Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ เซ็นตั้ง กรอ. ผนึกรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประชุมนัดแรก 22 มิ.ย.นี้ | เดลินิวส์

    นายกฯ เซ็นตั้ง กรอ. ผนึกรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประชุมนัดแรก 22 มิ.ย.นี้ | เดลินิวส์

    วันที่ 17 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    สำหรับคณะกรรมการ กรอ. มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นรองประธาน ส่วนกรรมการ เช่น นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, รมว.เกษตรและสหกรณ์, รมว.คมนาคม, รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รมว.พลังงาน, รมว.พาณิชย์ และรมว.อุตสาหกรรม เป็นต้น

    ทั้งนี้ กรอ.มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาและเสนอแนะแนวทางและมาตรการต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของภาคเอกชนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งให้ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตและสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ขณะที่คณะกรรมการ กรอ.จะมีการประชุมนัดแรก ในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5954332/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29SyCNVa5gMTXjnpRKY1Hx

  • นายกฯ ชูไทยเป็นประตูเชื่อม ‘รัสเซีย’ สู่อาเซียน ดันการค้า-ลงทุน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    นายกฯ ชูไทยเป็นประตูเชื่อม ‘รัสเซีย’ สู่อาเซียน ดันการค้า-ลงทุน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    นายกฯ ชูไทยเป็นประตูเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน พร้อมผลักดันการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล ในเวที ASEAN-Russia Business Forum

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 มิถุนายน (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้อง Hall 1 ชั้น 2 Bashir Rameev IT Park เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum ร่วมกับ นายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พร้อมกล่าวปาฐกถาโดยเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายโอกาสสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน

    นายกฯ กล่าวว่า ปี 2569 มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ซึ่งความร่วมมือได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยไทยกำลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขณะที่มาตรการ FastPass Initiative มีส่วนช่วยให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้สูงที่สุดในรอบ 10 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา

    นายกฯ ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งทั้งในด้านอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกันยังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) การผลิตชิป และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ

    โอกาสนี้ นายกฯได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

    1.การเชื่อมโยง (Connectivity) ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก เครือข่ายการบิน และการเชื่อมต่อทางดิจิทัล พร้อมทำหน้าที่เป็น “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพสูง และเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบนิเวศนวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ตลอดจนสนับสนุนกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement) ที่จะช่วยสร้างตลาดดิจิทัลที่เชื่อมโยง ปลอดภัย และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    2.การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระบบการค้าพหุภาคี การกระจายตลาด และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน โดยรัสเซียมีศักยภาพด้านพลังงานในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก ซึ่งสามารถเกื้อหนุนและต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันได้เป็นอย่างดี พร้อมยินดีต่อความสนใจที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนรัสเซียในประเทศไทย โดยเฉพาะในสาขาดิจิทัล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นอกจากนี้ ไทยยังยึดมั่นต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง เป็นมิตรต่อการดำเนินธุรกิจ และสามารถคาดการณ์ได้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จึงให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอนาคต

    3.การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) ไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซียประมาณ 2 ล้านคนต่อปี และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

    นายกฯ กล่าวว่า ในปี 2570 ไทยและรัสเซียจะครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างอนาคตที่เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และมีความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างยั่งยืน

    นายกฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5765789&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hHGGx5CRlj7tx0Fat8stS

  • เผยข้อตกลง “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ตั้งกองทุน 3 แสนล้านดอลลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจหลังสงคราม

    เผยข้อตกลง “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ตั้งกองทุน 3 แสนล้านดอลลาร์ กระตุ้นเศรษฐกิจหลังสงคราม

    สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข้อมูลพิเศษจากแหล่งข่าวที่ระบุว่า กรอบข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมุ่งยุติความขัดแย้งและฟื้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ มีแผนจัดตั้งกองทุนลงทุนภาคเอกชนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.75 ล้านล้านบาท เพื่อระดมทุนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและกระตุ้นการลงทุนในอิหร่าน โดยมีเงินลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับคำมั่นสนับสนุนแล้ว และจะเริ่มดำเนินการได้ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายลงนามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

    สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข้อมูลพิเศษจากแหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ระบุว่า ในร่างกรอบความร่วมมือมีการระบุถึงแผนการจัดตั้งกองทุนภาคเอกชนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.75 ล้านล้านบาท) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่อิหร่าน โดยล่าสุดได้รับคำมั่นด้านเงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชนแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว

    แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากแผนการนี้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า กองทุนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันผลักดันข้อตกลงฉบับสุดท้ายให้สำเร็จ ในขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเตรียมลงนามร่วมกันในวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.)

    ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่าน แถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงกรอบการทำงานร่วมกันเพื่อยุติภาวะสงคราม ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และเปิดเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลกอีกครั้ง

    แหล่งข่าวระบุชัดเจนว่า กองทุนใหม่นี้จะมีชื่อว่า “กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา” (Reconstruction and Development Fund) โดยจะเป็นกลไกการลงทุนของภาคเอกชนโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่โครงการช่วยเหลือเพื่อการบูรณะประเทศหรือการจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม และจะไม่มีเม็ดเงินหรือเงินทุนอุดหนุนจากรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น ขณะนี้บริษัทเอกชนจากสหรัฐฯ, กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย, เอเชีย, อเมริกาใต้ และแอฟริกา ได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมสนับสนุนเงินทุนแล้ว โดยครอบคลุมภาคธุรกิจพลังงาน, โลจิสติกส์, การผลิต และการคมนาคมขนส่ง

    ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงจากฝั่งอิหร่านให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า ในตอนแรกอิหร่านได้เรียกร้องเงินจำนวน 4 แสนล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ เพื่อเป็นค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม แต่ทางสหรัฐฯ ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง จึงนำมาสู่แนวคิดการจัดตั้งกองทุนร่วมนี้ขึ้นมาแทน โดยกลไกดังกล่าวจะเปิดทางให้ประเทศในภูมิภาคเข้ามามีส่วนร่วมในหลายรูปแบบ เช่น การค้ำประกันเงินกู้, การเปิดวงเงินสินเชื่อ หรือการลงทุนโดยตรงเพื่อฟื้นฟูสถานที่ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม เช่น นิคมอุตสาหกรรมเหล็กโมบาราเคห์, โรงกลั่นน้ำมัน, สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

    อิหร่าน ถือเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา กลับแทบไม่มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศเลยเนื่องจากถูกตัดขาดจากตลาดทุนโลกด้วยมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจากสหรัฐฯ และนานาชาติ

    อย่างไรก็ดี อิหร่านเป็นประเทศที่มีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก นอกจากนี้ยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีการศึกษาสูงกว่า 92 ล้านคน มีฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และมีศักยภาพที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ในอีกหลายภาคส่วน ตั้งแต่ปิโตรเคมี เหมืองแร่ ไปจนถึงการท่องเที่ยวและการเกษตร

    แหล่งข่าวเน้นย้ำว่า กองทุนการลงทุนนี้ “แยกส่วนอย่างสิ้นเชิง” จากการเจรจาคู่ขนานเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และการคืนสินทรัพย์ของรัฐบาลอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ โดยทั้งสองเรื่องเป็นกลไกทางการเงินที่มีวัตถุประสงค์และกรอบเวลาที่แตกต่างกัน

    กองทุนนี้จะยังไม่มีการจัดตั้งหรือเริ่มดำเนินการจนกว่าข้อตกลงฉบับสุดท้ายที่เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่ายจะเสร็จสิ้น โดยบันทึกความเข้าใจที่จะลงนามในวันศุกร์นี้จะเป็นเพียงการวางโครงสร้างกระบวนการทำงานในช่วง 60 วันข้างหน้า ซึ่งผู้บริหารกองทุนจะทำงานร่วมกับฝ่ายอิหร่านและนักลงทุนเพื่อวางแผนและกำหนดขอบเขตของโครงการต่างๆ

    ทางด้านโฆษกทำเนียบขาวได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นโดยตรง แต่ได้ชี้แจงโดยอ้างอิงถึงบทสัมภาษณ์ของรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ผ่านรายการของสถานีโทรทัศน์ CBS เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งแวนซ์ระบุว่า อิหร่านอาจเข้าถึงกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ที่สนับสนุนโดยกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้ ก็ต่อเมื่ออิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงกับวอชิงตันอย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมถึงการยุติโครงการนิวเคลียร์, กำจัดคลังสะสมสารกัมมันตรังสีที่เสริมสมรรถนะแล้วทั้งหมด และยอมรับระบบการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด

    แม้ว่าแหล่งข่าวจะยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนนี้เนื่องจากรายละเอียดสำคัญยังคงต้องรอการเจรจา แต่ได้มีการเปิดเผยรายชื่อประเทศที่มีบริษัทเอกชนตอบรับเข้าร่วมแล้ว ได้แก่ เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา

    ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจระยะเวลา 60 วันดังกล่าวเป็นเพียงกรอบการทำงานเบื้องต้น ไม่ใช่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งคาดว่าคณะผู้เจรจาของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะต้องทำงานร่วมกันในอีกหลายด้าน ทั้งประเด็นนิวเคลียร์ มาตรการคว่ำบาตร และความมั่นคงในภูมิภาคในช่วงเวลาหลังจากนี้.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2940071&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Zjb_3y8qgjUqum9mAtKP

  • วิจัยกสิกรไทย ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นครึ่งปีหลัง แรงหนุนมาตรการรัฐ ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดัน

    วิจัยกสิกรไทย ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นครึ่งปีหลัง แรงหนุนมาตรการรัฐ ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดัน

    วิจัยกสิกรไทย ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นครึ่งปีหลัง แรงหนุนมาตรการรัฐ ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดัน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวครึ่งหลังปี 2569 ตามแรงหนุนจากมาตรการรัฐ แต่ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน คงเป้าจีดีพีปีนี้โต 2%

    แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะคงประมาณการจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 2.0% แต่มองว่าจีดีพีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็ว จะทำให้เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 3.1% ขณะที่ กนง.น่าจะรอติดตามสถานการณ์และเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ส่วนทิศทางค่าเงินบาท อาจอ่อนค่าลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ปิดสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท จากประมาณ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปัจจุบัน 

    วิจัยกสิกรไทย ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นครึ่งปีหลัง แรงหนุนมาตรการรัฐ ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดัน

    ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/2569 และทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ในขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งอิหร่านจะได้ข้อยุติ แต่ราคาพลังงานโลกยังคงไม่ลดลงเร็วมากนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตไปยังตะกร้าสินค้าผู้บริโภคจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยจะยังเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 ของปี 
     

    ด้าน นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น แม้มีสัญญาณบวกแต่กว่าสถานการณ์จะเป็นปกติยังต้องใช้เวลา โดยการผลิตสินค้าส่วนใหญ่จะแผ่วลง (YoY) หลักๆ จากการแบกรับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ผลจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5% ขณะเดียวกัน การปรับลดเที่ยวบินที่ยังเกิดขึ้น จะกระทบธุรกิจท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ก่อนที่การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกจะช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้าย โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านคน แม้ยังมีโอกาสเพิ่มได้ แต่ยังต่ำกว่าระดับ 33 ล้านคนในปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากจีน อาจไม่พอชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลส่วนใหญ่ที่ลดลง 

    เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด  

    ขณะที่ นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับตัวเลขประมาณการสินเชื่อทั้งปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มาเป็นการขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนการระดมทุนที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง และประเด็นความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ ตลอดจนปัญหาเอ็นพีแอลของระบบธนาคารไทยที่ปัจจุบันอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้เชิงรุกในการประคองภาพรวมเอ็นพีแอลไม่ให้ถดถอยลงเร็ว 

    ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด  

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378978930&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TMjqJJjabd2tAPoiLayzd

  • นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดร่วมภาครัฐ-เอกชน แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    นายกฯ เซ็นตั้งบอร์ดร่วมภาครัฐ-เอกชน แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    นายกฯตั้งคณะกรรม กรอ. ‘อนุทิน’นั่งประธานเอง ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ประชุมนัดแรก 22 มิ.ย.นี้

    17 มิถุนายน 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรรมการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คมนาคม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมว.พลังงาน รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม เป็นกรรมการ

    โดยมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาและเสนอแนะแนวทางและมาตรการต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของภาคเอกชนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งให้ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตและสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ทั้งนี้ คณะกรรมการ กรอ.จะมีการประชุมนัดแรก ในวันที่ 22 มิ.ย.เวลา 09.30 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1015858/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EU55uBK3G1lkO_ewHYVyI

  • เปิดลิสต์ 17 หุ้น เสี่ยงรับผลกระทบเศรษฐกิจจีนส่อแววชะลอ โบรกฯ ชี้ กลุ่มส่งออก-ท่องเที่ยวต้องระวัง!

    เปิดลิสต์ 17 หุ้น เสี่ยงรับผลกระทบเศรษฐกิจจีนส่อแววชะลอ โบรกฯ ชี้ กลุ่มส่งออก-ท่องเที่ยวต้องระวัง!

    เศรษฐกิจจีนกำลังส่งสัญญาณน่ากังวลมากขึ้น หลังตัวเลขการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามที่ตลาดคาดหวัง นักวิเคราะห์ฯ มองว่าแรงกดดันนี้ กำลังฉุดความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจจีน ส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน

    ประเด็นดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะจีนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างไทย ทั้งในมิติการส่งออก การท่องเที่ยว และความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    กำลังซื้ออ่อนแรง เศรษฐกิจจีนยังเปราะบาง

    รอยเตอร์ส รายงานว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวชัดเจนขึ้นจากภาคการบริโภค โดยยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคม 2569 หดตัว 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน พลิกจากเดือนเมษายน 2569 ที่ยังขยายตัว 0.2%

    และนับเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่จีนยกเลิกนโยบาย Zero-Covid ในช่วงปลายปี 2565 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย

    ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ช่วง 5 เดือนแรกของปีลดลง 4.1% แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    ทั้งนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจจีน ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ โดยข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่าราคาบ้านใหม่ใน 70 เมืองใหญ่ของจีนปรับลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้า เร่งตัวจากเดือน เม.ย. ที่ลดลง 0.1%

    ขณะที่ราคาบ้านลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 35 ติดต่อกันเมื่อเทียบรายปี สะท้อนว่ามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ที่รัฐบาลทยอยออกมายังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนได้

    นอกจากนี้ การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ช่วง 5 เดือนแรกของปีหดตัวถึง 16.2% ขณะที่ยอดขายและการก่อสร้างยังลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคอสังหาฯ ซึ่งเคยมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจจีน กลายเป็นปัจจัยฉุดการเติบโตและกระทบต่อความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนจีนโดยตรง

    เมื่อการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสองเสาหลักของเศรษฐกิจจีนยังส่งสัญญาณอ่อนแอ ความต้องการนำเข้าสินค้า วัตถุดิบ และการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนจึงมีแนวโน้มชะลอตัวตามไปด้วย

    ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรมของไทยที่พึ่งพาเศรษฐกิจจีน ทั้งภาคส่งออก ท่องเที่ยว ปิโตรเคมี และยางพารา

    เปิดชื่อ 17 หุ้นเสี่ยง รับผลกระทบเศรษฐกิจจีน

    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า วิกฤตเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้บริโภคชาวจีนที่ ระมัดระวังการใช้จ่าย และแรงสั่นสะเทือนนี้กระทบถึงระบบเศรษฐกิจไทย

    เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศจีนชะลอตัวลง ความต้องการบริโภคสินค้าและวัตถุดิบจากประเทศไทยจึงหดตัวลงด้วย โดยสัดส่วนการค้ารวม (ส่งออกและนำเข้า) ระหว่างไทยและจีน มีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-25% ของ GDP ไทย

    ขณะที่การส่งออกของไทยไปยังตลาดจีน คิดเป็นสัดส่วนราว 12% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

    ดังนั้น เมื่ออุปสงค์ในจีนลดลง สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ผลไม้สด และผลิตภัณฑ์ยาง จึงได้รับผลกระทบ ซึ่งจะไปกดดันอัตราการเติบโตของ GDP ไทยให้ชะลอตัวลง

    อีกทั้งไทยยังพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก ซึ่งก่อนโควิดนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นกว่า 25% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยต่อหัวไม่เติบโตตามเป้าหมายที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางไว้

    ดังนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

    กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และโลจิสติกส์

    • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น AOT
    • บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SJWD
    • บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น ERW
    • บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น MINT
    • บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น CENTEL

    กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

    • บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น DELTA
    • บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น HANA
    • บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น KCE

    กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี

    • บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น TOP
    • บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น PTTGC
    • บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น PTTEP
    • บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น IVL

    กลุ่มยางพารา

    • บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น NER
    • บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น STA

    กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย

    • บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น AP
    • บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SPALI
    • บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น LH

    ที่มา: รอยเตอร์ส (1) (2), บล.เอเซีย พลัส

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/stocks/2940122&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tA8Gyi4VVV5_oLVKHG3af

  • LINE เดินหน้า “ช่วยคนไทย เซฟต้นทุน สร้างกำไร” เปิด 3 แนวทางหนุน SME ไทย  ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มโอกาสเติบโตในยุคเศรษฐกิจท้าทาย

    LINE เดินหน้า “ช่วยคนไทย เซฟต้นทุน สร้างกำไร” เปิด 3 แนวทางหนุน SME ไทย ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มโอกาสเติบโตในยุคเศรษฐกิจท้าทาย

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ผู้ประกอบการ SME ไทยกว่า 3 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในประเทศ กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง ขณะที่ SME ในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด การบริหารต้นทุนและการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจในวันนี้

    ในวันที่ทุกต้นทุนมีความหมาย และทุกโอกาสในการสร้างรายได้มีความสำคัญ LINE ประเทศไทย จึงเดินหน้าภายใต้แนวคิด “ช่วยคนไทย เซฟต้นทุน สร้างกำไร” ส่งต่อทั้งโซลูชันดิจิทัล สิทธิประโยชน์ และองค์ความรู้ทางธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SME ไทย ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    1. ปลดล็อกข้อจำกัด เสริมสภาพคล่องให้ SME ไทย

    หนึ่งในความท้าทายสำคัญของ SME ไทยในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว คือ “สภาพคล่องทางการเงิน” โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างรัดกุม การได้รับเงินช้าหรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการรับชำระเงิน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในแต่ละวันได้

    LINE จึงขยายสิทธิ์การใช้งานฟีเจอร์ “โอนตรงเข้าบัญชีร้านค้า” บน MyShop ให้ผู้ใช้งาน LINE Official Account ทุกแพ็กเกจสามารถใช้งานได้ฟรี!  ไม่มีค่าธรรมเนียม ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับเงินเข้าบัญชีได้รวดเร็วขึ้น เพิ่มสภาพคล่อง และลดภาระต้นทุนในการบริหารจัดการธุรกิจ

    นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ผู้ใช้งาน OA Chat Package ยังสามารถเข้าถึงฟีเจอร์เสริมบน MyShop เพิ่มเติมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์โปรไฟล์ลูกค้า ตั้งเตือนแอดมิน และตั้งเวลาส่งข้อความ ช่วยให้ SME สามารถบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและสร้างยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    2. เซฟต้นทุนด้านการตลาด สร้างคอนเทนต์ได้แบบมือโปร

    ในยุคที่การแข่งขันบนโลกออนไลน์เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพกลายเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะ SME ที่อาจไม่มีทีมการตลาดหรือทีมออกแบบเฉพาะทาง

    LINE จึงร่วมมือกับ Canva เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตสื่อการตลาดได้ด้วยตนเองอย่างมืออาชีพ ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับสมาชิก LINE Family Club ทั้งการทดลองใช้ฟรี Canva Pro เป็นเวลา 3 เดือน และส่วนลด 30% สำหรับแพ็กเกจ Canva Pro รายปี

    ความร่วมมือดังกล่าวยังต่อยอดสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะการสร้างคอนเทนต์ให้ SME ไทย โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Canva ผ่านกิจกรรม BOOTCAMP CLASSROOM ในเดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม LINE และ Canva ยังเตรียมพัฒนา Template ภาพ สำหรับใช้งานบนแพลตฟอร์ม LINE เพื่อให้ SME สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ช่วยลดทั้งต้นทุน เวลา และข้อจำกัดในการสร้างคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    3. ขยายโอกาสเข้าถึงความรู้ โดยไม่เพิ่มต้นทุน

    นอกจากต้นทุนด้านการดำเนินงานและการตลาดแล้ว “ต้นทุนในการเข้าถึงองค์ความรู้” ก็เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจในต่างจังหวัดที่อาจมีโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญหรือหลักสูตรด้านดิจิทัลได้ไม่เท่ากับธุรกิจในเมืองใหญ่

    LINE จึงร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมากมาย เพื่อขยายโอกาสให้ SME ทั่วไทย สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านดิจิทัลและเครื่องมือทางธุรกิจได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

    ไม่ว่าจะเป็น ความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ในโครงการ E-Commerce Restart Expo โดยส่งผู้เชี่ยวชาญจาก LINE ประเทศไทย ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัล การตลาด และการใช้โซลูชันบน LINE ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สำหรับผู้ประกอบการในต่างจังหวัดทั้งสงขลาและเชียงใหม่ 

    ความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สนับสนุนโครงการ Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต สำหรับกลุ่มธุรกิจ SME ขนาดใหญ่ และ โครงการ SME National Awards เวทีเฟ้นหาและผลักดันธุรกิจ SME ขนาดเล็กแต่ศักยภาพสูงจากทุกจังหวัดทั่วไทย   โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งจาก LINE ประเทศไทยและ LINE Certified Coach มาร่วมเวิร์กชอป ให้ความรู้และคำปรึกษาเฉพาะด้านแบบเจาะลึก ช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตระดับประเทศได้ในอนาคต

    ในขณะเดียวกัน LINE ได้ร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงานภาคเอกชนในไทย ช่วยเซฟต้นทุนผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ แต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคนิคการใช้เครื่องมือดิจิทัลบน LINE สร้างธุรกิจโตได้เต็มศักยภาพ อาทิ ความร่วมมือกับ Boehringer Ingelheim บริษัทผู้จัดจำหน่วยเวชภัณฑ์และสุขภาพสัตว์ชั้นนำ จัดออนไลน์คลาสเสริมความรู้ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในไทย ความร่วมมือกับ Tor Penguin ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม  กับงานสัมมนาอัปสกิลร้านอาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘Restaurant Growth Day ยกระดับธุรกิจอาหารให้โตไวด้วย LINE Solutions’ ไปจนถึงความร่วมมือกับสื่อชั้นนำอย่าง The Secret Sauce กระจายความรู้สู่ SME ไทยในภาคอีสาน ในงาน ‘The Secert Sauce Business Weekend อีสาน 2026’ ที่จะจัดขึ้น ณ ขอนแก่น ในเดือนกรกฎาคมนี้ เป็นต้น

    ในวันที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายมากกว่าที่เคย LINE ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่อยู่เคียงข้าง SME ไทย ผ่านการสนับสนุนทั้งด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    เพราะการเติบโตของ SME ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ สนใจติดตามสิทธิประโยชน์และกิจกรรมดี ๆ ของ LINE เพื่อ “ช่วยคนไทย เซฟต้นทุน สร้างกำไร” ได้ที่ LINE Official Account: @linebizth และเฟซบุ๊กเพจ: LINE for Business

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/line-3-ways-help-thai-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dbOW7lxG0kfxs8w5CuXRp

  • ‘สิริพงศ์‘สั่งเร่งเบิกจ่ายงบปี69กว่า 2.65 แสนล้าน ดันเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจ

    ‘สิริพงศ์‘สั่งเร่งเบิกจ่ายงบปี69กว่า 2.65 แสนล้าน ดันเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจ

    ‘สิริพงศ์’สั่งหน่วยงานคมนาคมเร่งรัดเบิกจ่ายงบปี 69 วงเงินกว่า 2.65 แสนล้าน พร้อมปรับแผนโยกงบกว่า 1.7พันล้านบาทดันโครงการพร้อมดำเนินการหวังกระจายเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด

    17 มิ.ย.2569-นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมเร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของกระทรวงคมนาคม ครั้งที่ 1/2569 ว่า ตามคำสั่งกระทรวงคมนาคมที่ 901/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ของกระทรวงคมนาคม โดยคณะทำงานฯมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล ติดตาม และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมให้เป็นไปตามเป้าหมาย ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ

    สำหรับการประชุมในครั้งนี้เป็นการติดตามผลการดำเนินงานงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี พ.ศ. 2568 ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 รวมทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระที่ 1

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 กระทรวงคมนาคมได้รับจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 265,406 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 30,658 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน 234,748 ล้านบาท ผลการเบิกจ่ายสะสมปัจจุบันยังคงล่าช้ากว่าแผนการเบิกจ่ายสะสมที่ตั้งไว้ ซึ่งได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายและขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้เป็นไปตามกรอบเวลา เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า แนวทางการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ของหน่วยงานในสังกัด ทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งสิ้น 399,474 ล้านบาท ได้วางแนวทางสำคัญเพื่อลดรายจ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น โดยกระทรวงคมนาคมได้ขอโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณในรายการที่คาดว่าจะไม่สามารถดำเนินการทำสัญญาได้ทันภายในปีงบประมาณ จำนวน 68 รายการ รวมวงเงินกว่า 1,730 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในรายการที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วน

    นอกจากนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานที่มีรายการงบลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งรายการผูกพันเดิมและรายการปีเดียว เร่งดำเนินการลงนามในสัญญาให้ครบถ้วน ซึ่งปัจจุบันรายการปีเดียวมีการลงนามในสัญญาไปแล้ว 7,801 รายการ จากทั้งหมด 8,003 รายการ คิดเป็นวงเงิน 86,977 ล้านบาท ในส่วนของแนวทางการดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน กระทรวงคมนาคมมุ่งเน้นการดูแลบำรุงรักษามากกว่าการสร้างเส้นทางใหม่ โดยปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ความสำคัญกับการซ่อมแซมและบำรุงรักษาโครงข่ายคมนาคมเดิมให้มีสภาพดีและมีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อความสะดวกในการเดินทางและลดผลกระทบต่อประชาชน

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า คณะทำงานฯ จะดำเนินการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และสรุปรายงานผลการเบิกจ่ายรวมถึงปัญหาอุปสรรคเสนอต่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1015717/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25RtS_SnuKq_2v6dRuO2kv

  • ‘อนุทิน’ นั่งประธาน ‘กรอ.’ ผนึกภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ นั่งประธาน ‘กรอ.’ ผนึกภาครัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 227/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นรองประธาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรรมการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คมนาคม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมว.พลังงาน รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม เป็นกรรมการ สำหรับคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาและเสนอแนะแนวทาง ตลอดจนมาตรการต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของภาคเอกชนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งให้ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตและสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ทั้งนี้ คณะกรรมการ กรอ.จะมีการประชุมนัดแรก ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5954229/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tyKHxoQZn01qqbHx3r8lK

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศติดตามนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมธุรกิจอาเซียน – รัสเซีย ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ    – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศติดตามนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมธุรกิจอาเซียน – รัสเซีย ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ   – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศติดตามนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมธุรกิจอาเซียน – รัสเซีย ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ  

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศติดตามนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมธุรกิจอาเซียน – รัสเซีย ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ  

    วันที่นำเข้าข้อมูล 17 มิ.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 มิ.ย. 2569

    | 39 view

    เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมธุรกิจอาเซียน – รัสเซีย (ASEAN-Russia Business Forum) ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน – รัสเซีย ที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17 -18 มิถุนายน 2569

    นายกรัฐมนตรีฯ ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงภายในงาน โดยได้ย้ำจุดแข็งของประเทศไทยและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และการเป็นผู้นำของประเทศไทยในระดับภูมิภาคในด้านอาหารและการเกษตร การท่องเที่ยว บริการทางการแพทย์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมได้เน้นย้ำ 3 เสาหลักสำคัญ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับรัสเซีย ได้แก่ (1) ด้านการเชื่อมโยง โดยได้ย้ำบทบาทของไทยในการเป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างรัสเซียและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (2) ด้านการค้าและการลงทุน โดยยินดีต่อความสนใจที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนรัสเซียในสาขาดิจิทัล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมสนับสนุนการพิจารณาเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) และ (3) ด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน โดยย้ำว่าไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศในระยะยาว

    อนึ่ง การประชุมนี้จัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีในการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้นำและภาคเอกชนจากประเทศสมาชิกอาเซียนและรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและรัสเซีย ตลอดจนความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU)


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/abrrussia-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13W6nVVLzSDCoP97Ep8ZOg