Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แบงก์ออฟอิงแลนด์คงดอกเบี้ย 3.75% รับแรงกดดันเงินเฟ้อพลังงานหลังสงคราม

    แบงก์ออฟอิงแลนด์คงดอกเบี้ย 3.75% รับแรงกดดันเงินเฟ้อพลังงานหลังสงคราม

    ธนาคารกลางสองแห่งในยุโรปพร้อมใจคงอัตราดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดีเดียวกัน สะท้อนให้เห็นความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังคงส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดการเงินโลก

    อังกฤษ: คงดอกเบี้ย 3.75% แม้เงินเฟ้อยังเกินเป้า

    ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75% โดยผู้ว่าการ แอนดรูว์ เบลีย์ ชี้แจงว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงบ้างในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนสงครามอย่างมีนัยสำคัญ และราคาพลังงานที่พุ่งสูงในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมาได้สะสมแรงกดดันเงินเฟ้อเอาไว้แล้ว

    ข้อมูลทางการที่เผยแพร่วันพุธระบุว่าอัตราเงินเฟ้อรายปีของอังกฤษอยู่ที่ 2.8% ในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลาง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายการเงิน 7 ใน 9 คน รวมถึงเบลีย์ เลือกคงดอกเบี้ยไว้ก่อน ขณะที่กรรมการอีก 2 คนเสนอให้ขึ้นทันที 0.25% สู่ระดับ 4.0% สะท้อนว่าแรงกดดันภายในคณะกรรมการยังมีอยู่

    การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ประชุมไปเมื่อวันพุธ ซึ่งเลือกคงดอกเบี้ยเช่นกัน แต่ส่งสัญญาณชัดว่าอาจปรับขึ้นในช่วงปลายปีนี้

    “ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ราคาพลังงานที่สูงขึ้นในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมาหมายความว่ามีแรงกดดันเงินเฟ้อสะสมอยู่แล้วในระบบ”

    ด้านตลาดแรงงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) รายงานว่าอัตราการว่างงานโดยรวมลดลงเล็กน้อยสู่ 4.9% ในไตรมาสสิ้นสุดเดือนเมษายน จาก 5.0% ในไตรมาสก่อน แต่ภาพรวมยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่มีอัตราว่างงานสูงกว่า 16% และจำนวนเยาวชนอายุ 16-24 ปีที่ไม่มีงาน ไม่ศึกษา และไม่ฝึกอาชีพทะลุ 1 ล้านคนในไตรมาสแรก จนรายงานของรัฐบาลเตือนว่าอังกฤษเสี่ยงสร้าง “คนรุ่นที่สูญหาย”

    การเมืองอังกฤษเพิ่มความไม่แน่นอน

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจอังกฤษหดตัวเล็กน้อยในเดือนเมษายน และความขัดแย้งภายในพรรคแรงงานยิ่งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจมัวหมอง วันพฤหัสบดีนี้ยังมีการเลือกตั้งซ่อมสำคัญที่เขตเลือกตั้งเมกเกอร์ฟิลด์ (Makerfield) ซึ่ง แอนดี้ เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นายกเทศมนตรีกรมเกรตเตอร์แมนเชสเตอร์ ลงสมัครเพื่อเปิดทางเข้าสู่การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงาน ท่ามกลางกระแสกดดันต่อนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ที่ครองอำนาจมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024

    สวิตเซอร์แลนด์: คงดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ จับตาฟรังก์แข็งค่า

    ธนาคารแห่งชาติสวิส (SNB) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0% ตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ โดยประธาน มาร์ติน ชเลเกล แถลงว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อสูงขึ้นในหลายประเทศ แต่สวิตเซอร์แลนด์ได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่เพียง 0.6% ซึ่งอยู่ในกรอบเสถียรภาพราคาที่กำหนดไว้ระหว่าง 0-2%

    ความกังวลหลักของ SNB ในขณะนี้คือค่าเงินฟรังก์สวิส ซึ่งถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลกเทียบเคียงกับทองคำและพันธบัตรเยอรมนี เมื่อสงครามเริ่มต้น เงินฟรังก์เผชิญแรงกดดันแข็งค่าอย่างหนัก แม้จะคลายตัวลงบ้างในช่วงหลัง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศหลักปรับสูงขึ้นจนช่วยลดส่วนต่างลง แต่ SNB ยังคงเตือนว่าความเสี่ยงต่อการแข็งค่ารุนแรงยังมีอยู่ และพร้อมเข้าแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราหากจำเป็น

    SNB คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสหน้าก่อนจะลดลงอีกครั้ง ขณะที่ตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ราว 1% สำหรับปีนี้ และ 1.5% ในปี 2027 นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics มองว่า SNB จะคงดอกเบี้ยในระดับนี้ต่อไปอีกอย่างน้อยสองถึงสามปี โดยให้ความสำคัญกับการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก

    swiss-national-bank-holds-rate-zero-franc-pressure-3.jpeg

    โลกแยกทาง: ขึ้น-คง แตกต่างกันไปตามสภาพเศรษฐกิจ

    ขณะที่อังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์เลือกคง ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 สะท้อนให้เห็นว่าโลกการเงินกำลังเผชิญกับบททดสอบเดียวกัน แต่แต่ละธนาคารกลางเลือกตอบสนองต่างกันตามบริบทของตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/bank-of-england-holds-rate-375-percent-inflation-energy-war&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pOhGT6FS5inU6tQRWadsf

  • S&P-Moody

    S&P-Moody


    กกร.หนุนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง หลัง S&P และ Moody’s คงอันดับความน่าเชื่อถือไทย ย้ำวินัยการคลังยังปึ้ก พร้อมจับมือผ่านกลไก กรอ. ขับเคลื่อนกรอบ Reinvent Thailand ดันไทยสู่เวทีโลก

    นายผยง  ศรีวณิช  ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยถึงกรณี S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” สอดคล้องกับ Moody’s ที่คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่อความสามารถของประเทศไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับวิกฤตและความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกครั้งใหม่

    ทั้งนี้กกร.เห็นว่า การได้รับการยืนยันอันดับเครดิตจากสถาบันชั้นนำของโลก เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จากความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐและเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนใหม่ที่ตอบโจทย์กระแสโลก อย่างไรก็ดี การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว (Trust & Confidence) จำเป็นต้องเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพการเติบโต เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

    อย่างไรก็ตาม กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยเน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ทั่วถึงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแหที่อาจนำไปสู่การเสพติดการช่วยเหลือจากภาครัฐ และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ

    นอกจากนี้ กกร. สนับสนุนการผลักดันไทยเข้าสู่ OECD ซึ่งถือเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการยกระดับประเทศ หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ (Open government) ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่าง “ธนาคารโลก” สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ สู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเพิ่ม ผลิตภาพ และการสร้างงานคุณภาพสูง สอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตอกย้ำความน่าเชื่อถือของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก

    ทางภาคเอกชนไทย พร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูป ผ่านการลงทุน การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา SMEs และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงิน ตลาดเงินตลาดทุน และภาครัฐอย่างครบวงจร โดยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งนี้ กกร. เชื่อว่าหากไทยสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปที่มีเป้าหมายชัดเจนและทำได้จริง ครอบคลุมทุกภาคส่วน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ พร้อมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค มี National Champion ที่แข็งแกร่ง เติบโตอย่างทั่วถึง และยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43848&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2czg1f63xh4V3hSat-Rx9N

  • แบงก์ชาติฝรั่งเศสหั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้เหลือ 0.5% เหตุราคาน้ำมันพุ่งแรงกว่าคาด : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติฝรั่งเศสหั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้เหลือ 0.5% เหตุราคาน้ำมันพุ่งแรงกว่าคาด : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของฝรั่งเศสในปี 2569 ลงเหลือ 0.5% ซึ่งลดลง 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมี.ค.

    ธนาคารกลางระบุว่า การปรับลดคาดการณ์ GDP ครั้งนี้ สะท้อนถึงราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ในสถานการณ์พื้นฐาน (baseline scenario) เมื่อเดือนมี.ค. นอกจากนี้ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซาในไตรมาสที่สอง ก็มีส่วนทำให้ธนาคารกลางตัดสินใจปรับลดคาดการณ์ GDP เช่นกัน

    ส่วนในอีก 2 ปีข้างหน้า ธนาคารกลางคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสจะดีดตัวขึ้นแตะระดับ 0.9% ในปี 2570 และ 1.2% ในปี 2571 โดยได้ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคธุรกิจ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ธนาคารกลางฝรั่งเศสยังได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อ โดยระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) จะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2.5% ในปี 2569 โดยมีสาเหตุมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์จากคาดการณ์เมื่อเดือนมี.ค.

    อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อของฝรั่งเศสจะลดลงสู่ระดับ 1.7% ทั้งในปี 2570 และ 2571 เนื่องจากคาดว่าราคาพลังงานจะปรับตัวลงในระยะต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/602567&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31FVwz_yYQcWEiLJ6tN6zh

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 18/06/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 18/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/154778&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-NE-oiLz5mDTdjMy_UQT9

  • ผลสำรวจชี้ชาวอเมริกันไม่พอใจการบริหารเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์สูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ผลสำรวจชี้ชาวอเมริกันไม่พอใจการบริหารเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์สูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ผลสำรวจล่าสุดของหนังสือพิมพ์ The Economist ร่วมกับบริษัทวิจัยตลาดและวิเคราะห์ข้อมูล YouGov สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของชาวอเมริกันต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง และแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย

    การสำรวจโดย YouGov ครั้งนี้ จัดทำโดยการสัมภาษณ์ผ่านระบบออนไลน์ (Web-based interviews)ระหว่างวันที่ 5 – 8 มิถุนายน 2026 โดยมีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 1,568 คน โดยผู้ตอบแบบสอบถามได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มตัวอย่างแบบสมัครใจ (opt-in panel) ของ YouGov เพื่อให้เป็นตัวแทนของประชากรผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ

    ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 57 ของชาวอเมริกันมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ แย่ลง แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะลดลงจากช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่มีเพียงร้อยละ 14 ของชาวอเมริกันเท่านั้นที่เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังปรับตัวดีขึ้น

    image.pngมุมมองต่อเศรษฐกิจของชาวอเมริกันมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจนกับจุดยืนทางการเมือง โดยผู้ที่สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์มักมีมุมมองเชิงบวกต่อภาวะเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มที่ไม่สนับสนุน ตัวอย่างเช่น ร้อยละ 53 ของผู้ที่สนับสนุนการทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเหนียวแน่นมองว่าเศรษฐกิจกำลังดีขึ้น ขณะที่ผู้ที่สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ในระดับปานกลางมีเพียงร้อยละ 22 ที่เห็นเช่นนั้น ส่วนในกลุ่มที่ไม่สนับสนุนทรัมป์ ทั้งระดับปานกลางและระดับมาก มีเพียง 5% และ 1% ตามลำดับที่มองว่าเศรษฐกิจดีขึ้น

    image.png

    นอกจากนี้ มุมมองต่อเศรษฐกิจของชาวอเมริกันยังแตกต่างกันตามสถานะการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งปัจจุบันมีชาวอเมริกันประมาณร้อยละ 37 ที่ระบุว่ามีการลงทุนในตลาดทุน โดยในกลุ่มนักลงทุน ร้อยละ 20 เชื่อว่าเศรษฐกิจดีขึ้น เทียบกับเพียงร้อยละ 11 ของผู้ที่ไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้น

    ความแตกต่างดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Independents) และพรรครีพับลิกัน (Republicans) ในขณะที่ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต (Democrats) ทั้งกลุ่มผู้ที่ลงทุนและไม่ลงทุนในตลาดหุ้นต่างมีมุมมองด้านเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ไม่ต่างกัน ทางด้านผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน กลุ่มที่ลงทุนในตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะมองเศรษฐกิจในแง่บวกมากกว่าแง่ลบ โดยร้อยละ 40 เห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้น และร้อยละ 23 เห็นว่าแย่ลง ขณะที่กลุ่มรีพับลิกันที่ไม่ได้ลงทุนมีความเห็นแบ่งออกเท่า ๆ กัน โดยร้อยละ 27 เห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้น และอีกร้อยละ 27 มองว่าเศรษฐกิจแย่ลง

    image.png

    แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ผลสำรวจชี้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พอใจต่อการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมีเพียงร้อยละ 29 ที่เห็นชอบต่อการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่ร้อยละ 63 ไม่เห็นชอบ ส่งผลให้คะแนนนิยมสุทธิ (Net Approval) ด้านเศรษฐกิจอยู่ที่ -34 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดตลอดการดำรงตำแหน่งของเขา

    เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีทรัมป์ พบว่าคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจในขณะนั้นอยู่ในแดนบวกที่ +8 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของความเชื่อมั่นประชาชนต่อการบริหารเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    image.png

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความไม่พอใจดังกล่าวคือภาวะค่าครองชีพที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยประชาชนส่วนใหญ่ระบุว่าราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง ที่อยู่อาศัย และรถยนต์

    ผลสำรวจระบุว่า ร้อยละ 76 ของชาวอเมริกันเห็นว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่อีกร้อยละ 14 ระบุว่าราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มีเพียงร้อยละ 4 ที่มองว่าราคาไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 3 ที่เห็นว่าราคาลดลง สะท้อนถึงแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับครัวเรือนอเมริกัน

    image.png

    ในภาพรวม แม้ว่าคะแนนความพึงพอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยรวมของประธานาธิบดีทรัมป์จะสูงกว่าคะแนนด้านเศรษฐกิจเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา โดยร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าเห็นชอบกับการทำงานของประธานาธิบดี ขณะที่ร้อยละ 60 ไม่เห็นชอบ ส่งผลให้คะแนนนิยมสุทธิอยู่ที่ -25 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดที่ -26 ที่บันทึกไว้ในช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้า

    ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดการเงินและตลาดหุ้นของสหรัฐฯ จะยังมีทิศทางเชิงบวก แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับภาระค่าครองชีพและราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจและการประเมินผลงานของรัฐบาลในปัจจุบัน

    image.png

    ข้อเสนอแนะต่อผู้ประกอบการไทย

    ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์ค่าครองชีพในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ ยังกังวลเรื่องราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แม้ตลาดหุ้นจะเติบโต แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคในระดับครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรเน้นกลยุทธ์ “คุ้มค่าเงิน (value for money)” การตั้งราคาที่แข่งขันได้ และสื่อสารจุดเด่นด้านความคุ้มค่า คุณภาพ และความแตกต่างของสินค้าอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

    ข้อมูลอ้างอิง   YouGov

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/p652lc05j8hxgns82dy7ija8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-pUokMpvHZIs6XBUdOOVB

  • ดร.สติธร ชี้ตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ปฏิวัติวิธีคิดรัฐไทย วางรากฐานเศรษฐกิจ 20 ปี ทลายกับดักรายได้ปานกลาง | เดลินิวส์

    ดร.สติธร ชี้ตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ปฏิวัติวิธีคิดรัฐไทย วางรากฐานเศรษฐกิจ 20 ปี ทลายกับดักรายได้ปานกลาง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 69 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะกรณีรัฐบาลแต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ” หรือ “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า นี่คือจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมไทยที่สังคมควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่เพียงการตั้งคณะกรรมการเพิ่มขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐไทยสู่การเป็น “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic State) เพื่อทลายกำแพงการทำงานแยกส่วนข้ามกระทรวง และยกระดับเศรษฐกิจประเทศให้หลุดพ้นจาก “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” (Middle-Income Trap)

    หลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยประสบความสำเร็จในฐานะฐานการผลิตยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่กลับติดล็อกที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มเองได้ การผลักดันยุทธศาสตร์ชิปและเซมิคอนดักเตอร์ในครั้งนี้ จึงเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยมีโรดแม็พชัดเจนมาตั้งแต่การวางโครงสร้างในเดือนตุลาคม 2567 มอบหมายให้บีโอไอ (BOI) เป็นแกนหลัก จนกระทั่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดสมบูรณ์อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 นี้

    ทั้งนี้ ความสำคัญของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติสามารถจำแนกออกเป็น 5 มิติหลัก ได้แก่

    1. ดึงไทยจากการเป็นเพียงฐานรับจ้างผลิต ขยับขึ้นไปเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มในเทคโนโลยีต้นน้ำ เช่น AI, EV และหุ่นยนต์
    2. ส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดทุนข้ามชาติ ในจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังย้ายฐานหนีความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-จีน
    3. สร้างขีดความสามารถภายในประเทศเพื่อรองรับวิกฤติชิปขาดแคลน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ยุคใหม่
    4. วางเป้าหมายสร้างบุคลากรทักษะสูง (High-skilled labor) กว่า 230,000 คน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
    5. วางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกภายในปี 2593

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากไทยยังต้องเผชิญกับ 3 โจทย์หิน คือ หนึ่ง ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ที่ต้องใช้เวลาสร้างนานหลายปี ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม สะสมประสบการณ์นำหน้าไทยไปก่อนแล้ว สอง โครงสร้างพื้นฐาน ที่อุตสาหกรรมนี้ต้องการพลังงานสะอาดและน้ำคุณภาพสูงที่มีเสถียรภาพ และ สาม ความต่อเนื่องของนโยบาย เนื่องจากเป้าหมายในปี 2593 ต้องใช้เวลาขับเคลื่อนนานกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งยาวนานกว่าวาระของรัฐบาลหลายชุด

    บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ อาจไม่ใช่ข่าวใหญ่ในสายตาประชาชนทั่วไปเมื่อเทียบกับนโยบายระยะสั้นที่เห็นผลทันที แต่หากมองในมิติการพัฒนาประเทศ นี่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ในการวางรากฐานเศรษฐกิจสำหรับอนาคต 2-3 ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งความสำเร็จไม่ได้วัดที่จำนวนการประชุม แต่วัดที่การสร้างฉันทามติร่วมกันของชาติ ว่าอุตสาหกรรมไฮเทคคือวาระแห่งชาติที่จะต้องเดินหน้าต่อ ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนขั้วอย่างไร ดร.สติธร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5957161/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3irgriWlujKi75afmv84IG

  • กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง หนุนรัฐเร่งปฏิรูป สร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่

    กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง หนุนรัฐเร่งปฏิรูป สร้างเครื่องยนต์เติบโตใหม่

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การที่  S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับ ‘มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)’ สอดคล้องกับ Moody’s ที่คงอันดับเครดิตไทยที่ระดับ Baa1 และปรับมุมมองเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่อความสามารถของประเทศไทยในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับวิกฤตและความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การค้าโลกครั้งใหญ่

    18 มิ.ย. 2569 – กกร. เห็นว่า การได้รับการยืนยันอันดับเครดิตจากสถาบันชั้นนำของโลก เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ จากความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐและเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนใหม่ที่ตอบโจทย์กระแสโลก อย่างไรก็ดี การรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว (Trust & Confidence) จำเป็นต้องเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มศักยภาพการเติบโต เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ นวัตกรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

    ทั้งนี้ กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง โดยเน้นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง ทั่วถึงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ลดมาตรการอุดหนุนแบบเหมารวม ที่อาจนำไปสู่การเสพติดการช่วยเหลือจากภาครัฐ และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ

    นอกจากนี้ กกร. สนับสนุนการผลักดันไทยเข้าสู่ OECD ซึ่งถือเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการยกระดับประเทศ หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ (Open government) ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่าง “ธนาคารโลก”  สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ สู่โมเดลการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าเพิ่ม ผลิตภาพ และการสร้างงานคุณภาพสูง สอดคล้องกับกรอบ Reinvent Thailand ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตอกย้ำความน่าเชื่อถือของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก

    ภาคเอกชนไทย พร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ในการขับเคลื่อนวาระปฏิรูป ผ่านการลงทุน การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนา SMEs และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาคการเงิน ตลาดเงินตลาดทุน และภาครัฐอย่างครบวงจร โดยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งนี้ กกร. เชื่อว่า หากไทยสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปที่มีเป้าหมายชัดเจนและทำได้จริง ครอบคลุมทุกภาคส่วน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ พร้อมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค มี National Champion ที่แข็งแกร่ง เติบโตอย่างทั่วถึง และยั่งยืนในระยะยาว

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (วันที่ 18 มิถุนายน 2569) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ได้รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

    S&P คาดว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) จะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่กดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.3 ในช่วงปี 2569 – 2572 ขณะที่รายได้ต่อหัว (Income per Capita) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

    S&P มองว่า เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ และเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย แม้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยลดลงประมาณร้อยละ 2.4 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม S&P คาดว่า มาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐจะช่วยสนับสนุนและยกระดับมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    รัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก โดย S&P คาดว่า การขาดดุลทางการคลังจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.2 ของ GDP ในปี 2569 และ 2570 ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิ (Net Accumulation of Government Debt) จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.5 ของ GDP ในปี 2569 ก่อนทยอยปรับลดลงมาเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.1 ในช่วงปี 2569 – 2572

    ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดย S&P คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.0 ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ยร้อยละ 2.1 ในช่วงปี 2569 – 2572 ขณะที่ฐานะการเงินต่างประเทศและทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยเสริมความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

    ปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) รายได้ต่อหัว (Income per capita) และแนวโน้มของการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ

    จากรายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของฐานะการเงินต่างประเทศและความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก นอกจากนี้ เสถียรภาพดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตและรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1016660/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lZVDXjyWDlouqA5G2g1Kl

  • หมวกแดงแม่สะเรียง ลงพื้นที่ ศศช.บ้านแม่ปอ จัดกิจกรรม “ตามรอยพ่อหลวง” น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชน | TOPNEWS

    หมวกแดงแม่สะเรียง ลงพื้นที่ ศศช.บ้านแม่ปอ จัดกิจกรรม “ตามรอยพ่อหลวง” น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชน | TOPNEWS

    ชุดสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศที่ 32 ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน จัดโครงการให้ความรู้ “ตามรอยพ่อหลวง ของแผ่นดิน ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช.) “แม่ฟ้าหลวง” บ้านแม่ปอ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารและประชาชนในพื้นที่

    นางเกพย์วี่รินทร์ มณีโชติ ครูประจำศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช.) “แม่ฟ้าหลวง” บ้านแม่ปอ ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ได้ประสานให้ทาง ชุดสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศที่ 32 เป็นวิทยากรบรรยายในโครงการให้ความรู้ “ตามรอยพ่อหลวง ของแผ่นดิน ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยมีเยาวชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 80 คน

    ในการนี้ ชุดสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศที่ 32 ได้จัดกิจกรรมนันทนาการเพื่อสร้างความสัมพันธ์และบรรยากาศที่เป็นกันเอง พร้อมถ่ายทอดความรู้ในหัวข้อสำคัญ ได้แก่ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การเลี้ยงไก่ไข่ และการปลูกมันเทศในกระสอบ ทั้งในรูปแบบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันตามหลัก “ทางสายกลาง และความสุขอย่างพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นอกเหนือจากกิจกรรมให้ความรู้ ในช่วงต้นของกิจกรรม คณะวิทยากรและผู้เข้าร่วมโครงการได้ร่วมกันยืนสงบนิ่ง เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนร่วมกันขับเคลื่อนสัญลักษณ์ “WE ARE THAI” เพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในการเป็นคนไทย บรรยากาศภายในกิจกรรมเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ โดยทางชุดสื่อฯ ได้มอบสติกเกอร์ “หมวกแดงแม่สะเรียง” ผ้าห่มกันหนาว และอุปกรณ์กีฬา เพื่อสนับสนุนการออกกำลังกายให้แก่ชุมชนบ้านแม่ปอ พร้อมกันนี้ คณะยังได้ร่วมกิจกรรมพหุวัฒนธรรมด้วยการเข้าร่วมพิธีนมัสการขอบคุณพระเจ้า ซึ่งสร้างความประทับใจแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

    ทางด้านชาวบ้านแม่ปอได้แสดงออกถึงทัศนคติที่ดีต่อเจ้าหน้าที่ทหาร ด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและรอยยิ้ม พร้อมทั้งได้มอบกระเป๋าย่ามเป็นของที่ระลึกให้กับคณะวิทยากร เพื่อแสดงถึงความรักและความผูกพันระหว่างหน่วยทหารและชุมชนอย่างแน่นแฟ้น

    สุวสันต์ บัวงาม ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.แม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1606233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PUxPbqDZJ-l7Nj6YD5F6O

  • สภาพัฒน์คงGDPไทยที่1.4-2% เฝ้าระวัง60 วันหากไม่มีความรุนแรงเศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพขึ้น

    สภาพัฒน์คงGDPไทยที่1.4-2% เฝ้าระวัง60 วันหากไม่มีความรุนแรงเศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพขึ้น

    วันนี้, 20:57น.

              นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  กล่าวถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยหลังจากที่สหรัฐและอิหร่านมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) สันติภาพร่วมกันว่า ขณะนี้สภาพัฒน์อยู่ระหว่างการทบทวนฉากทัศน์ (Scenario) เศรษฐกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มปรับลดลง

               เบื้องต้นคาดว่า การขยายตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ยังคงอยู่ในกรอบประมาณการเดิมที่เคยวางไว้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Best case) คือการขยายตัวของ GDP ไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1.4 – 2% แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงเนื่องจากข้อตกลงของสหรัฐ-อิหร่าน มีช่วงเวลาเฝ้าระวังสำคัญในอีก 60 วันข้างหน้า หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกน่าจะเริ่มมีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากขึ้น

               ส่วนราคาน้ำมันในตลาดโลกยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะลดลงได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และแหล่งผลิตน้ำมัน (Oil Facility) ได้รับความเสียหายไปเป็นจำนวนมากในช่วงที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง

              ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างระมัดระวัง คือสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ก็อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวกลับสูงขึ้นไปเหมือนเดิมได้อีกครั้ง ทำให้ สศช. ต้องมีการประเมิน และทบทวนสถานการณ์ใหม่เป็นระยะๆ

              ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ (Stagflation) เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่าจากการประเมินพบว่าความเสี่ยงดังกล่าวเริ่มลดน้อยลง แม้สถานการณ์ในตะวันออกลางจะยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่สถานการณ์โดยรวมในปัจจุบันยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาโดยตรงที่ส่งผลรุนแรงและต่อระบบเศรษฐกิจไทยจนทำให้เกิดภาวะ Stagflation

    #คาดการณ์GDPครึ่งปีหลัง

    #สภาพัฒน์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TmFyHhEcQiuNw9s14kjZi

  • อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    วันนี้ (18 มิ.ย.2569) ไทยพีบีเอส ร่วมกับ 6 พันธมิตรสื่อ Thai PBS, ช่อง 3, PPTV, ไทยรัฐ, มติชน และ THE STANDARD พร้อมด้วย 4 ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน จัดเวที “Think Tank Bangkok ระดมสมองสู่อนาคตกรุงเทพฯ”

    โดยมี 3 แคนดิเดต ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้แก่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร หมายเลข 5 จากพรรคประชาธิปัตย์, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร หมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระ, นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร หมายเลข 10 จากพรรคประชาชน ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามในประเด็นสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของ กทม. ทั้งเรื่องปากท้อง ความปลอดภัย และการบริหารจัดการเมืองหลวง

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    เพิ่มศูนย์เด็กเล็กให้เพียงพอ รองรับครอบครัวเมืองกรุง

    นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามเรื่องการดูแลเด็กเล็กเพื่อลดภาระครอบครัวผู้มีรายได้น้อย โดยระบุว่า ปัจจุบันศูนย์เด็กเล็กของ กทม. ที่มีอยู่ราว 200-300 แห่ง ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องเพิ่มจำนวนให้ครอบคลุมมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังต้องขยายเวลาให้บริการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้ปกครอง โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องทำงานไม่เป็นเวลา การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากรเพิ่มเติม มีการเพิ่มการทำงานเป็นกะ

    นอกจากนี้ ความปลอดภัยของเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ปกครอง ทั้งการออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมกับเด็ก ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ตลอดจนการดูแลเรื่องอาหารที่เด็กได้รับ ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างเป็นระบบ ส่วนเรื่องงบประมาณเป็นหน้าที่ของ กทม. อยู่แล้ว อยู่ที่จะจัดความสำคัญอย่างไร

    นายอนุชา ยังเสนอแนวคิดดึงภาคเอกชนมาร่วมพัฒนา โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุน และพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ร่วมกับ กทม.เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลเด็ก

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    จัดระเบียบเมือง ไม่กระทบปากท้อง

    ในประเด็นความสมดุลระหว่างการจัดระเบียบเมือง กับการรักษาพื้นที่ทำกินของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและหาบเร่แผงลอย นายอนุชา กล่าวว่า หาบเร่แผงลอยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ กทม. เพราะนั้นคือเสน่ห์ของเมือง แต่การบริหารจัดการ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

    นายอนุชา ระบุว่า การแก้ปัญหาไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับทั้งกรุงเทพฯ ได้ เนื่องจากพื้นที่กรุงเทพฯ มีความแตกต่างกัน ทั้งชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก จึงต้องกำหนดพื้นที่และแนวทางบริหารจัดการให้สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงกำหนดให้ชัดเจนว่า ฟุตปาธเส้นไหนเหมาะสมสำหรับการค้าขาย

    พร้อมเสนอให้มีการลงทะเบียนหาบเร่แผงลอยอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดระเบียบและคัดกรองโดยเน้นผู้มีรายได้น้อย และห้ามไม่ให้คนต่างด้าวเข้ามาสวมสิทธิแทนคนไทย

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดช่วงเวลาการค้าขายให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้า กลางวัน หรือเย็น โดยต้องหารือร่วมกับชุมชนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อกำหนดเป็นรายโซนหรือรายถนน ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งผู้ค้า คนเดินเท้า และผู้อยู่อาศัยในชุมชน

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    อนุชา ชู กรุงเทพฯ เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มองไปไกลกว่าแก้น้ำท่วม-รถติด

    ในเรื่องขนส่งสาธารณะ นายอนุชา กล่าวว่า ต้องการเห็นระบบรถโดยสารสาธารณะและเส้นทางฟีดเดอร์ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. เพื่อให้สามารถกำหนดเส้นทางและบริหารจัดการได้ตรงกับความต้องการของประชาชน แทนที่จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมเพียงฝ่ายเดียว

    นายอนุชา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ในเขตบางขุนเทียน หนองจอก และบางบอน พบว่าประชาชนสะท้อนปัญหาการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ อีกทั้งยังต้องรอรถโดยสารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวก จึงเห็นว่าการพัฒนาระบบขนส่งไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ แต่ต้องขยายโอกาสการเข้าถึงไปยังพื้นที่รอบนอก

    ส่วนวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง นายอนุชา เสนอจัดระเบียบและลงทะเบียนผู้ขับขี่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันยังมีจำนวนมากที่ไม่ได้ลงทะเบียน พร้อมเสนอให้นำแอปพลิเคชัน “สมาร์ทวิน” กลับมาใช้งานอีกครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และต่อยอดให้วินรถจักรยานยนต์เป็นเครือข่ายอาสาเฝ้าระวังในชุมชน

    นายอนุชา กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษในกรุงเทพฯ ต้องเริ่มจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น ทั้งในพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่และพื้นที่ขนาดเล็ก เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพอากาศและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนเมือง

    นายอนุชาตั้งคำถามว่า อนาคตของกรุงเทพฯ ควรไปไกลกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วม รถติด หรือขยะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีวิสัยทัศน์ในการยกระดับเมืองให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเป็น AI Hub เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล หรือเมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมชวนชาวกรุงเทพฯ ร่วมกันกำหนดทิศทางของเมืองในอีก 4 ปีข้างหน้า ว่ากรุงเทพฯควรไปในทิศทางไหน

    S&P คงอันดับเครดิตไทยBBB+ สะท้อนเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง

    “น้ำมะพร้าวน้ำหอม”ปลอมปน พาณิชย์ ลุยตรวจเข้ม เจอไม่ถูกต้องฟันทันที

    ขยายผลสอบ “นักการเมือง-นักแสดง” DSI โยงเส้นเงิน “ลวงซื้อ-ขาย Forex”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WUO3mzg0RxTbDd1Mqr605