Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘บอย-เจี๊ยบ’ กัดฟันตรึงราคาอาหาร สู้ภาวะเศรษฐกิจผันผวน ลั่นไม่ยอมผลักภาระให้ลูกค้า! | เดลินิวส์

    ‘บอย-เจี๊ยบ’ กัดฟันตรึงราคาอาหาร สู้ภาวะเศรษฐกิจผันผวน ลั่นไม่ยอมผลักภาระให้ลูกค้า! | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจจะสวิงแค่ไหนก็สู้ไม่ถอย ล่าสุดคู่รักตัวอย่าง “บอย อนุวัฒน์” หรือ “บอย พีซเมกเกอร์” และ “เจี๊ยบ พิจิตตรา” ออกมาเปิดใจถึงผลกระทบจากสถานการณ์โลกที่ทำเอาต้นทุนพลังงานและข้าวของแพงขึ้นหูฉี่ กระทบเข้าจังๆ กับธุรกิจร้านอาหาร Shabu King ของทั้งคู่ แต่เจ้าตัวยืนยันคำเดิมว่าไม่มีการขึ้นราคาสินค้าหรือลดเกรดวัตถุดิบแน่นอน เพราะไม่อยากให้ลูกค้าต้องมารับภาระเพิ่มในช่วงที่ทุกคนกำลังแย่

    ด้าน “หนุ่มบอย” เผยว่า “มีวิกฤตกับร้านอาหารชัดเจนที่สุดเลย เพราะคนรัดเข็มขัดมากขึ้นครับ สินค้าแพงขึ้น ต้นทุนก็สูงขึ้น แพ็กเกจก็แพงขึ้น ทุกวันเราจะได้รับรายการจากพนักงาน ว่าวันนี้ค่าอันนี้ขึ้นแล้ว แต่เราก็ยืนยันว่าจะไม่ลดคุณภาพของอาหาร เราจะตรึงไว้เท่าเดิม อาจจะมีการจัดการตลาดบางอย่าง เพื่อชดเชยกัน ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องขึ้นราคาครับ พยายามหาอะไรมาให้ผู้บริโภคได้ความคุ้มค่ามากกว่า ตอนนี้ทุกคนก็หนักกันหมด ถ้ายิ่งเราเพิ่มราคา มันก็เหมือนเอาภาระเราไปให้ลูกค้า เลยไม่เลือกวิธีนี้ดีกว่า เราสองคนอยู่ในสายอาชีพที่มีผลกระทบแรกๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในโลกนี้ ร้านอาหารกับบันเทิงโดนก่อน ก็ฝ่ากันมา ก็ต้องขอบคุณแหละครับ เพราะเราอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีแรงซัปพอร์ตจากทุกคน”

    เจี๊ยบ เผยว่า “ตอนนี้ร้านก็ไปได้เรื่อยๆ ค่ะ เราเพิ่มแบบบุพเฟ่ต์แล้ว ช่วงนี้เขาทัวร์คอนเสิร์ตเยอะ ก็บอกว่าถ้าใกล้คอนเสิร์ตใหญ่แล้ว ก็อยากให้พักบ้าง”

    บอย “เขาก็จะคอยบำรุง เป็นสายให้กำลังใจ สายเชียร์อัป ต้องกินวิตามินเยอะๆ นะ ต้องออกกำลังกายนะ เดี๋ยววันเล่นคอนเสิร์ตไม่มีแรง ตื่นมาเจอวิตามิน 8-9 เม็ด เต็มไปหมดเลย เขาผู้ชายมากค่ะ เตะบอล บ่าย 2-3 แดดเปรี้ยงๆ กันแดดไม่ทา เราก็ต้องคอยบอก”

    เจี๊ยบ “เขาผู้ชายมากค่ะ เตะบอล บ่าย 2-3 แดดเปรี้ยงๆ กันแดดไม่ทา เราก็ต้องคอยบอกก็ดูแลเหมือนคู่อื่นๆ แหละค่ะ เจี๊ยบเชื่อว่าทุกๆ คู่ก็ดูแลแบบนี้ค่ะ เป็นห่วงเขาเรื่องสุขภาพ เพิ่งพาเขาไปฉีดยามา ทัวร์คอนเสิร์ตติดๆ กัน ก็เสียงหาย เป็นไข้ ยาฆ่าเชื้อทานมากไปไม่ดีนะคะ แต่หมอก็บอกว่าก็คุณยังไม่หายไง (หัวเราะ) ไม่ได้เถียง แค่ให้ข้อมูลหมอ”

    บอย เผยอีกว่า “เขาดูแลดีมากครับ ช่วงทัวร์คอนเสิร์ตเยอะๆ ตื่นมาก็จะมีทั้งอาหารและเครื่องบำรุงทุกอย่าง เขาจะค่อนข้างกังวล เถียงหมอแทนผมด้วย บอกหมอฉีดสเตียรอยด์เข้าไปกี่มิลลิกรัม เยอะเกินไปหรือเปล่า ผมเป็นคนป่วยก็นั่งฟัง สนุกดีเหมือนกัน ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะตัวผมเองหรือเขาเอง วันนั้นเขาป่วย แล้วทานยาไปหมดโดสแล้วยังไม่หาย หมอเลยบอกว่าเดี๋ยวสั่งยาตัวเดิมให้ต่อ แต่เขาบอกมันครบโดสแล้วนะคะ เขาจะสู้แบบนิ่งๆ ส่วนอาการของผม ก็คือจะเกิดขึ้นเป็นระยะครับ ช่วงที่พักผ่อนน้อย ร้องเพลงติดกันหลายๆ วัน เสียงมันจะหาย ก็ต้องพึ่งยานิดหน่อย คุณหมอก็มีเตือนว่าถ้ายังฝืน การกระทบกันของเส้นเสียงมันจะมากขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเป็นตุ่มที่เส้นเสียงได้ นักร้องเป็นกันเยอะครับ คิดว่าเดี๋ยวหลังจากขายบัตรคอนเสิร์ตไป เดือนเมษายนก็จะเริ่มปิดรับงานแล้ว เพื่อเตรียมตัวกับคอนเสิร์ตใหญ่ให้เต็มที่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5698251/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QyGb58ASPyfpsOEvDWc-P

  • ราคาน้ำมันดิบพุ่ง 110 ดอลลาร์หลังอิสราเอลถล่มอิหร่าน จะกระทบคริปโตไหม?

    ราคาน้ำมันดิบพุ่ง 110 ดอลลาร์หลังอิสราเอลถล่มอิหร่าน จะกระทบคริปโตไหม?

    ราคาน้ำมันดิบพุ่ง 110 ดอลลาร์หลังอิสราเอลถล่มอิหร่าน จะกระทบคริปโตไหม?

    สรุปข่าว
    • ราคาน้ำมันพุ่งรุนแรง: ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นสู่ระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    • กระทบอุปทานโลก: การโจมตีครั้งนี้ทำให้อุปทานพลังงานโลกหายไปทันที 8% และมีความเสี่ยงที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญถึง 20% ของโลก
    • ปัจจัยกระตุ้นเงินเฟ้อ: กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าวิกฤตนี้อาจดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ กลับสู่ระดับ 4-5% ภายในช่วงกลางปี 2026 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

    แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้สินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมถูกเทขายเพื่อถือเงินสด แต่ในมุมมองของนักลงทุนสถาบันอย่าง BlackRock หรือ Fidelity บิตคอยน์มักจะถูกยกระดับให้เป็นสินทรัพย์หลบภัย (Safe Haven) ที่มีการกระจายอำนาจและไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลใด หากวิกฤตพลังงานลากยาวจนถึงสิ้นปี 2026 เราอาจได้เห็นเงินทุนไหลออกจากระบบการเงินดั้งเดิมเข้าสู่บิตคอยน์ในฐานะทองคำดิจิทัลเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น

    สถานการณ์ตะวันออกกลางระอุขึ้นอีกครั้งหลังอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้บิตคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์หลบภัยได้จริงหรือไม่

    กราฟราคาน้ำมันดิบ Brent จาก @KobeissiLetter

    ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานชนระดับ 110 ดอลลาร์

    สงครามอิหร่าน อิสราเอลเรือน้ำมัน realistic cinematic กลางทะเล

    ข้อมูลจาก TradingView ระบุว่าราคาน้ำมันดิบ Brent มีการปรับตัวขึ้นมากกว่า 9% ในระหว่างวันก่อนจะเข้าใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี ปัจจัยหลักมาจากการโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) พบว่าพื้นที่นี้ถือครองปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก การหยุดชะงักของแหล่งพลังงานนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดทุนทั่วโลก

    ความเสี่ยงเงินเฟ้อและจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก

    สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อระลอกใหม่ ตามแบบจำลองของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หากราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นถึงระดับ 4-5% ภายในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งจะกลายเป็นโจทย์ยากสำหรับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการบริหารจัดการอัตราดอกเบี้ย ภาวะดังกล่าวทำให้สินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดอย่างบิตคอยน์เริ่มถูกมองว่ามีความน่าสนใจมากกว่าเงินสดยูโรหรือดอลลาร์ที่อาจสูญเสียมูลค่าจากอำนาจการซื้อที่ลดลง

    บิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์หลบภัย (Safe Haven)

    เมื่อเกิดสงครามหรือความไม่สงบระดับภูมิภาค นักลงทุนสถาบันมักจะมองหา “สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Safe Haven)” ซึ่งในอดีตมักจะเป็นทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาล แต่ในยุคปี 2026 บิตคอยน์ได้พิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็น “สินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา” (Non-counterparty risk asset) เนื่องจากการทำงานที่กระจายศูนย์ (Decentralized) ทำให้ไม่สามารถถูกอายัดหรือปิดกั้นโดยอำนาจทางการเมืองได้ ความต้องการบิตคอยน์จึงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทุกครั้งที่มีการคุกคามเส้นทางพลังงานโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

    ย้อนรอยวิกฤตการณ์น้ำมันปี 1979 และบทเรียนสู่อนาคต

    Split-screen cinematic photo, no text. Left: 1979 oil crisis in sepia; long car lines at empty pumps, a crumbling stock excha

    หากเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1979 ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่า 100% จะพบว่าวิกฤตดังกล่าวนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ลากยาว อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญในปัจจุบันคือการมีอยู่ของบล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งทำให้นักลงทุนรายย่อยและองค์กรขนาดใหญ่สามารถย้ายเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ไปสู่สินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในช่วงวิกฤตพลังงานโลกระยะยาว

    แหล่งอ้างอิง: The Kobeissi Letter, IEA, IMF, TradingView Brent Crude, OPEC


    เหตุการณ์อิสราเอลถล่มแหล่งก๊าซอิหร่านคือ “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจในปี 2026 ที่นักลงทุนห้ามกะพริบตา ในด้านหนึ่งน้ำมันที่แพงขึ้นจะบีบให้สภาพคล่องในตลาดหุ้นลดลงเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือการตอกย้ำให้เห็นถึงจุดอ่อนของระบบเงินเฟียต (Fiat) ที่อ่อนไหวต่อสงคราม

    สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้คือ ท่าทีของกลุ่มประเทศ OPEC ว่าจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อช่วยพยุงราคาหรือไม่ หากน้ำมันยืนเหนือ 110 ดอลลาร์ได้จนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 เราอาจได้เห็นบิตคอยน์ทำราคา All-Time High ใหม่อีกครั้งจากแรงขับเคลื่อนของเงินทุนที่มองหาสถานที่ปลอดภัยในการเก็บออมความมั่งคั่งที่ไม่เสี่ยงต่อการเสื่อมค่าจากสงครามและเงินเฟ้อครับ

    ราคาน้ำมันดิบพุ่ง 110 ดอลลาร์หลังอิสราเอลถล่มอิหร่าน จะกระทบคริปโตไหม?

    Nisarat Aunrueanngam

    นักเขียนคอนเทนต์อิสระ ผู้หลงใหลการถอดรหัสธุรกรรมบนบล็อกเชนและกลไกของเจ้ามือ ติดตามความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยี AI และ Cyber Security อย่างใกล้ชิด เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและทันสมัย มุ่งเน้นการถ่ายทอดเรื่องราวความซับซ้อนของโลกสินทรัพย์ดิจิทัลให้เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้ผู้อ่านก้าวทันโลกการเงินยุคใหม่อย่างมั่นใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/18/israel-iran-conflict-oil-surge-110-bitcoin-safe-haven/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36eN2v6JiFQaUdJWwGLc4k

  • สรุปสถานการณ์วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจในเอเชียใต้ (อินเดีย ศรีลังกา มัลดีฟส์) จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    สรุปสถานการณ์วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจในเอเชียใต้ (อินเดีย ศรีลังกา มัลดีฟส์) จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    1. ภาพรวมสถานการณ์

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน อิสราเอล และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มประเทศในเอเชียใต้ (South Asia) ซึ่งมีความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก

    โดยเฉพาะ อินเดีย ศรีลังกา และ มัลดีฟส์ ต่างเผชิญแรงกดดันด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน อาทิ อินเดียเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลนแก๊สหุงต้ม (LPG) จนต้องควบคุมโควตาในภาคบริการ ศรีลังกาประกาศลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง ขณะที่มัลดีฟส์เผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างฉับพลันจากการปิดน่านฟ้าและการยกเลิกเที่ยวบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    2. สถานการณ์ในอินเดีย: มาตรการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สามได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อความมั่นคงทางพลังงานของอินเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มแก๊สหุงต้ม (LPG) ซึ่งอินเดียต้องนำเข้ากว่าร้อยละ 50 ของปริมาณการใช้ทั้งหมด การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก นำไปสู่การขาดแคลนในภาคบริการและอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียได้ดำเนินมาตรการฉุกเฉินอย่างเข้มงวดเพื่อประคับประคองสถานการณ์และป้องกันการตื่นตระหนกของประชาชน

    2.1 มาตรการรับมือของรัฐบาลอินเดีย (Government Response)

    รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้ประกาศใช้มาตรการเร่งด่วนหลายประการเพื่อจัดการกับวิกฤตพลังงาน ดังนี้:

    การประกาศใช้คำสั่งควบคุมแก๊ส LPG (LPG Control Order 2026)

                 – การเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ: รัฐบาลสั่งการให้โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งในประเทศเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตLPG ให้ถึงระดับสูงสุด โดยให้นำไฮโดรคาร์บอนกลุ่ม C3 และ C4 ทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการผลิตแก๊สหุงต้มแทนการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอื่นๆ

               – การจัดสรรโควตาภาคบริการ: มีการกำหนดโควตาการจ่ายแก๊ส LPG สำหรับภาคพาณิชย์ (Commercial LPG) ไว้ที่ร้อยละ 20 ของปริมาณการใช้เฉลี่ยต่อเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าสถานประกอบการที่จำเป็นจะยังมีแก๊สใช้เพียงพอ 

               – การปราบปรามการกักตุน: รัฐบาลสั่งการให้แต่ละรัฐเข้มงวดกับการตรวจสอบตลาดมืดและการกักตุนสินค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงวิกฤต 

              ยุทธศาสตร์ด้านน้ำมันดิบและพลังงานสำรอง

                – การปฏิเสธการปล่อยน้ำมันสำรอง (Strategic Petroleum Reserves – SPR): แม้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) จะเสนอให้มีการปล่อยน้ำมันสำรองทั่วโลกเพื่อลดแรงกดดันด้านราคา แต่อินเดียยืนกรานที่จะไม่เข้าร่วมในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่าปริมาณสำรองเชิงพาณิชย์ยังเพียงพอและต้องการเก็บน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินสูงสุดเท่านั้น

                – การกระจายแหล่งนำเข้า: อินเดียเร่งเจรจานำเข้า LPG และ LNG จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการทำข้อตกลงนำเข้า LPG ปริมาณ 2.2 ล้านตันต่อปี (MTPA) ไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบได้ประมาณร้อยละ 10 ของการนำเข้าทั้งหมด

    • การปรับตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน (Business & Household Adaptation)

                วิกฤตครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานในอินเดียอย่างขนานใหญ่:

                – ภาคการบริการและโรงแรม (Hospitality Sector): ร้านอาหารในเมืองใหญ่อย่างมุมไบและเดลีต้องลดรายการอาหารที่ต้องใช้เวลาเคี่ยวนานหรือใช้ความร้อนสูง และหันมานำเสนอเมนูที่ปรุงสุกได้รวดเร็ว ธุรกิจจำนวนมากหันมาติดตั้งเตาแม่เหล็กไฟฟ้า (Induction Stoves) และอุปกรณ์ทำอาหารไฟฟ้าทดแทนการใช้แก๊ส แม้จะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นก็ตาม ร้านอาหารประมาณร้อยละ 20 ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ต้องปิดให้บริการบางส่วนหรือลดเวลาทำการเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง 

                – ภาคครัวเรือน: รัฐบาลรณรงค์ให้ผู้ที่อาศัยในเขตเมืองที่มีระบบแก๊สตามท่อ เปลี่ยนจากการใช้ถังแก๊ส LPG มาใช้ PNG แทน เพื่อลดภาระการขนส่งและกระจายถังแก๊สไปยังพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังมีการควบคุมระบบการสั่งจองแก๊สหุงต้มเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนกักตุนถังแก๊สเกินความจำเป็น

    3. สถานการณ์ในศรีลังกา: มาตรการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด

    ศรีลังกาซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ต้องเผชิญกับบททดสอบอีกครั้งจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ:

    การประกาศวันหยุดราชการเพิ่มเติม: รัฐบาลศรีลังกาประกาศให้ทุกวันพุธ” เป็นวันหยุดราชการชั่วคราว เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการเดินทางและประหยัดพลังงานในอาคารสำนักงาน ส่งผลให้สัปดาห์การทำงานเหลือเพียง 4 วัน (จันทร์ อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์) 

    การปันส่วนเชื้อเพลิง (Fuel Rationing): มีการนำระบบโควตาการเติมน้ำมันกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อรักษาปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่ลดน้อยลง

    มาตรการช่วยเหลือภาคส่งออก: สภาหอการค้าซีลอน (Ceylon Chamber) เสนอให้บริษัทเดินเรือท้องถิ่นสามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้อย่างอิสระเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกไม่ให้หยุดชะงัก

    4. สถานการณ์ในมัลดีฟส์: ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและรายได้รัฐ

    มัลดีฟส์ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงจากการหยุดชะงักของการคมนาคมทางอากาศ:

    จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง: ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามัลดีฟส์ ลดลงถึงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีการยกเลิกเที่ยวบินกว่า 52,000 เที่ยวบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนเครื่อง (Transit Hub) สำคัญ 

    รายได้รัฐบาลลดลง: คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลมัลดีฟส์อาจสูญเสียรายได้ระหว่าง 80 – 100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากภาษีการท่องเที่ยวและค่าธรรมเนียมต่างๆ 

    ความมั่นคงทางพลังงาน: แม้มัลดีฟส์จะพยายามสำรองเชื้อเพลิง แต่การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโลกและค่าขนส่งที่สูงขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ

    5. สรุปมาตรการรับมือในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ (เปรียบเทียบ)

    ประเทศ

    ปัญหาหลัก

    มาตรการรับมือสำคัญ

    อินเดีย

    ขาดแคลน LPG / ราคาน้ำมันพุ่ง

    ประกาศคำสั่งควบคุม LPG (โควตาร้อยละ 20 สำหรับภาคธุรกิจ) เพิ่มการผลิตในประเทศ รณรงค์ใช้แก๊สตามท่อ (PNG)

    ศรีลังกา

    ปริมาณน้ำมันสำรองลดลงอย่างรวดเร็ว

    ลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ (หยุดทุกวันพุธ) นำระบบปันส่วนเชื้อเพลิงกลับมาใช้

    มัลดีฟส์

    นักท่องเที่ยวลดลง / ต้นทุนนำเข้าสูง

    ประเมินงบประมาณรายได้ใหม่ เตรียมมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากตลาดอื่นที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า

    6. นัยสำคัญและข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย

    สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียใต้ส่งผลกระทบต่อไทยในฐานะคู่ค้าและจุดหมายปลายทางทางเศรษฐกิจ:

    1. การท่องเที่ยว: ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการที่นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากมัลดีฟส์หรือตะวันออกกลางมายังไทยแทน แต่ต้องระวังเรื่องราคาตั๋วเครื่องบินที่อาจสูงขึ้นจากค่าน้ำมัน 

    2. การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค: วิกฤตในศรีลังกาและอินเดียอาจทำให้ความต้องการสินค้าพื้นฐานและอาหารสำเร็จรูปจากไทยเพิ่มขึ้น แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความสามารถในการชำระเงิน (Credit Risk) โดยเฉพาะในศรีลังกา 

    3. โอกาสของสินค้าไทย: อุปกรณ์ทำอาหารไฟฟ้า (เตาแม่เหล็กไฟฟ้า, หม้อทอดไร้น้ำมัน) อาจมีความต้องการสูงขึ้นในตลาดอินเดีย รวมถึงอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน (Ready-to-Eat) ที่ไม่ต้องใช้การปรุงซับซ้อน 

    4. การบริหารจัดการพลังงาน: มาตรการ “ลดวันทำงาน” ของศรีลังกาและ “การจัดสรรโควตา” ของอินเดีย เป็นกรณีศึกษาที่ไทยควรเตรียมพร้อมหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางขยายตัวจนกระทบต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานในอ่าวไทยหรือทะเลจีนใต้ 

    7. แหล่งข้อมูลอ้างอิง 

    • Reuters. India energy measures and Middle East tensions (13–17 March 2026).

    • The Hindu. PM Modi addresses LPG supply and hoarding concerns (14 March 2026).

    • Bloomberg; Times of India. India’s strategic petroleum reserves policy update (9 March 2026).

    • Press Information Bureau (India). LPG Control Order 2026.

    • BBC; The New York Times. Impact on hospitality sector in Mumbai and Delhi (12–16 March 2026).

    • BBC; The Guardian. Sri Lanka introduces four-day workweek to save fuel (17 March 2026).

    • France 24. Fuel rationing measures in Sri Lanka (16 March 2026).

    • Corporate Maldives. Tourism decline statistics (March 2026).

    • CNN. Flight cancellations in the Middle East and global travel disruption (14 March 2026).

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rv4bu9psepa10bodifn8cm27&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GlFiQUyYkMklJSMxs64F7

  • “เยอรมันตะวันแดง” ปักหมุดเมืองท่องเที่ยว ส่งเบียร์สดบุกชลบุรี | เดลินิวส์

    “เยอรมันตะวันแดง” ปักหมุดเมืองท่องเที่ยว ส่งเบียร์สดบุกชลบุรี | เดลินิวส์

    นายเสถียร เสถียรธรรมะ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว ผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เปิดเผยว่า ได้จัดงาน German Tawandang Road to Chonburi เปิดตัว “เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง” อย่างเป็นทางการท่ามกลางบรรยากาศพระอาทิตย์ตกริมทะเล พร้อมนำเสนอเบียร์สดคุณภาพ 2 รสชาติ ให้ชาวชลบุรีได้สัมผัสรสชาติแบบเดียวกับโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง 

    การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของแบรนด์ ในการขยายตลาดเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง ต่อจากกรุงเทพฯ มาสู่จังหวัดชลบุรี หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ โดยนำมาตรฐานเบียร์สดระดับโรงเบียร์มาสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ ผ่านการผสานทั้งรสชาติเบียร์คุณภาพ รสสัมผัสฟองเบียร์ที่เป็นเอกลักษณ์ และนวัตกรรมการเสิร์ฟเบียร์รูปแบบใหม่ของไทย 

    นวัตกรรม Foam Art จากคุณภาพฟองเบียร์โดยภายในงาน ผู้ร่วมงานได้สัมผัสเอกลักษณ์ของเบียร์สดแท้แบบเยอรมัน พร้อมเทคนิคการเสิร์ฟฟองเบียร์ Micro-Foam แบบญี่ปุ่น และหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือกิจกรรม เยอรมันตะวันแดง Foam Art นวัตกรรมพิมพ์ลายบนฟองเบียร์ ซึ่งเกิดจากจุดเด่นของเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง ที่มีฟองเบียร์เนื้อละเอียดระดับ Micro-Foam  ให้สัมผัสนุ่ม และมีความหนาแน่นสูง ทำให้ฟองเบียร์สามารถรองรับการพิมพ์ภาพ หรือข้อความลงบนผิวฟองได้ 

    “การขยายตลาดของเบียร์สดมาสู่ชลบุรีในครั้งนี้ เพื่อต้องการนำมาตรฐาน และเอกลักษณ์ของเบียร์สดต้นตำรับจากโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง มาสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น โดยเรามีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์เบียร์สดคุณภาพมานานกว่า 20 ปี รวมถึงมีการพัฒนาและต่อยอด จนได้ฟองเบียร์ที่มีความละเอียดและนุ่มเป็นพิเศษ ทำให้สามารถสร้างสรรค์การพิมพ์ลายบนฟองเบียร์ได้อย่างชัดเจน ถือเป็นการนำคุณภาพของเบียร์มาต่อยอดให้เกิดประสบการณ์ใหม่ในการดื่ม“

    การขยายประสบการณ์ของแบรนด์เยอรมันตะวันแดงสู่จังหวัดชลบุรีในครั้งนี้ สะท้อนแนวโน้มของตลาดเครื่องดื่มและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “Drinking Experience” มากกว่าการบริโภคเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวที่มีวัฒนธรรมการกินดื่มและการสังสรรค์เติบโตอย่างต่อเนื่อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5700008/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39U_2Q0Fg8GQqyVacdw3Yy

  • พัทยาผนึกภาคการท่องเที่ยว จัดประชุมใหญ่สมาพันธ์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    พัทยาผนึกภาคการท่องเที่ยว จัดประชุมใหญ่สมาพันธ์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    พัทยาผนึกภาคการท่องเที่ยว จัดประชุมใหญ่สมาพันธ์ฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวชลบุรี เป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2569 สมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวชลบุรี โดยมี สมาชิกสมาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องโรงแรมเวย์ พัทยา จ.ชลบุรี 

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ เมืองพัทยายังคงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนด้านการท่องเที่ยว ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับศักยภาพเมือง สร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนตามสถานการณ์ความจริงของโลกยุคปัจจุบันให้ก้าวทันกระแสต่อไป 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469651&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tCnOagF9LKa8IX-IR5jxO

  • ฉิบแล้ว “มาเลเซีย” เตือน นทท. “ไทย” เอาไม่อยู่คุมน้ำมันจำกัดการซื้อ ทำท่องเที่ยวชะงัก | TOPNEWS

    ฉิบแล้ว “มาเลเซีย” เตือน นทท. “ไทย” เอาไม่อยู่คุมน้ำมันจำกัดการซื้อ ทำท่องเที่ยวชะงัก | TOPNEWS

    ฉิบแล้ว “มาเลเซีย” เตือน นทท. “ไทย” เอาไม่อยู่คุมน้ำมันจำกัดการซื้อ ทำท่องเที่ยวชะงัก

    • เผยแพร่ : 18/03/2026 20:37

    ฉิบแล้ว “มาเลเซีย” เตือน นทท. “ไทย” เอาไม่อยู่คุมเข้มน้ำมัน จำกัดการซื้อ ทำท่องเที่ยวชะงัก

    สนับสนุนโดย ยาแก้ไอ I-Herb (ไอ-เฮิร์บ) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรบรรเทาอาการไอและขับเสมหะ (มะขามป้อม) Facebook Page: @IHerbOfficialTH

    #TOPNEWS #topupdate
    #กัมพูชา #เขมร #ทัพบก
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    #ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย
    #กัมพูชายิงก่อน #cambodiaopendfire
    #มาเลเซีย #อิหร่าน #อิสราเอล #สหรัฐ
    #น้ำมัน #ราคาน้ำมัน #การท่องเที่ยว
    #จำกัดการซื้อน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1520319&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MnPIHUzzWOUZ-OAQBsvG3

  • ข่าววันนี้ ข่าวด่วน ประจำวัน ทันเหตุการณ์ อัพเดทข่าวล่าสุด ติดตามได้ที่ PPTV ช่อง 36

    ข่าววันนี้ ข่าวด่วน ประจำวัน ทันเหตุการณ์ อัพเดทข่าวล่าสุด ติดตามได้ที่ PPTV ช่อง 36

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/tags/%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%2520%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%2520%2520%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%259A%252066%2520%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B5&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03qUmkvHSJuKZaeCAhaFx2

  • SET ทะลุ 1,430 จุดโมเมนตัมบวกต่อเนื่อง ลุ้นแกว่งขึ้นต่อ แนะสะสม GULF

    SET ทะลุ 1,430 จุดโมเมนตัมบวกต่อเนื่อง ลุ้นแกว่งขึ้นต่อ แนะสะสม GULF

    บล.ฟินันเซีย ไซรัส รายงานว่าตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้แข็งแกร่งกว่าคาดที่ ปิดบวกถึง 28.86 จุด ที่ระดับ 1,433.88 จุด ทะลุผ่านแนวต้านระยะสั้น 1,430 จุดได้ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นขึ้นเป็น 7.1 หมื่นล้านบาท หนุนโดยแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่นำโดยกลุ่มปิโตรเคมี อิเล้กทรอนิกส์ สื่อสารฯ ขนส่ง เป็นต้น

    สถาบันในประเทศและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นฝ่ายละราว 2.3-2.4 พันล้านบาท ขณะที่รายย่อยเป็นฝ่ายขายสุทธิ 5.3 พันล้านบาท (ต่างชาติ Long สุทธิ Index Futures สูงถึง 2.1 หมื่นสัญญา)

    แนวโน้มตลาดวันนี้ ฝ่ายวิเคราะห์คาด SET Index มีแนวโน้มแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ได้ต่อเนื่องหลังวานนี้ทะลุผ่านแนวต้าน 1,430 จุดได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปรับลงแรงหลังสงคราม ทำให้ภาพเทคนิคระยะสั้นเป็นบวกมากขึ้น ขณะที่บรรยากาศการลงทุนยังค่อนข้างผ่อนคลาย แม้สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะยังมีการโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง 

    อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบยังค่อนไปในทางทรงตัว ล่าสุด Brent ยืนที่ US$103 ต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนว่าตลาดอ่อนไหวต่อประเด็นดังกล่าวน้อยลง รวมถึงอาจเริ่มให้น้ำหนักต่อโอกาสที่สงครามมีโอกาสคลี่คลายในช่วง 3 สัปดาห์ข้างหน้า หากอ้างอิงข้อมูลจากสหรัฐฯและอิสราเอล อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด

    ปัจจัยที่ต้องติดตามคืนนี้ คือ การประชุม Fed ซึ่งแน่นอนว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ย แต่โฟกัสจะอยู่ที่ถ้อยแถลงและมุมมองของประธาน Fed ต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงคราม รวมถึงติดตามประมาณการเศรษฐกิจใหม่และ Dot Plot

    ส่วนวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.69) จะมีการประชุมของ BoJ ECB BoE สำหรับไทยล่าสุดวันนี้เริ่มขยับราคาน้ำมันขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเพดานน้ำมันดีเซลจะอยู่ที่ 33 บาท ซึ่งเรามองว่าเป็นระดับที่ไม่สูงมาก คาดว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพให้ไม่เร่งตัวขึ้นมาก 

    ในวันพรุ่งนี้จะมีการโหวตเลือกนายกฯ และคาดจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จภายในปลาย มี.ค.- ต้น เม.ย. เป็น Sentiment บวกจากความคาดหวังนโยบายเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและยาวที่จะทยอยออกมาในระยะถัดไป

    • กลยุทธ์ : เน้นลงทุนในหุ้นที่มีกระทบจำกัดต่อความเสี่ยงราคาน้ำมันและเงินเฟ้อจากผลของสงคราม
    • หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
    • FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP

    หุ้นเด่นวันนี้ : GULF แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 67.50 บาท มองว่า GULF เป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกกระทบจำกัดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็น IPP สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ รวมถึงมีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมอย่าง ADVANC เป็นอีกฐานกำไรหลัก

    ระยะสั้นกำไรในไตรมาส 1/69 คาดยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากกำลังการผลิตโซลาร์ใหม่ที่ COD ปลายปี 2025 ขณะที่กำไร ADVANC ยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง คาดกำไรปี 2026 เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน (y-y) หากสงครามคลี่คลายฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า GULF ยังเป็นเป้าหมายในการซื้อของกระแสเงินทุนต่างชาติ ระยะยาวได้แรงหนุนจาก Theme Infra-Tech

    มองแนวรับ 56 / 55.25 บาท แนวต้าน 58 / 59.25-60 บาท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/739542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw239WQm1a949ocGw6qHrZiI

  • แบงก์กรุงเทพ เปิด 3 ประเด็นความยั่งยืน หนุนธุรกิจไทยมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว

    แบงก์กรุงเทพ เปิด 3 ประเด็นความยั่งยืน หนุนธุรกิจไทยมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวในโอกาสเปิดงานเสวนา “The Great Green Transition” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Sustainable Growth in Action” ว่า การจัดงานในปีนี้เป็นการต่อยอดจากงานเสวนา “The Great Green Transition” ของธนาคารในปี 2568 ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับมุมมองสู่แนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทการทำธุรกิจในไทย ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การแปลงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกสู่การขับเคลื่อนในระดับประเทศ 2. นวัตกรรมพลิกโฉมพลังงานและความยั่งยืน และ 3. เส้นทางองค์กรสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างแท้จริง 

    ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปี 2569 กฎหมายด้าน ESG (Environmental, Social, Governance) มีการบังคับใช้อย่างเข้มข้นขึ้น เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่บังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย การรายงาน และการลงทุนสีเขียว ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกสินค้าไปยังประเทศในสหภาพยุโรป โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปที่ได้รับผลกระทบด้านภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น ได้แก่ เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูง 

    แบงก์กรุงเทพ เปิด 3 ประเด็นความยั่งยืน หนุนธุรกิจไทยมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว  

    เช่นเดียวกับประเทศขนาดใหญ่อีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และจีน ต่างทยอยออกข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด โดยกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็ว เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีลดคาร์บอน หรือการจัดทำระบบรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้มาตรฐาน เพื่อรักษาตลาดส่งออกสำคัญและความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุน ทั้งนี้ไม่เพียงผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ไปจนถึงผู้ผลิตอย่างภาคการเกษตร ก็ต้องเร่งปรับตัวเช่นกัน เนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมได้เข้ามากำหนดมาตรฐานตั้งแต่ระดับวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการให้บริการ โดยมีระบบตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์เป็นตัวกำกับ หากผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด ก็เสี่ยงที่จะถูกตัดออกจากห่วงโซ่การผลิตของผู้ส่งออกได้

    แบงก์กรุงเทพ เปิด 3 ประเด็นความยั่งยืน หนุนธุรกิจไทยมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว  

    “ธนาคารกรุงเทพในฐานะ ‘เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน’ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ เช่น การจัดงานเสวนา “The Great Green Transition” เวทีที่จะช่วยชี้แนวทางให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ในองค์กรและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด และหลักสูตรสำหรับผู้นำองค์กร “Green Transition Academy” เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการและนักธุรกิจสู่ยุคคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกันธนาคารยังพร้อมสนับสนุนทางการเงินผ่าน “สินเชื่อบัวหลวงกรีนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับเปลี่ยนองค์กรและเทคโนโลยีที่จำเป็นสู่ธุรกิจสีเขียวได้อย่างราบรื่น เพราะวันนี้ประเด็นเรื่องความยั่งยืนไม่ใช่แนวทางสมัครใจ แต่เป็นข้อบังคับทางเศรษฐกิจและการค้าที่ทุกประเทศและธุรกิจต้องปรับตัว เพื่อรักษาตลาด สร้างโอกาสการลงทุน และสามารถยืนหยัดในเวทีเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายชาติศิริ กล่าว

    ในงานเสวนา “The Great Green Transition” ได้รับเกียรติจาก นางนีฟ คอลิเออร์-สมิธ รักษาการผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย, ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Bridging Global Climate Policy into Local Business Reality” และ นายรอส คอนลอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเมนส์ จำกัด บรรยายพิเศษ หัวข้อ “Transformative Innovations Shaping the Future of Sustainable Business” มาให้ความรู้ถึงหลักกฎเกณฑ์ที่จะมีผลกระทบกับภาคธุรกิจและนวัตกรรมสมัยใหม่ ที่สามารถลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    แบงก์กรุงเทพ เปิด 3 ประเด็นความยั่งยืน หนุนธุรกิจไทยมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว

    แบงก์กรุงเทพ เปิด 3 ประเด็นความยั่งยืน หนุนธุรกิจไทยมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว แบงก์กรุงเทพ เปิด 3 ประเด็นความยั่งยืน หนุนธุรกิจไทยมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว

    ขณะที่ในวงเสวนา หัวข้อ “Driving Sustainability in the Era of Climate Change” ได้รับเกียรติจาก ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์, นางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  และ นางสาวกรกมล กอไพศาล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์ พัฒนาธุรกิจ และพาณิชยกิจ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมแชร์ประสบการณ์การจัดการโครงการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงทิศทางและโอกาสใหม่ของตลาดผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

    นอกจากนี้ในหัวข้อ “Building a Sustainable and Inclusive Future Through Innovation” ได้รับเกียรติ จาก นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Chief Sustainability Officer บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), นางสาวกนกวรรณ จิตต์ชอบธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส – บริการ Net Zero Solutions บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด และ นายจิรเมธ อัชชะ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – บริหารและพัฒนาองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ร่วมแชร์มุมมองและฉายภาพการสร้างอนาคต การนำนวัตกรรมมาช่วยเสริมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกับองค์กรและชุมชน

    แบงก์กรุงเทพ เปิด 3 ประเด็นความยั่งยืน หนุนธุรกิจไทยมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว แบงก์กรุงเทพ เปิด 3 ประเด็นความยั่งยืน หนุนธุรกิจไทยมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว แบงก์กรุงเทพ เปิด 3 ประเด็นความยั่งยืน หนุนธุรกิจไทยมุ่งเศรษฐกิจสีเขียว

    ภายในงานยังมีการจัดแสดงบูธด้านนวัตกรรมและโครงการต่าง ๆ เพื่อนำเสนอการลดคาร์บอน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และโซลูชันด้านความยั่งยืน สำหรับงานเสวนา “The Great Green Transition” ภายใต้หัวข้อ “Sustainable Growth in Action” จัดขึ้นในวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ณ ห้องฉัตรา บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378974960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W6x8qi5p7d0A10c4VPX8X

  • EPR พลิกเกมขยะไทย ทางรอดเดียวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

    EPR พลิกเกมขยะไทย ทางรอดเดียวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

    วันที่ 18 มีนาคม ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น “วันรีไซเคิลโลก” หรือ Global Recycling Day สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องจึงหยิบยกประเด็นสำคัญที่เป็นวาระเร่งด่วนของประเทศมานำเสนอ โดยขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการขยะมูลฝอย หลังจากที่ปัญหาปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี และระบบกำจัดแบบดั้งเดิมไม่สามารถรองรับมลพิษที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป การขับเคลื่อนสู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องมือพลิกเกมลดขยะอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ณัฐฌริญา พิลาดี ฝ่ายมลพิษ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เผยว่าข้อมูลในปี 2566–2567 สะท้อนว่าประเทศไทยยังเกิดขยะมูลฝอยในระดับสูงประมาณ 26.95 ล้านตันต่อปี ขณะที่การนำกลับมาใช้ประโยชน์เพียงร้อยละ 34 และยังมีการกำจัดไม่ถูกต้องมากถึงร้อยละ 28

    sustainability-epr-transform-thailand-waste-circular-economy-SPACEBAR-Photo01.jpg

    โดยมีบ่อขยะเปิดกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดไฟไหม้บ่อขยะและมลพิษ PM2.5 เป็นประจำ เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะสมุทรปราการช่วงมกราคม 2568 นอกจากนี้ ขยะพลาสติกถือเป็นภาระสำคัญ โดยปี 2568 ประเทศไทยมีขยะพลาสติกมากกว่า 2.3 ล้านตันต่อปี แต่รีไซเคิลเพียงร้อยละ 25 ส่งผลให้สูญเสียมูลค่าวัตถุดิบกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

    แม้ประเทศไทยมีความพยายามพัฒนาระบบจัดการขยะ แต่หลายปัจจัยยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ตัวอย่างข้อจำกัดในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้

    1) การคัดแยกที่ต้นทางยังไม่เกิดขึ้นจริง

    รายงานของ JICA ปี 2025 ระบุว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังเน้นปลายทาง เช่น การฝังกลบและการสร้าง WTE มากกว่าการลดและคัดแยกที่บ้านเรือน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    2) โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ

    บ่อขยะจำนวนมากยังเป็น Open dump ไม่มีระบบควบคุมมลพิษตามหลักสุขาภิบาล ทำให้เกิดสารพิษ ก๊าซมีเทน และการปนเปื้อนในน้ำและดินอย่างต่อเนื่อง

    3) ภาคเอกชนยังไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ

    ระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง “ผลิต–ใช้–ทิ้ง” ยังเป็นต้นทุนที่ถูกกว่าการออกแบบรีไซเคิล เพราะผู้ผลิตไม่ต้องรับภาระจัดการบรรจุภัณฑ์เมื่อสิ้นอายุการใช้งาน

    จากรายงานการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ระหว่างปี 2566–2568 ชี้ว่าภาครัฐและภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น ทั้งในด้านนโยบาย วิจัย และระบบบริหารจัดการทรัพยากร เช่น Roadmap การจัดการขยะพลาสติก 2561–2573 รวมถึงโครงการต้นแบบ เช่น Rayong Less-Waste และ Ban Chang MRF ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และดึงพลาสติกกลับระบบได้หลายพันตัน

    นอกจากนี้ ภาครัฐยังผลักดันการพัฒนาฐานข้อมูลวัสดุ การจัดการขยะอินทรีย์ และการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนด้านระบบรีไซเคิล เพื่อให้สอดคล้องการเปลี่ยนผ่านของประเทศสู่โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว โดยที่หนึ่งในความคืบหน้าที่สำคัญที่สุดคือการผลักดัน กฎหมาย Extended Producer Responsibility (EPR) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือเปลี่ยนโครงสร้างขยะของไทยอย่างสมบูรณ์

    1) สถานะล่าสุดของกฎหมาย EPR ปี 2569: จัดทำร่างกฎหมาย EPR สำหรับบรรจุภัณฑ์ และ อยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้จริง โดยคาดการณ์ตามข้อมูลล่าสุดว่า กฎหมาย EPR จะสามารถเริ่มบังคับใช้ได้ภายในปี 2571

    2) ขอบเขตครอบคลุม: กฎหมาย EPR ของไทยถือว่ามีขอบเขตกว้างที่สุดครั้งแรก ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทหลัก ได้แก่ พลาสติก แก้ว โลหะ กระดาษ และวัสดุผสม (Composite Packaging)

    3) บทบาทของผู้ผลิตภายใต้ EPR: กฎหมายจะกำหนดให้ “ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์” ได้แก่ การออกแบบสินค้าให้รีไซเคิลง่าย การรับคืน วนกลับ และรีไซเคิล การร่วมรับภาระค่าจัดการขยะ การรายงานข้อมูลและผลลัพธ์อย่างโปร่งใส มุ่งหมายให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง (End-of-Life Management)

    4) เป้าหมายหลักที่ต้องบรรลุ: กฎหมายจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดัน Roadmap ขยะพลาสติกระยะที่ 2 (2566–2570) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ลดพลาสติกสู่หลุมฝังกลบให้เหลือ 0 และ นำพลาสติกเป้าหมายกลับเข้าสู่ระบบ 100% ภายในปี 2570  ซึ่งกฎหมาย EPR จะเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่ทำให้เป้าหมายเหล่านี้เกิดขึ้นจริง

    ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่อ EPR บังคับใช้เต็มรูปแบบ

    • การคัดแยกที่ต้นทางจะเกิดจริง : เมื่อผู้ผลิตต้องรับภาระค่าขยะผ่านระบบ EPR พวกเขาจะผลักดันให้เกิดการคัดแยกที่ต้นทางมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนรวมของระบบ
    • ภาคเอกชนต้องออกแบบสินค้าที่รีไซเคิลง่าย : บรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะกลายเป็นต้นทุนใหม่ของบริษัท ส่งผลให้เกิดการออกแบบเชิงสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรม (Eco-design)
    • การลงทุนระบบรีไซเคิลเพิ่มสูง : คาดว่าประเทศไทยจะมีการลงทุนใน MRF โรงงานรีไซเคิล และระบบคัดแยกอัตโนมัติเพิ่มขึ้นทันทีที่กฎหมายบังคับใช้
    • ลดปริมาณขยะปลายทางในระยะยาว : หากเป้าหมาย 100% recycling บรรลุได้ ขยะที่เข้าสู่บ่อขยะหรือเตาเผาจะลดลงอย่างมหาศาล

    ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบจัดการขยะ ด้วยปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกปี และผลกระทบด้านมลพิษที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งมั่นสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น ความจำเป็น ในระดับประเทศ โดยมีกฎหมาย EPR ที่กำลังจะประกาศใช้นั้นเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ที่ไม่เพียงจะทำให้ผู้ผลิตมีส่วนร่วมรับผิดชอบ แต่ยังจะสร้างระบบใหม่ที่ทำให้การรีไซเคิลเกิดขึ้นได้จริงอย่างยั่งยืน เปลี่ยนขยะต้นทางให้เป็นทรัพยากร ช่วยลดมลพิษ เพิ่มคุณภาพชีวิต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    เนื่องในวันรีไซเคิลโลกปีนี้ TEI จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มาร่วมกันเปลี่ยนพฤติกรรม เริ่มต้นง่ายๆ จากการคัดแยกขยะที่ต้นทางตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนผ่าน และร่วมสร้างสังคมไทยไร้ขยะให้เกิดขึ้นจริงไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-epr-transform-thailand-waste-circular-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3irq_QvZs7yo_oql28pnRV