเร่งพิจารณาปรับสวัสดิการและเบี้ยเลี้ยงให้เหมาะสม รวมถึงดูแลทหารให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเช่นเดียวกับตำรวจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/651131&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aqmhxGSmkywN1Q2x0IqrI

  • ประวัติ “พลอย ณัฐธิดา” หลานสาว “เนวิน” ว่าที่ สส. อายุน้อยที่สุด โปรไฟล์ระดับอินเตอร์

    ประวัติ “พลอย ณัฐธิดา” หลานสาว “เนวิน” ว่าที่ สส. อายุน้อยที่สุด โปรไฟล์ระดับอินเตอร์

    ประวัติ “พลอย ณัฐธิดา” หลานสาว “เนวิน ชิดชอบ” คว้าชัยเลือกตั้ง เขต 2 บุรีรัมย์ ว่าที่ สส. อายุน้อยที่สุด แต่โปรไฟล์ระดับอินเตอร์

    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียลหลัง พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร ผู้สมัคร สส. จากพรรคภูมิใจไทย ในวัยเพียง 25 ปี ซึ่งมาลงสนามการเมืองระดับชาติครั้งแรก สามารถชนะการเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยคะแนน 54,410 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง นายวิทธิลักษณ์ จันทร์ธนสมบัติ จากพรรคประชาชน ที่ได้ 13,625 คะแนน ไปอย่างขาดลอย กลายเป็นว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มีอายุน้อยที่สุด

    สำหรับ พลอย ณัฐธิดา ในวัย 25 ปี เป็นทายาทบ้านใหญ่บุรีรัมย์ โดยเป็นลูกสาวของ นายภูษิต เล็กอุดากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ และมีศักดิ์เป็นหลานสาวของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง 

    ส่วนการศึกษาก็ไม่ธรรมดา พลอย ณัฐธิดา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา Accounting and Finance จาก University of Sussex ประเทศอังกฤษ และปริญญาโท สาขา International Business จาก Hult International Business School ประเทศอังกฤษ  จึงเป็นที่น่าจับตาในฐานะนักการเมืองคนรุ่นใหม่ ของจังหวัดบุรีรัมย์ และของพรรคภูมิใจไทย

    บทความและข่าว “เลือกตั้ง 2569”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2913100&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02KBjRHSdnofO49_mrzQF0

  • ตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์การเรียน รร.บ้านวังข่อย

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์การเรียน รร.บ้านวังข่อย

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะสื่อมวลชน ร่วมมอบอุปกรณ์การศึกษาให้แก่โรงเรียนบ้านวังข่อย ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในกิจกรรม Press Trip 2569 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ประกอบด้วย Notebook ที่บันทึกชุดความรู้ทางการเงิน จำนวน 20 เครื่อง ภายใต้ โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน โต๊ะและเก้าอี้สำหรับห้องคอมพิวเตอร์ 12 ชุด และสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงลานกิจกรรม จัดซื้อหนังสือสำหรับห้องสมุด มิกเซอร์เครื่องเสียงเพื่อใช้ในหอประชุม และเครื่องกรองน้ำ RO สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับโรงเรียน ภายใต้กิจกรรม “สานพลัง แบ่งปันโอกาสทางการศึกษา” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมี พาสกร พรหมวิหาร ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ รับมอบ

    พร้อมนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอเชิญชวนบริจาคคอมพิวเตอร์สนับสนุน โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน  โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะบันทึกชุดความรู้ทางการเงินและส่งมอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป สามารถติดต่อบริจาคได้ที่ อีเมล์ : [email protected] / โทร : 02 009 9959

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/812047&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UQ8FyMthzPmvrUEs6zTNB

  • เปิดวาร์ป “พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร” หลานสาว “เนวิน” ขึ้นแท่นว่าที่ สส.ภูมิใจไทย เขต 2 บุรีรัมย์ อายุน้อยที่สุด แต่โปรไฟล์ระดับอินเตอร์

    เปิดวาร์ป “พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร” หลานสาว “เนวิน” ขึ้นแท่นว่าที่ สส.ภูมิใจไทย เขต 2 บุรีรัมย์ อายุน้อยที่สุด แต่โปรไฟล์ระดับอินเตอร์

    เปิดวาร์ป “พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร” หลานสาวของ “เนวิน” ขึ้นแท่นว่าที่ สส.ภูมิใจไทย เขต 2 บุรีรัมย์ อายุน้อยที่สุด แต่โปรไฟล์ระดับอินเตอร์

    การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ปี 2569 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ 2 สร้างความสนใจอย่างมาก หลัง พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร ผู้สมัครจาก พรรคภูมิใจไทย สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างขาดลอย ส่งผลให้ก้าวขึ้นเป็น ส.ส.หญิงที่มีอายุน้อยที่สุดของประเทศ ด้วยวัยเพียง 25 ปี

    ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนพลังของฐานเสียงในพื้นที่บุรีรัมย์ แต่ยังจุดกระแสในโลกออนไลน์ถึงประเด็น “ต้นทุนชีวิตที่ไม่เท่ากัน” เมื่อคนวัยเดียวกันจำนวนมากเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ขณะที่ “น้องพลอย” สามารถก้าวเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และกลายเป็นสีสันใหม่ของการเมืองไทย

    สำหรับ พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร เป็นผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย และมีศักดิ์เป็นหลานสาวของ เนวิน ชิดชอบ บุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองจังหวัดบุรีรัมย์

    ด้านประวัติครอบครัว บิดาของพลอยคือ นายภูษิต เล็กอุดากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) และเป็นหนึ่งในกลุ่มการเมืองที่ทำงานร่วมกับตระกูลชิดชอบมาอย่างยาวนาน

    ในส่วนของการศึกษา พลอย ณัฐธิดา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา Accounting and Finance จาก University of Sussex ประเทศอังกฤษ และศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขา International Business จาก Hult International Business School ประเทศอังกฤษเช่นเดียวกัน

    การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ส.ส. ในวัยเพียง 25 ปี ทำให้ชื่อของ “พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร” ถูกจับตามองอย่างมากในฐานะนักการเมืองหน้าใหม่ ที่อาจมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคต

    เปิดประวัติ “พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร” วัย 25 ปี ผู้สมัครภูมิใจไทย คว้าชัย ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 2 คะแนนทิ้งขาด ขึ้นแท่น ส.ส.อายุน้อยที่สุดของประเทศ สร้างสีสันการเมืองหน้าใหม่

    #พลอยณัฐธิดา #ณัฐธิดาเล็กอุดากร #น้องพลอย #เปิดวาร์ป #สสอายุน้อยที่สุด #นักการเมืองรุ่นใหม่ #ดาวรุ่งการเมือง #การเมืองไทย #เลือกตั้ง2569 #บุรีรัมย์ #เขต2บุรีรัมย์ #ภูมิใจไทย #บ้านใหญ่บุรีรัมย์ #หลานเนวิน #เนวินชิดชอบ #นักการเมืองหญิง #ผู้หญิงเก่ง #ผู้หญิงรุ่นใหม่ #สีสันการเมือง #หน้าใหม่การเมือง #การเมืองท้องถิ่น #ข่าวการเมือง #ข่าวเลือกตั้ง #กระแสโซเชียล #ไวรัลโซเชียล #เพจดังพูดถึง #ชีวิตคนรุ่นใหม่ #ต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน #โปรไฟล์ไม่ธรรมดา #เรียนเมืองนอก #เด็กจบใหม่ #วัย25ปี #ดาวสภา #สสหน้าใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/128187&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3szACgUWE1LwGtJW_Lprh0