Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • DBD ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าไร้พรมแดน | เดลินิวส์

    DBD ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าไร้พรมแดน | เดลินิวส์

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ Digital Village by DBD ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศสู่การค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ ด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ สร้างโอกาสทางการค้าให้ชุมชนไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าออนไลน์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ดำเนินโครงการ Digital Village by DBD อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่

    สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมแรก “Digital Village Bootcamp” ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 221 ชุมชน ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบจำนวน 102 ชุมชน ครอบคลุมสมาชิกของชุมชนรวม 218 ราย ซึ่งได้รับองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ และการบริหารร้านค้าออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้คัดเลือก 20 ชุมชนต้นแบบศักยภาพสูง เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงลึก โดยสนับสนุนการจัดทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สินค้าในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้นแบบ Story Telling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมกันนี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 15 มิ.ย. 69 ยังได้สนับสนุนการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์ม e-Marketplace ชั้นนำ ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย โดยมอบคูปองส่วนลดกว่า 200,000 บาท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รวมถึงกระตุ้นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ มีจำนวนสั่งซื้อกว่า 6,400 ออเดอร์ สร้างมูลค่ากว่า 650,000 บาท พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer ชื่อดังที่ร่วมผลิตคลิปรีวิวและโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างกว้างขวาง

    ทั้งนี้ วันที่ 22 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา กรมฯ มอบรางวัล “Best of Digital Village” เพื่อเชิดชูชุมชนต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่น พร้อมพาผู้ประกอบการจาก 4 ชุมชนที่เป็นผู้ชนะจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิ.ย. 69 ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพสินค้าชุมชนระดับประเทศ คาดว่าจะสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าและคำสั่งซื้อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์รวมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสพิเศษในการร่วม Live Commerce จำหน่ายสินค้ากับ Influencer ชื่อดังภายในงาน เชื่อมต่อช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท อาทิ แพ็กเกจ AI Premium สำหรับพัฒนาธุรกิจออนไลน์ และอุปกรณ์ Gadget ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ในยุคดิจิทัล

    โครงการ “Digital Village by DBD ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลให้แก่ชุมชนไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การสร้างสื่อการตลาดดิจิทัล การทำตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคง และผลักดันให้ชุมชนไทยก้าวสู่การค้าไร้พรมแดนได้อย่างยั่งยืน

    “กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่า โครงการ Digital Village by DBD จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของชุมชนให้เหมาะสมกับช่องทางการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและตลาดโลกในอนาคต” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวปิดท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5970546/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wr3ABJuMK47Ow85IUf3et

  • น้ำมันดิบร่วงต่อเนื่อง! ปิดเช้าดิ่งต่ำกว่า 73 ดอลลาร์ นักลงทุนจับตาปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    น้ำมันดิบร่วงต่อเนื่อง! ปิดเช้าดิ่งต่ำกว่า 73 ดอลลาร์ นักลงทุนจับตาปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/155995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G4A2OWdtkH0HaOsL0kJAQ

  • กูรูฟันธง! กนง.คงดอกเบี้ย 1% รอดูเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ รู้พร้อมกัน 14.00 น. | เดลินิวส์

    กูรูฟันธง! กนง.คงดอกเบี้ย 1% รอดูเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ รู้พร้อมกัน 14.00 น. | เดลินิวส์

    วันนี้ (24 มิ.ย.) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน พิจารณาในเรื่องดอกเบี้ยนโยบายที่ปัจจุบันอยู่ที่ 1% ต่อปี และมีการประเมินเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยจะเผยแพร่ผลประชุมในเวลา 14.00 น. และแถลงรายละเอียดเพิ่มเติม โดย นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ในฐานะเลขานุการ กนง. ในเวลา 14.30 น.

    “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในการประชุมวันที่ 24 มิ.ย. 69 เพื่อรอประเมินทิศทางเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค. เร่งขึ้นน้อยกว่าคาดและเศรษฐกิจไตรมาส 1/2569 ยังขยายตัวดี 

    โดยมองแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากปัจจัยฝั่งอุปทานและชั่วคราว ขณะที่ ทิศทางเศรษฐกิจครึ่งหลังของปี 69 ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่สูงแต่มาตรการภาครัฐช่วยประคองภาพรวมการขยายตัว

    กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี 2569 และโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยยังมีจำกัด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ในปัจจุบันเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 จะอยู่ที่ 3.1% และเร่งขึ้นสูงสุดในช่วงไตรมาส 3-4 ก่อนทยอยชะลอลงในปี 2570 ภายใต้สมมุติฐานสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ยกระดับรุนแรงไปกว่านี้และทยอยคลี่คลายลง

    นอกจากนี้ แม้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะไม่ทั่วถึง (K-shaped) และยังเปราะบางต่อความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศ ในขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอาจมีประสิทธิผลจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ไปตลอดทั้งปีนี้

    “SCB EIC” ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี 2569 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมีที่มาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาวยังไม่ถูกกระทบ 

    ทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้จะปรับลดลงจากมุมมองเดิมเหลือ 2.6% อยู่ในกรอบเป้าหมายได้ หลังสถานการณ์สงครามคลี่คลายช่วยให้ราคาพลังงานปรับลดลง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินอ่อนค่าเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในภูมิภาค

    แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ภาวะการเงินโดยรวมยังตึงตัว โดยเฉพาะต่อลูกหนี้รายย่อยและเอสเอ็มอี จากรายได้ที่ชะลอลง และความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง ทำให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ควบคู่กับมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประคับประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    “ธนาคารกรุงศรีอยุธยา” ประเมิน กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 24 มิ.ย. เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากฝั่งอุปทาน ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำ จึงมีเหตุผลจำกัดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เว้นแต่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและทะลุกรอบเป้าหมายต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5970150/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BZ1GvlNrP3mfcfPxHZQ1l

  • กูรูชี้กนง.คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจเปราะบาง-เงินเฟ้อพลังงาน

    กูรูชี้กนง.คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจเปราะบาง-เงินเฟ้อพลังงาน

    กูรูชี้กนง.คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจเปราะบาง-เงินเฟ้อพลังงาน

    ตลาดจับตาการประชุม กนง. วันที่ 24 มิ.ย. 2569 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของปีที่มีกรรมการครบ 7 คน หลังแต่งตั้งกรรมการใหม่ทดแทนผู้ลาออก ขณะที่ SCB EIC ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และวิจัยกรุงศรี ประเมินตรงกันว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง แม้เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวจากราคาพลังงาน โดยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจสร้างแรงกดดันต่ออุปสงค์ในประเทศมากกว่าช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ

    กนง. ประชุมครั้งแรกของปีที่มีกรรมการครบ 7 คน

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 2 ของปี ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการประชุมครั้งแรกของปีที่มีกรรมการครบทั้ง 7 คน หลังมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่างจากการลาออกก่อนครบวาระของกรรมการเดิม 2 ราย

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินตรงกันว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดูแลเงินเฟ้อและการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปีนี้เป็น 2%

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 1.7% เป็น 2.0% หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และราคาน้ำมันโลกปรับลดลง ช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

    นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเม็ดเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี

    อย่างไรก็ตาม SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะอ่อนแรงเมื่อเทียบกับอดีต โดยคาดว่า GDP ปี 2570 จะชะลอลงเหลือ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ยังคงกดดันการเติบโตระยะยาว

    เตือน 3 ความเปราะบางเศรษฐกิจไทย

    SCB EIC ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การกระจุกตัวของการเติบโตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในกระบวนการลดหนี้ และภาวะอ่อนแอของธุรกิจ SME

    แม้การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจ Data Center, AI และ Semiconductor จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายไปยังภาคส่วนอื่นอย่างทั่วถึง ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังถูกกดดันจากรายได้ที่เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ

    กสิกรไทย-กรุงศรี มองตรงกัน คงดอกเบี้ยทั้งปี

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมครั้งนี้ เพื่อรอติดตามทิศทางเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังมาจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะราคาพลังงาน ซึ่งมีลักษณะชั่วคราว

    เช่นเดียวกับวิจัยกรุงศรีที่มองว่า แม้บางประเทศจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย แต่บริบทของไทยแตกต่างออกไป เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะการบริโภคและการลงทุน

    จับตา Fund Flow และค่าเงินบาทครึ่งปีหลัง

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์จับตาคือแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาท หลังดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มลดลงจากผลกระทบด้านพลังงานและการแข่งขันจากสินค้านำเข้า

    หากไทยไม่สามารถรักษาระดับดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับบวกได้เหมือนในอดีต อาจทำให้ค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติมีความผันผวนมากขึ้นในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า กนง. จะเลือกใช้นโยบายดอกเบี้ยระดับต่ำต่อไป เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยให้สามารถขยายตัวได้ใกล้ระดับ 2% ในปีนี้ ท่ามกลางความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/662133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rPj3Me5cvyoT5xY-DbdAy

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์กอ่อนตัว ดาวโจนส์ร่วงเล็กน้อย ปิดที่ 51,665 จุด นักลงทุนขายทำกำไร จับตาเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นนิวยอร์กอ่อนตัว ดาวโจนส์ร่วงเล็กน้อย ปิดที่ 51,665 จุด นักลงทุนขายทำกำไร จับตาเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/155996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3So3wCRlv74zSk2FW6ywox

  • ยศชนัน พร้อมผลักดันงาน “วิจัยไทย” สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    ยศชนัน พร้อมผลักดันงาน “วิจัยไทย” สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

    ศ.ดร.ยศชนัน พร้อมผลักดันงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ผ่านมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 หรือ Thailand Research Expo 2026 

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่งานวิจัยและนวัตกรรมต้องเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การผนึกกำลังของนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และประชาชน 

    โดยจะช่วยต่อยอดองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง เกิดนวัตกรรมที่สร้างรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Clinical Research: New Growth Engine ของไทยในเวทีโลก โดยเน้นย้ำว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์ ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลชั้นนำ 

    ตลอดจนศักยภาพของนักวิจัยไทย หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกอย่างครบวงจร จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศในอนาคตมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพแห่งอนาคต

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การจัดงาน  มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 21 ถือเป็นเวทีสำคัญของประเทศในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่สาธารณะ โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2549 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยของประเทศ

    ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยไทยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระบบวิจัยของประเทศเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศบนฐานองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  

    ภายในงานยังจัดเวทีพิเศษ Thailand Clinical Research Hub: Aligning Clinical Research Capacity with New Growth Engine Policy เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิก พร้อมการเสวนา 3 เวทีสำคัญ ได้แก่  Thailand’s Clinical Research Moment: โอกาส ความเสี่ยง และเจตนารมณ์แห่งชาติ , Closing the Gap: สิ่งที่แต่ละ Stakeholder ทำได้จริงเพื่อดึง Sponsor มาไทย

    และ The Operational Reality: คนหน้างานบอกว่าอะไรปลดล็อกศักยภาพไทยได้จริงใน 3 ปี ก่อนปิดท้ายด้วยการนำเสนอทิศทาง  Charting the Course: ทิศทาง Clinical Research ไทย 2026–2029 เพื่อกำหนดหมุดหมายการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาคและระดับโลก

    โดยไฮไลท์ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศกว่า 1,000 ผลงาน ที่สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง อาทิ ผลงานโครงการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านของเล่น หุ่นกระบอก และหุ่นยนต์ สู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อเผยแพร่ในเทศกาลหุ่นโลก 2024 โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) 

    ผลงาน RakYim รักยิ้ม แพลตฟอร์มสุขภาพช่องปากดิจิทัลขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทันตกรรมในประเทศไทย โดยกรมอนามัย ผลงานรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้นำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่ความเข้มแข็งของชุมชนบ้านหนองบัวชุม จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยกรมการพัฒนาชุมชน รวมถึง ผลงานการประยุกต์นวัตกรรมการตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และอากาศยานไร้คนขับ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังมีผลงาน พลังเคย : อาหารพื้นถิ่น สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารโลก” โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผลงานเตียงป้องกันแผลกดทับและภูมิแพ้ โดยมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผลงานนวัตกรรมฟื้นฟูแผลเรื้อรังในแมวด้วยการใช้สเต็มเซลล์ร่วมกับเกล็ดเลือดเข้มข้นในเคสที่รักษายากและดื้อยา โดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

    ตลอดจนผลงาน นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นและส่งเสริมผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น ซึ่งล้วนสะท้อนพลังของงานวิจัยและนวัตกรรมไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    สำหรับมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด  Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2941542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O9wSmzbTTtWTkrZEQvrE6

  • “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่”งานวิจัยทาคลินิก ปลดล็อกศักยภาพไทย สู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก | เดลินิวส์

    “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่”งานวิจัยทาคลินิก ปลดล็อกศักยภาพไทย สู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก | เดลินิวส์

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Research Synergy พลิกโฉมประเทศไทยจากงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของชาติว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสำคัญที่งานวิจัยและนวัตกรรม จะต้องไม่ใช่เพียงแค่การศึกษาอยู่บนหิ้ง แต่ต้องเป็นกลไกหลัก (New Growth Engine) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ การผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง นักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และนักลงทุน จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างรายได้ เม็ดเงิน และสร้างงานให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ รองนายกฯ ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายดัน การวิจัยทางคลินิก (Clinical Research)” ให้เป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ในเวทีโลก โดยอาศัยจุดแข็งด้านสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ และโรงพยาบาลชั้นนำของไทย หากทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนา “ระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิก” อย่างครบวงจร จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ และผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกและอุตสาหกรรมสุขภาพในภูมิภาค สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า งานมหกรรมวิจัยฯ ในปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 21 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา วช. ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเครือข่ายวิจัยจนเห็นผลสำเร็จในเชิงพาณิชย์และสังคมอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการโชว์ศักยภาพว่า งานวิจัยไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติเศรษฐกิจ ยกระดับผู้ประกอบการฐานราก และขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวทีพิเศษ “Thailand Clinical Research Hub” เพื่อเจาะลึกแนวทางการดึงดูดสปอนเซอร์และนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทย รวมถึงการวางแผนทิศทาง Clinical Research ไทย ปี 2026–2029 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แห่งอนาคต

    สำหรับไฮไลท์สำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือการขนทัพผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากทั่วประเทศกว่า 1,000 ผลงาน มาจัดแสดง ซึ่งหลายผลงานโดดเด่นในเรื่องการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ อาทิ

    “พลังเคย : อาหารพื้นถิ่น สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารโลก” โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เปลี่ยนวัตถุดิบพื้นบ้านให้กลายเป็นสินค้าส่งออกระดับโลก

    “นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวฯ” โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ยกระดับผลิตภัณฑ์แฟชั่นและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก

    “การตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มด้วย AI และโดรน” โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรม

    “RakYim (รักยิ้ม)” แพลตฟอร์มสุขภาพช่องปากดิจิทัลขับเคลื่อนด้วย AI โดยกรมอนามัย ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน

    การจัดงานในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการประกาศศักดาความสามารถของนักวิจัยไทย แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนว่า งานวิจัยและนวัตกรรม คืออาวุธลับชิ้นสำคัญที่รัฐบาลกำลังใช้ขับเคลื่อน เพื่อพลิกฟื้นและสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5969760/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yc3ndj_XG2wBEGtKpuhgU

  • โฮมโปร ผนึก เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์กว่า 300 แบรนด์ เดินหน้าตอกย้ำเศรษฐกิจหมุนเวียน

    โฮมโปร ผนึก เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์กว่า 300 แบรนด์ เดินหน้าตอกย้ำเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 445,899 ตันต่อปี แต่มีเพียงไม่ถึง 10% เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี สะท้อนถึงความท้าทายสำคัญของช่องว่างระบบการจัดการของเสีย ที่ภาคธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้านสามารถเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหาได้โดยตรง

    23 มิ.ย. 2569 – “โฮมโปร” ในฐานะผู้นำธุรกิจ Home Solution & Living Experience ของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แบบครบวงจรต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ร่วมกับ เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์ 324 แบรนด์ เพื่อบริหารจัดการวงจรชีวิตสินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านโมเดลธุรกิจที่ผสานสินค้า บริการ และระบบการจัดการของเก่าอย่างถูกวิธีที่ได้ตามมาตรฐานสากล ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค มุ่งยกระดับสู่ ‘มาตรฐานใหม่การใช้ชีวิต’ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ากลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และเข้าถึงได้จริงสำหรับผู้บริโภค

    ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา (ม.ค.2566 – เม.ย.2569) โฮมโปรสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยสามารถนำสินค้าและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากบ้านลูกค้าของ โฮมโปรและเมกาโฮม นำกลับเข้าสู่ระบบการจัดการอย่างถูกวิธี ได้มากกว่า 590,869 ชิ้น คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 25,621 ตัน พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าในกลุ่มสินค้ารักษ์โลก (Circular Products) ได้มากกว่า 532 SKUs และส่งมอบสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่ผู้บริโภคแล้วกว่า 8.5 ล้านชิ้น คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่ากับ 35 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 2.3 ล้านต้น สะท้อนความสำเร็จของการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน ร่วมกับเอสซีจี และเครือข่ายพันธมิตรแบรนด์ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ในการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและพัฒนาสินค้ารักษ์โลกไปสู่ผู้บริโภค

    นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “โฮมโปรไม่ได้มอง Circular Economy เป็นเพียงแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว เพื่อทำให้การใช้ชีวิตแบบรักษ์โลกเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ และเกิดขึ้นได้จริงในทุกๆ วันของผู้บริโภค นอกจากนี้ ปัญหาขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ในครัวเรือนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ

    “Retail ยุคใหม่ ไม่ได้จบแค่วันที่ขายสินค้า แต่โฮมโปรเลือกที่จะเป็นแบรนด์ที่รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตสินค้า ตั้งแต่วันที่ลูกค้าซื้อ ไปจนถึงวันที่สินค้าชิ้นนั้นจะได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ทั้งนำไปต่อยอดเป็นวัสดุหมุนเวียนได้ไม่รู้จบ”

    โฮมโปรขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่าน 4 กลไกหลัก ที่ทำงานเชื่อมโยงกันตลอดวงจรชีวิตสินค้า เริ่มจาก “การยืดอายุการใช้งานสินค้า” ผ่านบริการจาก “ช่างโฮมโปร” (CHANG HomePro) ที่มุ่งเน้นซ่อมแซมและบำรุงรักษาก่อนการเปลี่ยนใหม่ ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยยืดอายุสินค้าให้ลูกค้าไปแล้วกว่า 97,006 ชิ้น ลดการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทาง ทดแทนการซื้อสินค้าใหม่

    กลไกที่สองคือ “การรับคืนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้ว ผ่านโครงการ แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ (Trade-In)  ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้านำสินค้าเก่ามาแลกรับส่วนลดเพื่อซื้อสินค้าใหม่ โดยปัจจุบันมีพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำเข้าร่วมโครงการแล้ว 324 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้ากว่า 11,110 รายการ และสามารถรับสินค้าเก่ากลับจากบ้านลูกค้าได้แล้วกว่า 590,869 ชิ้น

    กลไกที่สามคือ “การจัดการของเก่าอย่างถูกวิธี” ผ่านกระบวนการคัดแยกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และดำเนินการโดยพันธมิตรที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ครอบคลุมการจัดการของเก่ารวมกว่า 25,621 ตัน โดยหลีกเลี่ยงการฝังกลบให้เป็นทางเลือกสุดท้าย

    ส่วนกลไกที่สี่คือ “การสร้างมูลค่าใหม่จากวัสดุหมุนเวียน” ในรูปแบบของสินค้ารักษ์โลก (Circular Products) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 30 ราย เพื่อนำพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและวัสดุที่ผ่านการจัดการแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต พัฒนาเป็นสินค้ารักษ์โลกถึง 532 SKUs และส่งมอบสู่มือผู้บริโภคแล้วกว่า 8.5 ล้านชิ้น

    นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุ ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่างเอสซีจีกับโฮมโปรเป็นการร่วมสร้าง Circular Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การออกแบบวัสดุ การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน ภายใต้แนวคิด Inclusive Green Growth เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

    หัวใจสำคัญของความสำเร็จตลอด 3 ปี คือความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างเครือเอสซีจีผู้นำความยั่งยืนระดับโลก ที่ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับ ESG ในการผลักดัน Circular Economy สู่ชีวิตประจำวัน ผ่านการขับเคลื่อนของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก

    SCGC (เอสซีจี เคมิคอลส์): รีไซเคิลระบบปิด (Closed-Loop) นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ฟิล์ม และสายรัดพลาสติก มาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงมาตรฐานสากล (SCGC GREEN POLYMER™) พัฒนาสู่สินค้ารักษ์โลกที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1.1 ล้าน kgCO2e (เทียบเท่าปลูกต้นไม้ 93,000 ต้น)

    SCGP (เอสซีจี แพคเกจจิ้ง): บริหารจัดการขยะกระดาษจากโฮมโปรทุกสาขาผ่านเครื่องอัดเศษกระดาษ ณ ศูนย์กระจายสินค้า หมุนเวียนกลับสู่โรงงานรีไซเคิลแล้วกว่า 6,000 ตัน ลดก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 34 ล้าน kgCO2e

    SCGD (เอสซีจี เดคคอร์): สร้างระบบหมุนเวียนวัสดุ (Material Circularity) นำสุขภัณฑ์เก่ามาเป็นวัตถุดิบผลิตกระเบื้องเซรามิกใหม่ ช่วยลดขยะและลดก๊าซเรือนกระจกสะสมตลอด 3 ปีได้รวม 70,949 kgCO2e (เทียบเท่าปลูกต้นไม้ 4,730 ต้น)

    แนวทางดำเนินธุรกิจโฮมโปรสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน โฮมโปรเดินหน้าขยายเครือข่ายพันธมิตรทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิต เพื่อพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานให้สอดรับกับเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบสินค้า เลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการจัดการอย่างถูกวิธี

    ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนสะท้อนบทบาทโฮมโปรในฐานะต้นแบบองค์กรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เกิดขึ้นได้จริงทั้งในเชิงพาณิชย์ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคควบคู่กัน

    โฮมโปรเชื่อว่า Circular Economy ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “วิถีการใช้ชีวิตใหม่” ของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และทำให้การใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลกกลายเป็นเรื่องปกติของทุกครัวเรือน ภายใต้เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1019552/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xjFKcvLvlCb5f9uXr2QRe

  • ผนึกกรอ.ลุยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-ดันอุตสาหกรรมอนาคต

    ผนึกกรอ.ลุยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-ดันอุตสาหกรรมอนาคต


    ส.อ.ท.ร่วมถกกรอ.นัดแรก ตั้ง 4 คณะอนุกรรมการแก้วิกฤตเชิงโครงสร้าง ดันบิ๊กโปรเจกต์คมนาคม-พลังงานสะอาดชูแคมเปญ Made in Thailand อุ้ม SMEs แก้หนี้ คาดปั๊มเงินหมุนในระบบ 2 แสนล้าน

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ. ชุดใหม่ รวมถึงรับทราบผลการหารือร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีและภาคเอกชน ตลอดจนผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ประจำปี 2569 โดยสถาบัน IMD ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ในลำดับที่ 26 ของโลก ปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับจากปีที่ผ่านมา และยังคงอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน

    นอกจากนี้ได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านระบบการกำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ (Objectives and Key Results: OKR) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) และการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการลงทุนในอนาคต

    สำหรับการดำเนินงานภายใต้ กรอ. จะขับเคลื่อนผ่านกลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่  1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ  2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม 4. การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 4 คณะ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเด็นสำคัญและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการทำงานของ กรอ. อย่างเต็มที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐผ่านคณะอนุกรรมการทั้ง 4 คณะตามกลไกของ กรอ. เพื่อผลักดันข้อเสนอของภาคเอกชนให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เตรียมจัดตั้งทีมสนับสนุนการทำงานในประเด็นสำคัญ อาทิ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการแก้ไขปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะโครงการ Missing Link ชุมพร–ระนอง การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมสู่พลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้มีความต่อเนื่อง ผ่านการจัดทำแผนงานและติดตามผลอย่างเป็นระบบ

    อย่างไรก็ตามส.อ.ท. จะเดินหน้าส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand: MiT) ให้เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการไทย สนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้สินค้าไทยในทุกภาคส่วน รวมทั้งยกระดับศักยภาพผู้ผลิตไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยเฉพาะ SMEs เพื่อช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่ง ส.อ.ท. ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท

    “กลไก กรอ. เป็นเวทีสำคัญในการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเปลี่ยนข้อเสนอให้เกิดการลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง วันนี้ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกันต้องสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ผ่านการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย แรงงานไทย และประเทศชาติอย่างแท้จริง  ส.อ.ท. พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43974&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03h5DRHD9Y-9D2IfXDJOad

  • EECO ผนึกทีเส็บ ใช้ไมซ์เร่งลงทุน ดัน EEC ศูนย์เศรษฐกิจอนาคต

    EECO ผนึกทีเส็บ ใช้ไมซ์เร่งลงทุน ดัน EEC ศูนย์เศรษฐกิจอนาคต

    EECO ผนึกทีเส็บ ใช้ไมซ์เร่งลงทุน ดัน EEC ศูนย์เศรษฐกิจอนาคต

    ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EECO) พร้อมด้วย ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ 

    ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้วยอุตสาหกรรมไมซ์ ณ ห้องประชุม Conference สำนักงาน EECO โดยมีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน
     

    EECO ผนึกทีเส็บ ใช้ไมซ์เร่งลงทุน ดัน EEC ศูนย์เศรษฐกิจอนาคต

    EECO ชูธง 5 คลัสเตอร์เป้าหมาย ยกระดับสู่ศูนย์กลางภูมิภาค

    ดร.จุฬา สุขมานพ กล่าวถึงพันธกิจหลักของ EECO ในการมุ่งขับเคลื่อนพื้นที่อีอีซีให้กลายเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ของภูมิภาค โดยหัวใจสำคัญคือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนคุณภาพสูง”

    “ทั้งนี้ได้วางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การแพทย์ครบวงจร, ดิจิทัล, ยานยนต์สมัยใหม่, BCG (Bio-Circular-Green Economy) และบริการ ตลอดจนการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่ภาคการผลิต”

    การผนึกกำลังกับทีเส็บในครั้งนี้ จะเปิดประตูดึงดูดผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไมซ์ทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางขยายตลาดครั้งสำคัญให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการชุมชนใน 3 จังหวัดอีอีซี ภายใต้เกณฑ์มาตรฐาน EEC Select ซึ่งจะช่วยสร้างองค์ความรู้ ทักษะ สร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน EECO ผนึกทีเส็บ ใช้ไมซ์เร่งลงทุน ดัน EEC ศูนย์เศรษฐกิจอนาคต

    ทีเส็บ ใช้ ‘ไมซ์’ เชื่อมโลกสู่ EEC พร้อมลุย 3 โครงการใหญ่

    ด้าน ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ เผยว่า อุตสาหกรรมไมซ์จะเป็นกลไกทางการตลาดที่ทรงพลังในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน นวัตกรรม และเครือข่าย โดยใช้การจัดประชุม งานแสดงสินค้า และการเจรจาธุรกิจ เป็นเวทีเชื่อมโยงนักลงทุนและนักเดินทางไมซ์ทั่วโลกให้สัมผัสศักยภาพของพื้นที่ EEC โดยตรง 

    พร้อมกันนี้ยังมีการเตรียมแผนพัฒนาแนวทาง “Factory Visit Routing” เพื่อผสานการเจรจาธุรกิจเข้ากับประสบการณ์การเรียนรู้ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่จริง

    เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทีเส็บเตรียมขับเคลื่อนผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ Empower Eastern Exhibition (EEE) เพื่อส่งเสริมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย, โครงการ EEC MICE Product Premium มุ่งยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน และโครงการ EEC MICE Cluster Destination ที่เน้นส่งเสริมการตลาดและสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสถานที่จัดงานในพื้นที่ให้ทัดเทียมสากล

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแนวทาง ESG

    การจับมือระหว่าง EECO และ ทีเส็บ นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการบูรณาการศักยภาพด้านการลงทุนและอุตสาหกรรมไมซ์ โดยไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี 

    แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานสินค้า บริการ และชุมชน ภายใต้แนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดแก่นักลงทุน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/744329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iJUqwPy87RNqLQ_DR-lpr