Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หาดใหญ่ |  เศรษฐกิจเดินได้ เมืองต้องเดินสะดวก! เสียงสะท้อนปมวางโต๊ะริมถนนหาดใหญ่

    หาดใหญ่ | เศรษฐกิจเดินได้ เมืองต้องเดินสะดวก! เสียงสะท้อนปมวางโต๊ะริมถนนหาดใหญ่

    วันนี้ 14 มิถุนายน 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ถึงปัญหาในกลุ่มแลบ้านแลเมือง ถึงกรณี การวางโต๊ะร้านอาหารบนถนนในเมืองหาดใหญ่เป็นประเด็นที่มีทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตวิทยาเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง หากมองเพียงผิวเผิน หลายคนอาจเห็นว่าเป็นเพียงการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การวางโต๊ะริมถนนก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินและเสน่ห์ของเมืองหาดใหญ่มาอย่างยาวนาน ผู้บริโภคร้านอาหารที่มีโต๊ะตั้งอยู่ริมถนนและมีลูกค้านั่งเต็มมักสร้างความรู้สึกน่าเชื่อถือและดึงดูดความสนใจได้มากกว่าร้านที่เงียบเหงา ผู้คนมีแนวโน้มเชื่อว่าร้านที่มีลูกค้าจำนวนมากย่อมมีรสชาติและคุณภาพที่ดี จึงเกิดการตัดสินใจเข้าใช้บริการตามพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ ส่งผลให้ร้านอาหารริมถนนกลายเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย

    สำหรับเมืองหาดใหญ่ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคใต้ ร้านอาหารริมถนนถือเป็นภาพจำที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติคุ้นเคย หลายคนมองว่าบรรยากาศการนั่งรับประทานอาหารริมถนนเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หาไม่ได้จากร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าหรืออาคารปิด

    อย่างไรก็ตาม เมื่อจำนวนร้านค้าเพิ่มขึ้นและมีการขยายพื้นที่วางโต๊ะออกสู่ถนนมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาที่ตามมาก็คือการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน หากการวางโต๊ะล้ำเข้าไปในผิวจราจรหรือกีดขวางทางเดินเท้า ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ถนน ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการ รวมถึงอาจสร้างความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้น

    ในมุมมองของการพัฒนาเมือง ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าควรอนุญาตหรือห้ามวางโต๊ะบนถนนโดยสิ้นเชิง แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจของผู้ประกอบการกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่ไร้ร้านอาหารริมทาง แต่คือเมืองที่สามารถจัดระเบียบให้ธุรกิจเติบโตได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนต่อส่วนรวม

    ดังนั้น อนาคตของหาดใหญ่ไม่ควรเป็นการปล่อยให้เกิดการใช้พื้นที่สาธารณะอย่างไร้ขอบเขต และไม่ควรเป็นการยกเลิกวัฒนธรรมร้านอาหารริมถนนทั้งหมด หากแต่ควรมุ่งสู่การบริหารจัดการที่เหมาะสม กำหนดพื้นที่ที่ชัดเจน มีมาตรฐานด้านความสะอาด ความปลอดภัย และไม่กระทบต่อการสัญจร เพื่อให้หาดใหญ่ยังคงเป็นเมืองแห่งอาหารที่มีเสน่ห์ ควบคู่ไปกับการเป็นเมืองที่เป็นระเบียบ น่าอยู่ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/31108/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xOp7_RCgqvK6lf7Uup3Sy

  • “คลัง” อัปเดต “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้ว 2.8 หมื่นล้าน | TOPNEWS

    “คลัง” อัปเดต “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้ว 2.8 หมื่นล้าน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 14/06/2026 11:07

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อัปเดตยอดใช้จ่ายไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เงินสะพัดแล้ว 2.8 หมื่นล้าน ร้านค้าได้ประโยชน์ใกล้แตะหลักล้านร้านค้า

    “คลัง” อัปเดต “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินสะพัดแล้ว 2.8 หมื่นล้าน – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รายงานข้อมูลและการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ข้อมูล ณวันที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.

    โดยยอดการใช้จ่ายในโครงการ มีจำนวน 28,835 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 16,710 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่าย 12,124 ล้านบาท ร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จ พร้อมใช้ 1,043,622 ร้านค้า

    ทั้งนี้ตั้งแต่เริ่มโครงการมีจำนวนผู้ใช้จ่ายสำเร็จ 24,763,436 ราย

    จำนวนผู้ใช้จ่ายที่ใช้สิทธิครบ 1,000 บาท จำนวน 2,656,376 ราย
    และจำนวนร้านค้าที่มีการใช้จ่ายสำเร็จ 992,677 ร้านค้า

    ปก web ตร.บวชถวายพระกุศล

    SOCAIL 16-9_2o-Recovered

    ประมงสมุทรสาคร ปล่อยปลา 2.3 แสนตัว คืนสมดุลบ้านแพ้ว ดับเครื่องชนหมอคางดำ

    ชาววังช้างอยุธยาแลเพนียด น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อครั้งเสด็จฯวังช้างฯทรงมีพระเมตตาต่อช้างไทย

    “ยูเอ็น” แสดงความอาลัยถวายแด่ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” ยกย่องทรงอุทิศพระองค์ตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีปชช. โดยเฉพาะเด็กและสตรี

    ตำรวจท่องเที่ยวจับมือชุมชน ยกระดับความปลอดภัย “คลองแม่ข่า” หนุนแลนด์มาร์กวิถีชีวิตแห่งใหม่ของเชียงใหม่

    ตร.ท่องเที่ยว ผนึกกงสุล 9 ประเทศ สแกนล้างบางนอมินี-แก๊งต่างชาติป่วนเชียงใหม่

    เก่ง..ครบ..จบที่ ภู่ขจร โรงเรียนเตรียมนนาชาติภู่ขจร เป็นตัวแทนจังหวัดกำแพงเพชรแข่งขันระดับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1601961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dPan9ImGQeHNkYjd23MvH

  • ราคาน้ำมันดิบปิดร่วงกว่า 3% รับความหวังสหรัฐ-อิหร่านจ่อทำสันติภาพ จับตาตลาด 15/06/69

    ราคาน้ำมันดิบปิดร่วงกว่า 3% รับความหวังสหรัฐ-อิหร่านจ่อทำสันติภาพ จับตาตลาด 15/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/153890&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cjn51M69LQKP0IvMWgXPJ

  • รบอิหร่านต่อแต่ปรับแผนลดผลกระทบ (1)

    รบอิหร่านต่อแต่ปรับแผนลดผลกระทบ (1)

    ภาพ: สหรัฐมีน้ำมันกับโรงกลั่นมากแต่ไม่สามารถผลิตน้ำมันเบนซินกับดีเซลได้มากพอ

    เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

    รอบนี้รุนแรงยาวนานกว่าครั้งก่อนๆ กระทบต่อเศรษฐกิจโลก หลายฝ่ายผลักดันให้ยุติสงคราม สหรัฐกับอิหร่านเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่ 8 เมษายน แต่กลับมาปะทะกันอีกจนต้องเจรจาใหม่

    ปลายเดือนพฤษภาคมการเจรจายืดออกไปเพราะทรัมป์เพิ่มเงื่อนไข ไม่ตรงตามที่คุยไว้ตั้งแต่ต้น คนที่ติดตามสถานการณ์จะพบว่าฝ่ายสหรัฐมักพูดกลับไปกลับมา บางช่วงบอกว่าใกล้บรรลุข้อตกลง บางช่วงบอกว่าไม่รีบร้อน แต่หลายครั้งลงเอยด้วยการยิงต่อ บางครั้งจากสหรัฐ บางครั้งจากอิสราเอลที่รุกรานเลบานอน การเจรจาหยุดชะงักแต่ก็ตามมาด้วยเจรจากันต่อ วนเวียนอยู่อย่างนี้

    วิเคราะห์: ในยามนี้ที่ยังตกลงกันไม่ได้ แต่ทุกฝ่ายไม่กระทำการรุนแรงมากเกินไป เปรียบเหมือนหยุดยิงหรือควบคุมไม่ให้รุนแรง ในบางช่วงเรือสามารถผ่านฮอร์มุซมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะสั้น แต่อุปทานรวมไม่เพียงพอต่อความต้องการ โลกยังต้องใช้น้ำมันจากคลังสำรองต่อไป

    ล่าสุดหลังสหรัฐถล่มอิหร่าน 2 วันติด ทรัมป์ประกาศยุติปฏิบัติการ ระบุว่าเพราะการเจรจาเข้าสู่ขั้นสุดท้ายแล้ว แต่โฆษกอิหร่านพูดว่าสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ สงครามอิหร่าน 2026 ก็เป็นเช่นนี้ ที่มักเหมือนเดิม คือพูดกันคนละทิศคนละทาง

    ทำไมต้องปรับลดผลกระทบ:

    มีหลายปัจจัยที่ชี้ว่าต้องลดผลกระทบ กลายเป็นความขัดแย้งทางทหารแบบยืดเยื้อ ปัจจัยแรกคือปัจจัยสหรัฐ ดังนี้

    ประการแรก ปัจจัยการเมือง

    ต้นเดือนมิถุนายน สภาผู้แทนราษฎรมีมติจำกัดอำนาจทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงจุดยืนเชิงสัญลักษณ์ ไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย การลงมติครั้งนี้สมาชิกสภาพรรครีพับลิกันบางคนโหวตเห็นชอบร่วมกับพรรคเดโมแครต เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุติการใช้กำลังทหารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภา บางคนตีความว่าสะท้อนรอยร้าวภายใน และความกังวลต่อสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ กระทบฐานเสียง

    ที่ชัดเจนคือคนอเมริกันไม่พอใจการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ ผลโพลของ YouGov/The Economist ที่นำเสนอเมื่อ 9 มิถุนายน เป็นอีกครั้งที่ชี้ว่าคนอเมริกันไม่พอใจการบริหารเศรษฐกิจ ผลโพลรอบนี้ได้คะแนนต่ำกว่าครั้งก่อนๆ คนอเมริกัน 29% เท่านั้นที่เห็นว่าเศรษฐกิจดี ยอมรับฝีมือรัฐบาล ในขณะที่ 63% ให้สอบตก

    ถ้าดูภาพรวม คนอเมริกันเพียง 34% ที่ให้ทรัมป์สอบผ่าน เป็นคะแนนต่ำสุด

    ผลโพลของ YouGov/The Economist ไปในทิศทางเดียวกับผลโพลสำนักอื่นๆ ที่ความนิยมลดลงและลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ทรัมป์จะพูดว่าเศรษฐกิจดีเยี่ยม ประเทศยิ่งใหญ่ แต่คนอเมริกันไม่คิดว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ทรัมป์พูดว่าตนไม่กดดันจากเลือกตั้งกลางเทอม เรื่องนี้วิเคราะห์ได้หลายอย่าง

    1) ทรัมป์รับรู้ความไม่พอใจของคนอเมริกัน ยอมรับเรื่องเงินเฟ้อ ถึงกับมีข่าวว่าประธานเฟดคนใหม่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งๆ ที่ทรัมป์พยายามเล่นงานประธานเฟดคนเก่าที่ไม่ยอมลดดอกเบี้ย ยืนยันว่านโยบายรบอิหร่านถูกต้องแล้ว

    2) ที่ทรัมป์บอกว่าไม่กังวลเลือกตั้งกลางเทอม อาจเป็นการพูดเสียงแข็งเท่านั้น เพราะเลือกตั้งมีผลต่อ สส. สว.ของพรรคที่บางคนอาจหลุดจากเก้าอี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ยอมแน่นอน

    3) ทรัมป์มั่นใจว่ายังไงก็เป็นประธานาธิบดีต่อไปอีก 2 ปี แม้ที่นั่ง สส. สว. ลดลงบ้าง แต่จะลดลงไม่มาก ไม่ค่อยมีผลต่อการบริหารประเทศ

    ตั้งแต่ต้นพฤษภาคม 2026 ทำเนียบขาวยืนยันว่า Operation Epic Fury สำเร็จแล้ว ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างงดงาม ส่วนเรื่องการเปิดฮอร์มุซ สหรัฐกำลังป้องกันตัวเองและช่วยเหลือนานาชาติ ถ้ารัฐสภาตีความว่าสงครามจบแล้ว จากนี้ไม่ใช่สงคราม สหรัฐจะรบได้เรื่อยๆ ทำนองเดียวกับที่อิสราเอลทำต่อฮามาสในกาซา ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ตรงตามยุทธศาสตร์ที่จะโจมตีต่อไปจนระบอบอิหร่านล่มสลาย

    ถ้าตีความตามทรัมป์ สถานการณ์นับจากนี้คือการป้องกันตัวเองและช่วยเหลือนานาชาติ วิธีการนี้อาจลดแรงเสียดทาน สามารถทำศึกต่อไปแบบจำกัดผลกระทบ

    ประการที่ 2 ปัจจัยเศรษฐกิจ

    ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐประจำเดือนพฤษภาคม 2026 อยู่ที่ 6.5% สะท้อนอัตราเงินเฟ้อในภาคค้าส่งที่พุ่งสูง ชี้ความเปราะบางเศรษฐกิจสหรัฐและโลกต่อภาวะช็อกด้านอุปทานพลังงาน ด้านดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ที่ไม่รวมหมวดอาหารกับพลังงานที่มีความผันผวนสูง ปรับเพิ่มขึ้น 0.4% MoM และทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 4.9% YoY

    สาเหตุหลักมาจากหมวดพลังงานขายส่ง ราคาน้ำมันเบนซินขายส่งพุ่งสูงขึ้นกว่า 23% ภายในเดือนเดียว และทะยานขึ้นเกือบ 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในภาคขายได้ส่งผ่านไปยังราคาค้าปลีก

    สงครามทำลายโครงข่ายพลังงานในตะวันออกกลาง (ทั้งอิหร่านกับหลายประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย) การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) มีผลโดยตรง

                   อย่างไรก็ตามตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของมิถุนายน ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับลง WTI ไม่เกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ยังปะทะเป็นระยะ แสดงว่าตลาดได้ซึมซับข่าวร้ายมากแล้ว และใช้เส้นทางขนส่งอื่นๆ การเพิ่มกำลังการผลิตจากกลุ่มนอกโอเปก (Non-OPEC) เช่น สหรัฐกับบราซิล ช่วยลดแรงกดดันฝั่งอุปทาน 

    ในอีกด้านวิกฤตคลังสำรองน้ำมันขยับเข้ามาใกล้ S&P Global Energy เตือนว่าคลังสำรองน้ำมันดิบของสหรัฐลดลงต่อเนื่อง หากยาวไปจนถึงไตรมาสที่ 3 อาจทำให้ระบบการกลั่นน้ำมันของสหรัฐเข้าสู่ภาวะวิกฤต

    กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่สามารถบรรเทาวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันขายส่งที่พุ่งสูงขึ้น เพราะถูกสร้างเพื่อกลั่นน้ำมันดิบชนิดหนักที่มีสารปนเปื้อนและกำมะถันสูง เหมาะกับน้ำมันดิบที่มาจากตะวันออกกลาง เวเนซุเอลา และเม็กซิโก

    แม้สหรัฐจะผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ได้มาก แต่น้ำมันดิบประเภทนี้เป็นชนิดเบาและกำมะถันต่ำ (Light/Sweet) หากนำมาป้อนเข้าโรงกลั่นอ่าวเม็กซิโกในสัดส่วนที่สูงเกินไป จะทำให้ประสิทธิภาพการกลั่นลดลงและเกิดคอขวดในระบบ ไม่สามารถผลิตน้ำมันเบนซินกับดีเซลเต็มกำลังการผลิต โรงกลั่นอ่าวเม็กซิโกจึงขาดแคลนวัตถุดิบที่ตรงกับโครงสร้างโรงกลั่นโดยตรง

                   สรุปคือแม้สหรัฐมีน้ำมันจากชั้นหินดินดานมาก มีโรงกลั่นมาก แต่ไม่สามารถผลิตน้ำมันเบนซินกับดีเซลได้มากพอ ราคาน้ำมันเบนซินขายส่งที่พุ่งขึ้น 23% ยืนยันว่าเงินเฟ้อครั้งนี้เกิดจากภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply-shock)

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้มาจากสงครามเท่านั้น อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PPI) ที่ยังทรงตัวในระดับสูงที่ 4.9% ชี้ว่าเงินเฟ้อกระจายตัวสู่วงกว้างแล้ว ปัจจัยขับเคลื่อนที่แท้จริงอาจมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของสหรัฐ เช่น นโยบายการคลังที่ตึงตัว การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น

    มีข้อมูลว่าอัตราการออมส่วนบุคคลของคนอเมริกันลดลงจาก 5.8% ในปีก่อนหน้า ร่วงลงเหลือเพียง 2.6% สะท้อนว่าผู้คนจำเป็นต้องควักเงินเก็บออกมาใช้จ่ายจนแทบไม่มีเงินเหลือสะสม พวกรายได้ปานกลางกับรายได้น้อยลำบากที่สุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1013468/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05G-CZ_OFA3Vx7Nr-ILXNW

  • จะเกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย? ยักษ์อันดับหนึ่งของอาเซียนที่เศรษฐกิจกำลังทรุดเพราะค่าเงิน

    จะเกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย? ยักษ์อันดับหนึ่งของอาเซียนที่เศรษฐกิจกำลังทรุดเพราะค่าเงิน

    เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และแม้ว่าค่าเงินจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย แต่นักวิจารณ์เตือนว่านโยบายของรัฐบาลกำลังทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้

    เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบทั่วโลกที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง

    เพื่อปกป้องประชาชน รัฐบาลจึงยืนกรานที่จะคงนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาแพง และโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ้นเปลืองและก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษในวงกว้าง

    ในขณะที่อินโดนีเซียต้องการเงินตราต่างประเทศอย่างมาก ทางการกลับทำให้นักลงทุนหวาดวิตกด้วยการควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “ลัทธิชาตินิยมทรัพยากร” ขณะที่การเคลื่อนไหวของรัฐสภาเพื่อเพิ่มการกำกับดูแลธนาคารกลางทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    ค่าเงินรูเปียห์ร่วงลงอย่างหนัก ทำสถิติต่ำสุดติดต่อกัน และลดลงต่ำกว่า 18,100 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ในสัปดาห์นี้

    ตลาดหุ้นสูญเสียมูลค่าไปประมาณหนึ่งในสามนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผลการดำเนินงานที่แย่ที่สุดในโลก เนื่องจากนักลงทุน “ขาย” หุ้นอินโดนีเซียมากขึ้นเรื่อยๆ

    ในสัปดาห์นี้ ในที่สุดก็มีสัญญาณที่ดีขึ้นบ้าง เมื่อค่าเงินและตลาดตอบสนองในเชิงบวกต่อการที่ธนาคารกลางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นพื้นฐาน 75 จุดติดต่อกัน

    อย่างไรก็ตาม “ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับนโยบายภายในประเทศล่าสุดจะยังคงอยู่” การวิเคราะห์โดย BMI ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของ Fitch Solutions กล่าว

    โดยชี้ให้เห็นว่าค่าเงินรูเปียห์ยังคงอ่อนค่ากว่าช่วงเริ่มต้นของสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ประมาณ 7%

    “เนื่องจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับนโยบายภายในประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไข เราคาดว่าแรงกดดันให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงจะยังคงอยู่ต่อไป” BMI กล่าว

    ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางอินโดนีเซีย “ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก” BMI กล่าวเพิ่มเติม

    ‘ประชานิยมและการแทรกแซง’
    อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงมักจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

    รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต กำลังตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 8% ภายในปี 2029 ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายนโยบายหลัก แต่เป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่าอาจยากที่จะบรรลุ

    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จูดา อากุง กล่าวกับ AFP ในสัปดาห์นี้ว่า รัฐบาลจะไม่ละทิ้งเป้าหมายดังกล่าว แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายทางสังคมสูงที่รองรับเป้าหมายนั้นอยู่ก็ตาม

    “เราต้องเติบโตให้สูงขึ้นเพื่อที่จะเป็นประเทศร่ำรวยภายในปี 2045” เขากล่าวในการสัมภาษณ์ “มิฉะนั้นเราจะ…ติดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง”

    จูดา อดีตรองผู้ว่าการธนาคารกลาง กล่าวว่า รัฐบาลสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุด แม้จะมีความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและต้นทุนการชำระหนี้ของรัฐที่สูงขึ้นก็ตาม

    “นี่เป็นหน้าที่ของธนาคารกลาง พวกเขามีความเป็นอิสระ พวกเขารู้ว่าควรทำอะไร” เขากล่าว

    ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะพยุงค่าเงินรูเปียห์

    “การทำให้ค่าเงินมีความมั่นคงมากขึ้นนั้น…จำเป็นต้องให้รัฐบาลของประโบโวเปลี่ยนจากนโยบายประชานิยมและแทรกแซงเศรษฐกิจ” Capital Economics กล่าวในบันทึกเมื่อสัปดาห์นี้

    “ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จำเป็นคือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน…ไปสู่การกำหนดนโยบายที่เป็นมิตรกับนักลงทุนมากขึ้น”

    การสร้างความเชื่อมั่นขึ้นใหม่
    จูดาเน้นย้ำว่าค่าเงินรูเปียห์ต่ำกว่าความเป็นจริง และแรงกดดันทางเศรษฐกิจนั้น “สามารถจัดการได้” และจะลดลงเมื่อสงครามสิ้นสุดลง

    “เศรษฐกิจของเราค่อนข้างยืดหยุ่น” เขากล่าว

    นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นอีก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่องบประมาณขาดดุลของรัฐบาล ซึ่งกฎหมายกำหนดให้รัฐบาลต้องควบคุมไม่ให้เกินร้อยละ 3 ของ GDP

    นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนยังเพิ่มขึ้นเนื่องจากจาการ์ตาอยู่ระหว่างรอการตัดสินใจจาก MSCI ซึ่งเป็นผู้จัดทำดัชนีระดับโลก เกี่ยวกับสถานะความเสี่ยงของตลาด หลังจากที่กลุ่มดังกล่าวแสดงความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสของการถือครองหุ้น

    การลดอันดับความน่าเชื่อถืออาจกระตุ้นให้เกิดการไหลออกของเงินทุนมากขึ้น

    จากข้อมูลของจูดา ในตอนนี้มี “เงินทุนไหลเข้าจำนวนมากในพันธบัตรรัฐบาล” นับตั้งแต่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึง “สัญญาณความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น”

    ธนาคารโลกกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า อินโดนีเซียมีแนวโน้มที่จะเติบโตไม่เกิน 5.0% ภายใต้แรงกดดันจากการใช้จ่ายภาครัฐที่สูง ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 5.4%

    ในไตรมาสแรกของปี 2026 ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่าการเติบโตอยู่ที่ 5.6% แต่บรรดานักวิเคราะห์ได้แสดงความสงสัยเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของตัวเลขดังกล่าว

    เดนิ ฟรายาน นักวิจัยจากศูนย์ศึกษาด้านยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CST) ในกรุงจาการ์ตา กล่าวว่า รัฐบาลควรลดการใช้จ่ายเพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่ารัฐบาลมุ่งมั่นที่จะควบคุมการขาดดุลทางการคลัง

    “ความไว้วางใจนั้นได้มาจากการแสดงผลงาน ชื่อเสียง และการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด” เขากล่าวกับสำนักข่าว AFP

    Agence France-Presse

    Photo – นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแสดงปฏิกิริยาขณะเข้าร่วมการประท้วงเรียกร้องให้ประธานาธิบดีประโบโว ซูเบียนโต ลาออกจากตำแหน่ง ที่เมืองสเลมัน จังหวัดยอกยาการ์ตา เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน (Photo by Devi Rahman / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/43697&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O0BP6WGdGv9xokUDGwv1B

  • เศรษฐกิจอินโดนีเซียฟื้นตัวช้า นักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่น

    เศรษฐกิจอินโดนีเซียฟื้นตัวช้า นักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่น

    เศรษฐกิจอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับความท้าทายรุนแรงจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง แม้รูเปียห์จะฟื้นตัวเล็กน้อยหลังจากธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย แต่นักวิเคราะห์เตือนว่านโยบายของรัฐบาลยังคงทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจในช่วงเวลาสำคัญนี้

    สกุลเงินและตลาดทุนอ่อนแอ

    รูเปียห์ได้ดิ่งลงมาอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ที่ต่ำกว่า 18,100 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นี้ ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียสูญเสียมูลค่าประมาณหนึ่งในสามนับตั้งแต่ต้นปี ถือเป็นผลงานที่แย่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากนักลงทุนเริ่ม “ขายทิ้งอินโดนีเซีย” อย่างต่อเนื่อง

    ในสัปดาห์นี้ได้มีสัญญาณบรรเทาเมื่อสกุลเงินและตลาดทุนตอบสนองในทางบวกต่อการที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียขึ้นอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน 75 หลักฐานในการประชุม 2 ครั้งติดต่อกัน

    นโยบายรัฐบาลสร้างความกังวล

    รัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโตยังคงยืนยันการดำเนินนโยบายอุดหนุนเชื้อเฟลิงที่มีต้นทุนสูงและโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสิ้นเปลืองและก่อให้เกิดการเป็นพิษอาหารขนาดใหญ่

    ในขณะที่อินโดนีเซียต้องการเงินตราต่างประเทศอย่างเร่งด่วน การที่หน่วยงานรัฐออกมาตรการควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดขึ้นซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “ชาตินิยมทรัพยากร” ได้สร้างความตกใจให้กับนักลงทุน รวมถึงการเคลื่อนไหวของรัฐสภาที่จะเพิ่มการกำกับดูแลธนาคารกลางซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของสถาบันการเงิน

    เป้าหมายการเติบโตท้าทาย

    รัฐบาลปราโบโว สุเบียนโตตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ 8 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2572 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่าเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานและยากต่อการบรรลุ รองรัฐมนตรีการคลัง จูดา อากุง กล่าวว่ารัฐบาลจะไม่ละทิ้งเป้าหมายนี้แม้จะมีการใช้จ่ายด้านสังคมที่สูง

    บริษัท Capital Economics ระบุในรายงานว่า “การทำให้สกุลเงินแข็งแกร่งขึ้นต้องอาศัยการที่รัฐบาลปราโบโวเปลี่ยนแปลงจากวาระนโยบายแบบประชานิยมและแทรกแซง” และเสริมว่า “สิ่งที่จำเป็นคือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนไปสู่การกำหนดนโยบายที่เป็นมิตรต่อนักลงทุนมากขึ้น”

    แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและงบประมาณ

    นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม อาจส่งผลกระทบต่อการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลที่กฎหมายกำหนดไม่ให้เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ธนาคารโลกประเมินเมื่อวันพฤหัสบดีว่าอินโดนีเซียน่าจะเห็นการเติบโตไม่เกิน 5.0 เปอร์เซ็นต์ภายใต้ภาระการใช้จ่ายภาครัฐที่สูง ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 5.4 เปอร์เซ็นต์

    เดนี ฟรีอาวาน นักวิจัยจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศกรุงจาการ์ตา แนะนำว่ารัฐบาลควรลดการใช้จ่ายเพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่ามุ่งมั่นในการควบคุมการขาดดุลงบประมาณ และกล่าวว่า “ความเชื่อมั่นได้มาจากผลงาน ชื่อเสียง และการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด”

    Deputy Finance Minister Juda Agung says the government supports Bank Indonesia's recent interest rate hikes

    Deputy Finance Minister Juda Agung says the government supports Bank Indonesia’s recent interest rate hikes

    The Jakarta stock market has lost about a third of its value since the start of the year, one of the worst performances globally

    The Jakarta stock market has lost about a third of its value since the start of the year, one of the worst performances globally

    Analysts doubt official figures putting first-quarter growth in Indonesia at 5.6 percent

    Analysts doubt official figures putting first-quarter growth in Indonesia at 5.6 percent

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/indonesia-economy-recovery-investor-confidence&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cAVaogycbjKP0feQsuhAy

  • นายกฯหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันไทยสู่ศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมของภูมิภาค

    นายกฯหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันไทยสู่ศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมของภูมิภาค

    14 มิถุนายน 2569 –  นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนเต็มที่ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยเห็นด้วยในหลักการกับข้อเสนอของภาคเอกชนในการพัฒนา New National Art and Culture Platform เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ประเด็นดังกล่าวได้รับการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และคณะผู้บริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 โดยภาคเอกชนเสนอให้จัดตั้งแพลตฟอร์มศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมยุคใหม่ ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์การเรียนรู้ พื้นที่พัฒนาทักษะ เวทีแสดงศักยภาพของศิลปินไทย และศูนย์กลางเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน

    นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมระยะสั้น แต่เป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ การจ้างงาน และโอกาสทางธุรกิจได้ในระยะยาว หากมีการออกแบบระบบนิเวศที่เหมาะสม โดยประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะ งานหัตถกรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงได้ เชื่อว่าทุนวัฒนธรรมไทยไม่ควรถูกมองเพียงในมิติการอนุรักษ์ แต่ต้องสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้ด้วย หากสามารถเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของภาคเอกชน คือการจัดตั้ง Art Free Zone หรือเขตปลอดอากรด้านศิลปะ เพื่อดึงดูดงานศิลปะระดับโลก นักสะสม สถาบันศิลปะ และผู้จัดงานระดับนานาชาติเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงและซื้อขายผลงานศิลปะในภูมิภาค นายกรัฐมนตรีเห็นว่า แนวทางดังกล่าวมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะนอกจากจะช่วยดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และบริการสร้างสรรค์ต่าง ๆ รวมถึงเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้แสดงผลงานบนเวทีเดียวกับศิลปินระดับโลก เกิดการซื้อขาย การว่าจ้าง และการต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคศิลปะและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่จะกระจายสู่ภาคเศรษฐกิจในวงกว้าง สร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจให้กับหลายอุตสาหกรรม ตลอดจนช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1013747/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wxCLwiOmQej7uxd2UQ3ra

  • “นายกฯ” หนุน ศก.สร้างสรรค์ ดันแพลตฟอร์ม “ศิลปะแห่งชาติ” ปั้นทุนวัฒนธรรมไทยสู่รายได้มหาศาล

    “นายกฯ” หนุน ศก.สร้างสรรค์ ดันแพลตฟอร์ม “ศิลปะแห่งชาติ” ปั้นทุนวัฒนธรรมไทยสู่รายได้มหาศาล

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/153904&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V8HnZ2ApA2D3nb6mpqapX

  • เปิด 10 ข้อเสนอ ‘หอการค้า’ ชงรัฐบาล  เร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘พ้น ICU’

    เปิด 10 ข้อเสนอ ‘หอการค้า’ ชงรัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘พ้น ICU’

    เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมานายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำกรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และหน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยการเข้าพบรัฐบาลหอการค้าไทยถือเป็นการหารือกับภาคธุรกิจของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลรับฟังความคิดเห็นจากนักธุรกิจ และบริษัทขนาดใหญ่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

    โดยในการหารือกับรัฐบาลในครั้งนี้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้นำรายงานผลสำรวจความคิดเห็นจากสมาชิกและเครือข่ายภาคธุรกิจทั่วประเทศ พบว่า ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นและต้นทุนรอบด้าน โดย57.4% ระบุว่า ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ขณะที่ 68.3% มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้าในระดับต่ำมากเนื่องจากเศรษฐกิจเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาน้ำมัน และต้นทุนของภาคธุรกิจในปีนี้อย่างต่อเนื่อง

    โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อ ภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น  79.2% รองลงมา คือ ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น  66.3% และกําลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว 60.4% สะท้อนว่าภาคธุรกิจกําลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านต้นทุนและรายได้พร้อมกัน

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ 67.3% คาดว่า เศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนข้างหน้าจะปรับตัวแย่ลง และ 68.3% มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนความกังวลของภาคเอกชนต่อทิศทางเศรษฐกิจ และตอกย้ำความจําเป็นที่ภาครัฐต้องเร่งดําเนินมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม และสร้างความเชื่อมั่นได้โดยเร็ว

    เปิด 10 ข้อเสนอ ‘หอการค้า’ ชงรัฐบาล  เร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘พ้น ICU’

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนจึงได้เสนอ 10 มาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ต่อรัฐบาลอนุทินเพื่อให้เร่งขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศพ้นจากวังวันที่เศรษฐกิจขยาตัวได้ต่ำสุดในภูมิภาค รวมทั้งสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไปของประเทศ ได้แก่ 

    1.) กระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศ โดยแก้ปัญหากำลังซื้อในประเทศที่ลดลง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยเสนอ ได้แก่ เร่งดำเนินโครงการกระตุ้นกำลังซื้อต่อยอดจากความสำเร็จเดิม เช่น “คนละครึ่งพลัส” โดยปรับให้เน้นใช้จ่ายในจังหวัดรอง จังหวัดชายแดน หรือ Low Season เพื่อกระจายเม็ด เงินอย่างทั่วถึง

    รวมทั้งขยายโครงการในรูปแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น ปุ๋ยยาเกษตรกรคนละครึ่ง สำหรับซื้อในร้านท้องถิ่น และ “เที่ยวคนละครึ่ง” ที่เน้นจังหวัดชายแดน และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่อง

    2.) การลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม พร้อมเสนอให้ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ให้สะท้อนต้นทุนจริงแทนการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว รวมถึงกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส

    3.) การช่วยเหลือ SMEs และเสริมสภาพคล่อง โดยจัดหามาตรการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ระยะยาวที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และเสนอให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์สำหรับ SMEs ที่ติดปัญหา NPL โดยพิจารณาจากศักยภาพและกระแสเงินสดในปัจจุบันแทน

    4.) การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้สิน โดยดำเนินการแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบในกลุ่มรายได้น้อยและปานกลาง ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ การพักชำระหนี้ และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการดำรงชีพและลดปัญหาหนี้นอกระบบ

    5.) การปกป้องตลาดภายในประเทศ ยกระดับมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าต่างชาติที่มีลักษณะ ทุ่มตลาด หรือแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งกระทบต่อ SMEs ไทยโดยตรง พร้อมสนับสนุนนโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการภายในประเทศ

    6.) การส่งเสริมการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลัก โดยการขยายตลาดใหม่ ปรับปรุงภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และทบทวนความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้มีความสมดุลและเป็นธรรม โดยเฉพาะมาตรการจัดการสินค้านำเข้าตามฤดูกาล

    7.) การฟื้นฟูภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร สร้างเสถียรภาพด้านราคาด้วยการวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด (Market-Led Production) และสนับสนุนการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและยา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย

    8.) การส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ กระตุ้นตลาดท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความแออัดในท่าอากาศยานหลัก และเร่งแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว

    9.) การปฏิรูประบบราชการและธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพความโปร่งใส ปราบปรามการทุจริต และเร่งลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาต (Ease of Doing Business) โดยนำระบบดิจิทัลมาใช้บูรณาการกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนเพื่อลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ

    10.) การช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนและเศรษฐกิจภูมิภาค เร่งมาตรการเยียวยาในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอน (เช่น ชายแดนไทย-กัมพูชา) และส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคตามจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ผ่าน Soft Power และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

    นายพจน์ กล่าวด้วยว่า หอการค้าไทยเชื่อมั่นว่ามาตรการเหล่านี้ หากได้รับการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและเร่งด่วน จะช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นและวางรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1238100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K2LAYhuqxGCrK3jMHaYLN

  • ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

    ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

    ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

    ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

    การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เข้าสู่ประเทศไทยมูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากการขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยตั้งแต่ปี 2567 ถึงไตรมาสแรกปี 2569) กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จุดคำถามสำคัญถึงความพร้อมด้านทรัพยากรน้ำและพลังงานของประเทศ รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้รับจากการลงทุนขนาดใหญ่ดังกล่าว

    1.7 ล้านล้านบาท คุ้มค่าทรัพยากรหรือไม่

    นายขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโส ธนาคารโลก (World Bank) ผู้รับผิดชอบประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเด็นการใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นโจทย์ใหญ่ระดับโลก เนื่องจากศูนย์ข้อมูลต้องใช้ทั้งน้ำและไฟฟ้าปริมาณมาก(สำหรับระบบเซิร์ฟเวอร์ ระบบสำรองไฟ และระบบทำความเย็น) ซึ่งเป็นความท้าทายที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่เช่นเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเรื่องดังกล่าวไม่ควรแยกมิติการบริหารจัดการน้ำออกจากการส่งเสริมการลงทุน แต่ต้องมองทั้งสองด้านควบคู่กันไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำส่วนเกิน หากสามารถบริหารจัดการและกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้

    “หากจะคิดแยก การบริหารจัดการน้ำก็มองไปทางหนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ก็มองไปอีกทางหนึ่ง แต่สุดท้ายต้องตอบให้ได้ว่าการลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด” นายขวัญพัฒน์ กล่าว

    ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล

    นอกจากนี้ยังมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงดาต้าเซ็นเตอร์ใช้น้ำหรือไฟฟ้าปริมาณมากเท่าใด แต่คือการประเมินว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศได้รับมีความคุ้มค่ากับต้นทุนทรัพยากรหรือไม่ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่สามารถดึงประโยชน์จากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้เต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการสร้างนวัตกรรม การเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาธุรกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจอื่นๆ

    อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่อง “มูลค่าของน้ำ” ซึ่งไทยยังไม่มีการกำหนดต้นทุนที่ชัดเจน แม้ที่ผ่านมาโดยเฉพาะภาคเกษตรจะใช้น้ำโดยแทบไม่มีการคิดต้นทุน แต่เมื่อเกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้ทรัพยากรในปริมาณสูง คำถามเรื่องการจัดสรรทรัพยากรและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญมากขึ้น

    ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

    สำหรับข้อถกเถียงเรื่องการจัดเก็บค่าไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ในอัตราที่สูงกว่าผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปนั้น นายขวัญพัฒน์ระบุว่า ต้องพิจารณาควบคู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น หากการลงทุนดังกล่าวสามารถช่วยขยายขนาด Digital Economy สร้างการจ้างงาน และก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเนื่อง ไปยังภาคธุรกิจอื่นได้ ก็จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร

    “โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย และกระจายประโยชน์ไปสู่ระบบเศรษฐกิจวงกว้าง ไม่ใช่เกิดประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น”

    หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเร่งขยายเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตมากขึ้น เพื่อให้ผลตอบแทนจากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กระจายไปยังภาคการผลิต การบริการ และภาคธุรกิจอื่นๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันไทยยังไม่สามารถนำผลประโยชน์ต่อเนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มาคำนวณในสมการเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการกำหนดต้นทุนด้านพลังงานและทรัพยากรจึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

    เร่งใช้น้ำหมุนเวียน-หนุนพลังงานสีเขียว

    ด้าน รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วจากการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงความพร้อมด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำของประเทศ โจทย์สำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะรับการลงทุนหรือไม่ แต่คือการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดความสมดุล และทำให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว

    สำหรับ ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำค่อนข้างมาก ดังนั้นแนวทางสำคัญคือการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ หรือ Recycled Water เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำจืดที่ประชาชนและภาคส่วนอื่นจำเป็นต้องใช้ ขณะเดียวกัน แม้ประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำฝนไหลผ่านจำนวนมาก แต่ปัญหาสำคัญคือการกักเก็บน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำให้รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่

    “การสร้างอ่างเก็บน้ำหรือระบบกักเก็บน้ำ ไม่ควรเป็นเพียงการเก็บน้ำไว้ใช้เท่านั้น แต่ต้องถูกออกแบบให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ”

    สำหรับข้อเสนอเรื่องการจัดเก็บค่าไฟฟ้าหรือค่าทรัพยากรเพิ่มเติมจากดาต้าเซ็นเตอร์ รศ.ดร.วิทยา มองว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องหารือร่วมกันบนหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ แม้ไทยจะมีความพร้อมด้านกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลายประเภท แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านพลังงานสะอาด หรือ Green Energy ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญมากขึ้น

    ทั้งนี้ การพัฒนาระบบนิเวศของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์และสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/661315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ffsAT6xO3z8PwR3um91RE