Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นักวิชาการ มธ.ประเมิน 2 ฉากทัศน์ศึกตะวันออกลางพร้อมแนะหนทางรับมือ!

    นักวิชาการ มธ.ประเมิน 2 ฉากทัศน์ศึกตะวันออกลางพร้อมแนะหนทางรับมือ!

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง ‘ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน’ กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ‘สถานการณ์น้ำมันไทย’ ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

    05 มี.ค.2569 – ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1. สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2. สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

    สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

    “ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

    “ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

    “ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

    เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/957957/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pUNSPk7mysgK082T49kA0

  • ยูเออีเผชิญต้นทุนป้องกันประเทศพุ่งสูง เซ่นพิษสงครามกระทบการบิน-ท่องเที่ยวและแผนรับมือวิกฤต

    ยูเออีเผชิญต้นทุนป้องกันประเทศพุ่งสูง เซ่นพิษสงครามกระทบการบิน-ท่องเที่ยวและแผนรับมือวิกฤต

    สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้นำไปสู่ระยะใหม่ที่มีต้นทุนสูงสำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โดยสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบป้องกันทางอากาศ ภาคการบิน และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยอีกครั้งท่ามกลางสภาวะวิกฤต

    1. แบกรับต้นทุนการป้องกันประเทศ: สงครามที่จ่ายแพงกว่า

    ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกของการโจมตี ยูเออีต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศที่สูงถึงพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อวัน โดยนักวิเคราะห์ประเมินค่าใช้จ่ายเฉพาะช่วงแรกนี้  ไว้ที่ประมาณ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

    • คลังแสงและการสกัดกั้นกระทรวงกลาโหมรายงานว่าได้สกัดกั้นขีปนาวุธแบบยิงผ่านวิถีโค้ง (ballistic missile) 174 ลูก ขีปนาวุธร่อน ลูก และโดรนอีก 689 ลำ 

    • รายละเอียดต้นทุนระบบ Patriot – ตัวดักสกัด Patriot มีต้นทุนการยิงต่อครั้งราว 4–5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งตามหลักปฏิบัติต้องยิง ลูกต่อ เป้าหมาย ส่งผลให้การทำลายขีปนาวุธ ballistic 150 ลูกเพียงอย่างเดียว มีต้นทุนสูงกว่า พันล้านดอลลาร์แล้ว 

    • ภาระจากฝูงโดรนแม้ต้นทุนต่อการสอยโดรน 1 ลำจะอยู่ที่ 500,000–1.5 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเผชิญกับการโจมตีแบบ “มวลมาก” ประมาณ 500 ลำ ยูเออีต้องใช้เงินสูงถึง 253–759 ล้านดอลลาร์เพื่อจัดการ 

    • ความเสียเปรียบทางงบประมาณ เมื่อเทียบกับอิหร่านที่ใช้เงินโจมตีเพียง 177–360 ล้านดอลลาร์ พบว่าอาบูดาบีต้องจ่ายเงินมากกว่าฝ่ายเตหะรานถึง 20–28 เท่า ต่อเงินทุก ดอลลาร์ที่อิหร่านลงทุนในขีดความสามารถด้านโดรนเชิงรุก

    • 2. ภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม: วิกฤตในช่วงฤดูกาลสูงสุด

    • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจกำลังเตรียมรับมือกับการชะลอตัวรุนแรงในช่วงที่ควรจะเป็นฤดูกาลที่คึกคักที่สุด

    • รายได้ดิ่งเหว: ผู้ประกอบการโรงแรมเตือนว่ารายได้ไตรมาสแรกอาจลดลงมากถึง   50 %เนื่องจากนักเดินทางเลื่อนหรือยกเลิกทริปจากความกังวลด้านความปลอดภัย

    • ผลกระทบต่อภาค Hospitality: กลุ่มธุรกิจสำคัญอย่าง Six Senses Zighy Bay และร้านอาหาร    ในดูไบ คาดการณ์ว่างบประมาณบริษัทอาจถูกตัดลดลงครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่วัน 

    • เดือนรอมฎอนที่เงียบเหงา – งานเลี้ยงอาหารมื้อละศีลอดหลังพระอาทิตย์ตกดิน หรือ อิฟตาร์และ  ซูโฮร์ ขนาดใหญ่ขององค์กร เช่น Emirates Airline, Gems Education กองทุน Mubadala และบริษัทอื่นๆ ถูกยกเลิกทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านอาหารต้องปรับแผนธุรกิจใหม่เพื่อความอยู่รอด

    • มาตรการอุ้มแขกและผู้ประกอบการ: กรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอาบูดาบีสั่งให้โรงแรมขยายเวลาพักแก่แขกที่ติดค้างโดยรัฐบาลจะรับผิดชอบค่าที่พักเพิ่มเติมทั้งหมด ขณะที่รัฐดูไบออกแนวทางยืนยันว่ากิจกรรมธุรกิจและบริการจำเป็นยังคงดำเนินการได้ตามปกติ

    • 3. วิกฤตน่านฟ้าและการอพยพผู้โดยสาร

    • ระบบการบินได้รับผลกระทบรุนแรงจากการปิดน่านฟ้าทั่วยูเออีและตะวันออกกลางส่งผลให้เที่ยวบินกว่า19,000เที่ยวถูกยกเลิกและมีผู้โดยสารต่อเครื่องหลายหมื่นคนติดค้าง สายการบินหลักอย่าง Emirates และ Etihad ต้องระงับเที่ยวบินพาณิชย์เกือบทั้งหมด โดยเน้นเพียงการขนส่งสินค้าและเที่ยวบินรับคนกลับบ้านเท่านั้น 

    • 4. นโยบายความมั่นคงทางอาหารเชิงรุก

    • รัฐบาลเข้าสู่โหมดรับมือวิกฤตทันทีเพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากท่าเรือเจเบลอาลีซึ่งรับผิดชอบการนำเข้าอาหาร 73% ของประเทศได้รับความเสียหายบางส่วน 

    • การบริหารคลังสำรอง:กระทรวงเศรษฐกิจใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบสต็อกสินค้าอาหารพื้นฐานประจำวันในทุกเอมิเรตเพื่อให้มั่นใจว่ามีเพียงพอและรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงรอมฎอน

    • ความพร้อมของภาคค้าปลีก:ยักษ์ใหญ่เช่น Lulu Group, Choithrams และ Viva ยืนยันว่ามีสต็อกสินค้าไม่เน่าเสียง่ายสำรองไว้สำหรับ 40-60 วัน และมีแผนรองรับหากช่องแคบฮอร์มุซปิดยาวนาน 

    • มาตรการคุมเข้มการตลาด: มีการสั่ง ห้ามกักตุนสินค้า โดยผู้ค้าปลีกต้องจำกัดปริมาณการซื้อทั้งหน้าร้านและออนไลน์เพื่อให้สินค้ากระจายตัวอย่างเท่าเทียม

    • การนำเข้าทางเลือก: ยูเออีพยายามใช้เส้นทางสำรองทางถนนผ่านโอมาน และอาศัยเครือข่ายแหล่งนำเข้าจากกว่า 40 ประเทศเพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่เสี่ยงอันตราย

    • 5. แผนอพยพคนไทยในยูเออี

    • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบได้เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด   โดยเปิดลงทะเบียนออนไลน์เพื่อสำรวจความจำนงของคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศยอดผู้ลงทะเบียนปัจจุบันมีคนไทยมากกว่า 1,000 รายแจ้งความประสงค์แล้ว และแผนการเดินทางหากสถานการณ์ยกระดับ จะมีการอพยพ     ทางถนนไปยัง สนามบินมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อต่อเครื่องบินเช่าเหมาลำหรือเครื่องบินทหารกลับประเทศไทย

    • ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    • แม้จะได้รับผลกระทบอย่างหนักในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์หลายแห่งยังคงเชื่อมั่นใน “แบรนด์ยูเออี”     ที่มีประวัติการฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย รัฐบาลจะอัดฉีดแคมเปญการตลาดขนานใหญ่เพื่อทวงคืนภาพลักษณ์การเป็น “ที่หลบภัยที่ปลอดภัย” ของเงินทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกครั้ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lvpu6ymqrk4wu3y03g8bli5m&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jKsNYUy8CAXOmdajVhGU9

  • เที่ยวไทย 2 เดือนแรกปี 69หดตัว 4.2%แต่กพ.พบสัญญาณฟื้นตัวนทท.ต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.63%

    เที่ยวไทย 2 เดือนแรกปี 69หดตัว 4.2%แต่กพ.พบสัญญาณฟื้นตัวนทท.ต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.63%

    05 มีนาคม 2569, 16:29น.

              ภาพรวมการท่องเที่ยวไทย 2 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 6.5 ล้านคน ซึ่งหดตัวลง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นักท่องเที่ยวจีนยังคงครองอันดับหนึ่งด้วยจำนวนสะสมกว่า 1 ล้านคน โดยได้รับอานิสงส์หลักจากช่วงเทศกาลตรุษจีน หากพิจารณาเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์จะพบสัญญาณฟื้นตัว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 4.63%

             รายงานล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยตัวเลขสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 (1 ม.ค. – 28 ก.พ.) พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 6,541,710 คน ซึ่งปรับตัวลดลง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่งผลให้รายได้จากตลาดต่างประเทศสะสมอยู่ที่ 322,595 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.6%

             ‘จีน’ ยังครองแชมป์ อานิสงส์ตรุษจีนดันยอดพุ่ง แม้ภาพรวมจะมีการหดตัวลง แต่ตลาดที่น่าจับตามองที่สุดยังคงเป็น นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งรั้งอันดับหนึ่งด้วยจำนวนสะสม 1,078,089 คน ปัจจัยบวกหลักมาจาก เทศกาลตรุษจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาวที่ชาวจีนนิยมเดินทางมาพักผ่อนในไทย จากข้อมูลพบว่าในช่วงพีคของการเดินทาง มียอดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยสูงถึง 30,000 คนต่อวัน ก่อนจะเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 14,000 คนต่อวันในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

              5 อันดับแรกและกลุ่มตลาดระยะไกล นอกจากตลาดจีนแล้ว ประเทศที่ส่งออกนักท่องเที่ยวมายังไทยสูงสุด 5 อันดับแรกยังคงเป็นกลุ่มหน้าเดิม ได้แก่ มาเลเซีย (6.16 แสนคน), รัสเซีย (5.04 แสนคน), อินเดีย (4.17 แสนคน) และเกาหลีใต้ (3.12 แสนคน) ตามลำดับ

              ขณะที่กลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ยังคงรักษากระแสการเดินทางได้ดีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) โดยแต่ละประเทศมียอดสะสมมากกว่า 200,000 คน ซึ่งช่วยพยุงภาพรวมของอุตสาหกรรมไว้ได้ในระดับหนึ่ง

              เดือนกุมภาพันธ์ สัญญาณการฟื้นตัวที่น่าสนใจ หากพิจารณาเฉพาะสถิติในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะพบสัญญาณที่ค่อนข้างเป็นบวก มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3,263,802 คน เพิ่มขึ้น 4.63% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ภาพรวมสองเดือนแรกจะติดลบจากการชะลอตัวในเดือนมกราคม

              แต่ในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มมีการขยายตัวที่โดดเด่นขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชียและยุโรปที่ยังคงเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลัก

     #นักท่องเที่ยว

    #กพ69นักท่องเที่ยวเพิ่ม

    Cr:กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oF2b4ZWilrxFyjQKnbZ9Z

  • “รมว.อรรถกร” เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประชุมผู้บริหาร ททท. วางมาตรการเชิงรุก รับมือผลกระทบน่านฟ้าปิด รักษาเสถียรภาพท่องเที่ยวไทย

    “รมว.อรรถกร” เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประชุมผู้บริหาร ททท. วางมาตรการเชิงรุก รับมือผลกระทบน่านฟ้าปิด รักษาเสถียรภาพท่องเที่ยวไทย

    วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อติดตามและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย พร้อมกำหนดแนวทางการรับมือเชิงรุกในกรณีที่มีการปิดน่านฟ้าและเส้นทางการบินในบางพื้นที่ โดยการประชุมจัดขึ้น ณ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ 

    ในการประชุมครั้งนี้ คณะผู้บริหาร ททท. นำโดย นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ และนางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับแนวโน้มการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล ได้แก่ ยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านเส้นทางการบินและการปิดน่านฟ้าในบางประเทศของภูมิภาค 

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยว ความต่อเนื่องของเที่ยวบิน และการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวในช่วงระยะสั้น โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เน้นย้ำให้ ททท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

    นายอรรถกร กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ โดยได้มอบหมายให้ ททท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการปรับแผนการสื่อสารการตลาด การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงการประสานสายการบินและพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อรักษาเสถียรภาพของการท่องเที่ยวไทยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น  

    นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเตรียมแผนสำรองรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก  

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวย้ำว่า แม้สถานการณ์ในต่างประเทศจะมีความผันผวน แต่ประเทศไทยยังคงมีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยกระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันดำเนินมาตรการอย่างรอบด้าน เพื่อดูแลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สามารถเดินหน้าได้ต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67652&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03ir_1RHVn2he8LqAsVRNN

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)


    5/03/2569 | 80 |

    (5 มี.ค. 69) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางกับคณะผู้บริหารระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำโดย นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล  รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ และนางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อรับฟังการรายงานสถานการณ์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ณ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่

    ในการนี้ ททท. ได้รายงานความคืบหน้าการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอดจนประเมินผลกระทบของสถานการณ์ที่มีต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล อาทิ ตลาดตะวันออกกลาง และตลาดยุโรป ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าและเส้นทางการบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของ ททท. เพื่อรองรับสถานการณ์ ตลอดจนมาตรการเชิงรุกในการลดผลกระทบเชิงลบและการดำเนินการส่งเสริมตลาดทั้งระยะไกลและระยะใกล้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/482473&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vy1SWyyF9R1PxdBB3d5js

  • สมรภูมิเดือดสหรัฐฯ-อิหร่าน:3ฉากทัศน์เขย่าโลก-ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    สมรภูมิเดือดสหรัฐฯ-อิหร่าน:3ฉากทัศน์เขย่าโลก-ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    เปิดยุทธศาสตร์ 3 ฉากทัศน์: จากชัยชนะที่รวดเร็วสู่สงครามโลก

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในขณะนี้ได้ยกระดับสู่ “สงครามระดับภูมิภาค” อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 8 ประเทศ และกระทบฐานทัพสหรัฐฯ กว่า 27 แห่ง โดยพลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และภวัต ชูเอม จาก ThaiArmedForce ร่วมวิเคราะห์ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ไว้ 3 แนวทาง:

    การจบลงอย่างรวดเร็ว: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจประกาศชัยชนะหลังบรรลุภารกิจทำลายโครงการนิวเคลียร์หรือสังหารผู้นำระดับสูง

    สงครามตัวแทนยืดเยื้อ: การสู้รบที่ลากยาวคล้ายกรณีรัสเซีย-ยูเครน โดยมีมหาอำนาจหนุนหลัง

    สงครามโลก: หากมหาอำนาจอย่างรัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ กระโดดเข้าร่วมวงอย่างเปิดเผย

    แม้สหรัฐฯ จะใช้เทคโนโลยีทางอากาศที่เหนือกว่า แต่เป้าหมายในการเปลี่ยนระบอบปกครอง (Regime Change) ยังทำได้ยาก เนื่องจากอิหร่านมีการวางตัวผู้สืบทอดอำนาจไว้รองรับและประชาชนยังไม่ลุกฮือตามที่คาดการณ์

    สงครามพันทาง: โดรนราคาถูกปะทะเทคโนโลยีล่องหน

    ในเชิงยุทธวิธี อิหร่านเลือกใช้ “สงครามผสมผสาน” (Hybrid Warfare) โดยการส่งโดรนราคาถูกจำนวนมหาศาลเข้าโจมตีเพื่อบั่นทอนทรัพยากรและทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่าง Iron Dome เกิดภาวะทำงานหนักเกินขีดจำกัด (Overload) ก่อนจะปิดท้ายด้วยขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกที่มีความเร็วสูงเกินกว่าจะสกัดกั้นได้ในแนวดิ่ง

    ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ แม้จะมีเครื่องบินรบที่ทันสมัยที่สุด แต่กลับเผชิญปัญหาการสูญเสียจากอุบัติเหตุยิงกันเอง (Friendly Fire) เช่นกรณี F-15E ที่ถูกเข้าใจผิดเนื่องจากการลดการแพร่สัญญาณสื่อสารเพื่อพรางตัว นอกจากนี้ จีนและรัสเซียยังสบโอกาสใช้สมรภูมินี้เป็นที่ทดสอบอาวุธและเก็บข้อมูลยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ เพื่อนำไปพัฒนาระบบเรดาร์และอาวุธของตนเองในอนาคต

    วิกฤตพลังงานและสงครามค่าเงิน: ผลกระทบส่งถึงไทย

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการขู่ปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านสามารถใช้เรือพลเรือนลอบวางทุ่นระเบิดเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันโลก หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะงบประมาณกองทุนน้ำมันที่อาจต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาดีเซลสูงถึงเดือนละกว่าหมื่นล้านบาท

    นอกจากมิติทางทหาร นี่ยังเป็น สงครามขั้วอำนาจเศรษฐกิจ ระหว่างดอลลาร์สหรัฐและกลุ่มประเทศ BRICS ที่พยายามผลักดันระบบการเงินใหม่ที่มีทองคำหนุนหลัง เพื่อลดการพึ่งพาเงินเปโตรดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการสั่นคลอนเสาหลักอำนาจของสหรัฐฯ ในเวทีโลกอย่างรุนแรง

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
    แหล่งที่มา : คมชัดลึก (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/738941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2py5RXTiqtFsYc1lmdxrOn

  • เส้นทางสายมะพร้าวน้ำหอม: การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    เส้นทางสายมะพร้าวน้ำหอม: การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    เส้นทางสายมะพร้าวน้ำหอม: การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์


    6/03/2569 | 40 |

    ในปัจจุบัน “มะพร้าวน้ำหอม” ไม่ได้เป็นเพียงผลไม้พื้นเมืองของไทยเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สร้างมูลค่ามหาศาล (New S-Curve) ให้กับเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูร้อน ความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศจะพุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ การขับเคลื่อนผ่านกลไก “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farming) และการเชื่อมโยงกับ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับ SME และเศรษฐกิจฐานราก

    1. เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming): หัวใจของการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่า

    การก้าวสู่เกษตรสมัยใหม่ในสวนมะพร้าวน้ำหอมไทย มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งและน้ำเค็มรุกในช่วงต้นปี นวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ประกอบด้วย:

    • ระบบ IoT และเซนเซอร์ควบคุมความชื้น: เกษตรกรในพื้นที่ GI (Geographical Indication) เริ่มใช้ระบบการให้น้ำอัจฉริยะที่สั่งการผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยลดการใช้แรงงานและควบคุมคุณภาพน้ำให้สม่ำเสมอ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อรสชาติความหวานและกลิ่นหอม

    • การบริหารจัดการด้วย Data Analytics: การเก็บข้อมูลผลผลิตรายต้นช่วยให้เกษตรกรสามารถคาดการณ์ปริมาณผลผลิตได้ล่วงหน้า ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการความต่อเนื่อง (Sustainability of Supply)

    2. อัตลักษณ์ 4 ลุ่มน้ำ: สินค้า GI สู่จุดขายทางการท่องเที่ยว

    มะพร้าวน้ำหอมในแต่ละแหล่งผลิตมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ (Sense of Place) ซึ่งสามารถนำมาสร้าง Storytelling เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้ ดังนี้:

    แหล่งผลิต (GI) เอกลักษณ์โดดเด่น การเชื่อมโยงการท่องเที่ยว
    ราชบุรี (ดำเนินสะดวก) กลิ่นหอมคล้ายใบเตยจัด รสหวานนุ่ม การล่องเรือชมสวนมะพร้าวโบราณและตลาดน้ำ
    บ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) เนื้อหนานุ่ม น้ำเยอะ หวานกลมกล่อม เยี่ยมชมโรงงานแปรรูป SME มาตรฐานส่งออก
    บางคล้า (ฉะเชิงเทรา) รสชาติมีเอกลักษณ์จากดินลุ่มน้ำบางปะกง เส้นทางไหว้พระริมน้ำและชิมมะพร้าวน้ำหอม
    สามพราน (นครปฐม) ความหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากดินตะกอน คาเฟ่เชิงเกษตร (Agri-Café) และโฮมสเตย์ริมสวน

    3. การเชื่อมโยง SME และ OTOP สู่เศรษฐกิจชุมชน

    การจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ต้องมีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า (Value Addition) สินค้าจากมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลสด แต่ SME และกลุ่ม OTOP ได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ เช่น:

    • นวัตกรรมอาหาร: พุดดิ้งมะพร้าวอ่อนออร์แกนิก, กะทิผงความมันต่ำ, และไซรัปจากช่อดอกมะพร้าว

    • ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์: เครื่องสำอางจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น และบรรจุภัณฑ์จากกาบมะพร้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

      การสร้างเส้นทางท่องเที่ยว “Coconut Route” จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกระบวนการเหล่านี้โดยตรง เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในชุมชน และสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่กลุ่มผู้ผลิตรายย่อย

    บทสรุป

    การส่งเสริม “เกษตรสมัยใหม่” ในอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในไร่นา แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยง การผลิตมาตรฐานสูง (Smart Farm) เข้ากับ การสร้างมูลค่าเพิ่ม (SME/OTOP) และ การตลาดเชิงประสบการณ์ (Tourism) เมื่อเกษตรกรสามารถรักษาคุณภาพสินค้า GI ไว้ได้ภายใต้การจัดการที่ทันสมัย และเชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยวในพื้นที่ จะทำให้มะพร้าวน้ำหอมไทยไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลกได้อย่างสง่างาม

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติม 

    • กรมวิชาการเกษตร (Department of Agriculture): แนวทางการจัดการสวนมะพร้าวน้ำหอมอัจฉริยะและมาตรฐาน GAP

    • กรมทรัพย์สินทางปัญญา (Department of Intellectual Property): ข้อมูลทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มะพร้าวน้ำหอมรายจังหวัด

    • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (DASTA): รูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์

    • กระทรวงพาณิชย์: รายงานสถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรไทยและโอกาสในตลาดต่างประเทศ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/481508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pueAtdz1HoBzSNlqHxoe1

  • รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนมกราคม 2569

    รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนมกราคม 2569

    โดย

    Tran

    ลงเมื่อ

    05 มีนาคม 2569 12:06

    สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yglfipb07o0ivvtstd0u17xq&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yAvHB_2cqco7s0MLYMKKN

  • หลาน ‘เนวิน’ สส.อายุน้อยที่สุด เผยติวเข้มหนักก่อนเข้าสภาฯ ยันทำหน้าที่เต็มที่

    หลาน ‘เนวิน’ สส.อายุน้อยที่สุด เผยติวเข้มหนักก่อนเข้าสภาฯ ยันทำหน้าที่เต็มที่

    หลาน “เนวิน” สส.อายุน้อยที่สุด บอกไม่กังวลถูกจับตามอง เพราะปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว ยอมรับโดนติวเข้มหนักก่อนเข้าสภาฯ ยันทำหน้าที่เต็มที่

    5 มีนาคม 2569 – เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา น.ส.ณัฐธิดา เล็กอุดากร สส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือว่าเป็นสส.อายุน้อยที่สุดในสภาชุดที่ 27 มีอายุเพียง 25 ปี โดยเป็นหลานสาวของ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎร ว่า แม้ตนจะอายุน้อยที่สุดในสภาฯ แต่ก็ไม่กังวลในการทำหน้าที่และถูกจับตาม แต่แค่รู้สึกว่าอาจไม่ทำอย่างที่เขาคาดหวัง เพราะไม่รู้ว่าคาดหวังขนาดไหน แต่ตนจะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่ถูกจับตาว่าเป็นหลานของนายเนวิน น.ส. ณัฐธิดา กล่าวว่าไม่กังวลเพราะชินแล้ว และปรับตัวมาได้สักพักหนึ่งแล้ว ส่วนการทำงานในสภาฯตนขอดูทิศทางของประเทศก่อนว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรที่ต้องผลักดัน ตอนแรกมีเรื่องอยู่ในใจแต่พอสถานการณ์เปลี่ยนไปก็ต้องเปลี่ยนด้วย เช่นในใจอยากผลักดันเรื่องการศึกษา

    เมื่อถามว่ามีการติวเข้ม ก่อนเข้าสภา ฯ หรือไม่ น.ส. ณัฐธิดา กล่าวว่า ก็หนักอยู่เพราะไม่เคยมาสายนี้มาก่อน จึงยังไม่รู้ว่าเนื้องานเป็นอย่างไร แต่พอได้ลงพื้นที่คิดว่าพอจะช่วยเหลือชาวบ้าน และชาวบุรีรัมย์ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/958010/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XRi2gxw2jAMHhQxVqY-b4

  • จอห์นสัน จับมือ เมดิโก้ อิงค์ รุกตลาดฟิล์มพรีเมียม – แนวหน้า

    จอห์นสัน จับมือ เมดิโก้ อิงค์ รุกตลาดฟิล์มพรีเมียม – แนวหน้า

    อินเตอร์มาร์ค บิสซิเนส ลุยทำตลาดฟิล์มกรองแสงแบรนด์ระดับโลก Johnson Window Films เต็มที่ หลังบริษัทแม่เสริมแกร่ง จับมือ ‘เมดิโก้ อิงค์’ ผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงรายใหญ่จากสหรัฐอเมริกา …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/950993&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16KamgmpJU2_X5lOlr_Oqh