Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • BOI – กระทรวง อว. ไว้ใจ CITE – DPU ยกระดับผู้ประกอบการไทย เพิ่มทักษะการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่รองรับอุตสาหกรรมรถ EV – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    BOI – กระทรวง อว. ไว้ใจ CITE – DPU ยกระดับผู้ประกอบการไทย เพิ่มทักษะการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่รองรับอุตสาหกรรมรถ EV – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – CITE – DPU ภายใต้การสนับสนุนของ BOI และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  จัดอบรมหลักสูตร การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่” ผ่านโครงการ BOI STEM++ เพื่อเร่งพัฒนาทักษะผู้ประกอบการให้ทันต่อเทคโนโลยียานยนต์ EV และยานยนต์สมัยใหม่ หลักสูตรเข้มเน้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ครอบคลุมรถ EV ไฮบริด แบตเตอรี่ ระบบชาร์จ และซอฟต์แวร์ควบคุม เสริมความร่วมมือภาคการศึกษาอุตสาหกรรม และผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในอนาคต

    วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดพิธีเปิดการอบรมหลักสูตร “การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ (Modern Automotive Maintenance ) รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 9-25 มีนาคม 2569 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดย ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ DPU เป็นประธานในพิธี และ ผศ.ดร. ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดี CITE เป็นผู้ดำเนินการอบรม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 300 คน ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ อาคาร 7 DPU

    ผศ.ดร.พัทธนันท์ กล่าวว่า ในการเปิดอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ครั้งนี้ เป็นที่น่ายินดีว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของบุคลากรต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ในปี 2568 คาดว่ามีรถยนต์ EV ประมาณ 20 ล้านคัน ราว 1 ใน 4 ของรถยนต์ใหม่ทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีนโยบายสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม EV อย่างจริงจัง ทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI และการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบช่วยขับขี่ หรือระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ล้วนเป็นส่วนสำคัญของ Ecosystem ด้านยานยนต์สมัยใหม่ หวังว่าผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือ สามารถต่อยอดการทำงานและร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม EV ต่อไปในอนาคต

    ด้าน ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวว่า ในอีกไม่นาน สัดส่วนการใช้งานรถยนต์สันดาปภายใน รถยนต์ EV และรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทยน่าจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน และสัดส่วนของรถยนต์ EV และไฮบริดรวมกันจะมากกว่ารถยนต์สันดาปภายในอย่างแน่นอน  สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทบาทของ CITE DPU ซึ่งมีการเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งมีทั้งเครือข่ายผู้ประกอบการ ผู้ผลิต เช่น วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า Autel AU-EV API-Tech และบุคลากรที่มีศักยภาพในการสนับสนุนผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีจากยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฮบริดได้  ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น จำเป็นต้องมีการยกระดับองค์ความรู้และทักษะใหม่ ๆ โดยเฉพาะการเสริมองค์ความรู้และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ในการตรวจสอบและซ่อมบำรุง หลักสูตรการอบรมครั้งนี้ ได้ออกแบบให้มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับทักษะด้านการบำรุงรักษายานยนต์สมัยใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด ระบบแบตเตอรี่และการชาร์จ รวมถึงการทำงานของระบบอัจฉริยะในยานยนต์ที่มีการควบคุมผ่านระบบสมองกลและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง การที่ผู้ประกอบการได้เพิ่มพูนทักษะในการวิเคราะห์และเครื่องมือจะทำให้ช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมีมาตรฐานใกล้เคียงกันมากขึ้น

    ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ยังช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกันในระยะยาว นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐและ BOI ที่มุ่งยกระดับกำลังคนของประเทศให้พร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต นอกจากนี้ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพนักศึกษา DPU ที่มีโอกาสเรียนรู้จากผู้ประกอบการตัวจริงในอุตสาหกรรม เกิดเครือข่ายความร่วมมือที่เอื้อต่อการฝึกงานและการทำงานในอนาคต รวมถึงได้รับประสบการณ์จากเทคโนโลยีและโจทย์การทำงานจริงของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับทักษะและความพร้อมของบัณฑิตให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานด้านยานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมยานยนต์

    รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล หัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า การจัดอบรมด้านการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ได้มีเพียงมิติของการผลิตเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างระบบรองรับการใช้งานจริง ทั้งด้านการบริการและการซ่อมบำรุง โดยเฉพาะผู้ประกอบการอู่ซ่อมรถรายย่อยที่เคยมีประสบการณ์กับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นหลัก จำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับองค์ความรู้ให้สามารถดูแลรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดได้ ซึ่งเทคโนโลยีของยานยนต์สมัยใหม่มีความแตกต่างจากเดิมอย่างมาก ทั้งระบบไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ควบคุม จึงต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

    การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในระบบบริการซ่อมบำรุง ภาครัฐควรมีบทบาทในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการซ่อมบำรุงจากผู้ผลิตผ่านนโยบายหรือกฎหมายที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์เองก็ควรพิจารณาสร้างเครือข่ายอู่ซ่อมบำรุงที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถให้บริการได้ตามมาตรฐาน และเมื่อมีอู่ที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น จะช่วยลดต้นทุนการซ่อมบำรุงและส่งผลดีต่อระบบประกันภัยในอนาคต ที่สำคัญผู้ประกอบการเองก็ต้องพัฒนาทักษะและองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับตัวทันกับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการจัดอบรมครั้งนี้โดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จึงเป็นส่วนหนึ่งในรูปแบบที่สามารถช่วยพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ประกอบการไทยได้” รศ.ดร.ยศพงษ์ กล่าว

    นายสืบพงศ์ ปราบใหญ่ ผู้เข้าร่วมอบรมรุ่นแรก กล่าวว่า การเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มเติมองค์ความรู้ที่ทันสมัยให้ถูกต้อง เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อให้กับผู้อื่นในฐานะนักวิชาการ โดยเห็นว่าหลักสูตรมีเนื้อหาครอบคลุมเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ และขอชื่นชมบทบาทของ DPU ที่จัดหลักสูตรสะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างชัดเจน ทำหน้าที่บูรณาการองค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ มาให้บริการวิชาการแก่ประชาชนทำให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาทั้งจากภาครัฐและเอกชน และขอบคุณหน่วยงานอย่าง BOI และ กระทรวง อว. ที่สนับสนุนให้เกิดโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรลักษณะนี้ขึ้น

    นายสมควร อ่าวนิล ผู้ประกอบการอู่สมควรการช่าง จ.ลพบุรี กล่าวว่า การเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาและเรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์ระบบใหม่ ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาแหล่งเรียนรู้ด้านยานยนต์ EV และไฮบริดยังมีไม่มาก อีกทั้งการอบรมในหลายแห่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ หลักสูตรของ DPU ให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ให้ความรู้ครอบคลุมด้านยานยนต์สมัยใหม่หลายระบบ มี Workshop ทำให้เข้าใจได้อย่างดีสามารถนำไปให้บริการลูกค้าได้จริง นอกจากนี้การเข้าร่วมอบรมยังช่วยสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการรายอื่น สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และยกระดับมาตรฐานของอู่นอกให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

    ทั้งนี้ โครงการอบรมหลักสูตร การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ (Modern Automotive Maintenance)” มีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยเสริมทั้งความรู้ภาคทฤษฎีและทักษะภาคปฏิบัติด้านการบำรุงรักษาและวิเคราะห์ระบบยานยนต์ EV ยานยนต์ไฮบริด ระบบแบตเตอรี่ การติดตั้งสถานีชาร์จ และการปรับแต่งซอฟต์แวร์ควบคุมยานยนต์ ตลอดจนพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการทำงานเป็นทีม เพื่อรองรับตำแหน่งงานใหม่ในอุตสาหกรรม เช่น EV Technician, Hybrid System Specialist และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบวิเคราะห์ยานยนต์ หลักสูตรแบ่งการเรียนรู้เป็น 6 Modules ผสมผสานการบรรยายและเวิร์กช็อปภาคปฏิบัติ จัดอบรมแบบ Onsite รวม 14 วัน เปิดอบรมรุ่นละ 270 คน จำนวน 4 รุ่น ระหว่างเดือนมีนาคมมิถุนายน 2569 คาดว่าจะมีผู้ผ่านการอบรมรวม 1,080 คน นอกจากผู้เข้าอบรมไม่เสียค่าใช้จ่าย ยังได้รับการสนับสนุนค่าเดินทาง อุปกรณ์เครื่องมือวิเคราะห์การทำงานของรถยนต์ รวมทั้งมีอาหารกลางวันอีกด้วย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/18/626399/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GpuYYM0pfMpRfCrp-h5-l

  • สรุปประชุม ‘เฟด’ 10 ประเด็นสำคัญ ทำไมพาวเวลเลือก ‘คงดอกเบี้ย’

    สรุปประชุม ‘เฟด’ 10 ประเด็นสำคัญ ทำไมพาวเวลเลือก ‘คงดอกเบี้ย’

    Key Takeaways สรุปประชุม ‘เฟด’ 10 ประเด็นสำคัญ ทำไม FOMC มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง ‘คงดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 3.5% – 3.75% อ่านใจ ‘เจอโรม พาวเวล’ ปฏิเสธภาวะ stagflation ท่ามกลางความไม่แน่นอน

    1. มติการคงอัตราดอกเบี้ย

    ในการประชุมดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ คณะกรรมการ (FOMC) มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5% – 3.75% ซึ่งเป็นระดับเดิม ไม่มีการปรับขึ้นหรือลงในรอบนี้

    2. คาดการณ์ดอกเบี้ยในอนาคต 

    แผนภูมิคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ชี้ให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้วเจ้าหน้าที่ Fed คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในปี 2026 และลดอีก 0.25% ในปี 2027 ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนธันวาคม

    3. มุมมองต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ 

    Fed ปรับมุมมองเศรษฐกิจใหม่ โดยคาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ 2.7% เมื่อสิ้นปี 2026 ซึ่งสูงขึ้นจากเดิมที่เคยคาดไว้ 2.5% และคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตที่ 2.4% ดีขึ้นกว่าที่เคยคาดไว้ 2.3%

    4.ภาพรวมเศรษฐกิจและเงินเฟ้อปัจจุบัน

      เฟดมองว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกัน เงินเฟ้อก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง  เพราะยังไม่ลงไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ

    5. พาวเวลปฏิเสธ stagflation

    ประธานเฟดปฏิเสธความคิดที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐ  ซึ่งเติบโตอย่างแข็งแกร่งและอัตราการว่างงานต่ำ กำลังมุ่งหน้าสู่ฝันร้ายแบบในทศวรรษ 1970แม้ว่าอัตราการจ้างงานจะอ่อนแอและอัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าเป้าหมายของเฟดมาเกือบ 5 ปีแล้วก็ตาม 

    “มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก แต่ก็ไม่เหมือนกับสิ่งที่พวกเขาเผชิญในทศวรรษ 1970 และ [ผม] จะสงวนคำว่า “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อ” (stagflation) ไว้สำหรับสถานการณ์นั้น” พาวเวลกล่าว  

    6.สงครามเป็นปัญหา

    เฟดระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐได้ในอนาคต

    พาวเวลถูกถามซ้ำๆ เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมัน ว่าทำให้สถานการณ์ของเฟดซับซ้อนขึ้นมากเพียงใด

    “สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำจริงๆ ก็คือไม่มีใครรู้” เขากล่าว “ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจจะมากขึ้น อาจจะน้อยลง อาจจะน้อยลงมาก หรืออาจจะมากขึ้นมาก เราไม่รู้จริงๆ”

    7. ‘ความไม่แน่นอน’ ยังปกคลุมตลาด

     เหล่านักลงทุนก็พยายามควานหาคำใบ้จาก แถลงการณ์, ประมาณการเศรษฐกิจ และการแถลงข่าวของพาวเวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป 

    ทว่าสิ่งที่พบไม่ได้บอกอะไรชัดเจนนัก แต่พาวเวลย้ำคำว่า “ไม่แน่นอน” (Uncertain) มากกว่า 6 ครั้งในระหว่างการแถลงข่าว

    8. สถานการณ์การจ้างงาน

    เฟดย้ำว่าการจ้างงานใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นในระดับต่ำ ส่วนอัตราการว่างงานแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

    9.  เสียงที่เห็นต่าง

    การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เป็นเอกฉันท์ โดย Stephen Miran หนึ่งในบอร์ดของเฟดโหวตสวนมติส่วนใหญ่ เพราะเขาต้องการให้ลดดอกเบี้ยลงเลย 0.25% ในรอบนี้

    10.พาเวลจะไม่ไปไหน

    ในการแถลงข่าวแต่ละครั้ง พาวเวลถูกถามว่าเขาจะยังคงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐต่อไปหรือไม่หลังจากที่วาระการดำรงตำแหน่งประธานสิ้นสุดลง 

    พาวเวลกล่าวอีกครั้งว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ตัดความเป็นไปได้นั้นออกไป และยังกล่าวอีกว่า จะไม่ไปไหนตราบใดที่การสอบสวนเขายังดำเนินอยู่ และเสริมว่าเขาจะดำรงตำแหน่งเป็น “ประธานชั่วคราว” ต่อไปจนกว่าจะมีผู้ได้รับการยืนยันให้ดำรงตำแหน่งต่อจากเขา ซึ่งคาดว่าจะเป็น “เควิน วอร์ช”

    อ้างอิง CNBC Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225795&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ocfvWDR2A_EhzZ5WifNmr

  • วว. พัฒนาปุ๋ยอัดแท่งละลายช้า เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

    วว. พัฒนาปุ๋ยอัดแท่งละลายช้า เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

    วว. พัฒนาปุ๋ยอัดแท่งละลายช้า เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) วิจัยและพัฒนา “ปุ๋ยอัดแท่ง…ละลายช้า” เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร (ซังข้าวโพด) พร้อมใช้ประโยชน์จากยางพาราในการเคลือบผลิตภัณฑ์ปุ๋ย…เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการปลดปล่อยธาตุอาหาร เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาชีพ เพิ่มมิติความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การเกษตร หรือทำเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ที่มั่นคง เสริมแกร่งเศรษฐกิจครัวเรือน ธุรกิจ และภาพรวมของประเทศในสถานการณ์ที่มีภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

    ทั้งนี้ วว. มีความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปุ๋ยที่หลากหลาย มีประสิทธิภาพบำรุงผลผลิตการเกษตรและรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”

    #ปุ๋ยอัดแท่งละลายช้า #เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร #ยางพารา
    #เศรษฐกิจ #วทน #สร้างเงิน #สร้างรายได้
    #สิ่งแวดล้อม #ปุ๋ย #เกษตร #ผลผลิต
    #อว #วว. #TISTR

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1004729&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y44XUzkx89NdL4XPpHeG7

  • ‘ผู้บัญชาการทหารสูงสุด’ เยือน ‘เมียนมา’ กระชับสัมพันธ์!

    ‘ผู้บัญชาการทหารสูงสุด’ เยือน ‘เมียนมา’ กระชับสัมพันธ์!

    ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเยือนเมียนมากระชับความสัมพันธ์ พร้อมย้ำความร่วมมือด้านความมั่นคง ปราบสแกมเมอร์ยาเสพติด อาวุธเถื่อน พร้อมเปิดโอกาสให้นายทหารหญิงเข้ารับการศึกษาในหลักสูตร เสธ. ร่วม

    19 มี.ค.2569 – เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมคณะ เดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และเข้าเยี่ยมคำนับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไหล่ รักษาการประธานาธิบดี ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ และผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ณ กรุงเนปยีดอ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ

    ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือข้อราชการในประเด็นสำคัญต่าง ๆ โดยฝ่ายเมียนมาได้กล่าวต้อนรับและชื่นชมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพไทยและเมียนมาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากเหตุแผ่นดินไหว รวมถึงแสดงความพร้อมในการส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ อาทิ การประชุมคณะกรรมการระดับสูง (HLC) การพัฒนาการค้าชายแดน และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่แนวชายแดน เช่น ไฟป่า หมอกควัน และอุทกภัย

    นอกจากนี้ ฝ่ายเมียนมายังให้ความสำคัญต่อความร่วมมือในการรักษาความมั่นคงตามแนวพื้นที่ติดต่อระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Scammer) รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพร่วมกัน

    ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้กล่าวขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมย้ำว่าการเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสานต่อและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งแสดงความยินดีต่อความสำเร็จในการจัดการเลือกตั้งของเมียนมา และในโอกาสครบรอบ 81 ปี วันกองทัพเมียนมา

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยกองทัพไทยยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับกองทัพเมียนมา ผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคาม อาทิ การลักลอบค้ายาเสพติด การค้าอาวุธผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งเน้นการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาและการฝึกอบรมทางทหาร การแลกเปลี่ยนนายทหาร การจัดหลักสูตรทางทหารร่วม รวมถึงการเปิดโอกาสให้นายทหารหญิงเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรทางทหารต่าง ๆ อาทิ หลักสูตรเสนาธิการร่วม ตลอดจนการร่วมกันแก้ไขปัญหาในพื้นที่แนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

    การเยือนในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยและกองทัพเมียนมาในการธำรงความสัมพันธ์อันดี และร่วมกันเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทั้งในกรอบความร่วมมือระหว่างสองประเทศและภูมิภาคอาเซียน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/965667/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GGSqzseyXKaZ_MNUoUhzH

  • เคทีซีมอบปฏิทินใช้แล้วกว่า 1,000 เล่ม แปรเป็นสื่อเบรลล์ หนุนการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

    เคทีซีมอบปฏิทินใช้แล้วกว่า 1,000 เล่ม แปรเป็นสื่อเบรลล์ หนุนการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

    “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เดินหน้ากิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ปฏิทินเก่าเพื่อการศึกษาใหม่” ส่งมอบปฏิทินตั้งโต๊ะใช้แล้วกว่า 1,000 เล่ม ให้แก่ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อนำไปผลิตหนังสือและสื่อการเรียนรู้อักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตาทั่วประเทศ

    นางสุดปรารถนา ดำรงชัยธรรม ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์กร “เคทีซี” กล่าวว่า “เคทีซีให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการสนับสนุนการศึกษาสำหรับผู้พิการ การบริจาคปฏิทิน ตั้งโต๊ะใช้แล้วหนึ่งเล่ม สามารถแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสใหม่ของผู้เรียนได้อีกมาก เราจะสานต่อและขยายผลโครงการนี้ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และอยากเชิญชวนหน่วยงานและประชาชนร่วมบริจาคปฏิทินตั้งโต๊ะที่ไม่ได้ใช้แล้ว เพื่อร่วมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมและช่วยลดปริมาณขยะ โดยสามารถนำส่งหรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด จังหวัดนนทบุรี”

    ด้านนางสาวชนิดาภา เพ็ชรรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด กล่าวว่า “ปฏิทินตั้งโต๊ะที่ได้รับบริจาคช่วยให้ศูนย์ฯ สามารถผลิตหนังสือและสื่ออักษรเบรลล์ได้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากปฏิทินผลิตจากกระดาษชนิดแข็ง ทนต่อแรงกด และมีขนาดมาตรฐาน เหมาะสมกับการพิมพ์อักษรเบรลล์และการแปรรูปเป็นแผ่นประกอบสื่อการเรียนรู้ ช่วยลดภาระต้นทุนด้านวัสดุ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญในการผลิตสื่อสำหรับผู้พิการทางสายตา (ปฏิทิน 1 เล่ม สามารถผลิตเบรลล์ได้ 15-20 แผ่น ช่วยลดต้นทุนได้ราว 30-50 บาท) โดยเฉพาะเมื่อศูนย์ฯ ต้องผลิตหนังสือและสื่อจำนวนมากเป็นประจำทุกปีเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม”

    ปฏิทินตั้งโต๊ะที่นำไปบริจาคควรมีคุณสมบัติดังนี้
    • เป็นปฏิทินตั้งโต๊ะ (Desk Calendar) ที่ผลิตจากกระดาษชนิดแข็ง เพื่อให้เหมาะต่อการปั๊มและขึ้นรูปอักษรเบรลล์
    • อยู่ในสภาพดี ไม่ชื้น ไม่เป็นเชื้อรา ไม่มีคราบสกปรก และไม่ฉีกขาดเสียหาย
    • ไม่จำเป็นต้องแกะลวดหรือแยกชิ้นส่วน ศูนย์ฯ สามารถจัดการในกระบวนการผลิตได้
    • รับบริจาค ทุกแบบ ทุกปี ไม่จำกัดรุ่น สามารถนำกลับมาใช้ผลิตสื่อการเรียนรู้ได้ทั้งหมด
    • สามารถบริจาคได้ตั้งแต่ 1 เล่มขึ้นไป ทั้งบุคคลทั่วไปและองค์กรที่ต้องการรวบรวมจำนวนมาก
    • ควรมัดรวม/บรรจุกล่องเพื่อความสะดวกในการขนส่งและจัดเก็บ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1565046&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-yN9yWOBbL_y8zyjr-5U4

  • ท่องเที่ยวญี่ปุ่น..วันที่ไม่ต้องพึ่งพาจีน..!!

    ท่องเที่ยวญี่ปุ่น..วันที่ไม่ต้องพึ่งพาจีน..!!

    ท่ามกลางกระแสลมเปลี่ยนทิศอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก กรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ช่วงต้นปี 2026 กลายเป็นบทเรียนราคาแพงและล้ำค่าสำหรับการบริหารความเสี่ยงระดับมหภาค เมื่อตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่เคยเป็น “เส้นเลือดใหญ่” หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจแดนอาทิตย์อุทัย กลับหดตัวลงอย่างรุนแรงมากกว่า 60% สืบเนื่องจากปมความขัดแย้งทางการทูตที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน

    ในอดีตภาพจำของย่านช้อปปิ้งกินซ่าหรือ ชินจูกุ คือ การคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน ถือถุงสินค้าแบรนด์เนมพะรุงพะรังหรือที่เรียกกันว่า “บากุไก” (Bakugai) หรือการช้อปปิ้งแบบถล่มทลาย แต่สถานการณ์ล่าสุดรายงานจาก CNBC และข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) กลับชี้ให้เห็นภาพที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บ่อน้ำพุร้อนชื่อดังอย่างคุซัทสึและซาโอที่เคยเต็มไปด้วยกรุ๊ปทัวร์จีนกลับดูเงียบสงบลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทว่าความเงียบนั้นไม่ได้หมายถึงความซบเซา..

    สิ่งที่น่าสนใจคือ “ภูมิคุ้มกัน” ของภาคการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ที่แข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนจะหายไปเกินครึ่ง แต่ยอดรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับลดลงเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 5% นั่นเป็นเพราะญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการ “กระจายความเสี่ยง” (Diversification) ของพอร์ตโฟลิโอนักท่องเที่ยว โดยมีขุนพลใหม่อย่างเกาหลีใต้และไต้หวัน ตบเท้าเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้อย่างรวดเร็ว

    โดยสถิติระบุชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้พุ่งทะยานขึ้น เป็นอันดับหนึ่งแทนที่จีน โดยมีการเติบโตกว่า 20% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากเกาะไต้หวันเองก็เดินทางเข้าญี่ปุ่นมากกว่าชาวจีนถึง 2 เท่าตัว ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่มาจากปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการ ทั้งค่าเงินเยนที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ความปลอดภัยที่เป็นเลิศ และที่สำคัญที่สุดคือ “พฤติกรรมการท่องเที่ยว” ทรงคุณภาพมากขึ้น

    นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่จากเกาหลี ไต้หวัน รวมถึงอาเซียนและตะวันตก มีพฤติกรรมที่แตกต่างจากทัวร์ศูนย์เหรียญหรือกลุ่มเน้นช้อปปิ้งแบบเดิม พวกเขาแสวงหาประสบการณ์ (Experience-based Tourism) และมักจะกระจายตัวออกสู่เมือง รองมากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ Golden Route (โตเกียว-โอซาก้า-เกียวโต) เหมือนในอดีต

    ส่งผลให้เม็ดเงินกระจายลงสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างทั่วถึงมากขึ้น ลดปัญหา Over-tourism ในเมืองใหญ่ และสร้างเสถียรภาพด้านราคาห้องพักที่ไม่ต้องพึ่งพิงเพียงแค่ช่วงวันหยุดยาวของจีน (Golden Week) อีกต่อไป

    มุมมองจากนักวิเคราะห์ Oxford Economics สะท้อนว่า ธุรกิจบริการในญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่เรียกว่า Post-China Reliance” หรือการลดการพึ่งพาตลาดเดียว โดยหันไปให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวจากอาเซียน ยุโรป และอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีรสนิยมที่หลากหลาย การปรับตัวครั้งนี้ส่งผลให้ภาคโรงแรม และร้านอาหารเริ่มยกระดับมาตรฐานการบริการให้เป็นสากลมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    บทสรุปของสถานการณ์นี้คือ “วิกฤตสร้างโอกาส” การที่นักท่องเที่ยวจีนลดลง อาจเป็นความเจ็บปวดระยะสั้นสำหรับผู้ประกอบการบางกลุ่มที่ยึดติดกับรูปแบบเดิม

    แต่ระยะยาวมันคือการบังคับให้โครงสร้างพื้นฐานทางการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ต้องปฏิรูปตัวเองให้มีความยืดหยุ่น (Resilience) และยั่งยืน (Sustainability) มากขึ้น ญี่ปุ่นวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ประเทศที่รอนักท่องเที่ยวมาช้อปปิ้ง แต่เป็นประเทศที่พร้อมต้อนรับคนทั้งโลกด้วยความหลากหลายและคุณภาพอย่างแท้จริง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/820209&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FE06etRP0tO9EbKojcTYJ

  • เปิดไฮไลท์ ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ จัดเต็ม 9 โซนกิจกรรม วันที่ 25-29 มี.ค.นี้

    เปิดไฮไลท์ ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569’ จัดเต็ม 9 โซนกิจกรรม วันที่ 25-29 มี.ค.นี้

    วันนี้(วันที่ 19 มีนาคม 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศจัดงาน เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ซึ่งเป็นงานท่องเที่ยวระดับชาติ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ สร้างการรับรู้เอกลักษณ์ของพื้นที่ทุกภูมิภาค

    งาน ‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569′ จัดวันไหน

    • วันที่ 25-29 มีนาคม 2569
    • เวลา 10.00 – 21.00 น.
    • พิกัด : ณ ฮอลล์ 1 – 4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    แนวคิดการจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    ททท. ยกขบวนความสุขจากทั้ง 5 ภูมิภาคของประเทศไทย มานำเสนอภายใต้แนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” พร้อมผสานเสน่ห์การท่องเที่ยวตามแนวคิด 5 Must Do in Thailand

    •  Must Taste : อิ่มใจ 
    • Must Try : วัดใจ
    • Must Buy : ฮีลใจ
    • Must Seek : เพลินใจ
    • Must See : ชื่นใจ 

    ทั้งนี้เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์
    การท่องเที่ยวไทยในหลากหลายมิติ ให้ทุกช่วงเวลาของการเดินทางเต็มไปด้วยความสุข ความประทับใจ และความทรงจำอันงดงาม ให้ผู้ร่วมงาน “เกิดความสุข” อย่างที่จะออกเดินทางท่องเที่ยว 

    พร้อมทั้งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างสมพระเกียรติ แนวคิดการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    เปิดไฮไลท์ เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 จัดเต็ม 9 โซนกิจกรรม

    โซนกิจกรรมภายในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ภายในงานจะประกอบด้วย 9 โซนหลัก ซึ่งนำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ทั้ง 5 ภูมิภาค พร้อมด้วยหลากหลาย Landmark และกิจกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อนำเสนอวัฒนธรรมไทยด้วยนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริมแนวคิด Sustainable Tourism  

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    โซนที่ 1สุขทันที ที่เที่ยวภาคตะวันออก

    ชวนมาสนุกกับ “เทศกาลสีสันตะวันออก”  ชู 4 จุดขายสำคัญ ได้แก่  Must Taste/ Must Buy : “สีสันสวรรค์นักกิน/นักช็อป”, Must Seek “สีสันสวรรค์ทะเลตะวันออก”, Must See “สีสันสวรรค์นักชม” และ Must Try : “สีสันสวรรค์นักผจญภัย” เสนอจุดเด่นสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวและความมหัศจรรย์ของ 9 จังหวัดภาคตะวันออก ในมุมมองใหม่ ๆ

    ไฮไลต์ห้ามพลาด

    แลนด์มาร์ก 

    • จำลองสถานอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี                   

    จุดถ่ายภาพ

    • จำลองสวนเรือนกระจก “The Flower of the Queen” ดอกไม้แห่ง Queen สิริกิติ์                     
    • จำลองจุดถ่ายภาพประภาคารแหลมงอบ จังหวัดตราด       
    • จำลองจุดถ่ายภาพชุมชนชาวประมง บางเสร่ จังหวัดชลบุรี “Fishing Village of BANG SARAY” 
    • จำลองจุดถ่ายภาพพระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ “The Lord of Success” จาก ฉะเชิงเทรา

    กิจกรรมภายในโซน

    •  “สีสันสวรรค์ทะเลตะวันออก

    นอกจากทะเลที่ทุกคนรู้จักกันดีแล้วปีนี้ ภาคตะวันออกได้ยกสวนทิวลิป ภายใต้ธีม The Flower of the Queen ดอกไม้แห่ง Queen สิริกิติ์

    สำหรับสายมูต้องห้ามพลาด ภาคตะวันออกเชิญพระพิฆเนศองค์ยืน ปางพิเศษลักษณะเฉพาะ คือ ทรงกำลังก้าวย่างพระบาท มีความหมายถึงการก้าวไปข้างหน้า ไม่หยุดนิ่ง จากวัดหนองแฟบ มาบตาพุด จังหวัดระยอง มาให้สักการะบูชา

    •  “สีสันสวรรค์นักกิน

    หมู่บ้านภาคตะวันออกได้คัดเลือกอาหารทะเลสดใหม่ กุ้ง แมงกะพรุน ปลาหมึก และร้านอาหารสุดเด็ด อาทิ ทุเรียน สวนสุภัทราแลนด์  มะยงชิด สวนแก้วคูณ อาหารถิ่นตะวันออก ข้าวคลุกพริกเกลือ หมูชะมวง ผัดกระวาน ร้านท่องนที เส้นจันท์ผัดปู/น้ำมะปี๊ด/ก๋วยเตี๋ยวเลียง ร้านเคพี การ์เด้นท์ 

    อาหารเวียดนาม ร้านยายต๊าม  แมงกระพรุนสะดุ้งไฟ จังหวัดชลบุรี อัญมณีพลอยจันทบุรี ครกอ่างศิลา  ขนมควยลิง ชุมชนขนมแปลกจันทบุรี และอีกมากมายกว่า 50 ร้าน พร้อมทั้งผลไม้สดใหม่จากสวน ได้แก่ทุเรียน มะยงชิด และพิเศษสุดกับโซนคาเฟ่ไม่ลับตะวันออกที่คัดสรรร้านกาแฟคุณภาพดี เบเกอรี่อร่อยมาเสริฟให้ได้ฟินกัน

    • สีสันสวรรค์นักชม

    ปีนี้หมู่บ้านภาคตะวันออกได้ยกการแสดงคาบาเร่โชว์สุดอลังการมาให้ชมฟรี การเดินแบบแฟชั่นโชว์เสื่อกกจากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) 

    นอกจากนี้ยังมีดาราศิลปินนักร้อง และมีวงดนตรีดุริยางค์ทหารเรือมาสร้างสีสันบรรยากาศให้คุณอยากตามรอยท่องเที่ยวไปยังภาคตะวันออก

     “สีสันสวรรค์นักผจญภัย

    หลังจากที่ดื่มด่ำกับการถ่ายรูป เพลิดเพลินกับการกินและชมการแสดงแล้ว เราก็มีแพ็คเกจท่องเที่ยวสำหรับคนที่รักการผจญภัย จากผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ล่องแก่ง ขี่ ATV พาย SUP

    นอกจากนี้ ภาคตะวันออกร่วมกับ GC (บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล) เพื่อให้การท่องเที่ยวอย่างยังยืน เรามีโซนรักคุ้งบางกะเจ้าที่เปลี่ยนขยะขวดพลาสติกใช้แล้วให้เป็นภาพลักษณ์ที่ยั่งยืน ช่วยลดขยะพลาสติกและลด Carbon Footprint อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการร่วมกิจกรรม Workshop พวงกุญแจ DIY จากขวดพลาสติกและอุดหนุนเสื้อผ้าอัพไซเคิล

    เพิ่มสีสันด้วย การแสดงดนตรีจากศิลปินที่มีชื่อเสียง ได้แก่  แว่นใหญ่ พีจัง กฤษณะALALA ริวจิน และแพทจิ เอม วิทวัส และวงดนตรีที่มีชื่อเสียงจากดุริยางค์ทหารเรือ การแสดง Street Show หรือ มาสคอตตัวการ์ตูน อาทิ การแสดงมายากล Juggling ตัวตลก มาสคอตตัวการ์ตูนจากสวนน้ำที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออก

    การแสดงศิลปวัฒนธรรม/การแสดงของภาคตะวันออก อาทิ คาบาเร่โชว์ การแสดงหุ่นคนรวมถึงกิจกรรมเล่นเกมบนเวทีภาคตะวันออก ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

    โซนที่ 2 : สุขทันที  ที่เที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ชวนหลงรักถิ่นอีสานไปกับแนวคิด “ประเพณีสีอีสาน วิถีแห่งศรัทธา” นำเสนอความโดดเด่นของภาคอีสานจาก 20 จังหวัด บอกเล่าความเป็นอีสานผ่านวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร งานหัตถกรรม มวยโบราณอีสาน วัฒนธรรมและสินค้าที่มีศักยภาพ  พร้อมออกแบบประสบการณ์ผ่าน 5 Senses (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) 

    ชมแหล่งท่องเที่ยววิวสวยบรรยากาศแบบโลคัล (Sight) ลิ้มลองเมนูเด็ดประจำถิ่น (Taste)  ดื่มด่ำกลิ่นอายมนต์เสน่ห์พื้นถิ่น (Smell) ฟังเสียงดนตรีอัตลักษณ์อีสาน (Hearing) สัมผัสกับกิจกรรมประเพณีและไอเท็มอาร์ตๆ (Touch) เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวและวัฒนธรรมผสมผสานไปกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

     แลนด์มาร์ก

    • “เทียนพรรษา” เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นระดับ Signature Thailand เอามาไว้ในงาน
    • รวมถึงเทคนิคเรืองแสง Light Up เพื่อสร้างความโดดเด่นเรืองแสงในยามค่ำคืน ให้เกิดบรรยากาศเสมือนวัดสิรินธรวรารามภูพร้าว (วัดภูพร้าว)

    จุดถ่ายภาพ

    “มื้อใด๋มากะอย่าลืมชักฮูป” จำลองบรรยากาศ 

    • สวนดอกไม้เพลาเพลิน จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มุมมองใหม่  
    • หุบเขาไดโนเสาร์ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมหลุมขุดค้นบรรพชีวิน โดยเป็นการจำลองซากฟอสซิล ไดโนเสาร์ ถ่ายทอดอัตลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นอีสานอย่างสร้างสรรค์

    กิจกรรมภายในโซน

    • พาวิลเลียนภาคอีสาน “อยากฮู้หยัง ถามโลดเด้อ” ใช้เป็นพื้นที่ให้ข้อมูลและประชาสัมพันธ์กิจกรรม ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
    • โซน “มื้อใด๋มา ต้องแวะ หม่องแซ่บหลาย”

    พื้นที่รวมความแซ่บของอาหารอีสานที่ทั้งหอมนัว และเต็มไปด้วยเสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่น ถ่ายทอดเรื่องราวรสชาติอีสานแท้ ๆ ผ่านร้านอร่อยกว่า 36 บูธ ที่คัดสรรเมนูเด็ดมาให้ชิมกันแบบจุใจ

    อาทิ ร้านหมี่กระโทก ป้าเปลื้อง จ.นครราชสีมา หม่ำแม่คำตัน จ.ชัยภูมิ เนื้อแห้งสำราญ จ.อำนาจเจริญ สามพี่น้องไก่ย่างเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ตำกระเทยสาเกต จ.ร้อยเอ็ด แจ่วฮ้อนแม่เสงี่ยม จ.มหาสารคาม ร้้านเจ๊ดาส้มปลาโด ปลาส้มไชยบุรี จ.นครพนม

    ร้านลาบเป็ดคูณดั๊ก  จ.อุดรธานี ข้าวเม่า แม่น้อย  จ.บึงกาฬ เสือใหญ่ไก่ย่างไม้มะดัน จ.ศรีสะเกษ สุวรรณฟาร์มผึ้ง จ.หนองบัวลำภู กุ้งจ่อมประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ลูกชิ้นหมูเกรียงไกร ลูกชิ้นยืนกิน จ.บุรีรัมย์ กุนเชียง 5 ดาวของฝากสุรินทร์ จ.สุรินทร์ ธันย์ชนกมะพร้าวแก้ว จ.เลย

    ทั้งยังเอาใจสายเนื้อโดยเฉพาะกับโซน “Beef Corner” ที่รวมเมนูและเรื่องราวของ เนื้อวัวอีสานพรีเมียม จากผู้ประกอบการคุณภาพอีก 6 บูธ ให้ได้ลิ้มลองรสชาติที่เข้มข้น หอมกรุ่น และสะท้อนเอกลักษณ์ของเนื้อไทยได้อย่างเต็มคำ พร้อมพื้นที่รับประทานอาหาร 150 ที่นั่ง

    • ลานสาธิต “หม่องภูมิปัญญาบ้านเฮา”

    นำเสนอกิจกรรมสาธิตดั้งเดิมของชุมชน ผลิตภัณฑ์สินค้าที่โดดเด่นของภาคอีสาน อาทิ  กิจกรรมสาธิตหน้ากากยักษ์ กิจกรรมสาธิตทำพวงมาลัยไม้ไผ่แบบโบราณ ครกดินเผา ผ้ายีนส์ทอมือย้อมสีธรรมชาติ พวงกุญแจปลาปิ้ง ผ้าแปรรูป/จ้ำคำ เครื่องประดับเงิน และพัดใบตาล (พัดที่ลิซ่าใช้ประกอบการถ่ายภาพนิ่งแคมเปญ Feel all the Feeling) 

    รวมไปถึง Art and Craft Therapy Workshop “ศิลป์อีสาน”  กิจกรรม Creative Workshop โดยใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly Material) อาทิ  Tiger Project-เครื่องประดับผ้าอีสาน ONSON-คราฟต์สุราชุมชน  ISAN Cubism

    งานปั้นเซรามิกร่วมสมัย ปั๊ม แปะ แต้ม slow down a little bit .. ช้า…ช้า ผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้าโคราชซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมสามารถบริจาคเงินเพื่อนำไปสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม ให้กับทหารผู้เสียสละจังหวัดศรีสะเกษ 

    •  โซน “มื้อใด๋มา ต้องได้โดน”

    พื้นที่เล่าเรื่องสินค้าและผลิตภัณฑ์ภาคอีสาน จำหน่ายสินค้าชุมชน สินค้า OTOP และผ้าไทยอีสาน กว่า 20 ร้าน

    • โซน “รอยไหม ใยฝ้าย เสน่ห์อีสาน”

    นำเสนอเรื่องราวของผ้าไทยอีสาน พร้อมกิจกรรมสาธิตเกี่ยวกับผ้า ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญและผลักดันฟื้นฟูให้อนุรักษ์ผ้าไทยอีสานผ่านการส่งเสริมอาชีพ  “ผ้าไทยพระพันปีหลวง” 

    • โซน ความเชื่ออีสาน “ประเพณีผีอีสาน”

    สื่อถึงเรื่องราวที่ เปิดทุกประสาทสัมผัสรูปแบบของ 5 Senses (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) สะท้อนความเชื่อความศรัทธา เรื่องเล่า หรือตำนานในภาคอีสาน อาทิ พิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีเหยา พิธีปะกำ การรำแกลมอ(ผีฟ้า) พญาแถน(บุญบั้งไฟ) 

    • โซนเวที “อีสานม่วนเฟี้ยว”

    เปิดเวทีความม่วนแบบเต็มขั้น ชวนสัมผัสการแสดงพื้นบ้าน ดนตรี หมอลำ ประเพณีที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ได้แก่ ระเบียบวาทศิลป์ ก้านตอง ทุ่งเงิน เวียง นฤมล เต๋า ภูศิลป์ พร้อมด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรม จากวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ และการแสดงนาคเล่นน้ำ

    โซนที่ 3 : สุขทันที ที่เที่ยวภาคใต้

    ชวนเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ “สุขทันที ที่เที่ยวใต้” กับคอนเซปต์ “GO SOUTH เสน่ห์ทะเลใต้”ถ่ายทอดความงดงามและความมหัศจรรย์ของท้องทะเลภาคใต้ ผสานอัตลักษณ์วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อของชาวปักษ์ใต้ทั้ง 14 จังหวัด

    นำเสนอข้อมูลและเอกลักษณ์ทางการท่องเที่ยว กิจกรรมสาธิต วิถีชีวิต การแสดง ศิลปวัฒนธรรม และอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเสน่ห์แดนใต้อย่างครบถ้วน

    แลนด์มาร์ก

    เปิดประสบการณ์โลกใต้ทะเลในรูปแบบใหม่ผ่านแลนด์มาร์ก “เสน่ห์ทะเลใต้” ภายใต้ธีม 

    “Under the South Sea” ที่จะพาผู้เข้าชมดื่มด่ำไปกับเสน่ห์ของท้องทะเลภาคใต้ เสมือนดำดิ่งสู่ผืนน้ำจริง ถ่ายทอดความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลผ่านเทคนิค Immersive Experience ที่โอบล้อมผู้เข้าชมด้วยบรรยากาศรอบทิศทาง 

    จุดถ่ายภาพ  

    • จุดแลนด์มาร์ก “เสน่ห์ทะเลใต้” รูปแบบ Immersive Experience ตกแต่งด้วยจอ LED ขนาดใหญ่ นำเสนอมหัศจรรย์ของสัตว์น้ำนานาชนิด บริเวณด้านนอกโดยรอบตกแต่งด้วยภาพจำลองบรรยากาศท้องทะเลอันอุดมไปด้วยสีสันของปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ด้านบนตกแต่งด้วยศิลปะโมบายฝูงปลา และ Jellyfish 
    • ฉากโพรงหน้าต่างถ้ำโต๊ะหลวง จังหวัดกระบี่ หนึ่งในโลเคชันจากภาพยนตร์เรื่อง Jurassic World: Rebirth ที่มาปักหลักถ่ายทำในสถานที่ต่าง ๆ ของจังหวัดกระบี่ พังงา ตรัง โดยเฉพาะโลเคชันโลกดึกดำบรรพ์อันยิ่งใหญ่สมจริง ถ้ำโต๊ะหลวงเป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ มีช่องธรรมชาติ แสงสวย และหินงอกหินย้อยภายในถ้ำ 
    • ตึกธนาคารชาร์เตอร์ด จังหวัดภูเก็ต แลนด์มาร์กสถาปัตยกรรมเก่าแก่ใจกลางเมืองภูเก็ตที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองเก่าในสไตล์ชิโน–ยูโรเปียน อาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้เคยเป็นธนาคารต่างชาติแห่งแรกของภูเก็ตในยุคการค้าเฟื่องฟูของเมืองท่าอันดามัน ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพยอดนิยม

     กิจกรรมภายในโซน

    • Information : พื้นที่ให้ข้อมูลและประชาสัมพันธ์กิจกรรมท่องเที่ยวภาคใต้

    เพื่อเป็นจุดนำเสนอข้อมูลท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ 14 จังหวัด โดยออกแบบตกแต่งเป็นประภาคารเขาหลัก จังหวัดพังงา

    • Southern Stage : สัมผัสเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้

    ผ่านเวทีแห่งความสุขที่รวมการแสดงหลากหลายรูปแบบ ทั้งนาฏศิลป์พื้นบ้าน การแสดงร่วมสมัย ดนตรี และศิลปวัฒนธรรม ตลอดทั้งวันจะมีการแสดงหมุนเวียนสร้างสีสัน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ถ่ายทอดเสน่ห์และพลังวัฒนธรรมแดนใต้ให้ทุกคนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

    • นิทรรศการ “ศักยภาพแห่งภูมิภาคและความงดงามแห่งพระจริยวัตร”

    แสดงพระราชกรณียกิจ และเส้นทางท่องเที่ยวภาคใต้ตามรอยเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

    • Film Location : เสนอข้อมูลฟิล์มโลเคชันภาคใต้

    ทั้งหาดทราย ชายทะเล เกาะแก่ง ภูเขา ป่าไม้นานาพันธุ์และวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาของชาวใต้ โซนนี้จะพาไปทำความรู้จักโลเคชันที่ถูกเลือกให้เป็นฉากสำคัญของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับโลก

    • หลาดหรอยเพ Must Taste : สายกินห้ามพลาด!

    ตลาดอาหารใต้ที่รวมเมนูเด็ดและเครื่องดื่มขึ้นชื่อไว้ในที่เดียว ทั้งเมนูดั้งเดิมแบบใต้แท้ ๆ และเมนูสร้างสรรค์ที่สะท้อนเสน่ห์วัฒนธรรมอาหารปักษ์ใต้แบบครบเครื่อง ยกขบวนมากว่า 40 ร้าน อาทิ ข้าวมันไก่เบตง ลูกชิ้นปลาภูเก็ต หมูย่างเมืองตรัง หอยนางรม สุราษฎร์ฯ ข้าวแกงนครฯ ปลากุเลาตากใบ ข้าวยำสมุนไพร ซาลาเปาทับหลี ขนมไข่เตาถ่าน โรตี ชาชัก และการสาธิตทำบะหมี่เส้นสดสไตล์เกาะสมุย 

    • พื้นที่กิจกรรมสาธิต DIY

     พื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ลงมือทำจริง ร่วมเรียนรู้เทคนิคงานหัตถกรรม งานศิลป์ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมแดนใต้ พร้อมสร้างประสบการณ์สนุกและของที่ระลึกด้วยฝีมือตนเอง

    •  พื้นที่ Mutiverse แดนใต้

    นำเสนอเรื่องราว “พลังความเชื่อและศรัทธาแดนใต้” ผ่านการเล่าเรื่องในรูปแบบร่วมสมัย สัมผัสตำนาน ความเชื่อ และวัตถุมงคลจากเกจิชื่อดังสายศรัทธาแดนใต้ พร้อมพื้นที่จำหน่ายวัตถุมงคลท้องถิ่นในรูปแบบดั้งเดิมและร่วมสมัยสไตล์ Mu-nimal 

    •  หลาดงามหนัด เสน่ห์ปักษ์ใต้

    รวบรวมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากภาคใต้ นำเสนอความงดงามของภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านดีไซน์และลวดลายที่ผสมผสานความดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ให้ผู้เข้าชมได้เลือกซื้อสินค้าที่สะท้อนเสน่ห์ปักษ์ใต้กลับไปเป็นของใช้และของฝากสุดพิเศษ

    • หลาดคลายเส้น ได้แรงอก!

    เติมพลังให้ร่างกายกับกิจกรรมนวดแผนไทย ผ่อนคลายสไตล์ Songkhla Longevity ช่วยคลายความเมื่อยล้า เติมความสดชื่นให้พร้อมเดินเที่ยวต่อได้แบบสบาย ๆ 

    • หลาด OTOP & Craft

    รวบรวมสินค้าของที่ระลึกจาก 14 จังหวัดภาคใต้ อาทิ เครื่องประดับไข่มุกแท้ ผลิตภัณฑ์จากเตยปาหนัน ผ้าปาเต๊ะ ผ้าบาติก หนังตะลุง สินค้าสร้างสรรค์จากขยะทะเล เครื่องหอม 

    โซนที่ 4 : สุขทันที ที่เที่ยวภาคกลาง 

    เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนกับคอนเซปต์ อู่ข้าว อู่น้ำ…ผ้าทอราชธานี วิถีภาคกลาง : Harmony of Heritage and Charm ถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์ของภูมิภาคภาคกลางในฐานะศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ แหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศ และพื้นที่แห่งราชธานีที่มีเครือข่ายแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน ก่อให้เกิดวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่งดงาม

    ภายในโซนจะพาผู้เข้าชมออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ของ 17 จังหวัดภาคกลาง ผ่านเรื่องราวของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวิถีชีวิตริมน้ำที่เปี่ยมด้วยความอุดมสมบูรณ์ ใน 3 มิติสำคัญ

    • “อู่ข้าว” สะท้อนแหล่งเกษตรกรรมหลักของประเทศ อันเป็นต้นกำเนิดของวัตถุดิบคุณภาพและอาหาร
    • “อู่น้ำ” สะท้อนวิถีชีวิตริมแม่น้ำและชายฝั่งทะเล ไปจนถึงความอุดมสมบูรณ์ของอาหารทะเล 
    • “ผ้าทอราชธานี” ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟู ผ้าทอไทย และสืบสานต่อยอดสู่ยุคปัจจุบันโดยสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 

    เรื่องราวทั้งหมดจะถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวที่จับต้องได้ ภายใต้แนวคิด “5 Must Do @Central” เพื่อชวนให้ผู้เข้าชมได้สัมผัส เรียนรู้ และหลงใหลในเสน่ห์ของภาคกลางอย่างใกล้ชิด 

    แลนด์มาร์

    • บ้านทรงไทยร่วมสมัย และเรือนหมู่บริวารสีขาว
    • “ลานโอ่ง” โอ่งขนาดใหญ่และโอ่งขนาดเล็กจัดแสดงแบบลดหลั่น ถ่ายทอดศิลปะ เครื่องปั้นดินเผาของราชบุรี

    จุดถ่ายภาพ

    ออกแบบ Archway ทางเข้าหมู่บ้าน ให้เป็นแลนด์มาร์กต้อนรับผู้มาเยือนอย่างงดงาม พร้อมเปิดประสบการณ์แห่งการถ่ายภาพและเรียนรู้เรื่องราวอัตลักษณ์ไทย

     “ลานบุปผาราชินี” ประดับตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกล้วยไม้ไทยเพื่อสื่อถึงสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะองค์อุปถัมภ์การอนุรักษ์กล้วยไม้ไทย 

     “ลานภูษาพัสตรา” ใช้ผ้าไทยภาคกลางตกแต่ง พร้อมเรียนรู้เรื่องราวผ้าทอไทยจากจอ LED อันเป็นมรดกสำคัญที่ถูกฟื้นฟูโดยสมเด็จพระพันปีหลวง 

    ห้ามพลาดกับจุดถ่ายภาพสุดพิเศษ ได้แก่ Photo Booth AI ถ่ายภาพชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ,  XR Green Photo gimmick โดยใช้เทคนิคการถ่ายภาพหรือวิดีโอที่ใช้เทคโนโลยี Extended Reality (XR) ร่วมกับเทคนิคฉากเขียว (green screen) โดยมีภาพฉากหลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวและประเพณี/กิจกรรมไฮไลท์ในภาคกลาง อาทิ รูปตึกกระทรวงกลาโหม ฉากถ่ายรูปดอกทานตะวัน Van Gogh

    กิจกรรมภายในโซน

    • ยกร้านเด็ดร้านดังสนั่นโซเชียล “ย่านบรรทัดทอง”

    มาไว้ที่งานถึง 12 ร้าน อาทิ ครัวบ้านเอ รสดีเด็ด ข้าวต้มเทเวศร์ จูนปัง Tokyo Land Juneycandy เป็นต้น 

    • โซน “อร่อยลั่นลาน”

    รวมความอร่อยของภาคกลางที่คัดสรรร้านดังและเมนูเด็ดมาไว้ในที่เดียว 60 บูธ ให้ผู้เข้าชมได้เดินชิมเพลิน ๆ ท่ามกลางบรรยากาศตลาดอาหารที่เต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอมชวนลิ้มลอง พบกับเมนูอร่อยจากร้านชื่อดัง

    อาทิ ผักกาด เบเกอรี่ Mother Cows แมวเป็นของเหลว ข้าว นม น้ำโตนดจี๊ดจ๊าด ลอดช่องน้ำตาลโตนดเมืองเพชร แม่พลอย เมี่ยงคำลำพญา เกาะหลักฟู้ด กุ๊ยช่าย เจ้มล ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ รังสิต ขาหมูงามวงศ์วานไร่คุณหญิง ดูแล ฉันทรี ครัวภาคิน กาแฟรักษ์ป่า สาละวะ-ไล่โว่ กาแฟจังหวัดกาญจนบุรี

    ร้านตั้งกุ้ยเฮียง ข้าวเหนียวแม่ทองอยู่ กังสดาล อัมพวา สิริสมปอง ฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ Young Smart Farmer Shop บ้านสวนแช่มชื่น ปลาส้มฟัก ป้าแอ๊ว ส้มโอขาวแตงกวา ชัยนาท ร้านหมึกทอดกระทะทอง ข้าวแช่แม่เล็กสะกิดใจ ร้านลุงเอนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์ ร้านอุไรยาฟาร์มปูนา ตลาดหัวปลี @ สระบุรี  เป็นต้น

    •  โซนลาน  UNESCO

    นำเสนอความโดดเด่นของ 3 เมืองสร้างสรรค์ ที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (Creative City of Design) จังหวัดเพชรบุรี (City of Gastronomy) และจังหวัดสุพรรณบุรี (Creative City of Music)

    โดยสามารถร่วมกิจกรรมในโซนนี้ได้ด้วย เช่น ทดลองชิมน้ำ 3 รส จากเพชรบุรี สามารถออกแบบเสื้อยืดสุดสร้างสรรค์ได้ด้วยตัวคุณเองจากร้านห่านคู่ กรุงเทพฯ และทดลองเรียนระนาด ตีฉิ่ง เป็นภายใน 7 นาที 

    • โซน “ลานสำแดง”

    เวทีการแสดงของภาคกลาง พร้อมเปิดโรง ศรราม น้ำเพชร เปาวลี พรพิมล รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรม อาทิ หนังใหญ่ วัดสว่างอารมณ์ จ.สิงห์บุรี และวัดขนอน จ.ราชบุรี มวยลพบุรี สำนักดาบพุทไธสวรรค์แห่งกาญจนบุรี

    • โซน “ลานสร้างสรรค์”

    กิจกรรมสาธิตและ DIY จำนวน 10 บูธ อาทิ หมอนไหว้เจ้า  ร้อยสร้อยลูกปัดจากดิน ทำน้ำมันอโรม่า ตอกดอกไม้ออร์แกนิกลงถุงผ้า  นํากระดาษเหลือใช้มาปั้นเป็นผลิตภัณฑ์เปเปอร์มาเช่ วาฬบรูด้าทำเป็นสายคล้องกระเป๋า เพ้นท์ถุงผ้าหิ้วแก้วน้ำรักษ์โลกจากน้ำยางกล้วย ร้อยสร้อยข้อมือลูกปัดทวารวดี 

    ตกแต่งหน้าแผ่นข้าวตังแฟนซีด้วยธัญพืชและน้ำปรุงจาก น้ำตาลโตนด ร้อยสร้อยข้อมือนิลนำโชค เพ้นท์แมคเนตหน้ายักษ์ และรถตุ๊กตุ๊ก

    • โซน ลานหัตถศิลป์ OTOP และผ้าไทย

    รวมสินค้าหัตถกรรม งานคราฟต์ และผ้าไทยคุณภาพจากผู้ประกอบการทั่วภาคกลาง 30 บูธ 

    • โซน “ลานอภิรมย์”

    ชวนผู้มาเยือนสัมผัสเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ผ่านการออกแบบที่ถ่ายทอดบรรยากาศเมืองหลวงอย่างร่วมสมัย โดดเด่นด้วยป้ายสถานีรถไฟกรุงเทพ และมีรถไฟจิ๋วให้บริการวิ่งได้จริงภายในงาน และ ตู้โทรศัพท์บอกรัก ชวนให้ผู้เข้าร่วมงานได้บันทึกวิดีโอบอกรักภาคกลาง และโพสต์ลงโซเชียล 

    โซนที่ 5 : สุขทันที ที่เที่ยวภาคเหนือ 

    แอ่วเหนือ “SEASON OF NORTH 2026 สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวภาคเหนือในแต่ละฤดูจากการเดินทางท่องเที่ยวที่น่าจดจำ และบอกต่อเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี (Year Round Destination)  มุ่งเน้นการถ่ายทอดภาพลักษณ์และประสบการณ์การท่องเที่ยวของภาคเหนือในแต่ละฤดู

    ผ่านการออกแบบและตกแต่งพื้นที่นำเสนอที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทันสมัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สะท้อนเอกลักษณ์แห่งศิลปวัฒนธรรมล้านนาแบบร่วมสมัย (Contemporary Lanna)

    แลนด์มาร์ก    

    สถาปัตยกรรม “น่าน” สู่เมืองสร้างสรรค์ระดับโลก Creative City of Crafts and Folk Artออกแบบภายใต้แนวคิดในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดน่าน โดยนำเสนอ

    อัตลักษณ์ที่สวยงาม ทรงคุณค่า ได้แก่

    •  ปู่ม่านย่าม่าน: จิตรกรรมฝาผนังอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดน่าน
    • ผ้าทอลายน้ำไหล: ลวดลายผ้าทอที่สะท้อนวิถีชีวิตชาวน่าน
    •  หัวเรืออัตลักษณ์น่าน (หัวโอ้เรือ) : ศิลปะงานไม้แกะสลักที่ผูกพันกับประเพณีแข่งเรือ

    จุดถ่ายภาพ

    • โคมระย้า พร้อมใช้เทคนิคการสร้าง AI เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างรูปเสมือนจริง ให้กับนักท่องเที่ยว 
    •  จุดถ่ายภาพ 360 องศา (Photo Booth 360°)
    • การแต่งกายสไตล์เมืองเหนือ (Lanna Styling Zone) : ตรอกผ้าเมืองเหนือจำลอง ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ลองสวมใส่ชุดพื้นเมืองเหนือและถ่ายภาพในโซนหมู่บ้านภาคเหนือ

    กิจกรรมภายในโซน

    •  จุดต้อนรับ ผู้มาเยือน

    จำลองความงดงามทางสถาปัตยกรรมของ “สถานีรถไฟพิจิตร” หนึ่งในสถานีรถไฟที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย 

    • โซนอาหาร “อิ่มใจ” (Must Taste)

    ชวนลิ้มลองรสชาติอาหารถิ่นเมืองเหนือที่คัดสรรมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ภายใต้บรรยากาศ กาดพื้นเมืองล้านนา ที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัย รวมร้านอร่อยกว่า 35 บูธ ให้ได้สัมผัสเสน่ห์อาหารเหนือแท้ ๆ

    • โซนเครื่องดื่ม-เบเกอรี่

    รวมร้านกาแฟและเบเกอรี่กว่า 15 บูธ ที่ถ่ายทอดเสน่ห์คาเฟ่สไตล์เมืองเหนือ ชวนให้ผู้มาเยือนได้พักกาย พักใจ จิบกาแฟหอมกรุ่น พร้อมปล่อยเวลาให้เดินช้าลงอีกนิดท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นแบบล้านนา

    • โซน OTOP Craft

    รวมสินค้าและงานหัตถกรรมจากชุมชนภาคเหนือกว่า 30 บูธ ที่สะท้อนภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของท้องถิ่น ผ่านผลงานคราฟท์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    • โซนเวทีการแสดง

    เวทีรูปแบบครึ่งวงกลมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี พร้อมจอ LED สำหรับถ่ายทอดเรื่องราวและกิจกรรมต่าง ๆ

    ไม่ว่าจะเป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรมในรูปแบบ Contemporary Lanna การแสดงศิลปินชื่อดัง รวมถึงกิจกรรม North Star Inspiration ที่เชิญผู้เชี่ยวชาญ ปราชญ์ท้องถิ่น และผู้มีประสบการณ์มาแบ่งปันแรงบันดาลใจ ทั้งสายมู ท่องเที่ยว และอาหาร 

    • โซนช้อปปิ้ง “ฮีลใจ”

    เปิดประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าหัตถศิลป์และผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทั่วภาคเหนือ ภายใต้บรรยากาศ “ถนนคนเดินเมืองเหนือ” ที่รวบรวมงานหัตถกรรมล้ำค่า ของฝาก และสินค้าสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

    •  โซนมูเตลู “สุขใจ”

    พื้นที่แห่งความสงบและศรัทธา พร้อมการจำลอง พระบรมธาตุบ้านตาก ให้ผู้เข้าชมได้สักการะเสริมสิริมงคล ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเชื่อแบบล้านนา ผ่านการสร้างบรรยากาศด้วย Interactive Lighting ที่ช่วยเสริมพลังแห่งศรัทธาและความประทับใจ

    •  โซนกิจกรรมเสริมมงคล

    เปิดประสบการณ์สายมูผ่านกิจกรรมดูดวง และการบูชาเครื่องรางของขลังตามวิถีความเชื่อของชาวล้านนา

    • โซน “กาดนวด”

    ปวดเมื่อยเมื่อไหร่ก็แวะมา กิจกรรมนวดเพื่อสุขภาพจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนออนใต้ จังหวัดเชียงใหม่ ในรูปแบบ “นวดบำบัดวิถีออนใต้ ผ่อนคลายกายใจด้วยสมุนไพรสด” จากสวนสู่ลูกประคบ สัมผัสศาสตร์การนวดพื้นบ้านตามวิถีชุมชนเกษตรอินทรีย์

    • กิจกรรม Workshop

    ชวนร่วมสร้างสรรค์งานคราฟท์ด้วยตัวเอง อาทิ กิจกรรมหยอดและชุบช็อกโกแลต งานปักผ้าทำพวงกุญแจ กระเป๋าปิ๊กแป๊ก เครื่องประดับ และงานฝีมือจากผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้แรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์ท้องถิ่นและแบรนด์คราฟท์เมืองเหนือ

    • North Kids Zone

    พื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ ที่มาพร้อมบ่อบอลและสไลเดอร์ รวมถึงอุปกรณ์การเล่นที่ออกแบบในสไตล์ล้านนา ให้เด็ก ๆ ได้สนุกสนานไปพร้อมกับการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น

    โซน 6 Amazing Thailand 

    พื้นที่นำเสนอแคมเปญการท่องเที่ยวของ ททท.  ที่ออกแบบท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขและการพักผ่อน ผ่านงานศิลปะ กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และโซน Refreshment ที่ช่วยเติมเต็มช่วงเวลาแห่ง  ความผ่อนคลาย พร้อมปลุกแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าชมอยากออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย

    แลนด์มาร์กและจุดถ่ายภาพ

    นิทรรศการ “รอยยิ้มของแผ่นดิน” จัดแสดงภาพสีน้ำชุด “ดอกไม้ของแม่” ถ่ายทอดความงดงามและความอ่อนโยนผ่านศิลปะที่เปี่ยมด้วยความหมาย

    มุมถ่ายภาพสุดสร้างสรรค์จากไวรัลแคมเปญ Feel All the Feelings ชวนสายคอนเทนต์มาเก็บภาพ   ความประทับใจกับแลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวไทย ตามรอย Lisa ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador

    นิทรรศการ 66 ปี ททท. ที่ถ่ายทอดเรื่องราวและพัฒนาการของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยผ่านภาพถ่ายและเรื่องเล่าที่สะท้อนบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่สายตาชาวโลก

     กิจกรรมภายในโซน

    โซน Fan meetGreet & Goods

    1. พื้นที่พักผ่อนดื่มกาแฟกินของว่าง สำหรับผู้ที่อยากได้ความสงบจากการเดินชมงาน รวมถึงยังมีกิจกรรมบนเวทีให้ร่วมสนุก และได้ข้อมูลสำหรับวางแผนเดินทางท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กัน

    2. พบกับศิลปิน Celebrity Influencer ที่มีชื่อเสียง ที่จะมาทำกิจกรรมสนุกๆบนเวทีโซน Amazing Thailand และพาท่องเที่ยวประเทศไทยในรูปแบบสื่อผสมที่หลากหลาย

    รายละเอียดกิจกรรม ดังนี้

    • วันที่ 25 มีนาคม 2569  พบกับมาสคอตจาก 5 ภูมิภาค รวมถึงน้องสุขใจ
    • วันที่ 26 มีนาคม 2569 พบกับศิลปินจาก หมอลำไอดอล  ศิลปิน JR BUBBLEGUM 
    • กิจกรรม Fan Meeting ศิลปินวง PERSES และกิจกรรมไลฟ์ภาพบรรยากาศการร่วมกิจกรรมในโซน 6 Amazing Thailand ผ่านทาง   YouTube และ Facebook :  Amazing ไทยแลนด์ โดยวง PERSES
    • กิจกรรม Fan Meeting : Japan and Friends จุ๊มเหม่ง เจได ใจดี 
    • วันที่ 27 มีนาคม 2569 กิจกรรม Fan Meeting ศิลปินวง DICE “มิน เฟรม อาโป อเล็กซ์”  และกิจกรรมไลฟ์บรรยากาศเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ทาง YouTube และ Facebook :   Amazing Thailand
    • วันที่ 28 มีนาคม 2569 กิจกรรม Fan Meeting ศิลปิน มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และอาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ พบกับกิจกรรมไลฟ์บรรยากาศเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ทาง YouTube และ Facebook : Amazing ไทยแลนด์
    • วันที่ 29 มีนาคม 2569 กิจกรรม Fan Meeting POLCASAN (โพก้าซัง) ในโซน 6 Amazing Thailand

    โซน Osotho & Friends: Craft Village

    ออกแบบภายใต้แนวคิด “Craft Village” โดยเน้นการจัดสรรพื้นที่ Common Area พร้อมนำเสนอโปรเจกต์ “Osotho Club Craft  Village” สอดแทรกแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรม Workshop เชิงสร้างสรรค์ พร้อมจุดถ่ายภาพที่จำลองห้องทำงานของกองบรรณาธิการในสไตล์วินเทจ 

    โดยไฮไลต์ 15 เวิร์กชอป เปลี่ยนประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กลายเป็นงานคราฟต์ชิ้นเดียวในโลก 

    พบกับกิจกรรม 2 รูปแบบ ดังนี้

     1. Workshop Highlight  เจาะลึกงานคราฟต์กับศิลปินและสตูดิโอชั้นนำ จำกัดรอบละ 15 ท่าน 2 รอบต่อวัน : 14.00 น. และ 17.00 น. ราคา 249 บาท ต่อท่าน พร้อมรับหนังสือ 3 เล่ม 

    •  วันที่ 25 มีนาคม 2569  Workshop : Micro Forest Journey  จัดสวนขวดแก้ว (Terrarium) ย่อโลกสีเขียวไว้บนโต๊ะทำงาน โดย T.Forest Studio
    • วันที่ 26 มีนาคม 2569 Workshop : Scent of Memories ปรุงน้ำหอม Oil Based กลิ่น Signature ที่สะท้อนบุคลิกเฉพาะตัว โดย AVEN LAB
    • วันที่ 27 มีนาคม 2569  Workshop : Zen Garden Craft ปั้น “โคเคดามะ” (Kokedama) ศิลปะต้นไม้ในก้อนมอสสไตล์ญี่ปุ่น โดย Garden Atlas
    • วันที่ 28 มีนาคม 2569 Workshop : Dreamer’s Talisman ถักทอตาข่ายดักฝัน (Dreamcatcher) เครื่องรางนำโชคของนักเดินทาง โดย Marinatica’s Desk
    • วันที่ 29 มีนาคม 2569 Workshop : OSOTHO Junk Journal บันทึกการเดินทางจากเศษ กระดาษและตั๋วเดินทางเป็นสมุดเย็บเล่มสุดอาร์ต โดย Naaoey.studio

    2. Walk in กับ 10 work shop ต้องลอง วางสมาธิไว้ที่ชิ้นงานจองล่วงหน้า กับ 5 work shop 

    ห้ามพลาด จากสตูดิโอชื่อดัง Walk in กับ 10 work shop ต้องลองวางสมาธิไว้ที่ชิ้นงาน 

    •  วันที่ 25 มีนาคม 2569  นักเดินทางสายหวาน พบกับกิจกรรมทำพวงกุญแจดอกไม้แห้ง และ จี้สร้อยคอเรซิ่นดอกไม้
    • วันที่ 26 มีนาคม 2569  นักเดินทางสายหอม พบกับกิจกรรมทำก้านไม้หอมปรับอากาศ และ เทียนหอมเม็ดทรายสีสันสดใส
    • วันที่ 27 มีนาคม 2569  นักเดินทางสายอ่าน พบกับกิจกรรมปักปกสมุดทำมือ และที่คั่น หนังสือดอกไม้แห้ง
    • วันที่ 28 มีนาคม 2569  นักเดินทางสายแฟชั่น พบกับกิจกรรมทำสร้อยข้อมือลูกปัด Upcycled จากพลาสติกและพิมพ์ภาพโปสการ์ดเทคนิค Linocut Printmaking
    • วันที่ 29 มีนาคม 2569  นักเดินทางสายอาร์ต พบกับกิจกรรมทำพวงกุญแจจี้ดินปั้นเพ้นท์ลาย และกรอบรูปดอกไม้แห้งบันทึกความทรงจำ

    ● สอบถามรายละเอียดและจอง work Shop ที่ Facebook: อนุสาร อ.ส.ท.

    โซน 1672 Travel Buddy

    เคาน์เตอร์ให้ข้อมูลข่าวสารภายในงาน และข้อมูลข่าวสารท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมทั้งกิจกรรม    ร่วมสนุกมากมาย

    กิจกรรมร่วมสนุก ติดตามช่องทาง 1672 Travel buddy และ กิจกรรมเล่นเกมเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว รับของที่ระลึก

    กิจกรรมสอยดาว โดยลงทะเบียนรับโปสการ์ด1672 Travel Buddy และช้อปสินค้าภายในงาน TTF 2026 ครบ 600 บาท ขึ้นไป นำใบเสร็จมาแลกสิทธิ์ “สอยดาว” ลุ้นรับของที่ระลึกสุดพิเศษจาก 1672 Travel buddy 

    ระยะเวลากิจกรรม

    • ลงทะเบียนรับโปสการ์ด: วันที่ 25–29 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. และ 16.00 น. (รอบละ 100 ใบ)
    • แลกรับของที่ระลึก: เวลา 10.00 – 19.00 น. ณ บูธ 1672 Travelbuddy
    • ตู้สติ๊กเกอร์ AI Photo Booth ธีม เที่ยวไทย 5 ภาค 
    • กิจกรรม SOURI X Amazing Thailand โดย 1672 Travel Buddy
    • เปิดตัวกิจกรรม Sweet Journey ความร่วมมือระหว่าง SOURI และ ททท. โดย 1672 Travel Buddy พาทุกคนออกเดินทางทั่วไทย 
    • เปิดตัวขนม THAI TEA CHIFFIN BUN จาก Cosie มีให้ชิมเป็นที่แรกในเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    บูท SOURI แจก FATCARON รสเอกลักษณ์ขนมไทยจาก SOURI หรือ THAI TEA CHIFFIN BUN จาก Cosie จำนวนจำกัด 100 ชิ้นต่อวัน ให้แก่ผู้ที่ร่วมได้รับสแตมป์สะสมแต้มบนโปสการ์ดของ 1672 Travel Buddy ครบ 3 ดวง

    บูท SOURI แจกโปสการ์ดลายพิเศษ “SOURI x Amazing Thailand” ที่ผลิตมาเฉพาะเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ให้แก่ผู้ร่วมสนุกกับกิจกรรมภายในบูท

    กิจกรรม “ฺBuddy Rewards: เที่ยวปั๊บรับพอยต์” ชวนออกเดินทางเที่ยวเมืองไทย ถ่ายภาพเช็กอิน สะสมคะแนน แล้วนำมาแลกรับของรางวัลและสิทธิประโยชน์จาก  ททท. และพันธมิตร พิเศษ! เพียงเช็กอินภายในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 รับเลย! คะแนน Double Points และของที่ระลึกน่ารักจาก 1672 Travel Buddy ตั้งแต่วันที่ 26-29 มีนาคม 2569

     โซน Refreshment

    แวะเติมความสดชื่น Refresh กับร้านกาแฟ “Amazing Coffee” กาแฟสายพันธุ์ไทยที่โดดและได้รับความนิยม พร้อมสาธิตการทำกาแฟสดทุกเมนู ซึ่งรายได้จากการขายเครื่องดื่ม และอาหารว่าง บริจาคเข้ามูลนิธิเพื่อสังคม โดยไม่หักค่าใช้จ่าย

    โซน Amazing Thailand Amazing AI

    ตื่นตาตื่นใจกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่นำมาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ให้ นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ในการนำเสนอข้อมูลด้านการท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นระบบ

    กิจกรรม Aura Journey – กิจกรรมค้นหาความเป็นตัวคุณผ่าน AI ว่าเหมาะกับการท่องเที่ยวแบบไหน

    กิจกรรม Amazing Sukjai – ร่วมเดินทางและถ่ายรูปกับน้องสุขใจ ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ผ่านจอ LED Screen

    Showcase ผลงานของด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อทำให้คุณเที่ยวไทยอย่างสนุกยิ่งขึ้น ทั้งกิจกรรมเต้นแบบไทยๆ การใช้ TATAI น้อง AI ของ ททท. เพื่อค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยว และร่วมเป็นสมาชิก AMAZING FRIEND เพื่อรับข่าวสารท่องเที่ยวและสิทธิพิเศษจาก ททท. พร้อมลุ้นรับของที่ระลึก

    โซนที่ 7 : Road to sustainability

    นำเสนอกิจกรรม และสินค้า/บริการท่องเที่ยวที่สะท้อนถึงการเดินทางท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใส่ใจต่อตนเอง และสิ่งแวดล้อม

    กิจกรรมภายในโซน

    แลนด์มาร์ก : ศิลปะแห่งการชุบชีวิตวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็น “เต่าตนุ” ประติมากรรมรักษ์โลกจากวัสดุรีไซเคิล สะท้อนแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจ ‘แม่หลวงของแผ่นดิน’ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    โดยนำวัสดุที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะ อาทิ ฝาขวดพลาสติก ฝาอลูมิเนียม และเศษอวนประมง มาเรียงร้อยและหลอมรวมด้วยฝีมือเชิงช่างศิลป์ จนกลายเป็นงานศิลปะที่ดูมีชีวิต 

    • โซน Begin Your Journey

    กิจกรรมชวนสำรวจ เรียนรู้ และบันทึกก้าวแรกของคุณสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืน ผ่านกิจกรรม Carbon Checklist รักษ์โลกแค่ไหน?

    เช็คหัวใจนักเดินทาง ผู้เข้าร่วมสามารถถ่ายภาพและแชร์ผลลัพธ์ผลคาร์บอนของตนเองในฐานะนักเดินทางสายแคร์โลก และโซนแบรนด์กาแฟพันธุ์ไทย แบรนด์ที่เลือกใช้วัสดุธรรมชาติทั้งหมด ภายในโซนโดยคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นจากเหนือจรดใต้ 

    • โซน Let’s Do it

    ชวนทุกคนมาร่วม Workshop Upcycling เรียนรู้การสร้างสรรค์ของใช้จากวัสดุเหลือทิ้ง พร้อมสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Travel with Care” 

    •  สายคล้องมือถือจากเศษเชือกประมง นำเชือกประมงที่ไม่ได้ใช้งานมาถักเป็นสายคล้องมือถือ
    •  กำไลจากห่วงกระป๋องอลูมิเนียม นำห่วงเปิดกระป๋องน้ำอัดลมมาร้อยเป็นกำไลแฟชั่น
    • กระเป๋าจากเสื้อยืดมือสอง เปลี่ยนเสื้อยืดเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วให้กลายเป็นกระเป๋าใช้งานได้จริง 

    พร้อมชมการสาธิต “โยคะฟลายไทย (Yoga Fly Thai)” การออกกำลังกายที่ผสมผสานการเคลื่อนไหว การยืดเหยียด และการทรงตัวบนผืนผ้า 

    • โซน immersive room 

    สัมผัสประสบการณ์ฮีลใจ Immersive Experience พื้นที่จำลองการพักผ่อนเชิงสร้างสรรค์ที่นำนวัตกรรม Digital Art ในรูปแบบ Immersive Art พร้อมเปิดมิติใหม่ของการพักผ่อนกับ Sound Healing & Dark sky บำบัดจิตใจด้วยพลังแห่งเสียง 

    • โซน Inspiration

    จัดแสดงสินค้ารักษ์โลก สินค้านวัตกรรมจากผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน TAT Certified และชุมชน นอกจากนี้ยังจัดแสดงตัวอย่างรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของ ททท.

    • โซน Eco shop

    นำเสนอร้านค้าสินค้าแบรนด์ “Eco-friendly / Sustainable / Upcycle” ให้ผู้เข้าชมจับต้องความยั่งยืนผ่านการซื้อสินค้าใช้จริง อาทิ

    1. ​PASAYA Liftstyle ภายใต้คอนเซปต์ Creative Living, Every Day โดยนำเศษผ้าหรือวัสดุที่ใช้แล้วมา Upcycling แล้วผลิตเป็นของใช้ เช่น ผ้าโพกผม กระเป๋าเหรียญใบเล็ก กระเป๋ารูปทรงเก๋ๆ ฯลฯ ได้อย่างสร้างสรรค์ สวยงาม และยั่งยืน

    2. Heart in hand เครือข่ายใจเราเท่ากัน ร้านค้าที่รวบรวมสินค้าจากท้องถิ่นและวัสดุเหลือใช้ จากฝีมือคนพิการ

    3. Qualy ผลิตภัณฑ์ Upcycle ดีไซน์รักษ์โลก อาทิ พารอด, กระปุกเต่าใส่ยา

    4. SAME THANG เปลี่ยนขยะกำพร้าอย่างซองขนมและซองกาแฟ ให้กลายเป็นแฟชั่นสุดคูล สะท้อนแนวคิด Circular Lifestyle ที่วัยรุ่นและนักท่องเที่ยวทั่วโลกโหยหา

    5. มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง (ดอยตุง)  ต้นแบบความยั่งยืนระดับโลกที่ดูแลทั้งป่าและคน พัฒนางาน คราฟต์จากดอยสูงสู่ดีไซน์ระดับสากล

    นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ Sharing ถุงผ้า ให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถใช้หรือบริจาคถุงผ้า/ถุงกระดาษ ในงานได้

    โซนที่ 8 : หน่วยงานพันธมิตร และ ห้าง ททท.

    ททท. จับมือกับ 31 พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวสร้างการรับรู้ในแง่มุมต่าง ๆ ของการท่องเที่ยว ได้แก่

    • -องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.
    • บริษัท ปตท. จำกัด
    •  การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
    •  กรมการท่องเที่ยว
    •  การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    •  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank)
    • งานมหกรรมพืชสวนโลก -ธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ กรุงศรีออโต้
    • MEA SPARK พิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย
    •  พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ
    •  อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร
    •  กรมทรัพยากรธรณี
    • สำนักงานพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
    • สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
    •  สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)
    • สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.)
    • สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA)
    • สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) 
    • สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.)
    • สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPT
    • สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคใต้ -สมาคมสหพันธ์์ท่องเที่ยวภาคเหนือ 17 จังหวัด
    • สมาคมผูู้บริหารสนามกอล์ฟภาคตะวันออก
    • สมาคมการค้าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอีสาน
    • สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก
    • สมาคมการค้าธุรกิจไมซ์และท่องเที่ยวยั่งยืนภาคอีสาน
    • สมาคมกีฬากอล์ฟจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ – เพชรบุรี

    โซนที่ 9 : เวทีกลาง 

    เปิดฟลอร์แห่งความสุขผ่านเวทีการแสดงที่อัดแน่นไปด้วยสีสันและความบันเทิง ทั้งการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย การแสดงร่วมสมัย การเดินแบบแฟชั่นโชว์

    ตลอดจนกิจกรรมเล่นเกมแจกของรางวัล ที่จะสร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้ผู้เข้าชมอย่างต่อเนื่องตลอด 5 วันของการจัดงาน

    การแสดงเชิงวัฒนธรรม

    • วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 14.40–15.00 น.พบกับการแสดง คีตะมวยไทย วัดเสาหิน จังหวัดเชียงใหม่
    • วันที่ 29 มีนาคม 2569 เวลา 19.00–20.00 น.พบกับการแสดง จำอวดหน้าม่าน

    การแสดงของศิลปิน

    • วันที่ 25 มีนาคม 2569 พบกับการแสดงของศิลปิน กลัฟ คณาวุฒิ (13.40–14.40 น.), กระแต อาร์สยาม (18.00–19.00 น.), วง SLAPKISS (19.00–20.00 น.) และ ไรอัล กาจบัญฑิต (20.00–21.00 น.)
    • วันที่ 26 มีนาคม 2569 พบกับการแสดงของศิลปิน Gunchalie (12.00–13.00 น.), No One Else (13.40–14.40 น.), วง PARADOX (18.00–19.00 น.) และ L.ก.ฮ แอลกอฮอล์ (19.30–21.00 น.)
    • วันที่ 27 มีนาคม 2569 พบกับการแสดงของศิลปิน Goodmood (12.00–13.00 น.), Meyou (14.00–15.00 น.), Nuvo (15.00–16.00 น.) และ Fellow Fellow (20.00–21.00 น.)
    • วันที่ 28 มีนาคม 2569 พบกับการแสดงของศิลปิน วง Mirr (11.10–12.10 น.), เต๋า ทัศนัย (17.30–18.30 น.), วง ATLAS (19.00–20.00 น.) และ เมนทอล (20.00–21.00 น.)
    • วันที่ 29 มีนาคม 2569 พบกับการแสดงของศิลปิน วง FAVIQ (13.00–14.00 น.), TIGGER (14.30–15.30 น.), ลำไย ไหทองคำ (17.30–19.00 น.) และ อะตอม ชนกันต์ (20.00–21.00 น.)

    กิจกรรม Live  และ Fan Meeting 

    ● วันที่ 26 มีนาคม 2569 

    •  เวลา 16.00-17.00 น. พบกับกิจกรรม Fan Meeting ศิลปินวง PERSES ในโซน 6 Amazing Thailand และกิจกรรมไลฟ์ภาพบรรยากาศการร่วมกิจกรรมในโซน 6 Amazing Thailand ผ่านทาง YouTube และ Facebook :  Amazing ไทยแลนด์ โดย วง PERSES 
    • เวลา 18.00-19.00 น. พบกับกิจกรรม Fan Meeting : Japan and Friends จุ๊มเหม่ง เจได ใจดี ในโซน 6 Amazing Thailand

    วันที่ 27 มีนาคม 2569 

    • เวลา 18.00-19.00 น. พบกับพบกับกิจกรรม Fan Meeting ศิลปินวง DICE “มิน เฟรม อาโป อเล็กซ์”  และกิจกรรมไลฟ์บรรยากาศเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ทาง YouTube และ Facebook :  Amazing Thailand 

    ● วันที่ 28 มีนาคม 2569 

    •  เวลา 17.00-18.00 น. พบกับกิจกรรม Fan Meeting ศิลปิน มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และ อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ในโซน 6 Amazing Thailand พบกับกิจกรรมไลฟ์บรรยากาศเทศกาล เที่ยวเมืองไทย ทาง YouTube และ Facebook : Amazing ไทยแลนด์

    ● วันที่ 29 มีนาคม 2569 

    • เวลา 16.00-17.00 น. พบกับกิจกรรม Fan Meeting POLCASAN (โพก้าซัง) ในโซน 6 Amazing Thailand 

    การประกวดเทพีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย วันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 17.00-18.30 น.

    • การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทย วันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 15.30-17.00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/lifestyle/travel-shopping/654275&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LMHwts-ehYcOhmTj9Ji5L

  • ททท.รุกกลยุทธ์เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง กระตุ้นตลาดคนไทย พร้อมชูหมู่เกาะตราด

    ททท.รุกกลยุทธ์เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง กระตุ้นตลาดคนไทย พร้อมชูหมู่เกาะตราด

    ททท.รุกกลยุทธ์เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง กระตุ้นตลาดคนไทย พร้อมชูหมู่เกาะตราด

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันของประเทศไทยและทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย และต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ทั้งราคาค่าตั๋วเครื่องบิน และราคาน้ำมันที่เติมใส่รถยนต์ส่วนตัวและรถยนต์โดยสาร ที่จะเดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวในภาคตะวันออก ซึ่งยอมรับว่า ภาคตะวันออกก็มีผลกระทบจากเหตุการสู้รบ แต่ไม่มากนัก โดยเฉพาะพัทยา จ.ชลบุรี ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติท่องเที่ยวอยู่และจะยาวไปถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ในภาคตะวันออกในช่วงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา ททท.แห่งประเทศไทย และททท.ภูมิภาคตะวันออกได้เดินทางไปร่วมงานงานมหกรรมท่องเที่ยวระดับโลกที่ลอนดอน และได้สื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวและเอเยนต์ในยุโรปซึ่งได้รับความสนใจในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆในภาคตะวันออกโดยเฉพาะ ที่เกาะช้าง เกาะกูดในพื้นที่จังหวัดตราด ที่ได้รับความสนใจมากซึ่งปีนี้ก็พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เดินทางมาเพิ่มขึ้น แต่หลังจากมีสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ตัดสินใจการเดินทางมาน้อยลง แต่ไม่ได้มากนักเหมือนในภาคใต้ 

    “จากข้อจำกัดเรื่องระยะทางและการเดินทางที่ค่อนข้างไกล ททท. จึงมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาด “ไทยเที่ยวไทย” ในลักษณะการเที่ยวข้ามจังหวัดภายในภูมิภาคตะวันออกด้วยกันเอง เช่น จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และตราด ซึ่งเดินทางถึงกันได้ง่ายกว่า โดยจะเน้นการสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ว่าจุดไหนน่าเที่ยวหรือมีเมนูเด็ดในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจเดินทางง่ายขึ้น ขณะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์และเมษายนนี้ คาดว่าตลาดคนไทยยังคงให้ความสนใจพื้นที่ตราดอย่างต่อเนื่อง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/953471&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SIBQAJ_eMxa9p5xMEJIMK

  • นายกอ๋า พงษ์ศักดิ์ พ่อเมืองผู้ทำยะลาให้น่าอยู่ด้วยวัฒนธรรมมลายู ให้เด็กเห็นค่าของเมืองอีกครั้ง

    นายกอ๋า พงษ์ศักดิ์ พ่อเมืองผู้ทำยะลาให้น่าอยู่ด้วยวัฒนธรรมมลายู ให้เด็กเห็นค่าของเมืองอีกครั้ง

    ตลอดการสัมภาษณ์ นายกอ๋า-พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ เผยให้เห็นแพสชันการพัฒนาเมืองอย่างไม่ปิดบัง 

    เขาเป็นนายกเทศมนตรีนครยะลา 5 สมัยซ้อน พูดถึงโครงการเพื่อเมืองยะลาที่ทำไปแล้ว-กำลังทำ-และคิดจะทำแบบไม่รู้จบ พูดด้วยแววตาเปล่งประกายราวกับชายที่เพิ่งตกหลุมรักใหม่ ๆ 

    เขาบอกว่า ตัวเองเป็นคนฝันไกล เพราะรักบ้านเมือง

    ความรักนี้เป็นแรงผลักดันให้นายกอ๋ากระโดดเข้ามาสู่การพัฒนาเมืองแม้ยะลาจะมีความท้าทายมากมาย ทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ อุทกภัยประจำปี รวมถึงปัญหาความยากจน ซึ่งรายงานสถานการณ์ความยากจนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประจำ พ.ศ. 2567 พบว่าจังหวัดยะลามีจำนวนและสัดส่วนคนยากจนเป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่ตลอด 20 ปีมานี้ นายกอ๋าเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (Gross Domestic Product : GDP) เติบโตต่อเนื่องในทุกปีนับตั้งแต่ พ.ศ. 2558 แก้ปัญหาการศึกษาอย่างลงลึกและครอบคลุมจนเด็กยะลาชนะรางวัลระดับประเทศหลากหลายสาขา รวมถึงผลักดันให้ยะลาเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่สนุกและสร้างสรรค์อยู่เสมอ 

    นายกอ๋างานยุ่งตลอดเวลา เราขอแทรกคิวเวลาสั้น ๆ เพื่อคุยถึงผลงานการบริหารเมืองที่ผ่านมา เขาได้รับรางวัลมากมายในฐานะผู้นำ ไม่แปลกที่คนจะมองว่านายกอ๋ามีโอกาสเข้าสู่การเมืองระดับประเทศ 

    แต่เขาบอกว่าแพสชันของเขาคือยะลา 

    “ผมพร้อมเป็น Sandbox หรือพื้นที่ทดลองให้เมืองอื่นเห็นว่าโครงการต่าง ๆ เวิร์กมั้ย ถ้าเวิร์กก็ขยายทั้งประเทศ สร้างโอกาสไปด้วยกัน” 

    เราจึงอดไม่ได้ที่จะถามถึงฝันใหญ่ที่สุดของคนที่มีแพสชันกับเมืองยะลาขนาดนี้ เขาตอบทันทีด้วยพลังเต็มเปี่ยมว่า 

    “ผมอยากทำให้ยะลากลับมาอบอุ่นและยิ่งใหญ่อีกครั้ง”

    รักษาวัฒนธรรมให้ยั่งยืน ต้องกินได้

    กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยะลาเพิ่งจัดงานที่ชื่อว่า ‘มลายูเดย์ (Melayu Day @ Yala)’ 

    นี่คือเทศกาลวัฒนธรรมสำหรับชาวมลายูแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายกอ๋าตั้งใจให้เมืองยะลาเป็นศูนย์กลางของชาวมลายูแห่งอาเซียน จึงชวนเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียมาร่วมงานทุกปี ในงานมีทั้งขบวนแห่ของทั้ง 3 ประเทศ การประกวดมากมาย และการออกร้านเพื่อขายสินค้าทางวัฒนธรรม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสนุกสนานไปด้วยกัน 

    มลายูเดย์เกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อน เป้าหมายมี 2 ข้อ หนึ่ง คือทำเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้คนมลายู สอง คือเป็นคำตอบให้องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation : OIC) เพื่อช่วยปลดล็อกประเทศไทยจากประเทศที่ถูกเฝ้าจับตา เพราะกลุ่มขบวนการไปบอก OIC ว่าประเทศไทยกดทับอัตลักษณ์ 

    “เมื่อจัดงานมลายูเดย์ OIC มาดู ก็ยอมรับและประกาศว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ เขาไม่ยุ่ง ผมว่าเราเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม สิ่งที่สำคัญที่สุดในสังคมแบบนี้คือการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อให้คนในสังคมเปิดกว้างต่อกัน” นายกอ๋าเล่า

    นี่คือการแก้ปัญหาด้วยวัฒนธรรม ปีนี้ยะลาขยายจากการทำเทศกาลมาสู่การทำแฟชั่นโชว์ที่เรียกว่า ‘ปากายัน มลายู’ งานแฟชั่นโชว์เพื่อผ้าท้องถิ่นมลายู ชวนประชาชนรวมถึงเด็กและเยาวชนมาสร้างสรรค์ผ้าพื้นเมืองเพื่อยกระดับไปอีกขั้น เป็นการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจด้วย 

    นายกอ๋าเชื่อว่าศิลปะเป็นเรื่องของทุกคน ลวดลายผ้ามุสลิมต้องอยู่กับฮิญาบหรือชุดโต๊ปอย่างเดียวหรือไม่ ความคิดสร้างสรรค์จำกัดเฉพาะวัฒนธรรมมั้ย เขาคิดว่าไม่

    “พูดตรง ๆ ว่าพวกผมมีข้อจำกัด พวกเรามันมวยวัด เราทำตามศักยภาพที่เรามี โชคดีที่ได้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย และเป็นเกียรติที่ได้ประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมด้วย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ผมพูดตลอดเวลาว่าการรักษาวัฒนธรรมให้ยั่งยืน สิ่งที่สำคัญคือต้องกินได้ หมายความว่ามันช่วยเรื่องปากท้องประชาชนได้แล้วมันจะอยู่นาน ผมก็เลยอยากแปลงมันเป็นเงินเพื่อชาวบ้าน นี่คือสิ่งที่ผมคิดนะ”

    ทำให้ยะลากลับมาอบอุ่นและยิ่งใหญ่อีกครั้ง

    นายกอ๋าเรียนที่ยะลามาตลอด และออกจากที่นี่ตอน มศ.3 เพื่อไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ

    ยุคนั้น ยะลาคือความอบอุ่น เพื่อนพ้องอยู่ที่นี่ นายกอ๋ายินดีใช้เวลาช่วงปิดเรียน 3 วันสั้น ๆ นั่งรถไฟชั้น 3 เพื่อกลับมาเจอเพื่อนแค่วันเดียว

    ตั้งแต่เด็ก นายกอ๋าสนใจการเมืองมาก อ่านหนังสือแนวนี้มาตลอด แต่ช่วงเรียนจบเขาไม่ได้คิดเรื่องทำงานการเมืองเพราะคิดว่ายังเด็ก จนครั้งหนึ่งมีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่ อดีตนายกเทศบาลเก่า 

    “ท่านคุยแล้วเห็นแวว แต่ที่บ้านยังไม่เห็นด้วย เลยได้ช่วยท่านคิดนโยบายต่าง ๆ” เขาเล่า

    ในช่วงเวลานั้น นายกอ๋าไปเรียนต่อด้านการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย และกลับมาช่วยบริหารธุรกิจครอบครัว แต่ด้วยความสนใจในการเมือง เขาจึงไปเรียนต่อด้านรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และมีโอกาสชิมลางการเมืองท้องถิ่นใน พ.ศ. 2545 ตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาล ก่อนก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีใน พ.ศ. 2547

    ปีที่จังหวัดยะลาเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเป็นปีแรก 

    “วันที่ยะลามีการปิดไฟเผาเมือง มีความรู้สึกทันทีว่าผมต้องทำยะลาให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมให้ได้ เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมพูดมาแต่แรก คือผมรักในบ้านเกิด ผมได้รับความอบอุ่นที่ยะลาเป็นแพสชัน วันที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ยอมรับว่าเป็นอะไรที่ยากมากที่ทำให้สังคมอยู่ได้ แต่เราก็ประคองสังคมและยังทำให้มันยังพัฒนาได้ 

    “พอ พ.ศ. 2558 ผมเห็นสัญญาณว่าเหตุการณ์เริ่มดี ผมก็ประกาศการฟื้นฟูยะลา ตอนนี้ยะลาเปลี่ยนจากโหมดความมั่นคงเป็นโหมดแห่งการฟื้นฟู ผมก็กระโดดมาทำงานด้านอื่น ๆ มากขึ้น ทั้งเศรษฐกิจ ส่งเสริมวัฒนธรรม หรือการศึกษา เราเห็นพ่อแม่กลัวระเบิด พาลูกไปเรียนที่อื่น สิ่งที่ผมพูดตลอดเวลาคือผมห้ามให้คนอพยพไม่ได้ แต่ผมจะเอาสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมทำได้ในเวลาสถานการณ์นั้นให้ประชาชนยะลามากที่สุด”

    ในฐานะคนพัฒนาเมือง นายกอ๋าไม่ได้พัฒนาแค่เมือง แต่ยังพัฒนาคน เขาทำมาหลายโครงการ 2 งานที่ถูกพูดถึงมาก คือออร์เคสตราเยาวชนเทศบาลนครยะลา มอบชีวิตใหม่ให้เด็กยะลาผ่านดนตรี อีกโครงการคือ TK Park สาขายะลา ล่าสุดยะลาได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในจังหวัดที่จะมีศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ในเฟสล่าสุดที่กำลังจะมาถึง

    สิ่งที่นายกอ๋าพยายามผลักดันต่อไป คือการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรส่วนท้องถิ่นตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้ตรงจุด 

    เขาเชื่อว่าการแก้ปัญหาในท้องถิ่นและการพัฒนาท้องถิ่นควรเป็นความรับผิดชอบของคนที่รู้จักพื้นที่และผู้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ แม้สิ่งนี้จะมีข้อโต้แย้งว่าอาจจะเกิดการคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่นหรือเกิดปัญหาอื่น ๆ เช่น การขาดประสิทธิภาพในการบริหารอำนาจ หรือการขาดทรัพยากรบุคคล-งบประมาณ แต่นายกอ๋าเชื่อว่า หากมีระเบียบการทำงานที่ชัดเจนหรือมีตัวอย่างที่ดี สิ่งนี้จะพัฒนาต่อไปได้

    “ผมว่าโลกตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ตั้งแต่ภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นและมีความถี่ที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันแต่ละพื้นที่มีจุดอ่อนจุดเด่นที่แตกต่างกันซึ่งไม่มีทางที่ส่วนกลางจะดูแลได้หมด ผมอยากทำให้เห็นว่าการกระจายอำนาจแล้วทำได้มันเป็นยังไง จะได้เป็นตัวอย่างให้เมืองอื่นต่อว่าทำได้ ในฐานะที่ผมอยู่เมืองยะลา ผมจะทำที่นี่ให้ดี ยิ่งยะลาเป็นเมืองที่ติดลบแล้วทำให้กลับมาบวกได้ แสดงว่าที่อื่นก็ทำได้เหมือนกัน 

    “บางครั้งมันก็ฝันไกล เพราะเรารักบ้านเมือง ห่วงคนรุ่นหลังว่าจะอยู่กันยังไง แต่ผมจะทำอีกหลายเรื่องเพื่อให้เมืองอื่น ๆ มาก๊อบปี้สิ่งดี ๆ ของยะลาไปได้เลย”

    ทำยะลาให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้

    ในบรรดางานทั้งหมด นายกอ๋าทำงานการศึกษาในยะลาเข้มข้นมาก

    “ผมทำมาหลายอย่าง บางอย่างอาจไม่ได้เวิร์กซะทีเดียว แต่ผมคิดว่าเมื่อสังคมมันบิดเบี้ยว บางอย่างเราก็ต้องทำ” 

    นายกอ๋ามองว่าการศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนา เมื่อคนมีการศึกษาที่ดี แปลว่าเรามีทรัพยากรมนุษย์ที่ดี นักลงทุนก็สนใจ การศึกษาช่วยสร้างโอกาสให้คนให้มีทางเลือกในชีวิต 

    หนึ่งในสถานที่ที่เขาชอบไปดูงานคือ ‘เรือนจำ’ 

    นายกอ๋าบอกว่าคนในคุกจบการศึกษาน้อยมาก ทางเลือกเลยน้อย งานการศึกษาคือการสร้างทางเลือกให้มนุษย์ ทำให้คนมีความเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง 

    “สมัยก่อนเราพูดกับคนใต้เรื่องสิ่งแวดล้อมมันยากมาก บอกเขาว่าโลกร้อนแห้งแล้งไม่มีใครเชื่อ วันนี้ภูมิศาสตร์เปลี่ยนไปหมดแล้ว การศึกษาช่วยทำให้เขาเท่าทันกับโลกตอนนี้” 

    ผลงานที่สำคัญของนายกอ๋าคือการก่อตั้งอุทยานการเรียนรู้ยะลา หรือ TK Park ยะลา ที่นี่เป็นอุทยานการเรียนรู้ภูมิภาคแห่งแรกของประเทศไทย นอกจากจะมีกิจกรรมเวิร์กช็อปหลากหลายให้เด็กได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ สำหรับเขา แค่เด็ก ๆ ได้เข้ามานั่งเยียวยาใจ ได้อ่านหนังสือ ได้เข้าใจตัวเอง แค่นี้พื้นที่ก็คุ้มค่า และอีกไม่นานเมืองยะลาจะมี TCDC หรือศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเป็นของตัวเอง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์สำหรับคนในพื้นที่อีกด้วย 

    ยะลามีบริการให้คำปรึกษาเรื่องการศึกษาเป็นรายบุคคล ทำแบบทดสอบค้นหาอาชีพและจ้างสถาบันติวเตอร์ที่ดังในประเทศไทยมาทำงานกับเมือง มีอบรมตั้งแต่เรื่องวิชาการจนถึงการทำแฟ้มสะสมผลงาน การคัดกรองเด็กสมาธิสั้นแบบ 100% และรักษาเพื่อให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ขาดสติ 

    เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มาก ๆ ยะลาจะจัดงานระดมทุนช่วยหลายรูปแบบ เช่น งานวิ่งยะลามาราธอนเพื่อระดมทุนช่วยเด็ก หรือช่วงที่ศูนย์การค้าโลตัสและบิ๊กซีมาเปิดที่ยะลา เงื่อนไขหนึ่งที่นายกอ๋าคุย คือต้องมีเด็กยากจนหรือครอบครัวเด็กยากจนเข้าไปทำงาน โดยเมืองจะฝึกให้ หรือเด็กยากจนคนไหนอยากทำงานพาร์ตไทม์ช่วงปิดเทอมให้มาลงชื่อไว้ แล้วเทศบาลจะหาห้างร้านในจังหวัดยะลาให้เขาทำงาน 

    ทุกวันนี้นายกอ๋ามองว่าห้างร้านไหนรับเด็กทำงาน เมืองจะลดภาษีที่ดินและก่อสร้างให้ เป็นการจูงใจให้เขารับเด็กทำงาน 

    “สิ่งเหล่านี้ส่วนกลางทำได้มั้ย เป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถามมาเสมอ”

    ทำยะลาให้มีกินมีใช้ไปด้วยกัน

    ความยากจนเป็นปัญหาสำคัญของเมืองยะลา สิ่งที่นายกอ๋าทำเป็นอย่างแรกคือการมองต้นทุนของเมือง ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ความสะอาด ผังเมืองสวยมีระเบียบ ความเป็นพหุวัฒนธรรม การศึกษาที่ครบถ้วนทุกรูปแบบ และพืชเศรษฐกิจสำคัญ 

    เมื่อมองเห็นต้นทุนเหล่านั้นก็หาวิธีบูรณาการเพื่อสร้างรายได้ 

    “ยะลามีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีนักลงทุนมาหาผมที่ยะลา ผมเอาส้มโชกุนให้กิน เอากล้วยหินยะลาให้กิน พอเขากินปั๊บ เขาบอกว่าไม่เคยกินส้มรสชาตินี้ มีแต่ดินของยะลาที่ทำการเกษตรแบบนี้ได้” 

    เขาเล่าเพิ่มว่า ผู้อำนวยการศูนย์ข้าวที่ปัตตานีมาวิจัยข้าวหอมมือลอ ข้าวพันธ์ุท้องถิ่นในยะลา พบว่ามีคุณค่าโภชนาการสูงกว่าอีก 40 สายพันธุ์ในภาคใต้ ตอนนี้เขากำลังทำเรื่องยางพารา เทศบาลซื้อที่ 130 ไร่เพื่อทำวิจัยเองให้ยางพารามีคุณภาพขึ้นไปอีก นายกอ๋าเห็นว่าทุนยะลาดี แต่สิ่งที่ขาดคือการตลาด ต้องเอานวัตกรรมเข้ามาช่วย 

    “นวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญที่เรานำมาใช้พัฒนาเมือง เช่น เอามาช่วยเรื่องระบบเตือนภัยพิบัติที่สมบูรณ์ที่สุด และวันนี้เทศบาลนครยะลากำลังทำแพลตฟอร์มสำหรับขายสินค้าท้องถิ่น เราคัดเลือกสินค้า 30 ชนิดขึ้นแพลตฟอร์ม จ้างอินฟลูเอนเซอร์ขายออนไลน์ไปตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยเทศบาลจะคัดกรองคุณภาพสินค้ารวมถึงพัฒนามาตรฐานให้สูงขึ้น คนขายได้ขายของมีคุณภาพ คนซื้อก็ได้ของดีที่เขาอยากได้ ฝั่งเทศบาลก็เก็บค่าธรรมเนียม 10% จากราคาสินค้า จ่ายเป็นค่าแพลตฟอร์ม ค่าคนทำงาน ค่าอบรมพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อดูแลกันอย่างเป็นระบบ”

    พ่อเมืองยะลาคิดว่าพึ่งพาส่วนกลางอย่างเดียวคงไม่ได้ เทศบาลทุกแห่งมีของดี เป็นดีเอ็นเอของตัวเอง ถ้าเทศบาลทุกแห่งทำกันหมด จะเพิ่มโอกาสให้ชาวบ้าน มีรายได้ไปด้วยกัน 

    “ยะลาพร้อมเป็น Sandbox หรือพื้นที่ทดลองให้เมืองอื่นเห็นว่าโครงการต่าง ๆ เวิร์กมั้ย ถ้าเวิร์กก็ขยายทั้งประเทศเพื่อสร้างโอกาสไปด้วยกัน ซึ่งการทำแบบนี้ได้ หนึ่ง บุคลากรต้องพร้อม ผมเชื่อในบุคลากรของผมที่เราทำงานกันมานาน สอง ผู้นำต้องพร้อม ผมก็คิดไม่ค่อยเหมือนคนอื่นอยู่แล้ว ผมไม่เคยมองเรื่องระเบียบเป็นข้อจำกัด ระเบียบไม่ได้มีไว้กักขังคนเพราะบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงตลอด โลกเปลี่ยนแปลงตลอด ระบบจะมาแข็งทื่อไม่ได้ มันต้องเคลื่อนไหวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง 

    “ตอนผมเป็นนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ผมออกทุนเพื่อจ้างผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎระเบียบมาช่วยปรับปรุงกฎให้เท่าทันโลก 

    “ผมคิดไม่ค่อยเหมือนคนอื่นอยู่แล้ว” เขาเล่า

    ก้าวต่อไปที่นายกอ๋ามองไว้ คือการตั้งบริษัทยะลาพัฒนาเมืองเพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพของคนรุ่นใหม่ โดยเทศบาลนครยะลาช่วยออกทุนและหาผู้ร่วมทุนที่เชี่ยวชาญแต่ละด้าน มาจับมือกับนักเรียนนักศึกษาที่ชนะโครงการวิจัยต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อบริษัทสตาร์ทอัพมีกำไร นักเรียนนักศึกษาซื้อกิจการไปเป็นของตนเองได้ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจส่งเสริมการทำงานในบ้านเกิดของคนรุ่นใหม่ 

    นายกอ๋าเล่าว่าโครงการนี้เกิดนักเรียนชนะรางวัลระดับประเทศมากมาย เช่น รางวัล Thailand New Gen Inventors Award 2026 โดยนักเรียนชนะเลิศการพัฒนาผลิตภัณฑ์แกงเขียวหวานจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จนมีบริษัทสนใจมาซื้อลิขสิทธิ์ นายกอ๋าจึงชวนให้เด็ก ๆ ขายลิขสิทธิ์ก็ต่อเมื่อโรงงานมาตั้งที่ยะลาเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน หรือลองทำสตาร์ทอัพโดยอ๋าเชิญคนมาอบรมเรื่องลิขสิทธิ์ให้เด็ก ๆ ทันที 

    “ส่วนหนึ่งผมไม่อยากให้เด็กต้องออกไปหางานที่อื่น ตอนนี้เด็กที่ได้รางวัลอยู่กับผมเยอะมาก ผมมี 3D Printer เด็กอยากได้อะไร อยากลองใช้อะไร ผมซื้อให้ ผมเอาเงินที่เด็กได้รางวัลกลับไปให้เด็ก 

    “ผมไม่อยากให้เขามองว่ารัฐพึ่งไม่ได้ ถ้าเด็กรุ่นใหม่เขาหมดหวัง เขาพร้อมที่จะไป เราอยากให้เด็กมีความหวัง”

    ภาพ : ฮาฟิก หะยี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/pongsak-yingchoncharoen/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WH__Fe5Tc0s-aSbI5czMz

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย ในห้วงการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย ในห้วงการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย ในห้วงการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย ในห้วงการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง

    วันที่นำเข้าข้อมูล 19 มี.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 19 มี.ค. 2569

    | 30 view

    เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนางเบอาเทอ ไมเนิล-ไรซิงเงอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐออสเตรีย ในห้วงการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง ณ กรุงเวียนนา

    ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การส่งเสริมระบอบพหุภาคีนิยม ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป OECD และ OSCE ในฐานะที่ประเทศไทยเป็น Asian Partner for Co-operation รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของออสเตรียกับอาเซียน และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคอื่น ๆ โดยฝ่ายไทยยืนยันสนับสนุนบทบาทและความร่วมมือของออสเตรียต่ออาเซียน

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย – ออสเตรีย โดยแสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น รวมถึงการยกระดับกลไกความร่วมมือด้านการเมือง การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะพลังงานทางเลือก การพัฒนาคนและทักษะฝีมือแรงงาน และความร่วมมือด้านการศึกษา


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/fm-bilat-austria-gfs-mar-2026-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nJfeKccBsCAoKwaymItE5