Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จีนใช้กลยุทธ์ทุ่มลงทุนในด้านประชากร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

    จีนใช้กลยุทธ์ทุ่มลงทุนในด้านประชากร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาคครัวเรือน

    รัฐบาลจีนใช้กลยุทธ์ใหม่ ทุ่มงบลงทุนในด้านประชากร หวังให้ครัวเรือนหันมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ในการประชุมครั้งสำคัญทางเมืองของจีน หรือ “การประชุมสองสภา” ทางการจีนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2026 อยู่ที่ 4.5%-5% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต่ำที่สุดตั้งเเต่ปี 1991 ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายของจีนได้เปิดเผยกลยุทธ์ใหม่ หวังกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนให้มากขึ้น 

    ที่ผ่านมาจีนเคยใช้กลยุทธ์มากมายอย่าง การสร้างที่อยู่อาศัยให้ประชาชน, การสร้างถนน, การสร้างเขตอุตสาหกรรม, การขยายการส่งออกและการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวเเต่กลยุทธ์เหล่านี้ก็ไม่ยั่งยืนเสมอไป ผู้กำหนดนโยบายของจีนจึงวางแผนใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ หรือ Investing in people

    คำถามที่ตามมาคือ ผู้นำของจีนจะทำให้ประชาชนยอมใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่ เเล้วการใช้จ่ายภาคครัวเรือนจะกลายเป็นแรงผลักทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่

    การลงทุนในด้านประชากร หรือ Investing in people คือนโยบายที่รัฐบาลจีนทุ่มเงินลงทุนสร้างสวัสดิการให้ประชาชน อย่างการขยายศูนย์บริการให้ผู้สูงอายุ, การปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงวัย, การให้เงินสนับสนุนในการดูแลทารก อีกทั้งยังเสนอ แผนการสร้างรายได้ให้ผู้สูงวัยมีเงินใช้หลังเกษียณอายุ ซึ่งนโยบายนี้จะทำให้ภาคครัวเรือนเเละประชาชนกล้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเพราะรู้สึกว่าพวกเขามีเบาะรองรับในยามเกษียณเเละมีความมั่นใจที่จะสร้างครอบครัว

    แม้ว่ารัฐบาลจีนจะมีแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาและส่งออกด้านเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เเละเพิ่มกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่นั้นก็ไม่อาจวางใจได้ว่าจะเป็นแรงผลักทางเศรษฐกิจที่มากพอของประเทศจีน เพราะในโลกปัจจุบันที่อุปสงค์หรือความต้องการซื้อสินค้าต่ำลง ทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมาก จีนจึงต้องปรับตัวเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

    ภาคครัวเรือนของประเทศจีนมีสัดส่วนในการใช้จ่ายน้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยภาคครัวเรือนของจีนมีการใช้จ่ายคิดเป็น 40% ของ GDP ประเทศจีน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 55% เเละประเทศที่พัฒนาเเล้วจะอยู่ที่ 60% 

    ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า รัฐบาลสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้ครัวเรือนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ เเต่ผลลัพธ์ในช่วงเทศกาลตรุษจีนยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก เพราะรัฐบาลจีนได้ทุ่มเงินกว่าหนึ่งพันล้านหยวน ในการสนับสนุนในชาวจีนออกมาท่องเที่ยว ซึ่งนั่นก็ได้ผลในเเง่ที่รายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ เเต่เมื่อมาดูข้อมูลรายจ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวแล้วนั้นกลับลดลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งสามารถชี้ได้ว่าภาคครัวเรือนมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัด

    นี่จึงถือเป็นคำเตือน ให้ผู้นำจีนรีบปรับตัวก่อนที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เพราะในอดีตจีนเคยทุ่มเงินอัดฉีดภาคครัวเรือนจำนวนมหาศาลเเต่กลับไม่ได้ผล เเละเหลือไว้เพียงหนี้ก้อนโตที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

    นักวิจัยด้านเศรษฐกิจชี้ว่า รัฐบาลจีนต้องเร่งวางแผนปรับตัว เพื่อให้การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนกลายมาเป็นเเรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่เเข็งเเรงกว่าการให้เงินสนับสนุนภาคครัวเรือนที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงระยะสั้น

    ชาวเน็ตจีนได้ตั้งคำถามบนโลกออนไลน์ถึงเรื่องการลาโดยยังได้รับค่าจ้าง โดยที่ชาวเน็ตคนหนึ่งโพสต์ว่า “การลางานไม่ใช่การพักผ่อนอยู่บ้าน เเต่เป็นการออกไปใช้เงิน” ในขณะที่อีกคนบอกว่า “จีนควรมีการออกกฎบังคับให้ประชาชนทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน เเต่ทำเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ก่อน”

    ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งตั้งคำถามกันเรื่อง การลางานในช่วงการเเต่งงานเเละการมีลูก หนึ่งในนั้นเรียกร้องถึงการลางานขั้นต่ำ 10 วันในช่วงการเเต่งงานของพนักงานทั้งประเทศ เพราะในบางจังหวัดพนักงานลางานได้เพียง 3 วันในช่วงการแต่งงาน ขณะที่อีกคนหนึ่งบอกว่า “การที่ประชาชนจะมีลูกนั้น มีค่าใช้จ่ายที่ตามมาสูงมาก” พวกเขาต้องการงานเเละรายรับที่มั่นคงก่อนจึงจะตัดสินใจเรื่องการมีลูก 

    หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนของจีนยังคงต่ำอยู่คือ สภาวะการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะ 25% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อหลายปีก่อนนักธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้ครั้งใหญ่ทำ โครงการสร้างอสังหาริมทรัพย์ต้องหยุดชะงักเเละชะลอออกไป ทำให้ในปี 2021 ราคาบ้านในหลายเมืองตกลงอย่างน่าตกใจ

    ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย เเต่กลายเป็นเครื่องแสดงความมั่งคั่งของครอบครัวชาวจีน ตามหลักจิตวิทยาเมื่อราคาบ้านเพิ่มสูงขึ้น คนจะรู้สึกมั่งคั่งขึ้นและอยากใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้เมื่อราคาบ้านตกลง คนจะรู้สึกไม่มั่งคั่งเเละไม่กล้าใช้จ่าย อีกทั้งการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยังส่งผลให้อัตราการว่างงานของแรงงานในกลุ่มการก่อสร้าง เเละกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในหลาย ๆ เมือง

    ความท้าทายอื่น ๆ ที่จีนกำลังเผชิญคือ อัตราการเกิดใหม่ของเด็กทารกลดลงอย่างมาก, อัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่สูงขึ้น เเละอุปสงค์จากภาคครัวเรือนในจีนลดลงอย่างมาก

    กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนเติบโตจากสร้างเมือง โครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เเละอุตสาหกรรมต่าง ๆ มันจึงถึงเวลาที่จีนจะก้าวเข้าสู่เข้าเฟสใหม่ที่เศรษฐกิจของจีนจะเติบโตจากการใช้จ่ายที่มาจากภาคครัวเรือนของจีนเป็นหลัก.

    อ่านข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม

    ที่มา : BBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2919322&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hu4JMtBAcgCVrHx3D7WQd

  • “อนุทิน2″ปรับทัพรับสงกรานต์69ดึง”กลุ่มลูกเทพ”คุมกระทรวงเศรษฐกิจ

    “อนุทิน2″ปรับทัพรับสงกรานต์69ดึง”กลุ่มลูกเทพ”คุมกระทรวงเศรษฐกิจ

    ทายาท “บ้านใหญ่” ผงาด: นิยามและอิทธิพลของกลุ่มลูกเทพ

    การจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดถึงการก้าวขึ้นมามีบทบาทนำของ “กลุ่มลูกเทพ” หรือที่รู้จักในนาม “ลูกบังเกิดเกล้า” ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักการเมืองรุ่นใหม่ทายาทตระกูลดังในพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วม โดยกลุ่มนี้มีสมาชิกอย่างน้อย 15 คน และมีถึง 9 คนที่มีชื่อลุ้นตำแหน่งรัฐมนตรี แหล่งข่าววงในระบุว่ากลุ่มนี้มี “ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ เป็นแกนนำหลัก ร่วมกับ “ขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่นำทีม สส. เข้ามาเสริมทัพจนกลายเป็นก๊วนที่ทรงอิทธิพลสูงในการต่อรองเก้าอี้ ครม. ครั้งนี้

    แม้แกนนำพรรคจะพยายามสลายความเป็นกลุ่มก้อนเพื่อเอกภาพในการบริหาร แต่กลุ่มลูกเทพถูกมองว่าเป็นฟันเฟืองที่ “ใครแตะก็ลำบาก” เนื่องจากฐานเสียงที่แน่นหนาในพื้นที่ “นี่คือการเปลี่ยนผ่านสู่คนรุ่นใหม่ของบ้านใหญ่ที่จะเข้ามามีบทบาทตัดสินใจนโยบายระดับชาติอย่างเต็มตัว” ส่งผลให้โผ ครม. ชุดใหม่สะท้อนภาพการจัดสรรอำนาจที่เอื้อต่อการสร้างผลงานของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้อย่างเห็นได้ชัด

    เปิดโผ ครม. เศรษฐกิจ: ส่องตัวเต็งรัฐมนตรีและกระทรวงเกรดเอ

    ในส่วนของโผรายชื่อที่คาดการณ์ กระทรวงพลังงานกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีชื่อของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่ง ขณะที่กระทรวงมหาดไทย คาดว่านายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล อาจควบตำแหน่งเองหรือส่งไม้ต่อให้ ทรงศักดิ์ ทองศรี โดยมีชื่อของ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ จากกลุ่มลูกเทพจ่อรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย ส่วนกระทรวงคมนาคมคาดว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ จะนั่งแท่นรัฐมนตรีว่าการ โดยมี ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นตัวเก็งรัฐมนตรีช่วยเพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

    นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมคาดว่าเป็นของ วราวุธ ศิลปอาชา ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมีชื่อของ ภราดร ปริศนานันทกุล และ ตรีนุช เทียนทอง ร่วมชิงเก้าอี้ อีกทั้งยังมี “ซูเปอร์สตาร์” ของกลุ่มอย่าง ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ที่ถูกวางตัวมาเสริมความเข้มแข็งให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ รวมถึง บุณย์ธิดา สมชัยที่มีลุ้นขยับจากโฆษกขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วย เพื่อสร้างมิติใหม่ในการบริหารงานที่คล่องตัวและทันสมัยมากขึ้น

    ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาล: เร่งสปีดแก้ปัญหาก่อนวิกฤตพลังงานบานปลาย

    กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมีกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยจะเริ่มรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคม 2569 ตามด้วยการเลือกประธานสภาฯ และคาดว่าจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม

    สำหรับการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 7–9 เมษายน ก่อนจะประชุม ครม. นัดแรกในวันที่ 9 เมษายน เพื่อเริ่มบริหารประเทศเต็มตัวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนมีการเดินทางและใช้จ่ายสูงสุด

    ความเร่งด่วนในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีปัจจัยกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานและผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มมีสถานะติดลบ

    รัฐบาล “อนุทิน 2” จึงต้องเร่งเข้ามารับช่วงต่อเพื่อออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนทันที โดยแกนนำพรรคระบุว่า “เราต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มก่อนช่วงสงกรานต์ เพื่อจัดการวิกฤตพลังงานไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน”

    ถือเป็นบททดสอบแรกของกลุ่มลูกเทพที่จะต้องพิสูจน์ฝีมือในการบริหารจริง

    บทสรุปและวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ

    การก้าวเข้ามาของ “กลุ่มลูกเทพ” ใน ครม. อนุทิน 2 ไม่เพียงแต่เป็นการสืบทอดอำนาจจากรุ่นสู่รุ่น แต่ยังสะท้อนถึงการปรับตัวของพรรคการเมืองที่ต้องการใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่เข้ามาชับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ตึงเครียด

    แนวโน้มในอนาคตจึงอยู่ที่การพิสูจน์ว่ารัฐมนตรีหน้าใหม่เหล่านี้จะสามารถบริหารจัดการงบประมาณและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้มีประสิทธิภาพเพียงใด โดยเฉพาะการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันที่กำลังวิกฤต ซึ่งจะเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของรัฐบาลชุดนี้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/739193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vjVHYhXzpFbFpU5uDxv_L

  • เอกนิติ สั่งเร่งเครื่องเบิกจ่ายงบฯพยุงเศรษฐกิจ-ทำฉากทัศน์รับมือน้ำมันผันผวน

    เอกนิติ สั่งเร่งเครื่องเบิกจ่ายงบฯพยุงเศรษฐกิจ-ทำฉากทัศน์รับมือน้ำมันผันผวน

    เอกนิติ สั่งเร่งเครื่องเบิกจ่ายงบฯพยุงเศรษฐกิจ-ทำฉากทัศน์รับมือน้ำมันผันผวน

    เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังกระทรวงการคลัง เร่งเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจจากปัจจัยความขัดแย้งประเทศในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) โดยขณะนี้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจอยู่ระหว่างจัดทำ “ฉากทัศน์” (Scenario) เพื่อประเมินผลกระทบในหลายสมมติฐาน ควบคู่กับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

    “ขณะนี้เรากำลังจัดทำฉากทัศน์เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจว่าจะเกิดขึ้นในระดับใดบ้าง เพราะจะเห็นว่าราคาน้ำมันมีความสวิงค่อนข้างมาก จึงต้องเตรียมสมมติฐานหลายรูปแบบไว้รองรับ” 

    ในด้านการบริหารงบประมาณภาครัฐ กระทรวงการคลังได้สั่งการให้กรมบัญชีกลางเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่มีอยู่ในระบบ เพื่อให้เม็ดเงินสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงที่ประเทศอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ 

    โดยได้มอบหมายให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเข้าไปตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าที่เป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยมีเป้าหมายให้โครงการต่าง ๆ สามารถเดินหน้าได้รวดเร็ว และเม็ดเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมบัญชีกลางตรวจสอบขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างว่า มีจุดใดติดขัดบ้าง หลังพบว่ามีอุปสรรคหลายส่วนที่ทำให้การเบิกจ่ายล่าช้า จึงต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากในช่วงนี้เศรษฐกิจต้องการแรงสนับสนุนจากกำลังซื้อของภาครัฐมาช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมรองรับการขับเคลื่อนนโยบายทันที เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ”

    ส่วนการพิจารณาจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพื่อนำมาใช้เป็นงบสำรองรองรับสถานการณ์ปัจจุบันนั้น รัฐบาลยืนยันว่า ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นหลัก ซึ่งเห็นได้จากผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ Quick Big Win ที่ช่วยผลักดันให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจขยายตัวถึง 13% และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการหารือครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในไตรมาสปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PvAfGHOxsiKpmmmA-OQMm

  • มก.เปิดแผนความหลากหลายทางชีวภาพ  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ยกระดับทรัพยากรไทยสู่ความยั่งยืนโลก

    มก.เปิดแผนความหลากหลายทางชีวภาพ  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ยกระดับทรัพยากรไทยสู่ความยั่งยืนโลก

    วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

    มก.เปิดแผนความหลากหลายทางชีวภาพ  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพ ยกระดับทรัพยากรไทยสู่ความยั่งยืนโลก

    ท่ามกลางวิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของโลกที่กำลังทวีความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพมนุษย์ และเสถียรภาพของระบบนิเวศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะสถาบันวิชาการด้านการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติชั้นนำของประเทศ ได้ประกาศขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2569 – 2572 เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ และการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทยอย่างเป็นระบบแผนปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญที่สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศตาม เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแนวทาง เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ซึ่งเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพถือเป็นภารกิจสำคัญของโลกในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากทรัพยากรชีวภาพเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    “ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมุ่งใช้ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”

    รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ แผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2569 – 2572 ของมหาวิทยาลัย จะเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้จากนักวิจัยและเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ และการสร้างองค์ความรู้เชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ”

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพของประเทศ ได้พัฒนาแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมทั้งมิติการอนุรักษ์ การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาศักยภาพของสังคม ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก และ 12 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

    ยุทธศาสตร์ที่ 1 Protect & Restore –  มุ่งอนุรักษ์ ฟื้นฟู และลดภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการวางแผนเชิงพื้นที่ การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง การจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน และการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรักษาบริการจากระบบนิเวศที่จำเป็นต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 Bio-Economy –  ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม Bioprospecting เพื่อค้นหาและพัฒนาศักยภาพของพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ไทยให้เกิดมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง และเทคโนโลยีชีวภาพ พร้อมยกระดับรายได้ของชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 Empower & Engage –  เสริมสร้างศักยภาพของประเทศด้านองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลชีวภาพ โดยพัฒนาระบบ Biobank และฐานข้อมูลชีวภาพดิจิทัล การพัฒนากำลังคนด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายชีวภาพ (Biolaw) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีนานาชาติ

    นอกจากบทบาทด้านการวิจัยและนวัตกรรมแล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังมุ่งพัฒนาวิทยาเขต ศูนย์ และสถานีวิจัยทั่วประเทศให้เป็น แหล่งเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Living Laboratory) เพื่อสนับสนุนการศึกษา การวิจัย และการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต

    การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรชีวภาพของประเทศ ซึ่งถือเป็น “ทุนทางธรรมชาติ” ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน 12 เป้าหมายของแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ และส่งมอบโลกที่สมดุลและยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อความยั่งยืนของโลก”

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/468740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WUPOvVJ90Kna6c2S5u9Kj

  • ถึงเวลากำหนดกรอบนโยบายพลังงานใหม่: จากการปรับพฤติกรรมประชาชนและผู้บริโภค สู่การเพิ่มความรับผิดชอบของรัฐและตลาด

    ถึงเวลากำหนดกรอบนโยบายพลังงานใหม่: จากการปรับพฤติกรรมประชาชนและผู้บริโภค สู่การเพิ่มความรับผิดชอบของรัฐและตลาด

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vn-f38iWya5eYnEEQDvw_

  • สงครามพ่นพิษ! ธุรกิจไทยชะงัก-หยุดผลิต เม็ดพลาสติกขาด-เหล็กแพง ก่อสร้างระส่ำ – Spring News

    สงครามพ่นพิษ! ธุรกิจไทยชะงัก-หยุดผลิต เม็ดพลาสติกขาด-เหล็กแพง ก่อสร้างระส่ำ – Spring News

    ฟิล์มพลาสติกที่ใช้ทำซองบรรจุสินค้า มีวัตถุดิบตั้งต้นจาก เม็ดพลาสติก ซึ่งเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เมื่อราคาน้ำมันและพลังงานผันผวนจากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอล …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/digital-marketing/862432&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mXOQ6TxA_-HsJ-LLdRHbI

  • ผู้หญิงแต่ละวัยชอบผู้ชายแบบไหน? งานวิจัยเผยคำตอบเรื่องแรงดึงดูด

    ผู้หญิงแต่ละวัยชอบผู้ชายแบบไหน? งานวิจัยเผยคำตอบเรื่องแรงดึงดูด

    Article

         เพราะความชื่นชอบส่วนบุคคลมักเปลี่ยนไปตามช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นรสนิยม ไลฟ์สไตล์ หรือแม้แต่ลักษณะของเพศตรงข้าม จึงได้เกิดคำถามข้างต้น

         ทีมนักวิจัยจาก Kroclaw Medical University ได้ทำการศึกษากับผู้หญิงชาวโปแลนด์ 122 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 19 ถึง 70 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมทดลองจัดอันดับภาพผู้ชายที่มีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งมุมใบหน้า รูปแบบหนวดเครา รูปร่าง และระดับมวลกล้ามเนื้อ ผลการศึกษาถูกเผยแพร่ในวารสาร Adaptive Human Behavior and Physiology และพบว่าผู้หญิงแต่ละวัยมีรูปแบบความดึงดูดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    ผู้หญิงอายุน้อย – ชอบผู้ชายแข็งแรง มีมัดกล้าม

         สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ให้ความสนใจผู้ชายที่มีรูปร่างแข็งแรงและมีกล้ามเนื้อ ซึ่งมีความน่าดึงดูด เพราะลักษณะทางกายภาพนี้มักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของสุขภาพที่ดี ความแข็งแรง และความพร้อมในการถ่ายทอดพันธุกรรม

         ในมุมหนึ่ง ความแข็งแรงทางร่างกายยังสะท้อนถึงความสามารถในการปกป้องครอบครัว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผู้หญิงวัยหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยมองหาในคู่รักระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงชีวิตที่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวและการมีลูก

    ผู้หญิงอายุมาก – ชอบผู้ชายที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่า

         ในทางกลับกัน ผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้นกลับมีแนวโน้มรู้สึกดึงดูดใจกับผู้ชายที่มีหนวดเคราและรูปร่างผอมเพรียวมากกว่า โดยนักวิจัยอธิบายว่า หนวดเครามักถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้ใหญ่ วัยวุฒิ และสถานะบางอย่างในสังคม จึงอาจเป็นลักษณะที่ผู้หญิงวัยนี้ให้ความสำคัญมากขึ้น

         ผลการศึกษาระบุว่า ผู้หญิงอายุมากกว่ามักจัดอันดับให้ผู้ชายที่มีหนวดเคราเต็มใบหน้าว่าน่าดึงดูดมากกว่าผู้ชายที่เกลี้ยงเกลา เพราะหนวดเคราช่วยเสริมภาพลักษณ์ของความเป็นชายและประสบการณ์ชีวิต

         ขณะเดียวกัน รูปร่างที่ผอมเพรียวหรือมีกล้ามเนื้อเพียงเล็กน้อยอาจสะท้อนถึงสุขภาพที่ดีและดูเข้าถึงง่าย ในทางตรงกันข้าม ผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อใหญ่และแข็งแรงมากอาจถูกมองว่าดูแข็งกร้าวหรือคุกคามมากเกินไปสำหรับผู้หญิงวัยสูงขึ้น

    เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่มองหาในคู่รักก็เปลี่ยนไป

         นักวิจัยอธิบายว่า ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับแนวคิด “Grandmother Hypothesis” เมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้น ความสนใจจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากการมองหาคู่ที่เหมาะสมต่อการมีลูก ไปสู่การดูแลครอบครัวและลูกหลานมากขึ้น

         เมื่อความกังวลเรื่องการสืบพันธุ์ลดลง ปัจจัยอย่างความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ หรือสถานะทางสังคม จึงอาจกลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความแข็งแรงทางร่างกายเพียงอย่างเดียว

    ลักษณะผู้ชายที่ดึงดูดใจผู้หญิงในแต่ละวัย

    ผู้หญิงอายุน้อยกว่า

    • ผู้ชายใบหน้าสะอาด เกลี้ยงเกลา
    • รูปร่างแข็งแรง มีกล้ามเนื้อชัดเจน

    ผู้หญิงอายุมากกว่า

    • ผู้ชายที่มีหนวดเครา
    • รูปร่างผอมเพรียว หรือมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย

         ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความน่าดึงดูด” ไม่ได้มีสูตรตายตัว แต่เปลี่ยนไปตามช่วงวัยและประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน ทำให้ภาพของผู้ชายในอุดมคติของผู้หญิงแต่ละวัยแตกต่างกันออกไปอย่างน่าสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://gqthailand.com/article/women-attraction-men-age-study&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EUqKRqG3wHX3_nGkf5D98

  • เนชั่น กรุ๊ป สานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 37

    เนชั่น กรุ๊ป สานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 37

    “เนชั่น กรุ๊ป” หนุนโอกาสทางการศึกษา มอบทุนบุตรพนักงานต่อเนื่องปีที่ 37

    เนชั่น กรุ๊ป สานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 37

    เนชั่น กรุ๊ป จัดพิธีมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงาน ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวพนักงาน โดยมี คุณฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คุณณัฐวรา แสงวารินทร์ กรรมการบริหาร และ คุณเอี่ยมศรี บุญหชัยรัตน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมแสดงความยินดีและมอบทุน ณ อาคารเนชั่น

    เนชั่น กรุ๊ป สานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 37

    โครงการทุนการศึกษาบุตรพนักงานเนชั่น ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2531 ตลอดระยะเวลา 37 ปี ได้มอบทุนการศึกษาให้กับบุตรพนักงานแล้วหลายพันทุน และในปีนี้มีผู้ผ่านเกณฑ์ได้รับทุนรวมทั้งสิ้น 112 ทุน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา ภายในงานมีบุตรหลานพนักงานและผู้ปกครองเข้าร่วมรับทุนอย่างอบอุ่น ท่ามกลางความภาคภูมิใจของครอบครัวพนักงานเครือเนชั่น

    เนชั่น กรุ๊ป สานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 37

    เนชั่น กรุ๊ป สานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 37

    คุณฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป เน้นย้ำถึงความสำคัญของผลการศึกษาในฐานะตัวชี้วัดเบื้องต้นว่า “ผลการศึกษาอาจไม่ได้เป็นตัวชี้วัดอนาคตในการทำงานทั้งหมด แต่เป็นเครื่องชี้วัดสำคัญเมื่อเราก้าวสู่โลกการทำงานจริง ว่าเรามีความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และมีระเบียบวินัยมากน้อยเพียงใด”

    เนชั่น กรุ๊ป สานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 37

    พร้อมกันนี้ ได้ให้แง่คิดในการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยว่า “การศึกษาหาความรู้ในวันนี้ง่ายและสะดวกกว่าสมัยก่อนมาก เราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือห้องสมุด แต่สามารถเรียนรู้ย้อนหลังผ่านระบบออนไลน์ได้ทุกที่ จึงอยากให้น้อง ๆ ขวนขวายและใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” 

    เนชั่น กรุ๊ป สานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรพนักงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 37

    นอกจากนี้ คุณฉายยังได้ให้ข้อคิดถึงความสำคัญของระเบียบวินัยในการดำเนินชีวิต โดยอยากให้เยาวชนมองเห็นถึงความตั้งใจขององค์กรที่พร้อมสนับสนุนอนาคตของทุกคน มากกว่าการมองว่าเป็นเพียงสวัสดิการตามระเบียบปฏิบัติ พร้อมย้ำว่า การตอบแทนโอกาสนี้ได้ดีที่สุด คือการตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและรักษาวินัยอย่างสม่ำเสมอ พร้อมฝากถึงผู้ปกครองให้ร่วมกันผลักดันและดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ปลูกฝังความมุ่งมั่นและระเบียบวินัยในการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนเติบโตอย่างมีศักยภาพ เป็นบุคลากรคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/739221&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_egOqMzZpVw9-ZI7sdw6S

  • “สมัชชาการศึกษาจังหวัดสงขลา”จัดเวทีสัมมนาทิศทางการพัฒนาการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ | เดลินิวส์

    “สมัชชาการศึกษาจังหวัดสงขลา”จัดเวทีสัมมนาทิศทางการพัฒนาการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ห้องประชุมโรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา สงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา สมัชชาการศึกษาจังหวัดสงขลา ร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา จัดโครงการสัมมนาทิศทางการพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาความมั่นคงของประเทศ เรื่อง “การศึกษาสงขลากับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน” โดยมี นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.กมล รอดคล้าย ประธานกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา, นายเอกราช ชวีวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการในตำแหน่งศึกษาธิการภาค 5, นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ตลอดจนผู้บริหารคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลา รวมถึงคณะผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เข้าร่วมกว่า 150 คน

    นางสาวชนภรณ์ อือตระกูล ศึกษาธิการจังหวัดสงขลา ในฐานะเลขานุการสมัชชาการศึกษาจังหวัดสงขลา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการศึกษา กำหนดวิสัยทัศน์ และวางยุทธศาสตร์ในการใช้การศึกษา เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ สร้างสรรค์นวัตกรรม และแก้ไขปัญหาของพื้นที่และประเทศชาติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดสงขลาให้เชื่อมโยงกับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของจังหวัดสงขลาและประเทศไทย

    สำหรับวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการ ได้แก่ 1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้เกี่ยวกับบทบาทของการศึกษาในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองสงขลาให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 2. เพื่อวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันและอนาคต อันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี ทรัพยากรมนุษย์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน 3. เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างนวัตกรรมและแก้ไขปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน

    การดำเนินงานของโครงการประกอบด้วยกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ การระดมความคิดเห็น และการพัฒนาแนวคิดโครงการนวัตกรรมเชิงพื้นที่ โดยคณะผู้จัดงานคาดหวังว่าการสัมมนาครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย แนวคิดนวัตกรรมต้นแบบ และการสร้างกลไกความร่วมมือที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในจังหวัดสงขลาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
    .
    โอกาสนี้ นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลาให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภาคใต้ โดยมีสถาบันอุดมศึกษาสำคัญหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของภูมิภาค พร้อมกันนี้ จังหวัดสงขลายังขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในหลากหลายมิติ ภายใต้นโยบาย “เสน่ห์สงขลา” ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก การพัฒนาเมืองกีฬา (Sports City) การส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงการพัฒนาเมืองเก่าซิงกอร่าและพื้นที่ประวัติศาสตร์หัวเขาแดง เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองมรดกโลกในอนาคต

    นอกจากนี้ จังหวัดสงขลายังมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ (MICE City) โดยมีศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นสถานที่รองรับการจัดงานขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของจังหวัดในฐานะศูนย์กลางด้านการศึกษา การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5677002/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3doyVEDGz6ewzJ98P2z1v9

  • ตำรวจเตือน กลลวงใหม่มิจฉาชีพ อ้างให้ทุนการศึกษา หลอกโอนเงิน

    ตำรวจเตือน กลลวงใหม่มิจฉาชีพ อ้างให้ทุนการศึกษา หลอกโอนเงิน

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเตือนภัยมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ ที่มุ่งเป้าหลอกลวงกลุ่มวัยรุ่น นักเรียน และนักศึกษา โดยแอบอ้างให้ทุนการศึกษา เพื่อหลอกให้โอนเงิน

    ล่าสุด “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” แจ้งเตือนภัยมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ ที่มุ่งเป้าหลอกลวงกลุ่มวัยรุ่น นักเรียน และนักศึกษา โดยแอบอ้างว่าเป็นหน่วยงานหรือ โครงการให้ทุนการศึกษา เพื่อหลอกให้โอนเงินล่วงหน้า

    ตำรวจเตือน กลลวงใหม่มิจฉาชีพ อ้างให้ทุนการศึกษา หลอกโอนเงิน
     

    กลุ่มมิจฉาชีพ มักติดต่อผ่านโทรศัพท์หรือช่องทางออนไลน์ อ้างว่าผู้เสียหายได้รับสิทธิทุนเรียนต่อ พร้อมใช้คำพูดหว่านล้อม สร้างความน่าเชื่อถือ และให้ความหวังว่าจะได้รับทุนการศึกษา ก่อนจะออกอุบายให้รีบโอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียม หรือค่ารักษาสิทธิ และเร่งรัดไม่เปิดโอกาสให้ตรวจสอบข้อมูล

    ตำรวจเตือน กลลวงใหม่มิจฉาชีพ อ้างให้ทุนการศึกษา หลอกโอนเงิน

    เจ้าหน้าที่แนะนำให้ประชาชน “เช็กก่อนเชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” หากพบพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวง หรือสงสัยว่าอาจตกเป็นเหยื่อ สามารถสอบถามหรือแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1441 ศูนย์ AOC ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1224674&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j2y52laexfKAsP5ImBI-q