Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Isuzu จัดรอบชิงชนะเลิศ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์”

    Isuzu จัดรอบชิงชนะเลิศ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์”

    ธุรกิจ

    Isuzu จัดรอบชิงชนะเลิศ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์”

    Isuzu เปิดโอกาสให้น้องๆ มัธยมถ่ายทอดคุณค่าของ “Trusted Buddy” ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะดิจิทอล รอบชิงชนะเลิศ โครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2568

    บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2568 รอบชิงชนะเลิศ ในหัวข้อ “Trusted Buddy (เพื่อนที่ไว้วางใจได้เสมอ) มีคุณค่าต่อชีวิตคุณอย่างไร ?” เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการผ่านผลงานศิลปะดิจิทอล ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 500,000 บาท พร้อมร่วมกิจกรรม Workshop กับกนต์ธร เตโชฬาร เจ้าของเพจ Art of Hongtae ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะดิจิทอล 

    ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่เราได้นำรูปแบบการประกวดวาดภาพดิจิทอล มาประยุกต์สำหรับ “โครงการอีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากการแข่งขันวาดภาพโพสเตอร์แบบดั้งเดิม ที่ส่งเสริมการแสดงออกทางศิลปะของเยาวชนไทยมาตั้งแต่ปี 2535 โดยในปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดมากกว่า 400 ผลงาน จากนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลายทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับทักษะด้านดิจิทอลได้อย่างน่าประทับใจ

    ผลงานศิลปะที่ส่งเข้าประกวดรอบคัดเลือกในหัวข้อ “Soft Power ไทย หลากหลายกว่าที่คุณคิด” ได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตัดสินทั้งในรอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ ประกอบด้วย รศ.ดร. ศุภชัย อารีรุ่งเรือง คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ผศ.ดร. วิชญ มุกดามณี รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร, ผศ. อนุพงษ์ จันทร คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะ และการออกแบบสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

    รอบชิงชนะเลิศจัดการแข่งขันในรูปแบบการวาดภาพดิจิทอลสดภายในเวลา 3 ชม. โดยประกาศหัวข้อซึ่งกำหนดขึ้นใหม่ภายในงานก่อนเริ่มการแข่งขันเพียงไม่กี่นาที เพื่อทดสอบทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สำหรับหัวข้อการแข่งขันในปีนี้ ได้นำแนวคิด “Trusted Buddy” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ Isuzu ในประเทศไทย มาประยุกต์เป็นหัวข้อในการแข่งขันวาดภาพดิจิทอลรอบชิงชนะเลิศ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยใช้ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการตีความความหมายของคำว่า Trusted Buddy ในมุมมองของตนเอง และถ่ายทอดผ่านผลงานศิลปะให้เห็นถึงคุณค่า และความหมายของแนวคิดนี้ต่อชีวิตของพวกเขา โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับธุรกิจของ Isuzu 

    ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ

    ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

    รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ณัฐภัสสร ใยย้อย โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ ได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ กชกร วิริยะวนิช โรงเรียนเกาะจันทร์พิทยาคาร จังหวัดชลบุรี ได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ พงศกร สาวิสัย โรงเรียนเลยพิทยาคม จังหวัดเลย ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลชมเชยจำนวน 7 รางวัล ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่
    กัญญาณัฐ เหลารื่น โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์
    วิลาสินี ชัยชนะ โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ กรุงเทพฯ
    ปภังกร สายญาติ โรงเรียนพนัสพิทยาคาร จังหวัดชลบุรี
    กิตติ เล็บครุฑ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น
    ทนุวา สุขเกษม โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่
    สุธี พลสังข์ โรงเรียนสว่างบริบูรณ์วิทยา จังหวัดชลบุรี

    ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

    รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ธนกฤต มีศิริ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กรุงเทพฯ ได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ณรัฐวัลย์ อนนตะชัย โรงเรียนสาธิต มศว. ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพฯ ได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทิวาวรรณ ฉายแสง โรงเรียนวังจันทร์วิทยา จังหวัดระยอง ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลชมเชยจำนวน 7 รางวัล ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่
    วาสนา สุโกกี โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
    สุคนธวา สุวรรณชาตรี โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา จังหวัดสงขลา
    ณภาภัช คุณานนท์ โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพฯ
    ชนะเทพ สร้างสุข โรงเรียนนครพนมวิทยาคม จังหวัดนครพนม
    เศกศักดิ์ เอียดนุช โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม จังหวัดพัทลุง
    ศศิธร ชดช้อย โรงเรียนเกาะจันทร์พิทยาคาร จังหวัดชลบุรี
    นฤพล หยองวังปา โรงเรียนสันติวิทยาสรรพ์ จังหวัดเลย
     

    ณัฐภัสสร ใยย้อย โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ รางวัลชนะเลิศระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เล่าถึงไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงานรอบชิงชนะเลิศว่า “หนูคิดว่าเพื่อนของหนูก็คือ “ศิลปะ” นี่แหละค่ะ เพราะว่าหนูรักการวาดรูปมาตลอด หนูเลยเลือกศิลปะเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดในการสร้างสรรค์ผลงาน หนูคิดว่าหัวข้อนี้ก็มีทั้งความยากและง่าย เราต้องตีความออกมาในรูปแบบของเรา คำว่าเพื่อนที่เราไว้ใจที่สุด แล้วก็มีคุณค่าสำหรับเราก็ไม่เหมือนกันแต่สำหรับหนูก็คือ ศิลปะ หนูอยากจะเชิญชวนเพื่อนๆ ทุกคนมาร่วมสร้างผลงานกับอีซูซุนะคะ จะได้เป็นประสบการณ์ที่ดีอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็จะได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนใหม่ๆ ด้วยค่ะ”

    ธนกฤต มีศิริ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กรุงเทพฯ รางวัลชนะเลิศระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เผยว่า “แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานในหัวข้อ “Trusted Buddy (เพื่อนที่ไว้วางใจได้เสมอ) มีคุณค่าต่อชีวิตคุณอย่างไร ?” ตอนแรกผมก็ตีไปว่าเพื่อนแบบยืนเป็นเพื่อนคู่กัน แต่พอคิดไปคิดมาคำว่าเพื่อนก็ใช้ได้หลายแบบ ทั้งสัตว์เลี้ยง ครอบครัว ครู แล้วก็งานอดิเรกของเราก็เป็นเพื่อนของเราได้ในยามที่เราเหงานะครับ ตอนแรกก็คิดว่าหัวข้อนี้ยากเพราะว่าผมเป็นคนเพื่อนน้อย ไม่ค่อยมีเพื่อน (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็พยายามคิดให้มันนอกกรอบไม่ซ้ำใคร การแข่งขันนี้สนุกดีครับ ผมขอเชิญชวนเพื่อนๆ ให้มาลองแข่งขันวาดรูปกับ Isuzu นะครับ แถมยังได้ฟังวิทยากรมาให้ความรู้ด้านศิลปะ วันนี้สนุกมากเลยครับ”

    นอกจากนี้ ยังมีรางวัล Popular Vote จำนวน 10 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 5 คน จะได้รับทุนการศึกษา คนละ 2,500 บาท ทั้งนี้สามารถติดตามประกาศรางวัลในโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2568 ได้ที่ https://isuzuyouthrelations.com/ และสามารถติดตามข่าวสารของ Isuzu เพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/571224&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BH4XEpbJIgdjWaDMo4XR4

  • SMO จับมือมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตอกย้ำบทบาทภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัตกรรม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SMO จับมือมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตอกย้ำบทบาทภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัตกรรม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายกุศล ศรีเปารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ร่วมพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการวิจัยการปฏิบัติสหกิจศึกษา และการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการ ระหว่าง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กับ บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) ภายในงาน WALAILAK INVESTOR DAY 2026 ภายใต้แนวคิด “Synergy of Innovation: Powering Regional Growth” ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

    โดยมีวัตถุเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษา สู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนางานวิจัย การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต

    ทั้งนี้ SMO มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรผ่านความร่วมมือกับภาคการศึกษาและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อร่วมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานขององค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/01/630197/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ucecYwQTKRupzxjWGp5KQ

  • ไทยช่วยไทยพลัส คาดแจกเงินเท่าเดิม เริ่มใช้จ่าย พ.ค. 69

    ไทยช่วยไทยพลัส คาดแจกเงินเท่าเดิม เริ่มใช้จ่าย พ.ค. 69

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t0-C7_ZfFvXNHJ86N-OS5

  • ขอนแก่นจัดเวทีรับฟังแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

    ขอนแก่นจัดเวทีรับฟังแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

    ขอนแก่นจัดเวทีรับฟังแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

    วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรม The Heritage Grand Khon Kaen Hotel & Convention จ.ขอนแก่น ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการยกร่างด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และอดีตประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571-2575 ในระดับพื้นที่ โดยมีนายยุทธพร พิรุณสาร รอง ผวจ.ขอนแก่น พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีเครือข่ายร่วมเสนอความคิดเห็น เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้าเข้าร่วม

    โดยสภาพัฒน์ ระบุว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2570 จึงได้เริ่มกระบวนการจัดทำร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 ผ่านการรวบรวมข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการวิเคราะห์แนวโน้มและคาดการณ์อนาคตอย่างเป็นระบบ เพื่อให้แผนฉบับใหม่สอดรับกับสถานการณ์ประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัย

    ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องเร่งยกระดับศักยภาพการพัฒนาในทุกมิติ ไม่เพียงเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถปรับตัวเท่าทันความเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/955985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yCLxYe5l-JWtPsQE0GGIW

  • พรอนงค์-อัสสเดช กางแผนปั้นตลาดทุนไทย ดัน “เครื่องยนต์ตัวที่ 5”

    พรอนงค์-อัสสเดช กางแผนปั้นตลาดทุนไทย ดัน “เครื่องยนต์ตัวที่ 5”

    นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยในงานสัมมนา Battle Strategy 2026: Winning the New World Order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ในหัวข้อ The Market Catalyst: Bridging Regulation and Promotion to Power the 3% Mandate ว่า บทบาทของ ก.ล.ต. คือการออกแบบกติกาและโครงสร้างตลาดทุนให้เอื้อต่อความเป็นธรรมสำหรับผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่าย ทั้งผู้ออกผลิตภัณฑ์ ผู้ระดมทุน ผู้ลงทุน และตัวกลางในตลาด

    หลักสำคัญคือการเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้เกณฑ์ที่เหมาะสม และยังคงคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเพียงพอ โดย ก.ล.ต. ไม่ได้มุ่งเห็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่สร้างการซื้อขายระยะสั้นหรือเพิ่มปริมาณธุรกรรมเพียงชั่วคราว แต่ต้องการเห็นการเติบโตของผลิตภัณฑ์และตลาดทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    นางพรอนงค์กล่าวว่า การทำงานของ ก.ล.ต. ต้องประสานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว การยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเห็นประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจที่มีคุณภาพ

    ในประเด็นการกำกับดูแล ก.ล.ต. ยึดหลัก proportionate regulation หรือการกำกับแบบได้สัดส่วน กล่าวคือ ต้องไม่เข้มงวดจนปิดกั้นนวัตกรรมและสภาพคล่องของตลาด แต่ก็ต้องไม่ผ่อนปรนจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบตลาดทุน โดยสิ่งที่ไม่สามารถผ่อนคลายได้ คือการคุ้มครองผู้ลงทุนและการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด เพราะถือเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดทุน

    ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. พร้อมพิจารณาผ่อนปรนเกณฑ์บางประการในลักษณะยามุ่งเป้า สำหรับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเป้าหมายที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดทุน เช่น ธุรกิจใหม่หรือธุรกิจที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี การผ่อนปรนดังกล่าวต้องไม่กระทบต่อหลักการคุ้มครองผู้ลงทุน และต้องแลกกับประโยชน์ที่ชัดเจนต่อระบบนิเวศตลาดทุนโดยรวม

    สำหรับความกังวลของผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้ทำหน้าที่คัดกรองบริษัทเข้าจดทะเบียน นางพรอนงค์ระบุว่า ก.ล.ต. รับทราบเสียงสะท้อนดังกล่าว และได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงยกระดับข้อมูลด้านคุณภาพของผู้มีบทบาทเป็น gatekeeper เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น

    นางพรอนงค์กล่าวอีกว่า หากต้องการให้ตลาดทุนไทยเป็น “เครื่องยนต์ตัวที่ 5” ของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จำเป็นต้องขยายทั้งฐานนักลงทุน ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และช่องทางการระดมทุน ควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อให้ตลาดทุนเป็นมากกว่าทางเลือกสำรอง แต่เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

    ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า บทบาทของตลาดทุนไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นช่องทางให้นักลงทุนออมเงิน ลงทุน หรือบริหารความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยง “ผู้มีทุน” กับ “ผู้ต้องการทุน” เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับต่อยอดและขยายกิจการ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสู่เป้าหมายร้อยละ 3

    ทั้งนี้ ตลท.ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์ “Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โดยมุ่งเป็นประตูสู่โอกาสการลงทุนที่ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและเชื่อมั่นได้ พร้อมวางภารกิจสำคัญในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนให้มีเสถียรภาพและดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเสริมศักยภาพผู้ร่วมตลาดให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในอนาคต

    นายอัสสเดชกล่าวว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะที่มี “ซัพพลายมาก” จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุนไทย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เข้าถึงธุรกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น ผ่านเครื่องมือการลงทุนในตลาดทุนไทย เช่น ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นชั้นนำระดับโลกอย่าง Apple หรือ Nvidia ได้ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศ โดยไม่ต้องโอนเงินไปลงทุนต่างประเทศโดยตรง

    ขณะเดียวกัน ตลท.และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังอยู่ระหว่างหารือกับภาคเอกชนและที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อผลักดันให้บริษัทต่างชาติ หรือบริษัทที่ได้รับการลงทุนจากต่างชาติและเข้ามาสร้างฐานธุรกิจในประเทศไทย สามารถเข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้มากขึ้น ทั้งในรูปแบบ Primary Listing และ Secondary Listing เพื่อเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบตลาดทุนไทยในระยะต่อไป

    อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ ตลท. เดินหน้าร่วมกับ ก.ล.ต. คือโครงการ JUMP+ ซึ่งมุ่งยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียนและกระตุ้นให้กลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ถือหุ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้บริษัทที่เข้าร่วมต้องจัดทำแผนธุรกิจระยะ 3 ปีอย่างชัดเจน ครอบคลุมเป้าหมายด้านรายได้ กำไร ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น ตลอดจนแนวทางการเติบโตและการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินทิศทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นายอัสสเดชระบุว่า แม้ตลาดทุนไทยยังมีบริษัทที่มีศักยภาพและปัจจัยพื้นฐานที่ดีจำนวนมาก แต่การสื่อสารกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศยังไม่เพียงพอ ดังนั้น ตลท.จึงต้องเร่งเพิ่มกิจกรรมโรดโชว์และการพบปะนักลงทุนแบบเผชิญหน้า โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนโดยตรง เพื่อสะท้อนจุดแข็งและศักยภาพของตลาดทุนไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่อยากเห็นจากภาครัฐในระยะต่อไป นายอัสสเดชมองว่า ควรมีการผลักดัน “บัญชีออมเพื่อการลงทุนแบบถาวร” หรือ TISA เพื่อสร้างเครื่องมือการออมระยะยาวที่มีความต่อเนื่อง ลดปัญหาแรงหนุนตลาดที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ เหมือนในอดีต พร้อมออกแบบให้มีความยืดหยุ่น เปิดทางให้ประชาชนแต่ละช่วงวัยสามารถเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเองได้

    นอกจากนี้ ตลท.และ ก.ล.ต. ยังผลักดันโครงการ Bond Connect เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลผ่านบัญชีหลักทรัพย์ได้โดยตรง จากเดิมที่การลงทุนส่วนใหญ่ยังผูกอยู่กับช่องทางธนาคารเป็นหลัก ซึ่งหากดำเนินการได้จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงแก่ผู้ลงทุนรายย่อย เพิ่มสภาพคล่องในตลาด และต่อยอดการใช้พันธบัตรเป็นเครื่องมือบริหารสภาพคล่องหรือหลักประกันทางการเงินได้ในอนาคต

    ในด้านกฎเกณฑ์การซื้อขาย นายอัสสเดชกล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับการซื้อขายความถี่สูง หรือ High-Frequency Trading (HFT) ยังเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลท.ได้ทยอยออกมาตรการเพื่อสร้างสมดุลในการซื้อขายหลายด้าน และในระยะถัดไปจะพิจารณาปรับเกณฑ์ต่าง ๆ บนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นสำคัญ เพื่อให้โครงสร้างตลาดมีความโปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนมากขึ้น

    พร้อมกันนี้ ตลท. ยังเตรียมยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านแนวทาง “BOI to IPO” และ “SET to BOI” เพื่อเชื่อมโยงตลาดทุนเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและการขยายการลงทุนของภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ

    ช่วงท้าย นายอัสสเดชยังแสดงมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของตลาดทุนไทย โดยระบุว่า หากตัดปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ออกไป ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น และก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดก็เริ่มเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาแล้ว อีกทั้งตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวลงน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในเอเชีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/822922&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ev24cH4AOvWFbu_tqLsQr

  • เจาะลึกรถโดยสาร EV อบจ.เชียงราย ยกระดับเมืองท่องเที่ยวพลังงานสะอาด

    เจาะลึกรถโดยสาร EV อบจ.เชียงราย ยกระดับเมืองท่องเที่ยวพลังงานสะอาด

    เชียงรายเร่งปูทางรถโดยสาร EV รับสงกรานต์ เชื่อมพลังงานสะอาดกับความมั่นใจการเดินทาง

    เชียงราย, 1 เมษายน 2569 – จากห้องประชุมพลังงานสู่โจทย์ใหญ่ของการเดินทางทั้งจังหวัด ในห้วงเวลาที่เชียงรายกำลังเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกและแรงกดดันจากปัญหาฝุ่นควัน จังหวัดไม่ได้มองเรื่องน้ำมันเป็นเพียงปัญหาการเติมเชื้อเพลิงระยะสั้นอีกต่อไป หากเริ่มขยับไปสู่การวางรากฐานใหม่ของระบบเดินทางทั้งจังหวัด โดยการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน สะท้อนชัดว่าภาครัฐกำลังใช้สถานการณ์พลังงานเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดระเบียบทั้งการกระจายเชื้อเพลิง การประเมินความต้องการใช้พลังงานในแหล่งท่องเที่ยว และการมองหาโครงสร้างขนส่งทางเลือกที่ลดการพึ่งพาน้ำมันลงในระยะยาว

    จุดที่น่าสนใจคือ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่แค่การเฝ้าระวังสถานการณ์ แต่ลงมือกำกับตรวจสอบคลังน้ำมันและสถานีบริการจริง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 30 มีนาคม 2569 ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดนำทีมพลังงานจังหวัด ชั่งตวงวัดจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่สุ่มตรวจคลังน้ำมันและสถานีบริการ เพื่อตรวจสต๊อก ป้องกันการกักตุน และย้ำไม่ให้มีการปฏิเสธการจำหน่ายแก่ประชาชน นั่นสะท้อนว่ารัฐต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้รถ ภาคเกษตร ภาคขนส่ง และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ว่าเชียงรายจะไม่ปล่อยให้ปัญหาพลังงานลุกลามไปกระทบเศรษฐกิจสงกรานต์แบบไร้ทิศทาง

    Fuel Now กับการบริหารความเชื่อมั่นในภาวะตึงตัว

    ในภาพระดับประเทศ รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้เปิดใช้ระบบ Fuel Now เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบสถานะสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ผ่านข้อมูลเปิดปิดของปั๊มและปริมาณน้ำมันคงเหลือ โดยกรมธุรกิจพลังงานระบุว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 103 วัน แยกเป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร น้ำมันระหว่างขนส่งอีกประมาณ 4,200 ล้านลิตร และมีสัญญาจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,700 ล้านลิตร แต่ปัญหาจริงอยู่ที่ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติจนระบบขนส่งเชื้อเพลิงปรับตัวไม่ทัน รัฐจึงต้องผ่อนผันให้รถบรรทุกน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเร่งอัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ระบบเพื่อลดปัญหาคอขวดในบางพื้นที่

    สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ Fuel Now ไม่ได้อยู่แค่การบอกว่าปั๊มไหนเปิดหรือปิด แต่อยู่ที่การลดความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวันของคนเดินทาง จังหวัดอยู่ในฐานะพื้นที่ปลายทางของเชื้อเพลิงและเป็นจังหวัดท่องเที่ยวชายแดน เมื่อเกิดความตื่นตระหนก ผู้คนมักออกไปต่อคิวเติมน้ำมันพร้อมกันจนยิ่งเร่งปัญหาให้หนักขึ้น การมีระบบตรวจสอบสถานะน้ำมันทั้งจากแพลตฟอร์มระดับประเทศและระบบเช็กสถานะน้ำมันในจังหวัดที่สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงรายผลักดันผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์ จึงมีบทบาทเหมือนเครื่องมือคุมความตื่นตระหนกทางสังคมไปพร้อมกัน ช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางได้ดีขึ้น และช่วยให้จังหวัดบริหารจุดเสี่ยงด้านพลังงานได้แม่นขึ้นในช่วงเทศกาลที่การใช้รถหนาแน่นกว่าปกติ

    วิกฤตราคาน้ำมัน กลายเป็นแรงผลักให้เชียงรายคิดเรื่องรถสาธารณะใหม่ทั้งระบบ

    ภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและปัญหาฝุ่น PM 2.5 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จึงเริ่มขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การคิดเรื่องระบบรับส่งสาธารณะใหม่ในระดับจังหวัด โดยข้อมูลจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดและสื่อท้องถิ่นเมื่อ 30 มีนาคม 2569 ระบุว่า มีการหารือความเป็นไปได้ในการจัดหารถรับส่งสาธารณะหรือรถยนต์ไฟฟ้ามาให้บริการประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองและลดควันพิษในระยะยาว ประเด็นสำคัญของการขยับครั้งนี้คือการมองรถสาธารณะในฐานะบริการสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เพียงเรื่องยานพาหนะ แต่เป็นเครื่องมือพยุงค่าครองชีพและคุณภาพอากาศของคนทั้งจังหวัด

    แม้แนวคิดดังกล่าวยังอยู่ในขั้นหารือเชิงนโยบาย แต่เมื่อวางทับกับแผนแม่บทระบบขนส่งสาธารณะของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร จะพบว่าจังหวัดเชียงรายมีฐานทางวิชาการและแผนลงทุนรองรับอยู่แล้ว รายงานแผนแม่บทซึ่งเผยแพร่เมื่อ 13 มีนาคม 2569 กำหนดเป้าหมายให้สัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ชุมชนต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2580 และกำหนดโครงการพัฒนาเส้นทางรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า 6 สายทาง รวมระยะทาง 253.4 กิโลเมตร ครอบคลุมเส้นทางยุทธศาสตร์ตั้งแต่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วัดร่องขุ่น เซ็นทรัลเชียงราย สิงห์ปาร์ค เวียงชัย วัดห้วยปลากั้ง ไปจนถึงพื้นที่ชุมชนและสถานศึกษาในเขตเมืองและเมืองต่อเนื่อง

    ในเชิงตัวเลข แผนแม่บทระบุงบจัดซื้อรถ EV ระยะแรก 62 คัน ประมาณ 465 ล้านบาท ก่อสร้างป้ายรถโดยสารสาธารณะ 314 ป้าย ประมาณ 314 ล้านบาท และก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าอีก 1 แห่ง วงเงินประมาณ 100 ล้านบาท ชุดตัวเลขนี้ทำให้เห็นชัดว่าเชียงรายไม่ได้กำลังคิดเรื่องรถไฟฟ้าในระดับทดลองเล็ก ๆ แต่กำลังพูดถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานขนส่งใหม่ทั้งระบบ ซึ่งหากเดินตามแผนได้จริง จะเปลี่ยนวิธีเดินทางของคนเมืองเชียงรายในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงเพิ่มรถไม่กี่คันบนถนนเท่านั้น

    ฐานประชากรและทิศทางเมือง บอกชัดว่าระบบขนส่งใหม่จำเป็นมากขึ้นทุกปี

    เหตุผลที่เชียงรายไม่อาจเลื่อนโจทย์นี้ออกไปได้เรื่อย ๆ อยู่ที่โครงสร้างเมืองเอง รายงานของ สนข. อ้างข้อมูลกรมการปกครองพบว่า ช่วงปี 2555 ถึง 2566 จังหวัดเชียงรายมีประชากรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.72 ต่อปี โดยอำเภอเมืองเชียงราย แม่สาย และพาน เป็น 3 อำเภอที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด การเติบโตของเมือง ศูนย์การศึกษา การค้าชายแดน และการท่องเที่ยว ทำให้ความต้องการเดินทางในแต่ละวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหากปล่อยให้การเดินทางพึ่งรถส่วนบุคคลเป็นหลัก เมืองย่อมเผชิญต้นทุนซ้ำซ้อน ทั้งรถติด มลพิษ และค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงที่ถ่ายลงสู่ครัวเรือนมากขึ้นทุกปี

    เมื่อเมืองมีประชากรหนาแน่นขึ้นและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น การวางระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมระหว่างสนามบิน ศูนย์การค้า มหาวิทยาลัย สถานที่ราชการ วัด และแหล่งท่องเที่ยว จึงไม่ใช่เรื่องหรูหรา แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เพราะต่อให้เชียงรายมีงานใหญ่ มีวัดระดับโลก มีเมืองชายแดน และมีเทศกาลสงกรานต์ระดับสามแผ่นดิน หากนักท่องเที่ยวและประชาชนต้องแบกรับความไม่แน่นอนเรื่องน้ำมัน ค่าเดินทาง และเวลารอรถ เมืองก็ย่อมสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างเงียบ ๆ ในทุกฤดูกาลท่องเที่ยว

    ภาคเอกชนเริ่มทดสอบแล้ว และผลลัพธ์ชี้ว่ารถ EV ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

    สัญญาณที่สำคัญอีกด้านคือ ภาคเอกชนในภาคเหนือได้เริ่มพิสูจน์แล้วว่ารถโดยสารไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงภาพจำในงานแสดงเทคโนโลยี แต่ใช้งานจริงได้ในเชิงพาณิชย์ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์เคยได้รายงานเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2568 ว่า กรีนบัสเปิดตัวรถโดยสารไฟฟ้า 12 คันแรกของภาคเหนือ พร้อมสถานีชาร์จ โดยให้บริการในเส้นทางเชียงใหม่–เชียงราย และเชียงใหม่–พะเยา ด้วยเงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท บริษัทประเมินว่ารถชุดแรกจะให้บริการรวม 3,066,864 กิโลเมตรต่อปี ลดการใช้น้ำมันดีเซลได้กว่า 1,076,093 ลิตรต่อปี ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึงร้อยละ 50 และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 960 ตันต่อปี

    ที่สำคัญกว่านั้นคือ รถโดยสารไฟฟ้าชุดดังกล่าวมีระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร ซึ่งในบริบทของภาคเหนือที่เผชิญปัญหาฝุ่นควันทุกปี เรื่องนี้มีน้ำหนักเชิงสาธารณสุขอย่างมาก เพราะเท่ากับว่ารถสาธารณะไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขนคนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่กลายเป็นพื้นที่เดินทางที่ปลอดภัยกว่าเดิมสำหรับผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ นักเรียน ผู้ป่วย และแรงงานที่ต้องเดินทางประจำ หากภาครัฐเชียงรายสามารถต่อยอดแนวคิดนี้เข้ากับแผนแม่บทของตนเองได้ การมีระบบขนส่ง EV จะไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์สีเขียว แต่จะเป็นนโยบายคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้จริงในชีวิตประจำวัน

    เมื่อข้อมูลเมืองอัจฉริยะถูกดึงมาเชื่อมกับระบบเดินทาง

    อีกฐานรากที่กำลังทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นไปได้มากขึ้น คือการวางระบบข้อมูลเมือง จังหวัดเชียงรายและสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลได้หารือเรื่องการผลักดันเชียงรายสู่เมืองอัจฉริยะมาตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยหนึ่งในหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงข้อมูลเมืองผ่าน City Data Platform และให้สำนักงานสถิติจังหวัดเข้ามามีบทบาทหลักในการจัดการข้อมูลเมือง ข้อได้เปรียบของแนวทางนี้คือทำให้ข้อมูลการเดินทาง พลังงาน คุณภาพอากาศ การท่องเที่ยว และบริการสาธารณะ สามารถถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกันได้ แทนที่จะกระจัดกระจายอยู่คนละหน่วยงานเหมือนที่ผ่านมา

    ในทางปฏิบัติ หากนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย สามารถเชื่อมระบบรถโดยสาร EV เข้ากับข้อมูลพลังงานและข้อมูลการเดินทางได้จริง เมืองจะสามารถมองภาพรวมได้ชัดขึ้นว่าจุดใดใช้พลังงานมาก จุดใดมีนักท่องเที่ยวหนาแน่น ช่วงเวลาใดควรเพิ่มรถ จุดใดควรบริหารปริมาณเชื้อเพลิงสำรอง และพื้นที่ใดควรให้ความสำคัญกับรถสาธารณะเพื่อลดฝุ่นควันหรือรถติดเป็นพิเศษ นั่นทำให้รถ EV ไม่ใช่เพียงยานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารเมืองสมัยใหม่ที่ใช้ข้อมูลตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้เพียงการคาดเดาเหมือนอดีต

    สงกรานต์เชียงแสนคือบททดสอบแรกของความพร้อมด้านพลังงานและการเดินทาง

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ให้เหตุผลที่เรื่องนี้เร่งด่วนขึ้นทันที อยู่ที่ปฏิทินการท่องเที่ยวของเชียงรายเอง งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน มีกำหนดจัดระหว่าง 13 ถึง 18 เมษายน 2569 โดยมีทั้งขบวนแห่ 3 แผ่นดิน เวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำ หอคอยน้ำ การแสดงแสงสีเสียง และการแข่งขันเรือพาย 22 ฝีพายในวันที่ 17 ถึง 18 เมษายน นี่ไม่ใช่งานย่อยระดับอำเภอ แต่เป็นงานที่จังหวัดใช้เป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างภาพจำใหม่ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมริมโขงอย่างชัดเจน

    เมื่อจังหวัดคาดหวังให้มีคลื่นนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่เชียงแสนและพื้นที่เชื่อมต่อ การบริหารพลังงานจึงกลายเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวโดยตรง ที่ประชุมพลังงานจังหวัดจึงให้น้ำหนักกับการประเมินแผนการใช้น้ำมันตามจุดท่องเที่ยวหลักทั่วจังหวัด และเร่งสำรวจความต้องการใช้พลังงานเพื่อรองรับเทศกาล การมาถึงของนักท่องเที่ยวจำนวนมากย่อมหมายถึงการเดินทางที่หนาแน่นขึ้น การเติมน้ำมันที่ถี่ขึ้น และแรงกดดันต่อระบบขนส่งในช่วงเวลาจำกัด หากจังหวัดไม่วางระบบข้อมูลและทางเลือกสาธารณะไว้ล่วงหน้า ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์จะเกิดขึ้นทันที เพราะนักท่องเที่ยวจดจำความสะดวกหรือความติดขัดได้เร็วกว่าที่รายงานใดจะอธิบายทัน

    ประเด็นชวนคิดที่เชียงรายต้องตอบให้ได้

    ถึงแม้แนวโน้มการพัฒนาจะชัดขึ้น แต่โจทย์ที่เชียงรายต้องตอบยังมีอีกหลายข้อ ข้อแรกคือความแตกต่างระหว่าง แนวคิด กับ บริการจริง เพราะแผนแม่บทและการหารือเชิงนโยบายเป็นคนละเรื่องกับการเปิดเดินรถจริง จังหวัดจึงต้องแปลงแผนให้กลายเป็นบริการที่ตรงเวลา เข้าถึงง่าย และมีโครงสร้างค่าโดยสารที่ประชาชนยอมรับได้ ข้อสองคือความพร้อมด้านสถานีชาร์จ ศูนย์ซ่อมบำรุง ช่างเทคนิค และการบริหารรอบวิ่ง ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญที่หากไม่เตรียมพร้อมจะทำให้ระบบสะดุดตั้งแต่ระยะแรก

    ข้อที่สามคือการทำให้เทคโนโลยีใหม่ไม่กลายเป็นภาระใหม่ของประชาชน หากรถ EV ดีขึ้นแต่แพงขึ้นเกินไป ระบบก็จะไม่สามารถดึงคนออกจากรถส่วนบุคคลได้จริง ข้อที่สี่คือการรักษาความโปร่งใสในการลงทุน เพราะโครงการขนาดหลายร้อยล้านบาทต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งพอจะทำให้คนเชียงรายมั่นใจว่าเงินภาษีถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง และข้อสุดท้ายคือการเชื่อมระบบขนส่งเข้ากับปฏิทินท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นรถสาธารณะจะยังถูกมองเป็นแค่เรื่องประจำวันของคนเมือง แทนที่จะเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั้งจังหวัดตลอดปี

    เมืองที่อุ่นใจเรื่องพลังงาน จะได้เปรียบมากกว่าเมืองที่มีแค่สถานที่ท่องเที่ยว

    ในภาพใหญ่ที่สุด เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในฐานะนายก อบจ.เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงการประชุมเรื่องน้ำมันหรือการศึกษาความเป็นไปได้ของรถ EV เท่านั้น แต่คือการตั้งคำถามใหม่กับการพัฒนาเมืองทั้งระบบว่า เมืองท่องเที่ยวในยุคใหม่ควรแข่งขันกันที่อะไร หากมองให้ลึกลงไป การมีวัดสวย ธรรมชาติเด่น หรือเทศกาลใหญ่ อาจไม่เพียงพออีกแล้ว เมืองที่ผู้คนเชื่อมั่นว่าเดินทางสะดวก เติมพลังงานได้ วางแผนได้ และหายใจได้สะอาดกว่า ย่อมได้เปรียบในระยะยาวมากกว่าเมืองที่มีเพียงจุดถ่ายรูปสวยแต่ไร้ระบบรองรับอยู่เบื้องหลัง

    เชียงรายกำลังเดินเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อแบบนั้นพอดี วิกฤตราคาน้ำมันบีบให้จังหวัดต้องเร่งคิดเรื่องพลังงาน ขณะที่ปัญหาฝุ่นควันบังคับให้จังหวัดมองเรื่องขนส่งในมุมสาธารณสุขมากขึ้น ส่วนเทศกาลสงกรานต์และการแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวก็กดดันให้จังหวัดต้องทำให้ระบบเดินทางมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม หากภาครัฐท้องถิ่น ภาคจังหวัด และภาคเอกชน สามารถเชื่อมแนวคิดเหล่านี้เข้าหากันได้จริง เชียงรายอาจไม่ได้เพียงมีรถโดยสาร EV เพิ่มขึ้น แต่กำลังก่อร่างเมืองต้นแบบที่ใช้พลังงานสะอาด ข้อมูลอัจฉริยะ และการบริหารความเชื่อมั่น เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการพัฒนาในภาคเหนือ

    บทสรุป

    ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 สิ่งที่พอมองเห็นได้ชัดคือ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กำลังเร่งเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การออกแบบโครงสร้างใหม่ของการเดินทางและพลังงานในจังหวัด การมี Fuel Now และระบบตรวจสถานะน้ำมันในพื้นที่ช่วยพยุงความมั่นใจของประชาชนในระยะสั้น ขณะที่การหารือเรื่องรถโดยสาร EV ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและแผนแม่บทของ สนข. กำลังปูพื้นฐานสำหรับการลดภาระน้ำมัน ลดฝุ่นพิษ และสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัยขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาว ส่วนงานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่กำลังจะมาถึง คือบททดสอบสำคัญว่าระบบข้อมูล การบริหารพลังงาน และการเตรียมพร้อมด้านการเดินทางของจังหวัด จะทำให้คำว่า เที่ยวเชียงรายอย่างอุ่นใจ เป็นจริงได้แค่ไหนในสายตาของทั้งคนพื้นที่และนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-ev-bus-songkran-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lhub5YthySnSLeXrLIWOk

  • SCB อัดฉีดสินเชื่อ 17,575 ล้านบาท หนุน 7 กลุ่ม พัฒนา 9 โรงแรม วางเป้าต้นแบบโรงแรมยั่งยืน จุดแข็งใหม่ท่องเที่ยวไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB อัดฉีดสินเชื่อ 17,575 ล้านบาท หนุน 7 กลุ่ม พัฒนา 9 โรงแรม วางเป้าต้นแบบโรงแรมยั่งยืน จุดแข็งใหม่ท่องเที่ยวไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ไทยพาณิชย์ยืนหนึ่งธนาคารที่มีบทบาทการสนับสนุนโรงแรมสีเขียว ล่าสุดประกาศความสำเร็จสนับสนุนวงเงินสินเชื่อสีเขียว (Green Financing) เพื่อพัฒนาโรงแรมใหม่ ให้แก่ 7 กลุ่มธุรกิจโรงแรม จำนวนรวม 9 โครงการ วงเงินรวม 17,575 ล้านบาท โดยทั้ง 9 โครงการนี้ เป็นการก่อสร้างอาคารโรงแรมใหม่เพื่อให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล (Green Building Certification) เพื่อยกระดับสู่ “โรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” (Green Hotel) และเป็นต้นแบบการปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมแก่โรงแรมทั่วประเทศ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนระดับโลกและบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net zero) ภายในปี 2050

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาธุรกิจท่องเที่ยวไทยจะเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่แน่นอนและการแข่งขันที่รุนแรงของประเทศต่างๆ ในเอเชียในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ หากแต่ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรม ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของไทย ด้วยความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมไทยที่มุ่งเจาะตลาดนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และการก้าวเข้าสู่โรงแรมยั่งยืน ทั้งนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้มุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมทั่วประเทศยกระดับปรับตัวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    ล่าสุดธนาคารมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนขับเคลื่อนธุรกิจของ 7 กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมไทย เพื่อพัฒนาโรงแรมใหม่ จำนวนรวม 9 โครงการ วงเงินสินเชื่อรวม 17,575 ล้านบาท โดยทั้ง 9 โครงการนี้ จะเป็นการก่อสร้างเพื่อให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานการรับรองอาคารเขียวระดับสากล (Green Building Certification) จาก EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) หรือ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ทั้งนี้ โรงแรมทั้ง 9 แห่งพัฒนาโดย 7 กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม ประกอบด้วย บี แอนด์ จี กรุ๊ป, เบญจสิริ ปาร์ค พร็อพเพอร์ตี้, หยี่เต้ง ฮอสพิทาลิตี้, เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป, พราว กรุ๊ป, บีชฟร้อนท์ ไฮด์อะเวย์ และ บูทิค คอร์ปอเรชั่น

    นายกฤษณ์ กล่าวว่า โรงแรมทั้ง 9 แห่งของ 7 กลุ่มผู้ประกอบการ เป็นแบบอย่างของธุรกิจที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อยอดไปสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายการเข้าพักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งนี้ การเข้าพักในโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะไม่ใช่เพียงแค่กระแสสั้นๆ อีกต่อไป เพราะด้วยแรงสนับสนุนนโยบายความยั่งยืนของเชนโรงแรมขนาดใหญ่และตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ หรือ OTA รวมถึง ข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของ EU ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2028 การที่อุตสาหกรรมโรงแรมของไทยมุ่งสู่ความยั่งยืนจึงกลายเป็นจุดแข็งใหม่ที่สร้างมูลค่าให้แก่การท่องเที่ยวไทย และสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นกำลังสำคัญให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net zero) ภายในปี 2050

    ทั้งนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจโรงแรมของไทย สะท้อนจากการเป็นผู้นำในระบบสถาบันการเงินที่มีพอร์ตสินเชื่อของธุรกิจโรงแรมที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 1.35 แสนล้านบาท และจากกลยุทธ์การทำงานร่วมกันกับกลุ่มลูกค้าเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่โรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดเตรียมผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า อาทิ โครงการสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจสำหรับธุรกิจโรงแรม และสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืนของลูกค้า ส่งผลให้พอร์ตลูกค้าธุรกิจโรงแรมของธนาคารทั่วประเทศได้ขยับเข้าสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

    ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โครงการสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจสำหรับธุรกิจโรงแรม และสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายความยั่งยืนของลูกค้า ได้ที่ https://www.scb.co.th/th/about-us/sustainability/scbsustainability

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/01/630168/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j7eadL1y2wZPkekDMruO0

  • จ่อนำนโยบาย ‘เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท’ เข้าประชุม ครม. นัดแรก

    จ่อนำนโยบาย ‘เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท’ เข้าประชุม ครม. นัดแรก

    จ่อนำนโยบาย ‘เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท’ เข้าประชุม ครม. นัดแรก

    จ่อนำนโยบาย ‘เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท’ เข้าประชุม ครม. นัดแรก

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายที่ รัฐบาลอนุทิน 2 จะขับเคลื่อนเกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยวคือการจัดเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” หรือค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจะมีการเสนอเข้าที่ประชุม ครม.นัดแรก เพื่อประกาศให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

    จ่อนำนโยบาย ‘เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท’ เข้าประชุม ครม. นัดแรก

    ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินว่า จะให้จัดเก็บเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางทางอากาศเท่านั้นในอัตรา 300 บาท/คน/ครั้ง ส่วนการจัดเก็บทางบกและทางน้ำซึ่งทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเคยศึกษาไว้ที่อัตรา 150 บาท/คน/ครั้ง มองว่าอาจจะกระทบต่อคนที่ต้องเดินทางข้ามชายแดนแบบเช้าไปเย็นกลับ จึงยังไม่ควรจัดเก็บในส่วนนี้

    “ขณะเดียวกัน มองด้วยว่าต้องปรับเปลี่ยนชื่อเรียกค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้ฟังดูเป็นบวกมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่เรียกกันติดปากว่าค่าเหยียบแผ่นดิน”

    จ่อนำนโยบาย ‘เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท’ เข้าประชุม ครม. นัดแรก

    นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านแนวคิดของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ต้องการปรับโครงสร้างใหญ่ของ 2 กระทรวง ด้วยการควบรวม “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” กับ “กระทรวงวัฒนธรรม” เข้าด้วยกัน เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ จึงมองว่าควรบูรณาการงานร่วมกันมากขึ้น โดยจะแยกงานด้านกีฬาออกมาดูแลเฉพาะเป็นอีกกระทรวง

    เมื่อควบรวม 2 กระทรวงสำเร็จแล้ว เบื้องต้นคาดว่าจะใช้ชื่อว่า “กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” โดยคาดว่ากระบวนการควบรวมจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 2 เริ่มงาน

    จ่อนำนโยบาย ‘เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท’ เข้าประชุม ครม. นัดแรก

    สำหรับผู้บริหารกระทรวงในระดับรัฐมนตรีว่าการ เบื้องต้นคาดว่ากระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จะมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ ส่วนกระทรวงกีฬา จะมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ส.ส. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย มาขับเคลื่อนงานแต่ละด้านให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/615280&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IGSOlBIiYFJLKEMKCOkn4

  • “พิพัฒน์” ดันเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท เฉพาะทางอากาศ ชง ครม. อนุทิน 2

    “พิพัฒน์” ดันเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท เฉพาะทางอากาศ ชง ครม. อนุทิน 2

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน”

    โดยนายพิพัฒน์ ระบุว่า “หนึ่งในนโยบายที่ รัฐบาลอนุทิน 2 จะขับเคลื่อนเกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยว คือการจัดเก็บ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ หรือค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจะมีการเสนอเข้าที่ประชุม ครม.นัดแรก เพื่อประกาศให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ”
     

    สำหรับรายละเอียดการจัดเก็บนั้น ได้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทการเดินทางในปัจจุบัน โดยจะมุ่งเน้นไปที่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านช่องทางอากาศเป็นหลัก ในอัตรา 300 บาทต่อคนต่อครั้ง

     ขณะที่การเดินทางผ่านทางบกและทางน้ำซึ่งเคยมีการศึกษาว่าอาจจัดเก็บในอัตรา 150 บาทนั้น จะยังไม่มีการดำเนินการในระยะนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อความคล่องตัวของผู้ที่เดินทางข้ามชายแดนแบบเช้าไปเย็นกลับ

    นอกจากมิติเรื่องรายได้ นายพิพัฒน์ยังมีเป้าหมายที่จะปรับภาพลักษณ์ของการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว โดยระบุว่า “มองด้วยว่าต้องปรับเปลี่ยนชื่อเรียกค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้ฟังดูเป็นบวกมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่เรียกกันติดปากว่าค่าเหยียบแผ่นดิน”

    การปฏิรูปโครงสร้างเพื่อรองรับซอฟต์พาวเวอร์ ควบคู่ไปกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียม พรรคภูมิใจไทยยังมีแผนที่จะปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงเพื่อบูรณาการการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อ “กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” โดยตั้งเป้าจะดำเนินการควบรวมให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากเริ่มบริหารงาน
     

    นายพิพัฒน์ กล่าวเสริมถึงแนวคิดนี้ว่า “เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ จึงมองว่าควรบูรณาการงานร่วมกันมากขึ้น โดยจะแยกงานด้านกีฬาออกมาดูแลเฉพาะเป็นอีกกระทรวง”

     ทั้งนี้คาดการณ์ว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ จะเข้ามาเป็นผู้ดูแลกระทรวงใหม่นี้ ในขณะที่ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล จะได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนงานด้านกีฬาเป็นการเฉพาะ เพื่อสร้างความชัดเจนในการบริหารงานแต่ละด้าน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740262&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Q-qgNo6Wb3XcEGUyUtZw

  • เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เผิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการลดลงของการส่งออกและรายรับภาคการท่องเที่ยวที่เผชิญปัจจัยชั่วคราว รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนตัวลงหลังสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ 

    อุปสงค์ในประเทศชะลอตัว หลังหมดแรงส่ง EV 3.0  ท่องเที่ยววูบ

    ในด้านอุปสงค์พบว่า การบริโภคภาคเอกชนปรับลดลง โดยเฉพาะในหมวดสินค้าคงทนจากการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงก่อนหน้าที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง สอดคล้องกับกิจกรรมในภาคการค้าและยอดจำหน่ายยานยนต์ที่ลดลง

    ขณะที่ ภาคการท่องเที่ยว รายรับปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มตลาดระยะไกลที่เดินทางเข้ามามากไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและมาเลเซียลดลงเนื่องจากเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวกจากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน 

    ส่งออก-การผลิตอุตสาหกรรม เผชิญปัจจัยลบชั่วคราว

    ด้านอุปทานและภาคการต่างประเทศ มูลค่าการส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลง โดยเฉพาะในหมวดปิโตรเลียมและอัญมณีที่เร่งตัวไปมากในเดือนก่อน ส่งผลต่อเนื่องให้ การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในทุกกลุ่ม โดยกลุ่มปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน ขณะที่หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้ายังคงเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง

    ,

    การลงทุนเอกชน-งบรัฐฯ ยังทำหน้าที่เครื่องยนต์หลัก

    ท่ามกลางภาวะการชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนกลับขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์จากการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิกลุ่มคอมพิวเตอร์ รวมถึงหมวดก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นทั้งอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม

    นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวโดดเด่น ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานด้านคมนาคมและโครงการภายใต้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ: เงินเฟ้อติดลบ-ค่าเงินบาทผันผวน

    สำหรับด้านเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้น มาอยู่ที่ร้อยละ -0.88 จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาหมวดอาหารสดที่ลดลงตามปริมาณผลผลิตผักและเนื้อสัตว์ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกที่ 0.56%  ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล 2.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ตามดุลการค้าที่เกินดุลจากการนำเข้าที่ลดลง

    ในส่วนของ ค่าเงินบาท มีความผันผวนสูง โดยแข็งค่าในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จากเสถียรภาพการเมืองที่ชัดเจนหลังการเลือกตั้ง แต่กลับมาอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมีนาคมตามการแข็งค่าของดอลลาร์ สรอ. และความกังวลต่อผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง

    ประเด็นเฝ้าระวังระยะข้างหน้า ธปท. ชี้เป้า 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 

    1. พัฒนาการความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
    2. การปรับตัวของธุรกิจและประชาชนต่อราคาพลังงานที่สูงขึ้น
    3. ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655408&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M6_sd-vKLPfVIVFCumgrb