Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง.คงดอกเบี้ย 1.25% ในการประชุม 25 ก.พ.นี้

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง.คงดอกเบี้ย 1.25% ในการประชุม 25 ก.พ.นี้

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดกนง.คงดอกเบี้ย 1.25% ในการประชุม 25 ก.พ.นี้

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์แนวโน้มการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ โดยมองว่า คณะกรรมการมีแนวโน้มจะมีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.25% ต่อปี เพื่อรอติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 มีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนด้านการบริโภคและภาคท่องเที่ยว แต่ภาพรวมยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก การส่งออกที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ตลอดจนทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ดังนั้น การคงดอกเบี้ยในรอบนี้จึงเป็นการเปิดพื้นที่เชิงนโยบาย (policy space) เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า

    สำหรับประเด็นเงินเฟ้อ ศูนย์วิจัยฯ มองว่าแรงกดดันด้านราคายังอยู่ในกรอบที่สามารถบริหารจัดการได้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ได้เร่งตัวจนเป็นปัจจัยบังคับให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม อีกทั้งระดับดอกเบี้ยปัจจุบันถือว่าอยู่ในโซนที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    อย่างไรก็ดี ทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2569 เป็นสำคัญ หากตัวเลขการเติบโตชะลอลงมากกว่าคาด หรือมีแรงกดดันจากภาคการส่งออกและการลงทุนเอกชน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.00% ในช่วงกลางปี 2569 เพื่อช่วยประคับประคองการฟื้นตัว

    ทั้งนี้ การตัดสินใจของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ภายใต้การกำกับของ ธนาคารแห่งประเทศไทย มีความสำคัญต่อทิศทางต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมถึงส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้

    สำหรับการคงดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการดูแลเสถียรภาพด้านราคาและการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังสะท้อนท่าที “รอดูข้อมูล” (data-dependent) ของคณะกรรมการ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง

    ตลาดการเงินจึงจับตาผลการประชุมครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะถ้อยแถลงและน้ำเสียง (tone) ของ กนง. ซึ่งจะเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TPT6Ms_thBiQ0110eqeOy

  • หอการค้าไทยชี้เกมภาษีสหรัฐฯเดือด เตือนผู้ส่งออกรับมือความผันผวน จี้รัฐเร่งเจรจาการค้า

    หอการค้าไทยชี้เกมภาษีสหรัฐฯเดือด เตือนผู้ส่งออกรับมือความผันผวน จี้รัฐเร่งเจรจาการค้า

    หอการค้าไทย เผย ภาษีสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น หลัง “ทรัมป์” ประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกจาก10% เป็น15% โดยให้มีผลทันที เตือนผู้ส่งออกรับมือความผันผวน รัฐควรเร่งเจรจาการค้าพร้อมติดตามความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน

    วันนี้ ( 22 ก.พ.2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงประเด็นภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด แม้มาตรการเดิมบางส่วนจะถูกยกเลิก แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง โดยการประกาศปรับอัตราภาษีเป็น 15% ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการภาษีจะยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

    อีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยสถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หากต้องคืนภาษีที่เก็บมาจริง ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นหลัก หากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มี margin ต่ำ จึงจำเป็นต้องติดตามทิศทางค่าเงินควบคู่กับมาตรการภาษีอย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขันของการส่งออก อัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อความสามารถแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม / ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจการเปลี่ยนแปลงมาตรการอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการทำสัญญา การลงทุน และการวางแผนระยะยาวของผู้ประกอบการ ซึ้งขณะนี้ปรับเป็น 15% ใช้ได้แค่ 150 วันเท่านั้น ดังนั้นจะกระทบต่อการวางแผน

    และสุดท้ายการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก  มาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค   โดยหอการค้าไทย เห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะประเทศไทย แต่กระทบต่อทุกประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้การแข่งขันด้านนโยบายและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น ภาครัฐไทยจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเจรจาการค้า รวมถึง สถานทูตไทย กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย

    ไทยควรเร่งเดินเกมการเจรจาการค้า สร้างความชัดเจนของมาตรการ และผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับเพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในระยะยาว

    ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

    ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

    ในขณะเดียวกัน หอการค้าไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจ ผลกระทบรายอุตสาหกรรม และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้ประกอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพและสะท้อนสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้หอการค้าไทยพร้อมเป็นกลไกสนับสนุนข้อมูล ข้อเสนอ และการประสานเสียงจากภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถเดินหน้าเจรจาการค้าได้อย่างมีข้อมูลรอบด้านและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับไทย โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทในฐานะฐานการผลิตทางเลือกและศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค หากสามารถเสริมความชัดเจนด้านกติกาการค้าและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจได้

    โลกการค้าอยู่ในช่วงปรับสมดุล ไทยควรใช้จังหวะนี้ในการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ และเดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว

    อ่านข่าว:

     “ทรัมป์” เดือดขึ้นภาษีใหม่จากเดิม 10% เป็น15 % ทั่วโลกมีผลทันที

    “ระงับวีซา 75 ประเทศ -มาตรการภาษีทรัมป์”เผือกร้อนโลก “ล้อมรอบ” ไทย

    เศรษฐกิจไทย 2568 “วิ่งวิบาก” GDP โตช้าท่ามกลางภาษีสหรัฐฯ-ปะทะชายแดน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03siqn584ge906tB2pUggO

  • สรุปครบ! 13 หมวดสินค้ารอดภาษีสหรัฐ 15% ทรัมป์ประกาศเก็บทั่วโลก เช็กเลยตัวไหนโดน-ไม่โดน?

    สรุปครบ! 13 หมวดสินค้ารอดภาษีสหรัฐ 15% ทรัมป์ประกาศเก็บทั่วโลก เช็กเลยตัวไหนโดน-ไม่โดน?

    ถือเป็นมาตรการทางการค้าที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ลงนามประกาศพิเศษของประธานาธิบดี สั่งเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลก อาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 และสิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 รวมระยะเวลา 150 วัน

    ทว่าในวันถัดมา สถานการณ์พลิกผัน เมื่อ ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินไม่รับรองมาตรการภาษีชุดก่อนหน้าของทรัมป์ที่อาศัยกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) เป็นฐานอำนาจ ทรัมป์ซึ่งแสดงความไม่พอใจต่อคำวินิจฉัยดังกล่าวอย่างเปิดเผย ได้ประกาศ ปรับเพิ่มอัตราภาษีจาก 10% เป็น 15% ทันที ซึ่งอัตราดังกล่าวถือเป็นเพดานสูงสุดที่มาตรา 122 อนุญาตไว้พอดี

    ไขปม “ขาดดุล” บีบทรัมป์ออกมาตรการแรง

    แรงหนุนสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจใช้มาตรการนี้มาจากตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงสะสมมาหลายปี โดยที่ปรึกษาระดับสูงรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังเผชิญ วิกฤตดุลการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นรุนแรง ใน 4 มิติสำคัญ

    มิติแรก คือ การขาดดุลการค้า ที่พุ่งแตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 40% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และยังคงทรงตัวในระดับเดิมตลอดปี 2568

    มิติที่สอง คือ ดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ขาดดุลสูงถึง 4.0% ของ GDP ในปี 2567 เกือบ 2 เท่าของช่วงปี 2556–2562 และถือเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 หรือในรอบ 16 ปี

    มิติที่สาม คือ รายได้จากการลงทุนต่างประเทศ ที่ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี นับตั้งแต่ปี 2503 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยได้รับรายได้สุทธิจากการลงทุนในต่างประเทศมาตลอด แต่ในปี 2567 ตัวเลขนี้กลับพลิกเป็นลบ ทำให้หมดแรงประคองดุลบัญชีเดินสะพัด

    มิติสุดท้าย คือ ฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิ ที่ดิ่งลึกถึงติดลบ 90% ของ GDP ณ สิ้นปี 2567 เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยติดลบ 41% ในช่วงทศวรรษก่อน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานะที่ย่ำแย่ที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว

    เปิดรายชื่อสินค้าที่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม

    ภาษีใหม่ 15% ครอบคลุมสินค้านำเข้า ทุกประเภทจากทุกประเทศ ที่ไม่อยู่ในรายการยกเว้น โดยเป็นภาษีเพิ่มเติม จากภาษีปกติที่มีอยู่แล้ว สินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อาทิ สินค้าอุตสาหกรรมและเครื่องจักรทั่วไป สินค้าอุปโภคบริโภค เฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน เสื้อผ้าและสิ่งทอทั่วไป อาหารและสินค้าเกษตรที่ไม่อยู่ในรายการยกเว้น รวมถึงวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์โลหะแปรรูป

    เปิดรายชื่อสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม

    ประกาศฉบับนี้ยกเว้นสินค้า 13 หมวดหลัก โดยให้เหตุผลว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังนี้

    แร่ธาตุวิกฤตและโลหะมีค่า ได้แก่ แร่ธาตุที่จำเป็นต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม รวมถึงโลหะที่ใช้ทำเหรียญกษาปณ์และทองคำแท่ง

    พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซ และผลิตภัณฑ์พลังงานทุกประเภท รวมถึงปุ๋ยและทรัพยากรที่สหรัฐฯ ผลิตเองไม่เพียงพอ

    สินค้าเกษตรบางประเภท ได้แก่ เนื้อวัว มะเขือเทศ ส้ม และรายการที่ระบุในภาคผนวก

    ยาและวัตถุดิบยา ได้แก่ ยารักษาโรคและส่วนผสมทางเภสัชกรรมทุกชนิด

    อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ตามรายการที่ระบุในภาคผนวก

    ยานยนต์และชิ้นส่วน ได้แก่ รถยนต์นั่ง รถบรรทุกเบา รถบรรทุกหนัก รถบัส และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง

    ผลิตภัณฑ์อากาศยาน ได้แก่ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อุตสาหกรรมการบิน

    สินค้าภายใต้มาตรา 232 ได้แก่ เหล็กและอลูมิเนียมที่ถูกเก็บภาษีตามมาตรา 232 อยู่แล้ว จะไม่ถูกเก็บซ้ำซ้อน

    สินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกภายใต้ USMCA เฉพาะสินค้าที่ผ่านเกณฑ์และได้รับสิทธิ์ยกเว้นตามความตกลง USMCA

    สิ่งทอจากกลุ่ม CAFTA-DR ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจากคอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และนิการากัว

    สิ่งพิมพ์ ของบริจาค และสัมภาระติดตัว ไม่รวมอยู่ในขอบเขตการเก็บภาษี

    3 เรื่องด่วนที่ผู้ส่งออกต้องรู้ก่อน 24 ก.พ.

    1. สินค้าในเรือได้รับการยกเว้น — สินค้าที่บรรทุกขึ้นเรือแล้วและเข้าพิธีการศุลกากรก่อน 00:01 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จะยังได้รับการยกเว้น ผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งควรเร่งติดตามสถานะสินค้าโดยด่วน

    2. ภาษีสะสมเพิ่มภาระต้นทุน — ภาษี 15% นี้เป็นภาษีเพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าปกติที่มีอยู่เดิม

    3. ตรวจสอบรหัส HTS ของสินค้า — รายละเอียดสินค้าที่ได้รับการยกเว้นทั้งหมดระบุไว้ใน Annex I และ Annex II ของประกาศซึ่งเผยแพร่ใน Federal Register ผู้ส่งออกควรตรวจสอบรหัสสินค้าตาม Harmonized Tariff Schedule (HTS) ให้ตรงกับรายการดังกล่าวโดยละเอียดก่อนดำเนินการใด ๆ

    ที่มา:  Imposing a Temporary Import Surcharge to Address Fundamental International Payments Problems

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lq0xEqbUiQZPEBI7vDCYk

  • คาด! กนง.คงดอกเบี้ย 1.25% หลัง GDP ไทยโตสูงกว่าคาด

    คาด! กนง.คงดอกเบี้ย 1.25% หลัง GDP ไทยโตสูงกว่าคาด

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% YoY สูงกว่าที่ประเมินไว้ ส่งผลให้แรงกดดันต่อการเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจลดลง โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชน รวมถึงการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่ปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัสและการเติมเงินบัตรสวัสดิการ โครงการเที่ยวดีมีคืน 2568 ตลอดจนการเร่งซื้อยานยนต์ก่อนสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 แต่โดยรวมสะท้อนว่าโมเมนตัมเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้

    ผลการเลือกตั้งช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง และเอื้อต่อความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง โดยคาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีหลังการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จในไตรมาส 2 หรือ 3 ของปีนี้ ขณะเดียวกัน เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน และสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะถัดไป

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% ในปีนี้ โดยคาดว่าอาจเกิดขึ้นในการประชุมรอบเดือน มิ.ย. 2569 เพื่อรอประเมินตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ที่จะออกมาในเดือนพ.ค. 2569 ซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญและอาจเป็นจุดต่ำสุดของปี ปัจจัยกดดันหลักมาจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐชะลอลง ประกอบกับแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนที่แผ่วลงหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง คนละครึ่ง เฟส 1 และมาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 สิ้นสุดลง

    ขณะที่ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสทยอยฟื้นตัวหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วและมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยว นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมากขึ้น และภาครัฐจำเป็นต้องลดการขาดดุลตามแผนการคลังระยะปานกลาง

    นอกจากนี้ สินเชื่อมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ โดยสินเชื่อในกลุ่ม SMEs และสินเชื่อรายย่อยยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสภาพคล่องและการฟื้นตัวของรายได้ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.00% อาจช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้บางส่วน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ทั้งนี้ การที่ กนง. มีกรรมการเพียง 6 ท่าน จากปกติ 7 ท่าน อาจทำให้ดุลยภาพของความเห็นในที่ประชุมมีความอ่อนไหวมากขึ้น โดยหากเสียงแตกแบบ 3 ต่อ 3 จะเป็นการให้น้ำหนักกับการตัดสินใจของประธานกนง. นอกจากนี้ การเปลี่ยนเลขานุการ กนง. คนใหม่ อาจนำไปสู่การปรับโทนหรือรูปแบบการสื่อสารเชิงนโยบายที่ต้องจับตาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/269156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NjilBtL0lwc4QJds3noB0

  • พาณิชย์เร่งประเมินผลกระทบ หลังสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 10%

    พาณิชย์เร่งประเมินผลกระทบ หลังสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 10%

    พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ หลังประกาศภาษีนำเข้าใหม่ ติดตามคำวินิจฉัยศาลสูงสุดใกล้ชิด พร้อมดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทย

    ภายหลังจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นการชั่วคราว กระทรวงพาณิชย์ไทยเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการส่งออกและผู้ประกอบการไทย

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของนโยบายการค้าโลก และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า แม้ล่าสุดจะมีคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการดำเนินมาตรการภาษีของฝ่ายบริหาร แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอความชัดเจน ทั้งในเชิงกฎหมายและแนวปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์จึงได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน รวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย

    ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการกำหนดมาตรการภาษีศุลกากร โดยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า การใช้อำนาจภายใต้ IEEPA เพื่อกำหนดภาษีต่างตอบแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA มิได้ให้อำนาจในการเรียกเก็บภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

    ศุภจี กล่าวว่า สาระสำคัญของคำวินิจฉัยครั้งนี้สะท้อนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ โดยศาลชี้ว่า แม้ IEEPA จะให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางในการควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่การกำหนดภาษีศุลกากรจำเป็นต้องได้รับมอบหมายอำนาจอย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ

    สำหรับประเด็นการขอคืนภาษี ผู้นำเข้าที่เป็นคู่ความในคดีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินภาษีจำนวนมากและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย กระบวนการดังกล่าวจึงมีแนวโน้มซับซ้อน และยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ

    ขณะเดียวกัน ไทยยังจำเป็นต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 แทนมาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิม

    ศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราภาษี 10% ภายใต้มาตรา 122 ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทย โดยกระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามแนวโน้มและพัฒนาการของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการทางการค้าอื่นเพิ่มเติม เช่น มาตรา 232, มาตรา 301 หรือมาตรการเฉพาะรายสินค้า ซึ่งไทยจำเป็นต้องประเมินผลกระทบเชิงลึกในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม

    ทั้งนี้ เบื้องต้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ จะต้องรับภาระภาษีในอัตราภาษีปกติ (MFN) ของสินค้านั้น บวกกับภาษีเพิ่มเติม 10% ตามมาตรา 122 รวมถึงค่าธรรมเนียมหรือมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง (หากมี)

    ศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/commerce-us-trump-tariff&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sLlRGLlj-KZqpp4IL68Hh

  • สน.บวรมงคล ร่วมงานบุญวัดดัง เดินหน้าประชาสัมพันธ์สายด่วน สร้างความอุ่นใจชุมชนบางพลัด

    สน.บวรมงคล ร่วมงานบุญวัดดัง เดินหน้าประชาสัมพันธ์สายด่วน สร้างความอุ่นใจชุมชนบางพลัด

    กรุงเทพมหานคร – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้กรอบโครงการ “เมืองไทยปลอดภัยน่าอยู่ COP” สถานีตำรวจนครบาลบวรมงคล เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งผู้แทนเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของชุมชน พร้อมประชาสัมพันธ์ช่องทางติดต่อสถานีตำรวจโดยตรง ย้ำภาพลักษณ์ “ตำรวจใกล้ชิดประชาชน”

    เวลา 09.00 น. ของวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ. นิธิชาญ ประสิทธิ์ผล ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบวรมงคล และ พ.ต.ท. วุฒิกฤตย์ สอนแก้ว รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท. เกษมสิทธิ์ โคตรอาษา สารวัตร (ชุมชนสัมพันธ์) เข้าร่วมงานบำเพ็ญกุศลเนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี คล้ายวันมรณภาพของ พระเทพมงคลญาณ (หลวงพ่อพิเชนทร์ ชินวโส) ณ วัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร​ โดยมี​ ว่าที่ร้อยตรี วัชรา งามมีฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรมงคล ร่วมพิธีดังกล่าว

    การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากเป็นการแสดงความเคารพและสานสัมพันธ์กับชุมชนแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ถือโอกาสประชาสัมพันธ์หมายเลขโทรศัพท์ของสถานีตำรวจนครบาลบวรมงคล เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อได้โดยตรงในกรณีเกิดเหตุด่วนเหตุร้าย

    การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทเชิงรุกของตำรวจในพื้นที่ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังเน้นการมีส่วนร่วมกับประชาชน สร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

    โครงการ “เมืองไทยปลอดภัยน่าอยู่ COP” จึงไม่ใช่เพียงนโยบายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการขับเคลื่อนงานเชิงปฏิบัติจริง ที่ทำให้ตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนทุกสถานการณ์

    เหตุด่วนเหตุร้าย โทร. 02-424-7725

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/279536&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fbCBYQk0dkn8pOmSFFvhF

  • ยศชนัน สนใจนั่งคุม อว. เตรียมคุย ภท.ดีลเก้าอี้ ครม.อีกครั้ง 24 ก.พ.

    ยศชนัน สนใจนั่งคุม อว. เตรียมคุย ภท.ดีลเก้าอี้ ครม.อีกครั้ง 24 ก.พ.

    วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.05 น.

    22 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ถึงความคืบหน้าการจัดสรรเก้าอี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้รับโควตาจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้งหมด 8 เก้าอี้ แบ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ 4 เก้าอึ้ และรัฐมนตรีช่วย 4 เก้าอี้ เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยวางตัว นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) แต่ขึ้นอยู่กับนายยศชนันจะตัดสินใจรับตำแหน่งหรือไม่ ล่าสุด มีรายงานว่า นายยศชนันให้ความสนใจจะรับตำแหน่งดังกล่าว เพราะมองว่าสามารถเข้าไปขับเคลื่อนงานในกระทรวงได้ เนื่องจากมีประสบการณ์ด้านการศึกษาในมหาวิทยาลัย โดยในวันที่ 24 ก.พ.นี้ พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย จะหารือกันเรื่องการจัดสรรเก้าอี้ ครม.กันอีกครั้ง

    – 006

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/948525&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LN-iDIj3Yvmho7ZDQfhah

  • “กูรูไอที” ตั้งข้อสังเกต “บัตรลงคะแนนสีชมพูใหม่” ไม่มี “เลขต้นขั้ว” มอง “ขวาก็เหว ซ้ายก็เหว”

    “กูรูไอที” ตั้งข้อสังเกต “บัตรลงคะแนนสีชมพูใหม่” ไม่มี “เลขต้นขั้ว” มอง “ขวาก็เหว ซ้ายก็เหว”

    ส่วนสะท้อนอย่างไรบ้างจากการเลือกตั้งครั้งแรกนั้น

    นายธนารัตน์ มองว่า กกต.ท่านยอมรับโดยพฤติกรรมหรือไม่  เป็นหลักฐานเชิงพฤติกรรมหรือไม่ว่า การเลือกตั้งวันที่ 1 และ8 ก.พ. มีปัญหา เลยเปลี่ยนบัตรใหม่ 

    ทั้งนี้ควรจะเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่นั้น

    นายธนารัตน์ ตอบว่า ตนเองก็ไม่กล้าฟันธง เพราะซ้ายก็เหว ขวาก็เหว จังหวะนี้

    กกต.คงต้องเลือกว่าจะเอาเหวซ้ายหรือเหวขวา ไม่ว่าท่านจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็จะมีประเด็นคนละแบบกันแต่วันนี้หวยออกมาที่ทางการเปลี่ยน

    แต่หากวันนี้ กกต.ท่านยังไม่เปลี่ยนทั้งที่มีผู้ท้วงติงไปแล้ว แล้วท่านก็ออกมายอมรับว่าสืบไปยังต้นขั้วได้แต่เป็นไปได้ยากนั้น

    ก็หมายความว่าท่านมีเจตนาที่จะใช้ระบบเดิมต่อไปซึ่งจะทำให้โทษทางกฎหมายหนักขึ้น เพราะศาลดูเจตนา 

    ซึ่งตนเองมองว่า การประชุมของ กกต.คงจะรับทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี และประเมินแล้วว่าควรเปลี่ยนเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยกว่า อย่างน้อยเรื่องของเจตนาจะได้ไม่มัดตัว แต่จากกรณีดังกล่าว ก็จะทำให้เราสามารถสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดได้เร็วขึ้นด้วยหลักฐานนี้

    ส่วนมองว่าจะนำไปสู่การเป็นหลักฐานให้ถูกร้อง ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่

    นายธนารัตน์ ตอบว่า แน่นอน และจริงๆเราก็เฝ้ารอไม่ว่าหวยจะออกเหวซ้ายเหวขวาก็เป็นหลักฐานได้ทั้งหมดอยู่ดี

    ส่วนกรณีที่ กปน.ยืนยันว่า มีเลขต้นขั้วนั้น ตนเองไม่เห็นเจ้าหน้าที่เขียน ถ้ามีก็ต้องหาวิธีสืบกันต่อไป

    แต่ยอมรับว่า ค่อนข้างยาก เพราะเราไม่สามารถขอหลักฐานจาก กกต.ได้ และวิธีการทำงานของศาลคนที่เป็นผู้ฟ้องจะต้องมีหน้าที่นำสืบต่อศาล

    แต่ตอนนี้หลักฐานทั้งหมดอยู่ในมือกกต.และด้วยความที่เขาเป็นองค์กรอิสระไม่มีอำนาจใดจากประชาชนเลยที่จะไปเรียกขอตรวจสอบได้ ต้องอาศัยสื่อมวลชน ที่ถ่ายภาพมาได้ ก็จะเก็บไว้เป็นหลักฐาน

    ทั้งนี้อยากให้ กกต.ชี้แจงในรายละเอียดเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่ตนเองสงสัยเรื่องคิวอาร์โค้ด ที่กกต.ชี้แจงว่ามีไว้กันปลอม

    แต่จนถึงตอนนี้ตนเองไม่เห็นหน่วยนับคะแนนไหนตรวจบัตรจริงบัตรปลอมเลย เอาแค่เรื่องนี้ต้องนับใหม่ทั้งประเทศหรือไม่ การนับของท่านชอบธรรมหรือไม่ เพราะไม่ได้ตรวจประเด็นกันปลอมเลย

    วันนี้ตนเองก็ได้สอบถาม เจ้าหน้าที่ กปน.ว่าขณะที่อบรมมีการพูดเรื่องบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ กปน.ก็ยืนยันว่าไม่มี แสดงให้เห็นว่า กปน.ไม่เคยรับรู้รับทราบถึงขั้นตอนการปฏิบัติเรื่องคิวอาร์โค้ดมาก่อน

    ตนเองจึงคิดว่า กกต.ควรออกมาชี้แจง ว่ากันปลอม กันขั้นตอนไหนกันแน่ ด้วยเครื่องมืออะไรที่ จัดซื้อในโครงการไหน ทีโออาร์อะไร ไม่อย่างนั้นเราไม่สามารถเชื่อท่านได้จริงๆ

    ท่านบอกให้เราเชื่อใจท่านก็ต้องพิสูจน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973889&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S6YD_5sSN1oNtit9jklTZ

  • 4 นักหวดเยาวชนไทยพ่ายเรียบ แฟนคลับเชียร์กันต่อ “คุณานันท์” ทำศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ เจ200” | เดลินิวส์

    4 นักหวดเยาวชนไทยพ่ายเรียบ แฟนคลับเชียร์กันต่อ “คุณานันท์” ทำศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ เจ200” | เดลินิวส์

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1)” ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 22 ก.พ.69 ปรากฏว่า เหล่านักเทนนิสเยาวชนชายไทย ที่คว้าชัยวันแรก ต้องหยุดผลงานไว้เพียงรอบคัดเลือก รอบ 2 เท่านั้น หลังปราชัยกันถ้วนหน้า โดย แดนไทย ตาก้อง มือ 1223 เยาวชนโลก แพ้ ลู่ ฮันเล่ย มือ 178 เยาวชนโลกจากจีน 0-2 เซต 3-6, 3-6

    ขณะที่ อริยพล หลีกุล มือ 866 เยาวชนโลก แพ้ เจียง เจ๋อ จากจีน มือ 597 เยาวชนโลก 0-2 เซต 4-6, 6-7 (5-7) ส่วน ปวรปรัชญ์ งั่นบุญศรี มือ 869 เยาวชนโลก แพ้ ออลลี่ ไนท์ มือ 454 เยาวชนโลก จากสหราชอาณาจักร 7-6 (4), 0-6 และ 2-8 Ret. โดย ปวรปรัชญ์ ได้ขอถอนตัว เนื่องจากตะคริว และ วาริสโรจน์ เลิศบรรธนาวงศ์ แพ้ เฉิน ซิงยู่ จากจีน มือ 281 เยาวชนโลก 0-2 เซต 2-6, 3-6

    อย่างไรก็ตาม รายการนี้ ยังเหลือเยาวชนไทย ที่จะได้ลงสนามแข่งขันในรอบเมนดรอว์ ระหว่างวันที่ 23-28 ก.พ.69 นำโดย คุณานันท์ พันธราธร วัย 17 ปี มืออันดับ 47 เยาวชนโลก

    สำหรับศึกไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1) ถือเป็นรายการใหญ่ เพราะแชมป์ประเภทเดี่ยวทั้งชายและหญิง จะได้คะแนนถึง 200 คะแนน จึงมีนักเทนนิสจากทั่วโลก ซึ่งมือเป็นท็อป 50 และ 100 เยาวชนโลก ให้ความสนใจเดินทางมาร่วมแข่งขันเป็นจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5625714/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PoqJDrxd46yQzr7LAkEbP

  • คุมเข้ม ปลั๊กพ่วง-พาวเวอร์แบงค์-ไดร์เป่าผม พบไม่ได้มาตรฐานบนออนไลน์

    คุมเข้ม ปลั๊กพ่วง-พาวเวอร์แบงค์-ไดร์เป่าผม พบไม่ได้มาตรฐานบนออนไลน์

    คุมเข้ม ปลั๊กพ่วง-พาวเวอร์แบงค์-ไดร์เป่าผม พบไม่ได้มาตรฐานบนออนไลน์

    สมอ.คุมเข้มสินค้าบนออนไลน์ “ไดร์เป่าผม พาวเวอร์แบงค์ ปลั๊กพ่วง” ต้องมี มอก. เนื่องจากเกิดเหตุร้ายแรงกับผู้บริโภคที่ใช้สินค้าดังกล่าวที่ไม่ได้มาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง

    สมอ. จับมือ TikTok Shop Thailand ติวเข้มความรู้ มอก.แก่คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายเทคโนโลยีและอุปกรณ์ไอทีที่มีผู้ติดตามจำนวนมากใน TikTok เน้น 3 สินค้าเฝ้าระวังพิเศษ “ไดร์เป่าผม พาวเวอร์แบงค์ ปลั๊กพ่วง” ตามมาตรการกวาดล้างสินค้าด้อยคุณภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค 

    นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับ TikTok ในครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของ สมอ. ที่จะส่งเสริมให้แพลตฟอร์มออนไลน์ขายสินค้าที่ได้มาตรฐานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 

    คุมเข้ม ปลั๊กพ่วง-พาวเวอร์แบงค์-ไดร์เป่าผม พบไม่ได้มาตรฐานบนออนไลน์

    โดยเฉพาะสินค้าควบคุมของ สมอ. ทั้ง 150 รายการ ที่ครอบคลุมสินค้ากว่า 300 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งภายในงานนี้ มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายเทคโนโลยีและอุปกรณ์ไอที ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เข้าร่วมงานมากกว่า 100 ราย จึงนับเป็นโอกาสดีที่จะส่งต่อความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานและการจำหน่ายสินค้าควบคุม ให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้นำไปใช้ในการผลิตคอนเทนต์และไลฟ์ขายสินค้าใน TikTok เช่น วิธีการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน การตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. ปลอม การตรวจสอบผู้ได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. อย่างถูกต้อง 

    คุมเข้ม ปลั๊กพ่วง-พาวเวอร์แบงค์-ไดร์เป่าผม พบไม่ได้มาตรฐานบนออนไลน์

    การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ได้มาตรฐานกับสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การแจ้งเบาะแสหากพบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โทษตามกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้า ผลิต และจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้สินค้าไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น 

    โดยในช่วงแรกจะเน้นสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ “ไดร์เป่าผม พาวเวอร์แบงค์ และปลั๊กพ่วง” เนื่องจากเกิดเหตุร้ายแรงกับผู้บริโภคที่ใช้สินค้าดังกล่าวที่ไม่ได้มาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง

    นอกจากนี้ สมอ. ยังได้ร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ เช่น ช้อปปี้ ลาซาด้า และไลน์ช้อปปิ้ง เชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตของ สมอ. เพื่อให้สามารถระงับการจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานผ่าน keyword จำเพาะของผลิตภัณฑ์ได้

    รวมทั้งผนึกกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น กรมศุลกากร กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสภาองค์กรของผู้บริโภค

    โดยมีเป้าหมายให้ทุกแพลตฟอร์มมีส่วนรับผิดชอบในการนำสินค้ามาจำหน่าย หากไม่ได้มาตรฐานต้องนำออกจากแพลตฟอร์มทันที  และสร้างระบบแจ้งเบาะแสที่รวดเร็ว โดยให้แพลตฟอร์มต้องมีการยืนยันตัวตนผู้ขาย เปิดเผยข้อมูลผู้ขายให้แก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ เพื่อปราบปรามและสกัดกั้นสินค้าออนไลน์ที่ไม่ได้มาตรฐานในทุกช่องทาง

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่าในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา สมอ. ตรวจพบการจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ท่อไอเสียมอเตอร์ไซค์ พาวเวอร์แบงค์ ปลั๊กพ่วง ไดร์เป่าผม และ หมวกกันน็อก

    หากเป็นสินค้าไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้น ต้องตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. และ QR code ก่อนกดสั่งซื้อสินค้าทุกครั้ง โดยเฉพาะ QR code ที่คู่กับเครื่องหมาย มอก. หากสแกนแล้วพบว่าข้อมูลในใบอนุญาต ไม่ตรงกับฉลากที่ตัวสินค้า ขอให้แจ้งเบาะแสต่อ สมอ. ทันที เพื่อจะได้สืบสวนขยายผลไปยังผู้กระทำผิดต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/738377&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z9Hh4eIXysdtD3LyXby9j