Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โค้งสุดท้ายปลายปี: ชำแหละภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ทำไมถึงยังโตได้ท่ามกลางมรสุมโลก?

    โค้งสุดท้ายปลายปี: ชำแหละภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ทำไมถึงยังโตได้ท่ามกลางมรสุมโลก?

    โค้งสุดท้ายปลายปี: ชำแหละภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ทำไมถึงยังโตได้ท่ามกลางมรสุมโลก?


    1/03/2569 | 38 |

    โค้งสุดท้ายปลายปี: ชำแหละภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย ทำไมถึงยังโตได้ท่ามกลางมรสุมโลก?

    ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2568-2569 ที่เปรียบเสมือนการเดินหน้าฝ่ามรสุม ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และการชะลอตัวของคู่ค้าหลัก หลายฝ่ายต่างตั้งคำถามว่า “ประเทศไทย” มีดีอะไรที่ทำให้ยังคงรักษาเสถียรภาพและการเติบโตไว้ได้?

    เมื่อเราชำแหละลึกลงไปในโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี จะพบว่าเราไม่ได้เดินหน้าด้วยโชคช่วย แต่เป็นเพราะ “ภูมิคุ้มกัน” 3 ด้านหลักที่ทำงานสอดประสานกัน ดังนี้:

    1. เสถียรภาพการเงินและการคลัง: ป้อมปราการที่แข็งแกร่ง

    จุดเด่นที่สุดของไทยคือ วินัยทางการเงินการคลัง ที่เข้มงวด แม้จะมีการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ (ภายใต้กรอบวินัยการคลังไม่เกิน 70%)

    • เงินบาทที่ยืดหยุ่น: แม้ค่าเงินบาทจะมีความผันผวนตามกลไกตลาดและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ (Fed) แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถบริหารจัดการให้มีเสถียรภาพ ไม่ให้หลุดกรอบจนกระทบต่อภาคการส่งออก

    • ทุนสำรองระหว่างประเทศ: ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ซึ่งเป็น “กันชน” ชั้นเลิศเมื่อเกิดเงินทุนไหลออกกะทันหัน

    2. เครื่องยนต์การท่องเที่ยวและการบริโภค: แรงขับเคลื่อนที่ไม่เคยหลับใหล

    ในเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วง High Season ภาคการท่องเที่ยวถือเป็น “พระเอก” ตัวจริงที่เข้ามาเติมสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจฐานราก

    • การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว: ไม่ใช่แค่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของ “คุณภาพ” และการใช้จ่ายต่อหัว

    • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ: มาตรการอัดฉีดเงินและลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐในช่วงปลายปี ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ (Private Consumption) ให้ยังคงขยายตัวได้ดี

    3. ไทยในฐานะ “Safe Haven” และศูนย์กลางอาเซียน

    ในวันที่โลกแบ่งขั้วอำนาจ ไทยกลับได้รับอานิสงส์จากการเป็น “พื้นที่เป็นกลาง” ที่น่าดึงดูดใจ

    • การย้ายฐานผลิต (Relocation): เราเห็นเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ รถยนต์ไฟฟ้า (EV), Data Center, และ Semiconductor * Connectivity: ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง (EEC และโครงข่ายระบบราง) ทำให้ไทยไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็น “จุดหมายปลายทาง” หลักของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก


    บทสรุป: ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

    เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น (Resilience) ที่น่าสนใจ แม้ตัวเลขการเติบโตอาจไม่ได้หวือหวาเท่าประเทศเกิดใหม่บางแห่ง แต่สิ่งที่ไทยมีคือ “ความมั่นคงและยั่งยืน” หัวใจสำคัญที่จะทำให้เราไปต่อได้อย่างสวยงามในปีหน้า คือการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนผ่านเสถียรภาพทางการเมือง และการเร่งปรับทักษะแรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมไฮเทค หากไทยรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ มรสุมโลกจะรุนแรงแค่ไหน เราก็ยังคงเป็น “เกาะแห่งโอกาส” ในภูมิภาคอาเซียนต่อไปอย่างแน่นอน

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/481182&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FSrBI_EvIlm7KCJ0TIqeb

  • ลูกค้าโวยหนัก! ร้านทองขึ้นส่วนต่างซื้อ-ขายทองแท่งจาก 200 เป็น 2,000 บาท | เดลินิวส์

    ลูกค้าโวยหนัก! ร้านทองขึ้นส่วนต่างซื้อ-ขายทองแท่งจาก 200 เป็น 2,000 บาท | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ 1 มีนาคม 2569 หลังจากสถานการณ์ราคาทองคำผันผวนหนัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านทองส่วนใหญ่ปิดการขาย และบางร้านเก็บทองคำออกจากตู้ทั้งหมด แต่ในส่วนของร้านแม่ทองสุกซึ่งส่วนใหญ่มีสาขาในศูนย์การค้านั้น ประกาศเปิดให้บริการตามปกติ โดยแจกคิวสำหรับซื้อทองคำแท่งให้ลูกค้าสาขาละเพียง 100 คิว และจำกัดการซื้อต่อ 1 บัตรประชาชนได้คนละ 5 บาทเท่านั้น ส่วนทองรูปพรรณและการขายฝากยังให้บริการตามปกติ

    ทั้งนี้ แม่ทองสุกได้ประกาศราคาหน้าร้าน ขายออกที่บาทละ 79,800 บาท และรับซื้อบาทละ 77,800 บาท นั่นหมายความว่าหากลูกค้าซื้อทองคำ 1 แท่ง 79,800 บาท เมื่อขายคืนจะได้รับเงินเพียงแค่ 77,800 บาท หรือส่วนต่างมากถึง 2,000 บาท จากปกติที่ราคาซื้อ-ขายต่างกันเพียงแค่ 200 บาท เท่านั้น ส่งผลให้มีลูกค้าโวยวายขึ้นอย่างหนาหู รวมไปถึงบนหน้าเพจเฟซบุ๊กของแม่ทองสุกด้วย

    สอดรับกับ นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ที่เปิดเผยกับ “เดลินิวส์” ว่า วันนี้ทางร้านทองที่เป็นสมาชิกในสมาคมฯ จะมีการปรับขึ้นค่าแรงเพิ่มอีกกว่าเท่าตัว เช่น โดยปกติซื้อทองคำ 1 บาท มีค่ากำเหน็จ 1,000 บาท ทางร้านก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 บาท เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้ราคาทองคำผันผวนอย่างหนัก ซึ่งการปรับขึ้นราคาดังกล่าวนี้ไม่ได้อยู่ในกฎข้อบังคับหรือควบคุมของทางสมาคม

    ขณะเดียวกันยังให้ความเห็นจากข่าวผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิตแต่ยังไม่แน่ชัด และปัญหาอาจยังไม่จบหรือมีประเทศอื่นเข้าร่วมด้วยทำให้ยังคาดการณ์ว่าในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ราคาทองคำยังคงปรับขึ้น และหากรุนแรงมากถึงขั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็มีโอกาสที่ราคาทองคำจะขึ้นไประดับ 100,000 บาท ต่อบาททองคำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5646962/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LUQsUTjqJMn80l6ZgCbd6

  • 4 ผลกระทบไทย สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แนวโน้มยืดเยื้อ

    4 ผลกระทบไทย สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แนวโน้มยืดเยื้อ

    4 ผลกระทบไทย สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แนวโน้มยืดเยื้อ คาดน้ำมันในตลาดโลกมีราคาแพงขึ้น แรงงานไทยในอิสราเอลเฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน ด้านนักท่องเที่ยวอิสราเอล อาจมีการชะลอเดินทางมาไทย 

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน (ข้อมูลล่าสุด ณ มีนาคม 2569) ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความปลอดภัยของแรงงานไทย ดังนี้

    1. ผลกระทบด้านพลังงานและค่าครองชีพ

    เป็นผลกระทบที่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก

    ราคาน้ำมันและก๊าซ: ความเสี่ยงจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนสูง ซึ่งจะกดดันให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าไฟฟ้าในไทยปรับตัวสูงขึ้น

    ความมั่นคงทางพลังงาน: กระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ประมาณ 61 วัน (ข้อมูล ก.พ. 2569) และมีการเตรียมแผนจัดหาจากแหล่งอื่นทดแทนหากสถานการณ์บานปลาย

    2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการลงทุน

    ตลาดหุ้นและทองคำ: ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดโลกจากความกังวลของนักลงทุน ในขณะที่ ราคาทองคำ พุ่งสูงขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งอาจทำให้ร้านทองบางแห่งต้องหยุดชะงักการซื้อขายชั่วคราวหากราคาสวิงแรงเกินไป

    ค่าเงินบาท: เงินดอลลาร์มักแข็งค่าขึ้นในช่วงสงคราม ส่งผลให้ เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้า แต่ในทางกลับกันอาจส่งผลดีต่อตัวเลขรายได้จากการส่งออกในเชิงปริมาณเงินบาท

    3. ผลกระทบต่อแรงงานไทย

    ความปลอดภัย: มีคนไทยจำนวนมากทำงานในอิสราเอล (ส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรกรรม) รัฐบาลไทยต้องเฝ้าระวังและเตรียมแผนอพยพกรณีสถานการณ์รุนแรงขึ้นในพื้นที่เสี่ยง

    รายได้ส่งกลับ: หากสงครามยืดเยื้อจนแรงงานต้องเดินทางกลับประเทศ จะส่งผลต่อรายที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในไทย

    4. การส่งออกและการท่องเที่ยว

    การขนส่งสินค้า: ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยขนส่งสินค้าจะสูงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง

    นักท่องเที่ยว: จำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง อาจลดลงเนื่องจากการปิดน่านฟ้าหรือความไม่สะดวกในการเดินทาง แต่อาจมีนักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางมาที่ไทยแทนเพื่อหนีความไม่สงบ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2917181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aphMm9XrSjDAhSoFe8Ait

  • แห้วสุพรรณ GI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 183 ล้านบาทต่อปี

    แห้วสุพรรณ GI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 183 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีแม่บ้าน อสม. แปรรูปแห้ว ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามการผลิตสินค้า GI “แห้วสุพรรณ” ซึ่งขึ้นทะเบียนตั้งแต่ปี 2559 ครบ 10 ปีในปี 2569 พร้อมหารือแนวทางพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางจำหน่าย โดยมีผู้บริหารจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจ Makro และ Lotus’s เข้าร่วม

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดสุพรรณบุรีมีผู้ผลิตแห้วสุพรรณ 169 ราย ผลผลิตรวมกว่า 5.2 ล้านกิโลกรัมต่อปี จำหน่ายในตลาดค้าส่งสำคัญ เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง และตลาดโคราช ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 80–100 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.14 – 1.43 เท่า จากราคาก่อนขึ้นทะเบียน GI ที่ประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมประมาณ 183 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ พื้นที่ปลูกเพิ่มเป็นประมาณ 3,000 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3–4 ตันต่อไร่ และมีผู้ผลิตที่ขึ้นทะเบียน GI ประมาณ 43 ราย

    “การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามผล หลังแห้วสุพรรณ ได้รับ GI ครบ 10 ปี และหารือผู้ประกอบการเรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ รวมถึงการขยายตลาดเข้าสู่ห้างค้าปลีก”

    กรมฯ ยังเน้นให้ผู้ประกอบการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยผู้ผลิตที่ผ่านการประเมินจะได้รับอนุญาตใช้ตรา GI ไทยคราวละ 2 ปี และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การตลาดออนไลน์ งานแสดงสินค้า และการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน นอกจากนี้ยังมีการหารือโอกาสส่งออก โดยมีผู้นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาให้ความสนใจแห้วสดและแห้วปอกเพื่อนำไปใช้ประกอบอาหาร ขณะที่กรมฯ เตรียมผลักดันสินค้า GI ไปเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ เริ่มจากตลาดเอเชีย

    ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้แนะนำผู้ประกอบการเรื่องการสร้างแบรนด์ การจดเครื่องหมายการค้าในและต่างประเทศ และการใช้จุดเด่นด้านโภชนาการของแห้ว เช่น ใยอาหารสูง และผลิตภัณฑ์แป้งแห้วที่ไม่มีกลูเตน เพื่อขยายตลาดกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพในระยะยาว

    ด้าน จ่าสิบเอกอนันต์ ดอกกุหลาบ ประธานวิสาหกิจชุมชนวังยางเจริญ ระบุว่า การได้รับ GI ช่วยเพิ่มการรับรู้สินค้าและยกระดับราคา แต่ยังมีข้อจำกัดด้านแรงงาน และมีแผนนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในอนาคต

    “หลังได้ GI ราคาปรับจากกิโลละประมาณ 70 บาท เป็น 80–90 บาท บางช่วงถึง 95 บาทต่อกิโลกรัม พื้นที่ปลูกประมาณ 3,000 ไร่ แต่ยังมีปัญหาแรงงานขาดแคลน”

    นอกจากนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังเปิดเผยถึงผลผลิตมะพร้าวน้ำหอม GI ว่า ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอม GI มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 4 พื้นที่ ได้แก่ บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ราชบุรี สมุทรสงคราม และบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อปีกว่า 5,700 ล้านบาท โดยทั้ง 4 จังหวัด มีเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตประมาณ 16,000 ราย แต่ผู้ที่สามารถผลิตได้ตรงตามข้อกำหนดมาตรฐาน GI และผ่านการรับรองมีประมาณ 450 รายเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตอีกมาก ขณะที่ สัดส่วนการตลาด พบว่า มะพร้าว GI ส่งออกประมาณ 90% ส่วนการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 8%

    จุดสำคัญของสินค้า GI คือ ความพิเศษที่ได้รับการคุ้มครองชื่อและการใช้ตราสัญลักษณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น กระบวนการตั้งแต่การปลูก การผลิต จนถึงการคัดคุณภาพต้องเป็นไปตามสเปกที่กำหนด ซึ่งจากการสอบถามผู้ประกอบการ พบว่า ผู้ที่ได้รับตรา GI ไม่ประสบปัญหาเรื่องราคา เนื่องจากสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม กรมฯ มองว่าการดำเนินงานต่อจากนี้ จำเป็นต้องร่วมมือกับจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรเกี่ยวกับมาตรฐาน GI ให้สามารถผลิตได้ตรงตามเกณฑ์มากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ได้รับการรับรอง ยกระดับมูลค่าสินค้า และขยายโอกาสทางการตลาดในอนาคต โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่ยังมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o2O0OrYi8WmPsxYGY8BsQ

  • อนุทิน เรียกถก สมช.-เอกชน รับมือวิกฤตอิหร่าน-ตะวันออกกลาง

    อนุทิน เรียกถก สมช.-เอกชน รับมือวิกฤตอิหร่าน-ตะวันออกกลาง

    อนุทิน เรียกถก สมช.-เอกชน รับมือวิกฤตอิหร่าน-ตะวันออกกลาง

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียกประชุมด่วนสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภายหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีแนวโน้มขยายวงกว้างและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ภายหลังการประชุม สมช. นายกรัฐมนตรีจะหารือร่วมกับภาคเอกชน โดยเชิญผู้แทนคณะกรรมการเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย และ สมาคมธนาคารไทย เพื่อร่วมกันวางแนวทางรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการส่งออก ราคาน้ำมัน และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. นายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยผ่านข้อความระบุว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ซึ่งแม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่มีประชาชนชาวไทยหลายหมื่นคนพำนักและทำงานอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะในอิหร่านและอิสราเอล

    รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง โดยได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อเตรียมอากาศยานไปรับคนไทยที่ติดค้างในอิหร่านกลับประเทศเป็นลำดับแรก พร้อมสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐบาลจะดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในระยะฟื้นตัว พร้อมย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินการเพื่อเปลี่ยนวิกฤติในตะวันออกกลางให้เป็นโอกาสของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันจะดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ภารกิจช่วยเหลือและดูแลคนไทยในพื้นที่สู้รบสำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738711&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2foTmHZgHwIHGxmwduh0TU

  • คณะครู นักเรียน 3 โรงเรียนในสังกัด สพม.เชียงใหม่ เข้ารับพระราชทานรางวัล

    คณะครู นักเรียน 3 โรงเรียนในสังกัด สพม.เชียงใหม่ เข้ารับพระราชทานรางวัล

    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม โรงเรียนสันติสุข และโรงเรียนแม่แจ่ม ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เข้ารับพระราชทานรางวัลจากการแข่งขันทักษะวิชาการ ภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในทุรกันดาร ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

    การเข้ารับพระราชทานรางวัลในครั้งนี้ นับเป็นเกียรติยศอันสูงสุดแก่คณะครู นักเรียน และสถานศึกษา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยกระดับทักษะทางวิชาการ ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนในพื้นที่ทุรกันดารให้มีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม

    ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ตามแนวทางการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความสำเร็จของทั้ง 3 โรงเรียน ที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3891395/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31jt-uaH_lvxHNJpG7-OrI

  • อัญชิสา-ทรรศพร ผงาดคว้าแชมป์หญิงคู่ เทนนิสไอทีเอฟ W15 ที่อินเดีย

    อัญชิสา-ทรรศพร ผงาดคว้าแชมป์หญิงคู่ เทนนิสไอทีเอฟ W15 ที่อินเดีย

    “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ จับคู่ “แต้ว” ทรรศพร นาคหล่อ โชว์ฟอร์มแกร่งหวดชนะคู่แข่ง 2 เซตรวด ผงาดคว้าแชมป์หญิงคู่ศึกเทนนิส W15 คุรุคราม ที่ประเทศอินเดียได้สำเร็จ

    อัญชิสา ฉันทะ และ ทรรศพร นาคหล่อ สองนักหวดสาวไทยโชว์ฟอร์มเยี่ยม ควงคู่คว้าแชมป์ประเภทหญิงคู่ในการแข่งขันเทนนิสอาชีพหญิง ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ W15 คุรุคราม ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 466,000 บาท) ที่เมืองคุรุคราม รัฐหรยาณา ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

    การแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ประเภทหญิงคู่ “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ (มือคู่ 803 ของโลก) และ “แต้ว” ทรรศพร นาคหล่อ (มือคู่ 502 ของโลก) ซึ่งเป็นคู่มือวางอันดับ 3 ของรายการ ลงสนามพบกับ อารีน่า อารีฟูลิน่า (มือคู่ 704 ของโลก) และ อีฟเจนิย่า เบอร์ดิน่า (มือคู่ 589 ของโลก) คู่มือวางอันดับ 2 ของรายการ

    ผลการแข่งขันปรากฏว่า คู่สาวไทยอาศัยการประสานงานที่ยอดเยี่ยมเอาชนะไปได้ 2 เซตรวดด้วยสกอร์ 6-4 และ 7-6 (ไทเบรก 7-0) โดยใช้เวลาในการแข่งขันเกือบ 2 ชั่วโมง ส่งผลให้ อัญชิสา และ ทรรศพร ผงาดคว้าแชมป์ร่วมกันได้สำเร็จ

    สำหรับการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ ทั้งคู่ได้รับเงินรางวัลแบ่งกันรวมทั้งสิ้น 955 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 29,662 บาท) พร้อมคะแนนสะสมอันดับโลกเพิ่มอีกคนละ 15 คะแนน

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/100504/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw231B-9FnqFZC4HOxgEZCRn

  • ผบ.ทบ. เยือนลาว พบผู้นำกองทัพ หารือความมั่นคงทุกมิติ ย้ำความร่วมมือบนพื้นฐานความไว้วางใจ เคารพอธิปไตยระหว่างกัน

    ผบ.ทบ. เยือนลาว พบผู้นำกองทัพ หารือความมั่นคงทุกมิติ ย้ำความร่วมมือบนพื้นฐานความไว้วางใจ เคารพอธิปไตยระหว่างกัน

    ​ลาว, วันที่ 228 ก.พ. – พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 27–28 กุมภาพันธ์ 2569 ตามคำเชิญของกองทัพประชาชนลาว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ

    ​โดยคณะผู้บัญชาการทหารบกได้เข้าเยี่ยมคำนับและหารือข้อราชการกับ พลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว (เทียบเท่า ผบ.ทบ.) ย้ำความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ที่มีการร่วมมืออย่างใกล้ชิด ผ่านการเยือน การประชุม และการตรวจพื้นที่ชายแดนร่วมกัน สะท้อนถึงความไว้วางใจที่มีต่อกัน

    ​สำหรับกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา ฝ่ายลาวได้ขอให้ใช้ความอดทนอดกลั้นและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่ภูมิภาค พร้อมยืนยันไม่เข้าข้างฝ่ายใด และต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยและเศรษฐกิจชายแดน พร้อมขอให้ไทยผ่อนปรนมาตรการส่งน้ำมันข้ามแดนไปยังลาว

     ผู้บัญชาการทหารบกยืนยันพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคง การศึกษา การฝึกผสม การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการลาดตระเวนร่วมชายแดน พร้อมเร่งเสนอข้อหารือด้านการค้าชายแดนและการผ่อนปรนมาตรการส่งน้ำมันกับรัฐบาล และทบทวนการปฏิบัติในส่วนที่กองทัพบกรับผิดชอบ  

    ​ทั้งสองฝ่ายยังได้เห็นพ้องยกระดับกลไกประสานงาน แต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก เพิ่มการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และร่วมมือปราบปรามยาเสพติด การลักลอบค้า รวมถึงแก้ปัญหาโดรนล้ำแดน โดยเน้นการประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

    ​ท้ายที่สุด ผู้บัญชาการทหารบกย้ำความพร้อมสนับสนุนทุกประเด็นที่หารือ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสองกองทัพให้มั่นคงและยั่งยืน พร้อมขอบคุณฝ่ายลาวสำหรับความร่วมมือจริงใจและต่อเนื่อง

    ​จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกได้เข้าเยี่ยมคำนับและหารือข้อราชการกับ พลโท สายใจ กมมะสิด หัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ (เทียบเท่า ผบ.ทสส.) และรองรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ ซึ่งระบุว่าการติดต่อประสานงานโดยตรงในช่วงสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อน มีความสำคัญต่อการป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน และช่วยรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดน

    ​ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาช่องทางสื่อสารเร่งด่วนระหว่างผู้บังคับหน่วยชายแดน การบริหารจัดการปัญหาการลักลอบข้ามแดน และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงปัญหาโดรนและเครือข่ายออนไลน์ พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือระดับพื้นที่คือกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

    ​อมาคณะได้เข้าเยี่ยมคำนับ พลเอก คำเลียง อุทะไกสอน รัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ สปป.ลาว ซึ่งกล่าวต้อนรับและแสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจของฝ่ายไทยในการสานต่อความร่วมมือทางทหาร ทั้งสองฝ่ายได้หารือภาพรวมความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ ทั้งการพัฒนากำลังพล การขยายโอกาสการศึกษาหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารบก การฝึกผสมและการฝึกร่วมหน่วยขนาดเล็ก ความร่วมมือด้านการแพทย์ทหาร และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตประชาชนตามแนวชายแดน

    ​รัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ สปป.ลาว ย้ำว่า กองทัพทั้งสองประเทศยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กันมายาวนาน ความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหลักประกันความมั่นคงของทั้งสองประเทศ และเป็นแบบอย่างความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน

    ​โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประจำปี 2569 ให้แก่ พลตรี สมพอน มิดตะพอน เจ้าแขวงพงสาลี ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่อปี 2547 เป็นศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพ และยังคงรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมรุ่นอย่างใกล้ชิด การมอบรางวัลครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านการศึกษาทางทหารไทย–ลาว ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

    ​จากนั้นคณะได้เดินทางไปวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์นักรบนิรนาม เพื่อสดุดีวีรกรรมของทหารและผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติ อันเป็นการแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญ ความเสียสละ และคุณูปการที่มีต่อความมั่นคงของประเทศ ก่อนเข้าหารือกับ นาง ครองขนิษฐ รักษ์เจริญ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว ในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงชายแดน เพื่อให้การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมือง การทูต และความมั่นคงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดช่องว่างการประสานงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ ตลอดจนยกระดับกลไกความร่วมมือไทย–ลาว ให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และตอบสนองต่อความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/280953&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R9PHKZ0FrbHAjkTLlk90W

  • สัญญาณชัดโพลชี้ไม่อยากให้ ‘กธ.-ปชป.-ปชน.’ ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

    สัญญาณชัดโพลชี้ไม่อยากให้ ‘กธ.-ปชป.-ปชน.’ ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

    1 มี.ค. 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล ?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล
    กับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.35 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 34.05 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 40.84 ระบุว่า
    ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาชนในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.14 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 28.55 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย รองลงมา ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/955763/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01AX7wjFgImdvm9dvcawD8

  • ลุยดึง ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ลุยดึง ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ดร.พิเชษฐ์ กล่าวว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินจะเข้มแข็งได้ ต้องอาศัยทั้งมาตรฐานการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ และประชาชนที่มีความรอบรู้ เข้าใจบทบาทของตนเองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะในกรณีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งทุกนาทีที่ไม่ได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างถูกต้อง โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การที่ประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้มีอิทธิพลทางความคิดในสังคม ได้รับการฝึกทักษะ CPR และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) จึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย

    ลุยดึง 'อินฟลูเอนเซอร์' ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ในสังคมที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว การสื่อสารที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล การเรียกใช้สายด่วน 1669 หรือสิทธิการเข้าถึงบริการ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจในนาทีวิกฤต ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งสร้างวัฒนธรรมการแพทย์ฉุกเฉิน ผ่านการสื่อสารที่ถูกต้องและมีความรับผิดชอบ เลขาธิการ สพฉ. กล่าว

    ภายใต้บันทึกความร่วมมือ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาเนื้อหาด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย พร้อมสนับสนุนการอบรมทักษะการสื่อสารแก่บุคลากร และสร้างเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม

    ลุยดึง 'อินฟลูเอนเซอร์' ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ด้านนายก่อพงศักดิ์ ตันติศิริรักษ์ นายกสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ไทย กล่าวว่า บทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการรับรู้และพฤติกรรมของประชาชนในวงกว้าง การได้รับองค์ความรู้และทักษะกู้ชีพขั้นพื้นฐานจาก สพฉ. จะช่วยให้เครือข่ายครีเอเตอร์สามารถสื่อสารข้อมูลด้านการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างในการสร้างสังคมแห่งความรับผิดชอบและจิตอาสา

    เราไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างคอนเทนต์ แต่เป็นผู้ส่งต่อความรู้และแรงบันดาลใจ การมีทักษะช่วยชีวิตและการเข้าใจระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จะทำให้การสื่อสารของเรามีน้ำหนักและคุณค่าเพิ่มขึ้นต่อสังคม” นายกสมาคมฯ กล่าว

    ลุยดึง 'อินฟลูเอนเซอร์' ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณสุขกับภาคการสื่อสารยุคใหม่ เพื่อขยายพลังการรับรู้ สร้างความตระหนัก และเพิ่มโอกาสในการช่วยชีวิตให้กับประชาชนทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้าง “วัฒนธรรมการแพทย์ฉุกเฉิน” ที่เข้มแข็งและยั่งยืนในสังคมไทย

    ลุยดึง 'อินฟลูเอนเซอร์' ทั่วไทย สร้างพลังคอนเทนต์เพื่อชีวิต เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/health/health/862263&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mFstJbJb_T7VI9sVQYwJJ