Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “คลัง-ธปท.” ผนึก IMF จัดประชุมโลกปี 69 ดันเศรษฐกิจดิจิทัลสู้วิกฤต

    “คลัง-ธปท.” ผนึก IMF จัดประชุมโลกปี 69 ดันเศรษฐกิจดิจิทัลสู้วิกฤต

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการหารือร่วมกับกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) โดยยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ในเดือนตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นการกลับมาใช้สถานที่จัดงานเดิมอีกครั้งในรอบ 35 ปีนับตั้งแต่ปี 2534

    โดยงานดังกล่าวถูกขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกแห่งวงการการเงิน” โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ รัฐบาลได้กำหนดแนวคิดหลักคือ “Thailand New Horizons: Empowering People, Building Resilience” มุ่งเน้นการพัฒนาคนในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นต้นแบบให้ประเทศในภูมิภาค โดยย้ำว่าการจัดงานนี้เป็นวาระของคนไทยทุกคนที่ต้องร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับ IMF ที่มีมาตั้งแต่ปี 2492 โดยชี้ว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี นโยบาย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธปท. จึงมุ่งส่งเสริมความยืดหยุ่นทางการเงินภายใต้แนวคิด “การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุมเพื่อสุขภาวะทางการเงิน”  เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    พร้อมกันนี้ยังเตรียมเปิดตัวเอกสารพิมพ์เขียว (Blueprint paper) ร่วมกับ IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการก้าวไปข้างหน้าสำหรับประเทศสมาชิก

    นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวยกย่องศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และความงดงามของผ้าไหมไทย พร้อมแบ่งปันความประทับใจจากการเดินทางเยือนไทยครั้งที่ 50 ทั้งประสบการณ์การนั่งรถตุ๊กตุ๊ก การเรียนมวยไทย และการอนุรักษ์ปลาในเขตอภัยทานริมวัดที่สะท้อนถึงความมีชีวิตชีวาของสายน้ำ

    โดยได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ความซาบซึ้งใจที่ไทยเป็นเจ้าภาพ 2. ความเชื่อมั่นว่าไทยจะเป็น “เมืองหลวงแห่งการเงิน” ที่ดึงดูดการลงทุน และ 3. การชื่นชมหัวข้อพลวัตและความสามารถในการฟื้นตัว

    นอกจากนี้ ผู้จัดการ IMF ชี้ว่าปัจจุบันจีดีพีโลกเติบโตลดลงเหลือ 3.2-3.3% จากปัญหาผลิตภาพ (Productivity) โดยเสนอ 3 แนวทางแก้ไข คือ การระดมทุนผ่านตลาดทุน การนำ AI มาใช้ซึ่งอาจช่วยเพิ่มผลิตภาพในเอเชียได้ถึง 1% และการใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้ถูกประเภท

    ด้านนายเอกนิติ ได้อธิบายเสริมว่า ไทยเรียนรู้จากบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ปัจจุบันรัฐบาลกำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรับมือกับภาวะสังคมผู้สูงอายุ

    สำหรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผู้จัดการ IMF ประเมินความเสี่ยงไว้ 3 ช่องทาง ได้แก่ วิกฤตพลังงาน ความเชื่อมั่นของตลาด และการหยุดชะงักของการเดินทางและการค้า

    ด้าน นายวิทัย ประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน โดยอาจทำให้จีดีพีลดลงราว 0.1-0.2%  แต่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง มีเงินกู้ต่างประเทศต่ำและมีกันชนรองรับความผันผวนที่ดี ส่วนอัตราเงินเฟ้อนั้น แม้ราคาน้ำมันจะมีสัดส่วนถึง 13% ในการคำนวณตะกร้าเงินเฟ้อ  แต่คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2-0.3% ซึ่งยังบริหารจัดการได้  นอกจากนี้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับ 60 วัน และมีแหล่งพลังงานทดแทนอื่นๆ

    ด้านนโยบายการเงิน ธปท. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่สัปดาห์ก่อนเพื่อรองรับความเสี่ยง ซึ่งหากราคาน้ำมันพุ่งสูงจากระดับ 80 กว่าดอลลาร์ในปัจจุบันไปจนเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสถานการณ์บานปลายกว่าสงคราม 12 วันในปีที่ผ่านมา ธปท. และรัฐบาลก็พร้อมออกมาตรการดูแลเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม ธปท. ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกรรมหรือธุรกิจในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/817325&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37xbBQKRrP5bqSQq03Nhau

  • เลือกตั้ง 2569: ถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตร “เลือกตั้งจำลอง”  สืบย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ 88% – BBC News ไทย

    เลือกตั้ง 2569: ถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตร “เลือกตั้งจำลอง” สืบย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ 88% – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, สมชัย ศรีสุทธิยากร เป็นผู้ดำเนินการหลักในการสาธิต “เลือกตั้งจำลอง”
      • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 13 นาที

    ห้องรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชั้น 2 ของอาคารรัฐสภา แปรสภาพเป็น “หน่วยเลือกตั้งจำลอง” โดยมีอุปกรณ์ครบถ้วน ทั้งคูหาเลือกตั้ง หีบบัตรเลือกตั้ง ปากกา แบบขีดคะแนน และที่ขาดไม่ได้คือบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด (barcode)

    เมื่อถึงเวลานัดหมาย 13.55 น. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ชี้แจงขั้นตอนสาธิต “การเลือกตั้งจำลอง” ซึ่งคล้ายคลึงกับการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) แทบทุกประการ เพียงแต่ในสถานการณ์จำลองนี้ ให้ผู้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อ 1 เมนู จากทั้งหมด 6 เมนู เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกติกาตรงกัน ก็ได้เวลาเปิดหีบเลือกตั้ง

    อาสาสมัคร 10 คน ซึ่งมีทั้งผู้สื่อข่าว นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และประชาชนรับบทผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ โดยมีอาสาสมัครอีก 4 คนทำหน้าที่กรรมการประจำหน่วยลงคะแนน (กปน.) ให้โหวตเตอร์ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตร จากนั้น กปน. ฉีกบัตรลงคะแนนที่มีบาร์โค้ดส่งให้ผู้ใช้สิทธิเข้าไปกากบาทเลือกในคูหา แล้วนำมาหย่อนลงหีบบัตรด้วยตนเอง

    ทว่ากติกาพิเศษที่ผิดแผกไปจากการเลือกตั้งจริงคือ ให้ผู้ใช้สิทธิสามารถถ่ายรูปบัตรลงคะแนนที่กากบาทแล้วเอาไว้เป็นหลักฐาน

    เมื่อโหวตเตอร์ทุกคนใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการนับคะแนน โดยมี “ทีมนักสืบ” 5 ทีมร่วมภารกิจพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดสามารถระบุผู้ลงคะแนนได้จริงหรือไม่

    ในขณะที่ กปน. เปิดหีบ-กางบัตรออกมาขานคะแนน-บันทึกคะแนนลงแบบขีดคะแนนบนกระดาน ทีมวิเคราะห์ข้อมูลก็ตั้งกล้องถ่ายรูปบัตรลงคะแนนทุกใบ ทดลองถอดรหัสด้วยอุปกรณ์ที่จัดเตรียมมาเองใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที และเปรียบเทียบกับผลการนับคะแนน

    ผลปรากฏว่า ระดับความแม่นยำของ “ทีมนักสืบ” ทั้ง 5 ทีมมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 88% โดยมีอยู่ 3 ทีมที่สามารถถอดรหัสได้ 100% คือตอบถูกหมดว่าโหวตเตอร์ทั้ง 10 คนลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวเมนูใด และ 1 ทีมถอดรหัสได้ 90% (ตอบถูก 9 จาก 10 คน) และอีก 1 ทีมถอดรหัสได้ 40% (ตอบถูก 4 จาก 10 คน)

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    กมธ.การเมืองฯ ปัดแทรกแซง กกต. แค่ “ศึกษาเชิงวิชาการ”

    กิจกรรมนี้จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ในวันเดียวที่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน จาก 21 พรรคการเมือง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนกว่า 37.8 ล้านคน โดยใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพูที่มีบาร์โค้ด ท่ามกลางข้อถกเถียงของสังคมว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” และ “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” หรือไม่

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า การทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อ “ศึกษาเชิงวิชาการ” และจะนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษากระบวนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม (Free & Fair Election) ซึ่งครอบคลุมทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง โดยจะเสนอรายงานและข้อเสนอแนะให้วุฒิสภาพิจารณาในสมัยประชุมหน้า พร้อมยืนยันว่า ข้อสรุปที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กระบวนการตีความข้อกฎหมายว่าการลงคะแนนเป็นความลับหรือไม่ลับ หรือขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ต้องการพิสูจน์ความเสี่ยงจากการมีบาร์โค้ดเท่านั้น เพื่อ กกต. จะได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการทดลองไปพิจารณาและปรับปรุงการการเลือกตั้งครั้งต่อไป

    เขาย้ำด้วยว่า กมธ. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าให้จัดการเลือกตั้งจำลองนี้ตามที่ได้รับการประสานงานมา แต่ยอมรับว่ามีเพื่อน กมธ. บางส่วนตั้งคำถาม แต่เมื่ออธิบายว่าเป็นการพิสูจน์ทางวิชาการ ก็เข้าใจ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, 6 เมนูก๋วยเตี๋ยวที่ให้ผู้ออกเสียงโหวตเลือกในการเลือกตั้งจำลอง

    ส่วนที่มีนักกฎหมายออกมาตั้งข้อสังเกตว่า กมธ. ไม่มีอำนาจตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งขององค์กรอิสระ เข้าข่ายแทรกแซงอำนาจหน้าที่ของ กกต. นั้น นายนรเศรษฐ์ย้ำว่าเจตนาของ กมธ. คือศึกษาเชิงวิชาการ ไม่ได้ทำเพื่อหาว่าใครถูกใครผิด กมธ. ไม่มีเจตนาก้าวล่วงหรือบอกว่า กกต. ต้องทำหรือไม่ทำอะไร แต่มองว่าการพัฒนาการเมืองที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากคูหาเลือกตั้ง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนก็เริ่มที่คูหาเช่นกัน หากมีความสงสัยในกระบวนการเลือกตั้งย่อมกระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตย

    เช่นเดียวกับเสียงวิจารณ์ที่ว่าการจัดจำลองการเลือกตั้งเพื่อ “ฟอกขาว” ให้กลุ่มบุคคลที่ถูก กกต. กล่าวโทษดำเนินคดีอาญา ซึ่งประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ขอปฏิเสธ โดยบอกว่าเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ขณะนี้มีเพียงข่าว ยังไม่มีใครเห็นเนื้อหาของหมายแจ้งข้อกล่าวหาประชาชนแต่อย่างใด

    ทีมนักสืบแกะรอยบาร์โค้ดหาผู้เลือกได้อย่างไร

    สำหรับ “ทีมนักสืบ” ที่เข้าร่วมภารกิจแกะรอยบาร์โค้ดมีทั้งหมด 5 ทีม ประกอบด้วย ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 ทีม ทีมนักเรียนมัธยม 1 ทีม และทีมประชาชนทั่วไป 2 ทีม แต่ละทีมใช้เทคนิคถอดรหัสบาร์โค้ดแตกต่างกันไป

    ในการวัดความแม่นยำ ผู้จัดงานให้โหวตเตอร์อาสาสมัครมายืนประจันหน้ากับทีมนักสืบ แล้วให้แต่ละทีมทายผลการลงคะแนนของโหวตเตอร์รายนั้น ๆ

    หญิงที่ชื่อ “ศิ” คือโหวตเตอร์คนแรกที่ใช้สิทธิและถูกทายผลการออกเสียง ซึ่งปรากฏว่ามี 4 จาก 5 ทีม ตอบถูกว่าเธอกากบาทเลือกก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น หรือคิดเป็นความแม่นยำที่ 80%

    จากนั้นโหวตเตอร์ที่เหลือ ก็ทยอยมาแสดงตัว-ให้ทีมนักสืบทายผลการออกเสียง พบว่า

    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 5 คน ที่ทีมนักสืบทุกทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 100%
    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 4 คน ที่ทีมนักสืบ 4 จาก 5 ทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 80%
    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 1 คน ที่ทีมนักสืบ 3 จาก 5 ทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 60%

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ทีมนักสืบปฏิบัติภารกิจสแกนบาร์โค้ด ในระหว่างการนับคะแนนเลือกตั้งจำลอง

    เมื่อประมวลภาพรวมทั้งหมด ปรากฏว่ามี 3 ทีมที่สามารถถอดรหัสบาร์โค้ดได้ 100% คือตอบถูกหมดว่าโหวตเตอร์ทั้ง 10 คนลงคะแนนอย่างไร

    ทีมนักศึกษาสายสืบ 1 ที่ทายผลถูกทั้งหมด เฉลยวิธีการถอดรหัสบาร์โค้ดเพื่อสืบย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนเสียงว่าใช้วิธีการถ่ายภาพ และใช้แอปพลิเคชันไลน์ยิงสแกนบาร์โค้ดตอนนับคะแนนซึ่งตรวจจับได้ไวมาก และสามารถระบุได้ว่าโหวตเตอร์ลงคะแนนอย่างไรหากรู้ว่าอยู่ในลำดับผู้ใช้สิทธิที่เท่าไร ทีมนี้ใช้เวลา 12 นาทีในการถอดรหัสบาร์โค้ด โดยไม่มีการสุ่มหรือคาดเดาเลย

    ทีมนักศึกษาสายสืบ 2 อีกทีมที่ทายผลถูก 100% ใช้การถ่ายภาพนิ่งผู้ใช้สิทธิ และถ่ายภาพนิ่งบาร์โค้ดตอนนับคะแนน แล้วนำมา 2 ส่วนมาเทียบหาลำดับผู้ลงคะแนน แต่มีอุปสรรคเล็กน้อยจากการที่บาร์โค้ดโหวตเตอร์คนที่ 5-6 สแกนไม่ติด จึงต้องอาศัยการสุ่ม แต่ก็เดาถูก

    ทีมนักสืบประชาชน สามารถถอดรหัสได้ภายในเวลาเพียง 5 นาที ด้วยการเก็บคะแนนบัตรเลือกตั้งเป็นรายใบ และนำไปสแกนบาร์โค้ด เพื่อเช็กลำดับผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในตารางที่เขาเขียนและบันทึกเอาไว้

    ขณะที่ทีมนักเรียนสายสืบ ที่ทายถูก 60% แจ้งว่า พวกเขาใช้การอัดคลิปวิดีโอทั้งช่วงเลือกตั้งและขานคะแนน ทำให้ภาพบาร์โค้ดไม่ชัดเจน นำมาสแกนไม่ได้ ต้องอาศัยการคาดเดาร่วมด้วย

    ผู้จัดงานสรุปว่า ความแม่นยำขึ้นกับการเตรียมตัว ความเข้าใจต่อกระบวนการเลือก และอุปกรณ์ที่ใช้งาน

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ทีมนักสืบ 3 ทีมที่ทำผลงานการถอดรหัสบาร์โค้ดได้ถูกต้อง 100%

    “เสียลับ” ในเลือกตั้งจำลอง จะส่งผลต่อเลือกตั้ง 8 ก.พ. หรือไม่

    กระบวนการการเลือกตั้งจำลองใช้เวลา 2 ชม. ได้รับความสนใจจากผู้คนหลากหลายแวดวง อาทิ นักวิชาการด้านกฎหมาย นักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน รวมถึงประชาชนที่มีชื่อปรากฏว่าถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี ร่วมสังเกตการณ์การถอดรหัสบาร์โค้ดด้วย

    อย่างไรก็ตามไม่มีผู้แทนจากสำนักงาน กกต. และตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตมาร่วมแต่อย่างใด ถึงแม้ กมธ. ทำหนังสือเชิญไปแล้วก็ตาม

    ผู้ร่วมสังเกตการณ์ 2 คนคือ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” นักเคลื่อนไหวการเมือง บอกตรงกันว่า กิจกรรมนี้ไม่ควรต้องจัดด้วยซ้ำ หาก กกต. ยอมรับว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สืบย้อนกลับไปหาผู้ออกเสียงลงคะแนนได้

    รศ.ดร.ปริญญาเรียกร้องให้ กกต. ยืนยันกับประชาชนว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่มีการใช้บาร์โค้ดอีก ซึ่งการพิสูจน์ในวันนี้สะท้อนว่าเพียงแค่รู้ลำดับการใช้สิทธิ ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าใครเลือกใคร เพราะบัตรเลือกตั้งไล่เรียงไปตามหมายเลข หากหัวคะแนนเพียงไปนั่งเฝ้า ก็สามารถจำหน้าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ และแค่สแกนบาร์โค้ดก็สามารถตรวจสอบผลการลงคะแนนได้ โดยไม่ต้องมีต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ดังนั้น กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด เขตใด ทุจริต

    “ถ้าประชาชนรับเงินมา เขาต้องมีสิทธิกาไม่เลือกได้ นี่คือหลักเลือกตั้งโดยลับที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย” นักกฎหมายจาก มธ. กล่าว

    นักกฎหมายอีกคนที่มาร่วมสังเกตการณ์คือ ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ความเห็นว่า คนที่บอกว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะถือว่า “มีธง” ส่วนตัวไม่มีธง และขอแบ่งความลับการเลือกตั้งออกเป็น 3 ระดับ

    • ระดับผู้ใช้สิทธิออกเสียง หากเดินผ่านคูหาเลือกตั้ง ก็จะรู้ได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร แบบที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2549
    • ระดับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าหากจับหัวกับหางบัตรเลือกตั้งมาเจอกัน ก็จะรู้ได้ว่าใครเลือกอะไร
    • ความลับในระบบ ซึ่งต้องหาต้นขั้วบัตรมาประกบกับหางบัตร ถึงจะรู้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร

    “ที่ผ่านมา มีผู้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ถูกซื้อจริง สิ่งที่ทำในวันนี้เปิดเผยให้เห็นว่ามันเปิดเผยผลการเลือกได้ทั้งหน่วย ถ้ารู้ลำดับที่การใช้สิทธิ และหมายเลขบัตรเลือกตั้ง ก็มีโอกาสรู้ว่าใครกาอย่างไร” ดร.เจษฎ์กล่าว

    นักกฎหมายรายนี้กล่าวต่อไปว่า หาก กกต. คาดเดาได้ว่าเหตุที่เกิดการทราบคะแนนจากการทดลองต่าง ๆ 7 กกต. และเลขาธิการ กกต. ก็อาจถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการนี้

    เขาจึงคาดหวังว่าผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไปแล้วพิจารณา เพราะหากยังอยู่ในความคลางแคลงใจ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ทำให้คนเชื่อว่าสุจริตไม่ได้ คนก็จะมองว่ารัฐบาลมาจากการโกง รัฐมนตรีมาจากการโกง ไม่ทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, เจษฎ์ โทณะวณิก บอกว่า เขาไม่มีธงว่าการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องเป็นโมฆะหรือไม่

    ผลการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์-ผ่านบัตรเลือกตั้งจำลองในวันนี้ อาจเพิ่มน้ำหนักให้กับสมมติฐานของฝ่ายที่ระบุว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู ทำให้ “เสียลับ” ตามทัศนะของ ดร.เจษฎ์

    เขายอมรับว่านี่เป็นเพียงการ “พิสูจน์ทางทฤษฎี” ยังไม่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งภาระในการพิสูจน์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เป็นของผู้ร้อง และต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความลับ เช่น อาจให้นำต้นขั้วบัตรและหางบัตรที่มีบาร์โค้ดเมื่อ 8 ก.พ. ไปพิสูจน์ หรือถ้าศาลเห็นว่าการเลือกตั้งจำลองวันนี้มีประโยชน์ ก็อาจนำไปประกอบได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลเลย

    รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ใช้วิธี “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

    เอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ขยายความหมาย “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” ว่าบุคคลอื่น “ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด”

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ (ซ้าย) กับ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหา 2 จาก 6 คน โดยมี กกต. เป็นผู้ฟ้องคดี

    ภายหลังการเลือกตั้ง มีนักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง และประชาชนฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. จากกรณีปรากฏบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งในหลายศาลและหลายคดี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ออกมาพูดถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อ 3 มี.ค. ว่า ไม่มีความกังวลใจ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นสิทธิของผู้ยื่นเรื่องฟ้องร้อง กกต. ก็จะสู้คดีต่อไป ไม่มีอะไร

    นอกจากตกที่นั่งผู้ถูกกล่าวหา กกต. ก็ขอเป็นผู้กล่าวหา โดยมอบหมายให้รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามเพื่อดำเนินคดีอาญากับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อ 22 ก.พ.

    ถึงตอนนี้ กกต. ยังไม่เคยระบุชัดเจนว่าบุคคลที่ถูกฟ้องคือใคร แต่สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่ามีผู้ถูกกล่าวหา 6 คน ซึ่งมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี/ไอที/เอไอ, นักการเมือง, อดีต กกต. และสื่อมวลชน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 66 วรรคสอง (ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.), ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่นฯ) มาตรา 209 (อั้งยี่) มาตรา 322 (เปิดเผยความลับ) และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14

    ในวันนี้มี 3 จาก 6 คนที่ปรากฏชื่อในข่าวว่า กกต. แจ้งความให้มีการดำเนินคดีมาร่วมกิจกรรมจำลองการเลือกตั้งด้วย ประกอบด้วย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต., นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ “ดร.เรือบิน” ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีบล็อกเชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cq57y97l405o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vjVNgUoUBelGe8j7iakmd

  • เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดหลักสูตร ‘มินิ วปอ.’ รุ่น 3 ปลุกผู้นำแห่งอนาคตเตรียมพร้อมรับมือภัยความั่นคงโลกยุคใหม่

    พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2569 ณ ห้องประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พร้อมด้วยผู้แทนจากเหล่าทัพ อาทิ พลเอก อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ พลอากาศเอก อิทธพร คณะเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ พลตำรวจโท ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมี พลโท ทักษิณ ศิริสิงห ผู้อํานวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวรายงาน

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่ พล.ท.ทักษิณ กล่าวว่า หลักสูตร วปอ.บอ. เริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ระยะเวลาการศึกษา 6 เดือน ประกอบด้วยนักศึกษาจำนวน 231 คน ได้แก่ ข้าราชการทหาร ตำรวจ 58 คน ข้าราชการพลเรือน 49 คน ข้าราชการการเมือง 5 คน เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 7 คน เจ้าหน้าที่องค์กรอิสระ 5 คนและบุคลากรจากภาคเอกชน 107 คน โดยมีการเรียนรู้ในหลากหลายมิติและการถกแถลงเพื่อที่จะนำมาสู่การเสนอนโยบายสู่ภาครัฐต่อไปในก่อนการสำเร็จการศึกษา

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    ด้าน พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดหลักสูตร วปอ.บอ. โดยมีใจความสำคัญว่า หลักสูตรนี้คือจุดเริ่มต้นพันธกิจร่วมกันในการออกแบบอนาคตด้านความมั่นคงของประเทศไทย ทุกคนเป็นผู้แทนหลากภาคส่วนที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศไทย ทำให้เห็นว่าเรามีทุนมนุษย์อันเข้มแข็งพร้อมที่จะพัฒนาชาติต่อไป

    อย่างไรก็ตาม โลกปัจจุบันไม่ได้เผชิญภัยคุกคามแบบเดิม แต่ได้แปรรูปและแผ่ขยายเข้าสู่มิติที่ซับซ้อน อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล สงครามข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยิ่งยวด รวดเร็วและเงียบงั้น ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องสร้างความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล ข้อความมูลข่าวสาร และความพร้อมของผู้นำ รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนให้เป็นพลังร่วมที่แข็งแกร่ง

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า หลักสูตร วปอ.บอ. เป็นเวทีในการคิดเชิงระบบ ฝึกการตัดสินใจในมิติที่ซับซ้อน พร้อมเชื่อมโยงทุกมิติให้เป็นภาพเดียวกัน เพราะภัยคุกคามแบบใหม่ไม่แยกส่วน เราต้องหาวิธีการรับมือที่บูรณาการทุกภาคส่วนเช่นกัน ทั้งนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ ยังกล่าวย้ำว่า หลักสูตรนี้จะสร้างทุน 3 ประการที่สำคัญ คือ ทุนทางปัญญา ทุนทางเครือข่าย และทุนทางคุณธรรม ที่ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้สมดุล มั่นคงและยั่งยืน พร้อมกับยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีโลก ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างสถาบันที่เข้มแข็ง โปร่งใสและปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะความมั่นคงของชาติในศตวรรษที่ 21 คือความสามารถในการปรับตัวให้เร็วกว่าแรงกระแทกของโลก

    “ผมเชื่อว่าทุกท่านจะไม่เป็นเพียงผู้บริหารที่เก่ง แต่เป็นผู้นำแห่งอนาคตที่กล้าคิดใหม่ ทำจริง และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคงทันสมัย แข่งขันได้ และยั่งยืน อนาคตของประเทศไทยจะมั่นคงได้ก็ด้วยความร่วมมือของพวกเราทุกคน” พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าว

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่ เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่ เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862323&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O9Y9Kqt36Ejf6_0AtTyLJ

  • ดราม่า “รับปริญญาอนุบาล” จำเป็นจริงหรือแค่สิ้นเปลือง? หวั่นทำชุดครุยด้อยค่า-สร้างภาระผู้ปกครอง | เดลินิวส์

    ดราม่า “รับปริญญาอนุบาล” จำเป็นจริงหรือแค่สิ้นเปลือง? หวั่นทำชุดครุยด้อยค่า-สร้างภาระผู้ปกครอง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 มี.ค. กลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ หลังสมาชิกเว็บไซต์พันทิปตั้งกระทู้ตั้งคำถามถึงกระแสการจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรจบการศึกษาระดับอนุบาล ที่ปัจจุบันแทบทุกโรงเรียนมีการจัดงานอย่างเป็นทางการ

    เจ้าของกระทู้ระบุว่า การเข้ารับใบประกาศเมื่อจบปริญญาตรีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การจัดงานตั้งแต่ระดับอนุบาลนั้นจำเป็นหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า ในอนาคตจะมีพิธีลักษณะเดียวกันในทุกช่วงชั้นหรือไม่ เช่น จบ ป.4, ป.6 หรือ ม.3 และตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลของการจัดงานเป็นเพราะต้องการสร้าง “โมเมนต์” ให้เด็กหรือมีปัจจัยอื่น

    กระทู้ดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานรายอื่นเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย บางส่วนมองว่าเป็นการสร้างความทรงจำที่ดีให้เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นจะได้ย้อนกลับมาดูภาพวันสำคัญในวัยเยาว์ อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้เพื่อนและครอบครัวได้ร่วมแสดงความยินดี โดยสรุปว่า “เป้าหมายคือความประทับใจ” แต่ขณะเดียวกันก็เสนอว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดงานไม่ควรเป็นภาระแก่ผู้ปกครอง

    ขณะที่ความเห็นจากกลุ่มผู้สูงวัยสะท้อนว่า ในอดีตไม่มีพิธีลักษณะนี้ โดยส่วนใหญ่จะมีเพียงพิธีรับปริญญาเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รุ่นลูกหลานในปัจจุบันกลับมีพิธีรับประกาศหลายช่วงชั้น ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย จนถึงปริญญา

    อีกด้านหนึ่ง มีผู้แสดงความกังวลว่าการสวมชุดครุยในระดับอนุบาลอาจทำให้ความหมายของชุดครุยปริญญาดู “ด้อยค่า” ลง พร้อมมองว่าเป็นโครงการที่สิ้นเปลืองและได้ประโยชน์ไม่มากนัก บางรายระบุชัดว่าโดยส่วนตัวไม่ชื่นชอบพิธีการในลักษณะดังกล่าว

    ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมออนไลน์ สะท้อนมุมมองที่แตกต่างระหว่างคุณค่าทางจิตใจและภาระด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจเป็นโจทย์ให้สถานศึกษาและผู้ปกครองร่วมกันหาจุดสมดุลต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5655438/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16YoKPWoA92Mwh7u-SiZLR

  • หมอเกศ โดนแล้ว ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ปมใช้วุฒิ – อ้างตำแหน่งศาสตราจารย์

    หมอเกศ โดนแล้ว ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ปมใช้วุฒิ – อ้างตำแหน่งศาสตราจารย์

              ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หมอเกศ 10 ปี ปมวุฒิการศึกษา แอบอ้างตำแหน่งศาสตราจารย์ จูงใจในการเลือกเป็น สว. 

    หมอเกศ โดนแล้ว ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
    ภาพจาก Instagram dr.kes.keskamol

              วันที่ 4 มีนาคม 2569 จส.100 รายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของ นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ หมอเกศ เป็นเวลา 10 ปี จากปมทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ชักจูงให้เข้าใจผิดในการคัดเลือก สว. ปี 2567 ซึ่งนางสาวเกศกมล ส่งทนายความมารับฟังคำสั่งแทน

    หมอเกศ โดนแล้ว ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

    ภาพจาก Instagram dr.kes.keskamol

              ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้พิจารณาวินิจฉัยตรวจสอบคุณสมบัติของ สว.เกศกมล เนื่องจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ที่อาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ เพื่อจูงใจให้มีการเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4)

    หมอเกศ โดนแล้ว ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

    ภาพจาก Instagram dr.kes.keskamol

              โดยศาลฎีการับคำร้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 และที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานจากทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252336&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YXJwzcMNrYtzCa15T7fb8

  • แต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่

    แต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่

    กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ แต่งตั้ง ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์คนใหม่ มีผล 1 พฤษภาคม 2569 นี้

              กรุงเทพฯ, 4 มีนาคม 2569 – กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ แจ้งความคืบหน้าการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ จากที่ได้แจ้งข่าวไว้เมื่อต้นปีถึงการครบวาระของ ‘คุณกฤษณ์ จันทโนทก’ และประสงค์ไม่ต่อสัญญานั้น ล่าสุด คณะกรรมการบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และ คณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้ง ‘คุณสารัชต์ รัตนาภรณ์’ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างต่อเนื่องตามกรอบยุทธศาสตร์และแผนงานที่กำหนดไว้ รวมถึงสอดคล้องกับทิศทางของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ต่อไป

              คุณสารัชต์เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจการเงินมากกว่า 30 ปี ครอบคลุมทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน การบริหารกลุ่มลูกค้ารายย่อย และลูกค้าองค์กร โดยมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งและวางรากฐานให้กับ CardX ตั้งแต่ปี 2565 ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ก่อนหน้านั้น คุณสารัชต์ได้สั่งสมประสบการณ์ผ่านตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ในหลายสายงาน อาทิ ผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคล ผู้บริหารสูงสุดเครือข่ายสาขา และผู้บริหารสูงสุด Corporate Segment รวมถึงประสบการณ์ในสถาบันการเงินระดับโลก ซึ่งช่วยเสริมความเข้าใจเชิงลึกด้านโครงสร้างธุรกรรมการเงินและการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าองค์กรระดับสากล

    คุณอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

              “คุณสารัชต์คือผู้บริหารที่มีความเหมาะสมในบทบาทผู้นำของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นอย่างสูง ผ่านประสบการณ์ครบทุกมิติ เป็นผู้บริหารที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรในยุคที่ต้องการมุมมองเชิง   กลยุทธ์ที่ลึกซึ้ง และเท่าทันในการปรับตัว ผมเชื่อมั่นว่าคุณสารัชต์จะสามารถนำพาธนาคารไทยพาณิชย์ก้าวต่อไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ และบริบทการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

              ด้านการศึกษา คุณสารัชต์สำเร็จการศึกษาระดับ MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ (SASIN) และระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Boston University ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้มีพื้นฐานด้านกลยุทธ์ การวิเคราะห์ทางการเงิน และการมองภาพรวมระดับมหภาคที่แข็งแกร่ง

              ทั้งนี้ ตามแผนการสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเพื่อดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด คนต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการนำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.scb.co.th/th/about-us/news/mar-2569/scbx-new-ceo-appointment.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HSzbLxs8jL_kjxvAtQRs2

  • ผู้นำ IMF กังวลสถานการณ์ใน ตะวันออกกลาง หวั่นยิ่งยืดเยื้อ ยิ่งกระทบเศรษฐกิจโลก

    ผู้นำ IMF กังวลสถานการณ์ใน ตะวันออกกลาง หวั่นยิ่งยืดเยื้อ ยิ่งกระทบเศรษฐกิจโลก

    กรรมการผู้จัดการ IMF เผยกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หวั่นยิ่งยืดเยื้อ ยิ่งกระทบเศรษฐกิจโลก ส่วนตัวเชื่อทุกฝ่ายจะหาทางออกร่วมกันได้ในเร็ววัน พร้อมเผยผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก 3 ด้าน

    วันนี้ (4 มีนาคม) คริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตอบคำถามกรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ‘เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างแน่นอน’

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่อาจทราบได้ในขณะนี้คือ ระยะเวลาของสถานการณ์ และการหาทางออกจะเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงใด ซึ่งปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สุดว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภูมิภาคและต่อโลกโดยรวมจะเป็นอย่างไร

    กอร์เกียวายังระบุว่า เบื้องต้นเห็นช่องทางผลกระทบใน 3 ด้าน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้แก่

    • ราคาพลังงาน เมื่อพิจารณาจากบทบาทของตะวันออกกลางในการเป็นแหล่งอุปทานพลังงานของโลก
    • ความเชื่อมั่นของตลาด โดย IMF ได้หารือกันถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นในภาพรวมอยู่แล้ว ซึ่งสถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนดังกล่าว
    • การหยุดชะงักของการเดินทาง การท่องเที่ยว และการค้า

    “ความไม่แน่นอนนั้นไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจ ต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน และต่อการบริโภคของภาคประชาชน” กอร์เกียวากล่าว พร้อมเชื่อมั่น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้ในเร็ววัน

    “ขอย้ำว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อไปนานเพียงใด แน่นอนว่าในฐานะที่ดิฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี ซึ่งขอเปิดเผยไว้ตรงนี้เลยว่า ดิฉันเชื่อมั่นว่าจะ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้ในเร็ววันนี้” กอร์เกียวาทิ้งท้าย

    ภาพ: Rokas Tenys / Shutterstock

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-warns-middle-east-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IupoC3t3GXt38a5fKwc1i

  • ททท. เปิดแคมเปญ”เที่ยวคนเดียว” สุนทรียะใหม่ของการพักผ่อน

    ททท. เปิดแคมเปญ”เที่ยวคนเดียว” สุนทรียะใหม่ของการพักผ่อน

    ททท. เปิดแคมเปญ”เที่ยวคนเดียว” สุนทรียะใหม่ของการพักผ่อน

    ในยุคที่ความสุขไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังพลิกโฉมการเดินทางไทยสู่ “The New Thailand” ด้วยการสนับสนุนกลุ่ม Solo Travel หรือคนที่รักการเดินทางคนเดียว ให้ได้ออกไปสัมผัสประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
     

    ททท. เปิดแคมเปญ

    ภายใต้โครงการ “Journey A La Carte เที่ยวใกล้ เที่ยวไกล เที่ยวได้ตามใจเรา” ททท. มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยกลายเป็น Destination of Freedom Travel หรือจุดหมายปลายทางแห่งอิสรภาพ ที่ซึ่งคุณสามารถกำหนดเข็มทิศชีวิตและสร้างความทรงจำในแบบฉบับของตัวเองได้อย่างแท้จริง โดยเน้นยุทธศาสตร์ Value over Volume เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่เติมเต็มความหมายให้ชีวิต

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ได้กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ว่า “ททท. พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย Value over Volume มุ่งเจาะกลุ่มความสนใจเฉพาะ ผ่านการส่งเสริม Sub-Culture Economy โดยเปิดตัวโครงการ Journey A La Carte เที่ยวใกล้ เที่ยวไกล เที่ยวได้ตามใจเรา”

    “ปลุกกระแสการท่องเที่ยวคนเดียว (Solo Travel) ที่มอบอิสระให้กับทุกการเดินทางเพื่อตอบโจทย์ตัวตนที่แท้จริง พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งอิสรภาพ (Destination of Freedom Travel) ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเลือกและกำหนดประสบการณ์ได้ด้วยตนเอง”

    อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.

    นอกจากนี้ เขายังได้ระบุถึงความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ไว้ว่า “โดยในปีนี้ ททท. ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยร่วมกับผู้ประกอบการและพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมจับมือเหล่าครีเอเตอร์ที่จะมาร่วมส่งต่อประสบการณ์การเดินทางที่ต่างจากเดิม และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้กับออกค้นหาความหมายและเติมเต็มชีวิตในแบบฉบับตัวเอง”
     

    ททท. เปิดแคมเปญ

    แคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” สำหรับคนรักอิสระ เตรียมพบกับกิจกรรมสนุกๆ ที่จะทำให้การเที่ยวคนเดียวไม่เหงาอีกต่อไป ตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงกรกฎาคม 2569 นี้

    The SOLO Creators: ร่วมเดินทางไปกับเหล่าครีเอเตอร์ที่จะมาสร้างแรงบันดาลใจในการเที่ยวทั่วไทยแบบมีสไตล์

    SOLO Society Trip: ทริปสำหรับคนเที่ยวเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย ได้มาเจอเพื่อนใหม่ในเส้นทางที่ใช่

    Go SOLO Rewards: สิทธิพิเศษและดีลสุดคุ้มที่ออกแบบมาเพื่อนักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo โดยเฉพาะ

    ททท. คาดว่าการปลุกกระแสครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ และช่วยกระจายความสุขให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกช่วงเวลา สำหรับใครที่พร้อมจะแพ็กกระเป๋าออกไปค้นหาตัวเอง สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Journey A La Carte  ททท. เปิดแคมเปญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/738885&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36mrMq10ZhxOJy7H1mCPWS

  • ททท.โชว์ “ท่องเที่ยวไทย” งานไอทีบี | เดลินิวส์

    ททท.โชว์ “ท่องเที่ยวไทย” งานไอทีบี | เดลินิวส์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ได้นำผู้ประกอบการไทยด้านการท่องเที่ยว 165 ราย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน Internationale Tourismus Borse (ITB Berlin 2026) ซึ่งเป็นงานมหกรรมส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระหว่างวันที่  3-5 มี.ค. 69  ที่ เบอร์ลิน เอ็กซ์โป เซ็นเตอร์ ซิตี้  กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

    ทั้งนี้เพื่อถ่ายทอดศักยภาพ “The NewThailand” สู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เสนอภาพลักษณ์ใหม่เที่ยวไทยผ่านแนวคิด “Unforgettable Experience: Healing is the New Luxury” โดยชูไฮไลต์เมืองน่าเที่ยว เส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืน และผลิตภัณฑ์รักษ์โลก อีกทั้งได้รับพระกรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จร่วมงานและสาธิตเมนูไทยโบราณ ถ่ายทอดเสน่ห์วิถีไทยสู่สายตานานาชาติอย่างงดงาม

    การนำผู้ประกอบการเข้า ร่วมงานจะร่วมนำเสนอขายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวไทย และพบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการนำเที่ยวจากทั่วโลกที่มาร่วมงาน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ ประชาสัมพันธ์และนำเสนอขายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวภายในพื้นที่คูหาประเทศไทย ซึ่ง ททท. คาดการณ์จะสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5,568 ล้านบาท

    ทั้งนี้ในปี 68 จำนวนนักท่องเที่ยวเยอรมันที่มาเที่ยวไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างโดดเด่นในปี 68 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 965,898 คน เพิ่มขึ้น 10.60% และล่าสุดในเดือนม.ค.ปีนี้ มีนักท่องเที่ยวเยอรมัน มาไทยแล้ว 115,700 คน เพิ่มขึ้น 2.55% นักท่องเที่ยวตลาดนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดินทางครั้งแรกถึง 57.13% โดยนิยมเดินทางด้วยตนเอง ทั้งแบบเดี่ยว กับเพื่อน หรือคู่รัก ในจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่าง กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่และเชียงใหม่ โดยจะเดินทางมากที่สุดในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค.และพ.ย.-ธ.ค.ซึ่งสอดคล้องกับฤดูหนาวและฤดูร้อนของเยอรมนี พร้อมพักผ่อนยาวเฉลี่ยถึง 15.58 คืนต่อทริป

    สำหรับคูหาประเทศไทยภายใน Hall 26B ถ่ายทอดภาพลักษณ์ใหม่ด้วยคอนเซปต์ “Unforgettable Experience: Healing is the New Luxury” สะท้อนเสน่ห์ความเป็นไทยในมุมมองร่วมสมัย และเชิญชวนนักเดินทางค้นหานิยามใหม่ของความหรูหราพร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาที่แท้จริง ควบคู่กับการนำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ชูเมือง น่าเที่ยว ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตลาดนักท่องเที่ยวเยอรมนีถือเป็นหนึ่งในตลาดระยะไกลที่มีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5657344/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3izY1ccqyRdzhxYxhsaMTN

  • กกร.จับตาสินค้าพลังงานแพงขึ้นจากสงคราม ชี้หากยืดเยื้อกระทบตุ้นทุนธุรกิจ-ครัวเรือน ฉุดท่องเที่ยวหด

    กกร.จับตาสินค้าพลังงานแพงขึ้นจากสงคราม ชี้หากยืดเยื้อกระทบตุ้นทุนธุรกิจ-ครัวเรือน ฉุดท่องเที่ยวหด

    กร.จับตาสินค้าพลังงานแพงขึ้นจากสงคราม ลั่นหากยืดเยื้อจะกระทบต้นทุนธุรกิจและครัวเรือน ฉุดการท่องเที่ยวหดตัว พร้อมยันยังคงกรอบการเติบโตของจีดีพีปี 69 อยู่ที่ 1.6 – 2.0% แต่พร้อมทบทวนใหม่ แนะรัฐเตรียมความพร้อมรับมือแรงกระแทก ผุดมาตรการช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ยังกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือและการเดินทางทางอากาศ

    ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก ในเบื้องต้นสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนต่อไป ส่วนคาดการณ์ส่งออกยังอยู่ที -1.5 ถึง -0.5 และอัตราเงินเฟ้อยังคงไว้ในกรอบ 0.2 ถึง 0.7

    ทั้งนี้ กกร.ให้ความสำคัญในการเตรียมแนวทางรับมือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมา กกร.ได้ร่วมประชุมหารือกับภาครัฐแต่ละหน่วยงานโดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือ รวมถึงการสร้างโอกาสจากการที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทางอาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น

    โดยภาพรวมหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน

    “กกร. ยินดีสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐ พร้อมทั้งช่วยสื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงจากภาครัฐไปยังภาคธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”นายเกรียงไกร กล่าว

    ขณะที่ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

    สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

    อย่างไรก็ตามความ เสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ กกร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill – Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง “Reinvent Thailand”

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/957526/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw115yUKzwenLyUXVfxB3AlV