Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ชู 5 นโยบายหลัก  เตรียมแถลงรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

    เปิดร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ชู 5 นโยบายหลัก  เตรียมแถลงรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้


    เปิดร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ชู 5 นโยบายหลัก  เตรียมแถลงรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้ ยึดหลักธรรมาภิบาล-พิทักษ์สถาบัน

    ความคืบหน้าของร่างนโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ในระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ ล่าสุด ขณะนี้รัฐบาลที่ได้ร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว  มีจำนวน 21 หน้า

    มีเนื้อหาระบุว่า รัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

    สำหรับคำแถลงนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ประกอบด้วย นโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย  มีจำนวน 19 หน้า ดังนี้

    1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ   สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” 

    ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่“เกษตร

    แม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน”ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

    2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง  เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก  ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่าน การบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไข ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค 

    มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วย

    สันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญกรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน  โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ

    พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้

    มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนิน
    โครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง  4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ 

    3.นโยบายด้านสังคม   เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันทีโดยการปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างใน เศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว   ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้า

    การใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ อาทิ การแพทย์ทางไกล ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและ การแพทย์แผนไทย การวิจัยและเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย  สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย   จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่ 

    4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนา

    ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติและกักเก็บน้ำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง  พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อ  สร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

    5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย  ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่“ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ  ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super
    license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน  เร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อ สภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี

    การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น  ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่

    เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนต่าง ๆจำนวนกว่าเจ็ดพันฉบับ ซึ่งสร้างภาระงบประมาณและภาระแก่ประชาชน   เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ  ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่  แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล

    แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง 

    นอกจากนี้รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ

    แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช  2560 มาตรา 162 โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ในช่วงเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่องด้าน ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” ซึ่งจะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการยกเครื่องประเทศให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพื่อนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศนำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคนได้ตามเป้าหมาย 

    โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์(Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น  5 กลุ่ม ดังนี้

    1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลงทุนเพื่ออนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AIตลอดจนพัฒนากฎหมายระเบียบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    2.ด้านการผลิต การค้าและบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตร เกษตรแปรรูป พัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ และผลักดัน SMEs ให้เติบโตและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับประเทศ รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

    3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อให้กับคนไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่
    ของโลก

    4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางการคลังและการคุ้มครองทางสังคม

    5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะและบทบาทไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายขั้ว และเสริมความมั่นคงภายใน–ชายแดน–กองทัพ ให้พร้อมรับภัยคุกคามสมัยใหม่ 

    โดยในช่วงท้ายของคำแถลงนโยบาย  นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ท้ายที่สุดนี้ กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่าความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่

    เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย โดยรัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็มและทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนและนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและ
    เป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว

    กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 6 เม.ย. 2569  ต่อจากนั้นจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อเห็นชอบ คำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา  ซึ่งวางกำหนดการไว้ ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. นี้ 

    เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบต่อนโยบายของรัฐบาลก็จะให้รัฐบาลสามารถเริ่มนับ หนึ่งปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/41701&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RffPi58F4RRlrtK5-HRgb

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 06/04/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 06/04/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/139588&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TEBYztYLqBHVdmbG2o-2K

  • ส่งออกอัญมณีเดือนก.พ.ลด 29.32% หลังเจอปัญหาสารพัด แต่ทองคำยังพุ่งแรง

    ส่งออกอัญมณีเดือนก.พ.ลด 29.32% หลังเจอปัญหาสารพัด แต่ทองคำยังพุ่งแรง

    ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ก.พ.69 ไม่รวมทองคำ มูลค่า 1,624.04 ล้านดอลลาร์ ลด 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังเจอปัญหาหลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม แต่ทองคำยังแรง มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์เพิ่ม 18.22% จากการส่งออกไปขาย หลังราคาขยับขึ้นต่อเนื่อง คาดแนวโน้มส่งออกยังเจอปัจจัยเสี่ยงอีกมาก 

    นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ จีไอที (GIT )เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 1,624.04 ล้านดอลลาร์ ลดลง 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังจากเพิ่มบวกเมื่อเดือน ม.ค.2569 ที่ผ่านมา

    หากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,727.77 ล้านดอลลาร์ ลดลง 15.59% รวม 2 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 3,432.16 ล้านดอลลาร์ ลด 14.88% รวมทองคำมูลค่า 7,293.97 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 18.92%

    ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ มีมูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18.22% จากการส่งออกไปขายตามราคาทองในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จากกรณีสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่าน ภาษีใหม่สหรัฐฯ ที่ใช้มาตรา 122 เรียกเก็บ 10% และกองทุน SPDR Gold ยังคงซื้อทองคำต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน และรวม 2 เดือน ส่งออกทองคำ 3,861.81 ล้านดอลลาร์ พิ่มขึ้น 83.76%

    ทางด้านตลาดส่งออก ฮ่องกง เพิ่ม 26.80% เยอรมนี เพิ่ม 25.47% อิตาลี เพิ่ม 38.73% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 189.27% ญี่ปุ่น เพิ่ม 85.07% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 14.45% เบลเยียม เพิ่ม 14.31% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 138.85% ส่วนอินเดีย ลด 39.50% สหรัฐฯ ลด 26.57% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง

    ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 206,370.439% เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 24.15% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 29.67% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 362.26% พลอยก้อน เพิ่ม 99.87% โลหะเงิน เพิ่ม 752.09% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 3.23% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลด 3.85% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 17.11% เพชรก้อน ลด 6.05% เพชรเจียระไน ลด 3.86%

    ส่งออกอัญมณีเดือนก.พ.ลด 29.32% หลังเจอปัญหาสารพัด แต่ทองคำยังพุ่งแรง

    นายสุเมธ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกจากนี้ไป ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลก เพราะยังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลายประเทศเร่งปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับความเสี่ยงระยะยาว

    ปัญหาความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง ร่วมกับภาวะตึงตัวในตลาดน้ำมันอย่างรุนแรง จากสงครามในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ส่งออกน้ำมันถึง 20% ของโลก ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ ทำให้ความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น

    รวมทั้งไทยยังมีเรื่องความผันผวนของค่าเงินบาท ที่เป็นตัวกดดัน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ ทั้งกำลังซื้อของคู่ค้าลดลง และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้าง ภูมิคุ้มกันห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี และระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ปราศจากข้อขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228442&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_-svNJ4MC0je6Ygkf4GJ7

  • อว.-ศธ. ดันปฏิรูปการศึกษา ไม่ควรจำกัดมาตรวัดแบบเดียวด้วย ‘เกรด-คะแนนสอบ’ | เดลินิวส์

    อว.-ศธ. ดันปฏิรูปการศึกษา ไม่ควรจำกัดมาตรวัดแบบเดียวด้วย ‘เกรด-คะแนนสอบ’ | เดลินิวส์

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายพีรวิชญ์ ขันติศุข ผู้อำนวยการ PTP Academy อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมงานและร่วมแสดงความเห็นในงานเสวนาครบรอบ 10 ปี “ก่อการครู” เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 69 ณ Mixt Chatuchak โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการปรับระบบการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับศักยภาพและความแตกต่างของผู้เรียนในรายบุคคล

    ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การศึกษาไม่ควรถูกจำกัดด้วยมาตรวัดแบบเดียว เช่น เกรดหรือคะแนนสอบ เนื่องจากนักเรียนแต่ละคนมีความถนัดและศักยภาพที่แตกต่างกัน บางคนอาจโดดเด่นด้านวิชาการ ขณะที่บางคนมีความสามารถด้านดนตรี กีฬา หรือทักษะอื่น ๆ ซึ่งระบบการศึกษาควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พัฒนาในสิ่งที่ตนเองถนัดอย่างเต็มที่

    พร้อมยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า แม้จะเรียนได้ดี แต่ใช้เวลาอ่านหนังสือช้ากว่าผู้อื่น สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถของคนไม่สามารถวัดได้จากตัวชี้วัดเพียงรูปแบบเดียว จึงจำเป็นต้องมีระบบดูแลและพัฒนาผู้เรียนแบบ “หนึ่งต่อหนึ่ง” เพื่อให้ตอบโจทย์ความแตกต่างดังกล่าว

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยที่ยังไม่เอื้อต่อการเติบโตของอาชีพนอกกรอบ เช่น นักดนตรีหรือนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ซึ่งในหลายประเทศสามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคงได้ จึงเสนอว่าไม่ควรให้อาชีพเป็นตัวกำหนดทิศทางการศึกษา แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสามารถสร้างเส้นทางของตนเองได้

    ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “เครือข่าย” และการทำงานร่วมกัน โดยระบุว่า หลายสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แท้จริงแล้วเกิดจากการขาดการเชื่อมโยงระหว่างคนที่มีความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกตัวอย่างเชิงรูปธรรมว่า หากต้องการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่อง MRI หากสามารถรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ก็อาจทำให้สิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นความจริงได้

    ในมิติของโอกาสทางการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเรียนรู้แบบออนไลน์ (Online Learning) สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงองค์ความรู้และครูผู้เชี่ยวชาญได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการใช้งาน เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ได้เสนอให้การศึกษา ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่หลายกระทรวงต้องร่วมมือกัน และต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันออกแบบระบบที่ยืดหยุ่น ลดเนื้อหาหลัก (Core) ที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะเฉพาะด้าน

    ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ทั้งนี้ เมื่อเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนฯ ก็น่าจะมีร่างของกระทรวงศึกษาฯ ร่างของพรรคการเมืองอื่นมาประกอบและปรับให้เข้ากันให้เหมาะสมโดยเชื่อว่ากฎหมายน่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี พร้อมย้ำว่าการยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องของการบริหารประเทศที่ต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรถูกกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง

    “ผมเคยพูด ล่าสุดก็กับท่านนายกรัฐมนตรีว่า การเมืองควรแยกออกจากการบริหารบ้านเมือง วันนี้เราจะทำให้คุณภาพชีวิตเด็กดีขึ้น นี่คือการบริหารบ้านเมืองให้ไปข้างหน้า ส่วนเรื่องเลือกตั้งรอบหน้าก็เป็นเรื่องการเมือง อย่าทำเรื่องทะเลาะเบาะแว้งมาทำให้การดูแลเยาวชนช้าลงไปอีก เพราะหากการศึกษาดี ประเทศก็จะดี และสามารถต่อยอดการพัฒนาในทุกมิติได้อย่างยั่งยืนได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปิดท้าย

    ด้านนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่าตนอยากอยากเห็นการศึกษาของไทยกลับมามีความหวัง ซึ่งการที่ได้ทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ยศชนัน เป็นสิ่งที่รู้สึกว่านี่คือทีมเวิร์คที่จะทำงานร่วมกันให้การศึกษาไทยมีความหวังอีกครั้ง พร้อมยอมรับว่ารู้สึกหนักใจในตอนแรก ที่ต้องเข้ามาดูเรื่องการศึกษา แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบก็อยากเป็นคนรุ่นใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยผลักดันการศึกษาของไทย ให้เปลี่ยนแปลงมากที่สุด

    โดยต้องฟื้นความหวังการศึกษาไทย ที่ต้องทำให้ครูกลับมามีความสุขกับการสอน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะงานเอกสาร เพิ่มเวลาคุณภาพในห้องเรียน พร้อมทั้งสนับสนุนสวัสดิการและการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูสามารถสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ

    นอกจากนี้ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างจริงจัง และส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้เรียนอย่างรอบด้าน

    “ตนเชื่อมั่นว่าไม่มีใคร หรือพรรคการเมืองใด อยากเห็นประเทศไทยล้าหลัง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเริ่มจากการศึกษาที่ดี โดยตนในฐานะฟันเฟืองของกระทรวงศึกษาธิการจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราจะตั้งใจทำงานเพื่อการศึกษาของไทยที่ดีขึ้น “ นายอัครนันท์ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5754784/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00vvFTRyMZzjpZdjLnXpVn

  • หลวงพี่น้ำฝน รับเข็ม “เสมาคุณูปการ” เชิดชูบทบาทวัดหนุนการศึกษา สร้างเยาวชนคุณภาพ

    หลวงพี่น้ำฝน รับเข็ม “เสมาคุณูปการ” เชิดชูบทบาทวัดหนุนการศึกษา สร้างเยาวชนคุณภาพ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/139583&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o3ktcsQzVnTLDKZDwQauQ

  • ปักหมุดเล่นน้ำ! พิกัดสงกรานต์ 2569 กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

    ปักหมุดเล่นน้ำ! พิกัดสงกรานต์ 2569 กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

    ความสนุกของ สงกรานต์ 2569 กลับมาปลุกบรรยากาศความคึกคักทั่วประเทศอีกครั้ง ภาพแห่งความสุขเกิดขึ้นจากการผสมผสานของเสียงเพลงจังหวะสนุก เสียงหัวเราะของเพื่อนฝูงและครอบครัว ความชุ่มฉ่ำของน้ำที่ฉีดและสาดช่วยคลายร้อน เติมความสดชื่นและสีสันให้กับการเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยที่หลายคนเฝ้ารอ

    แม้ปีนี้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัด และราคาน้ำมันที่ยังคงพุ่ง ทำให้การวางแผนทริปช่วงวันหยุดยาวต้องคิดกันมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความสนุกของเทศกาลแห่งความสุขนี้ลงเลย หลายคนจึงเลือกเที่ยวแบบสบาย ๆ “ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น” ออกไปสนุกกับบรรยากาศสงกรานต์ที่ยังคงเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและรอยยิ้มเหมือนเช่นทุกปี

    ทั่วไทยตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงเมืองท่องเที่ยวต่างจังหวัด ต่างเตรียมเปิดพื้นที่จัดงานสงกรานต์อย่างคึกคัก ทั้งถนนเล่นน้ำ คอนเสิร์ต เวทีดนตรี กิจกรรมวัฒนธรรม และงานเทศกาลท้องถิ่นที่สะท้อนเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ ชวนผู้คนออกมาสาดน้ำคลายร้อนและใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ปักหมุดออกไปสนุกกับบรรยากาศสงกรานต์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาได้ตลอดช่วงวันหยุดกลางเดือน เม.ย.

    ภาพประกอบข่าว ปักหมุดเล่นน้ำ! พิกัดสงกรานต์ 2569 กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

    กิจกรรมสงกรานต์ในปีนี้ มีการจัดงานรวมเกือบ 80 แห่งทั่วกรุงเทพฯ โดยกิจกรรมหลักของกรุงเทพมหานครจะเน้นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย เช่น การสรงน้ำพระและกิจกรรมประเพณี ขณะที่ภาคเอกชนและย่านท่องเที่ยวสำคัญก็จัดงานสงกรานต์ เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้ออกมาเล่นน้ำคลายร้อนกันอย่างเต็มที่

    สงกรานต์สีลม 2569

    ย่านธุรกิจใจกลางเมืองอย่าง ถนนสีลม เตรียมจัดเทศกาลสงกรานต์แบบจัดเต็ม 3 วัน ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย. ในช่วงเทศกาล ถนนสีลม จะมีการเปลี่ยนจากถนนสายทำงาน เป็นถนนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาร่วมสนุกกันอย่างคึกคัก

    ถนนตลอดสายให้กลายเป็นพื้นที่เล่นน้ำขนาดใหญ่ ผู้คนสามารถเดินเล่น สาดน้ำ และสนุกกับเสียงเพลงจากเวทีต่าง ๆ ที่ตั้งตลอดเส้นทาง สร้างบรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่กลางวันไปจนถึงค่ำ

    นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ในถนนสีลม ต่างพากันสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน

    นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ในถนนสีลม ต่างพากันสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน

    สงกรานต์ถนนข้าวสาร 2569

    อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของการเล่นน้ำสงกรานต์คือ ถนนข้าวสาร ซึ่งปีนี้จัดเต็ม 3 วัน ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. ถนนข้าวสารถือเป็นจุดเล่นน้ำสงกรานต์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทุกปีจึงมีทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาร่วมสนุกกันอย่างคับคั่ง

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเสียงเพลง และการสาดน้ำคลายร้อน ทำให้ถนนทั้งสายมีชีวิตชีวาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงค่ำ พร้อมมาตรการดูแลความปลอดภัยในการเล่นน้ำอย่างเข้มงวด เพื่อให้ทุกคนสนุกกับเทศกาลได้อย่างเต็มที่

    บรรยากาศสงกรานต์ ที่ถนนข้าวสาร

    บรรยากาศสงกรานต์ ที่ถนนข้าวสาร

    สงกรานต์สวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) 2569

    สวนเบญจกิติ และพื้นที่โรงงานยาสูบเดิม จัดงานมหกรรมสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ “Maha Songkran World Water Festival 2026” ระหว่างวันที่ 11–15 เม.ย. มุ่งยกระดับ เทศกาลสงกรานต์ ของไทยสู่เวทีโลก ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสานแนวคิดทั้ง อดีต ปัจจุบัน และร่วมสมัย เพื่อตอกย้ำความเป็นเทศกาลงานประเพณี ระดับโลก ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้ชาวไทยและชาวต่างประเทศมาร่วมกิจกรรม

    ไฮไลต์ภายในงาน ทุกคนจะได้พบกับ พิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่ โซนสงกรานต์ 5 ภูมิภาค รวมวัฒนธรรมไทย คอนเสิร์ตและการแสดงจากศิลปินชื่อดัง โชว์โดรนแปรอักษรยามค่ำคืน กิจกรรมสายบุญ ก่อเจดีย์ทราย สรงน้ำพระ การแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัย โซนเล่นน้ำ (เด็ก / ผู้สูงอายุ / EDM) โซนจำหน่ายอาหารไทยและสินค้าท้องถิ่น (หมายเหตุ : ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้)

    ภาพประกอบข่าว ปักหมุดเล่นน้ำ! พิกัดสงกรานต์ 2569 กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

    สงกรานต์ย่านสยาม 2569

    สงกรานต์ย่านสยาม 2569 หนึ่งในจุดเล่นน้ำยอดนิยมของกรุงเทพฯ เตรียมคึกคักตลอดช่วง วันที่ 10 – 15 เม.ย. ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่าง สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่, สยามสแควร์, บรรทัดทอง,จามจุรีสแควร์ และ MBK Center

    พื้นที่นี้ถือเป็นอีกโซนเล่นน้ำยอดฮิตของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ที่มารวมตัวกันสร้างสีสันให้สงกรานต์กลางเมืองคึกคักไม่แพ้จุดอื่น ๆ ไฮไลต์กิจกรรม มิวสิคเฟสติวัลระดับโลก รวมศิลปินกว่า 150 ชีวิต, สวนน้ำกลางเมือง Waterland เล่นน้ำแบบจัดเต็ม, โซนสตรีทฟู้ดและเล่นน้ำ “Banthat Thong Water Street”, Beach Club จำลองใจกลางเมือง พร้อมดนตรีสดให้ชิล ๆ นอกจากนี้ ยังมี อีเวนต์ครีเอทีฟ, แฟชั่น, เทคโนโลยี และเวิร์กช็อป โซนถ่ายรูป อาร์ตอินสตอลเลชัน และไอเทมลิมิเต็ด และการแสดงวัฒนธรรมไทย โขน และมวยไทย

    ทั้งหมดทำให้ย่านสยามกลายเป็นอีกหนึ่ง แลนด์มาร์กสงกรานต์ของกรุงเทพฯ ที่ผสมผสานทั้งความสนุก และเสน่ห์วัฒนธรรมไทยได้อย่างลงตัว

    ขณะที่ภาคเอกชนได้จัดกิจกรรมขนาดใหญ่หลายจุดสำคัญของกรุงเทพฯ เช่น บริเวณเซ็นทรัลเวิลด์ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ และไอคอนสยาม ซึ่งมีทั้งคอนเสิร์ตและกิจกรรมประเพณีสงกรานต์

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ปีนี้กรุงเทพฯให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสถานการณ์อากาศร้อนจัด ซึ่งค่าดัชนีความร้อนอาจสูงถึง 60 องศาเซลเซียส จึงกำชับผู้จัดงานทุกพื้นที่ให้เตรียมจุดปฐมพยาบาล น้ำดื่ม และมาตรการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรองรับประชาชนที่อาจเดินทางท่องเที่ยวนอกพื้นที่ลดลง เนื่องจากภาวะค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้คาดว่าจะมีประชาชนอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมากขึ้น

    นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังร่วมกับตำรวจดูแลการจราจรในพื้นที่ที่เคยมีปัญหาความแออัด เช่น โชคชัย 4 วัดเวฬุวนาราม (ไผ่เขียว) เขตดอนเมือง และริมคลองทวีวัฒนา ในเขตทวีวัฒนาและเขตหนองแขม โดยจะมีการจำกัดการเล่นน้ำให้เหมาะสม พร้อมทั้งห้ามไม่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะ เช่น การเก็บค่าจองพื้นที่หรือจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม

    พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันเล่นน้ำอย่างสุภาพ เคารพสิทธิของผู้อื่น และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยที่ดีงาม เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย

    Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย

    งาน Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย ครั้งที่ 11 ยกระดับสงกรานต์วิถีไทย เชื่อมพลังชุมชน ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ปักหมุด 6 จังหวัด 4 ภาคทั่วไทย ระหว่างวันที่ 11–15 เม.ย. 69

    1.กรุงเทพฯ ณ 10 ท่าน้ำสำคัญทางประวัติศาสตร์ วันที่ 13 – 15 เม.ย. 69 5 ท่าน้ำพระอารามหลวง 1.วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์), วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร (วัดอรุณฯ), วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร (วัดระฆังฯ), วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร (วัดกัลยาฯ), วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร (วัดประยูร)

    5 ท่าน้ำสำคัญทางประวัติศาสตร์ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น, สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม , ท่าศาลเจ้ากวนอู คลองสาน, ท่ามหาราช, ท่ายอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค

    สงกรานต์นี้ ชวนคุณออกมา “ทำบุญ เที่ยวชิล เสพศิลป์” ริมเจ้าพระยา ในบรรยากาศที่รวมทั้งความศรัทธาและวิถีชีวิตชุมชนไว้ด้วยกัน

    2. เชียงใหม่ ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วันที่ 11 – 13 เม.ย. ตักบาตรโชติกา ห่มผ้าพระธาตุเจดีย์หลวง สัมผัสของอร่อยและวิถีชุมชนล้านนา

    3. ลำพูน ณ ถนนรถแก้ว และถนนอินทยงยศ วันที่ 11 – 13 เม.ย. ชมขบวนแห่สรงน้ำพระ ช้อป-ชิม-ชิล ตลาดชุมชนและอาหารพื้นเมือง

    4. ขอนแก่น ณ วัดไชยศรี บ้านสาวะถี อ.เมืองขอนแก่น วันที่ 13 – 15 เม.ย. สัมผัสประเพณีบุญสงกรานต์อีสานดั้งเดิม พิธีสะเดาะเคราะห์ ตักบาตรหน้าสิม ชมการแสดงหมอลำ

    5 อุดรธานี ณ ลานวัฒนธรรมมรดกโลกบ้านเชียง อ.หนองหาน วันที่ 12 – 13 เม.ย. 69 ทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรพ่อใหญ่ แม่ใหญ่ ตามประเพณีดั้งเดิม

    6. ภูเก็ต วันที่ 11 – 13 เม.ย. 69 ณ หาดป่าตอง วันที่ 13 เม.ย. ณ วัดไม้ขาว ชม Art Installations สัมผัสวัฒนธรรมเปอรานากัน และเสน่ห์แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างหาดป่าตอง

    ภาพประกอบข่าว ปักหมุดเล่นน้ำ! พิกัดสงกรานต์ 2569 กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

    พิกัดเล่นน้ำสงกรานต์ 2569 ต่างจังหวัด

    ขณะที่ในต่างจังหวัด เมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงใหม่ พัทยา หรือจังหวัดท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ ก็ยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสสงกรานต์ ซึ่งหลายพื้นที่เตรียมกิจกรรมวัฒนธรรม ขบวนแห่ และงานเทศกาลดนตรีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว

    จ.สุโขทัยเตรียมจัดกิจกรรม “เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์สุโขทัย 2569” อย่างคึกคักตลอดช่วงเดือน เม.ย. เพื่อสืบสานประเพณีสงกรานต์และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยมีกิจกรรมหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น และงานเทศกาลอาหาร

    ระหว่างวันที่ 8-12 เม.ย. จะมี งานประเพณีสรงน้ำโอยทาน สงกรานต์ศรีสัชนาลัย จัดขึ้นที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระยาลิไท และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย

    ขณะเดียวกันยังมี งานประเพณีสงกรานต์และเทศกาลอาหารเมืองสวรรคโลก ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา รวมถึง งานย้อนอดีตมหาสงกรานต์กรุงสุโขทัย ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย. ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งนำเสนอเสน่ห์ของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในอดีต

    นอกจากนี้ยังมี งานสงกรานต์เสื้อลายดอก ถนนข้าวตอกสุโขทัย ระหว่างวันที่ 12-15 เม.ย. บริเวณหอนาฬิกาเมืองสุโขทัยและสวนสาธารณะริมแม่น้ำยม ที่จะเต็มไปด้วยบรรยากาศการเล่นน้ำและกิจกรรมสร้างสีสันตลอดทั้งวัน ก่อนปิดท้ายด้วย งานประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง สรงน้ำเจ้าหมื่นด้ง ระหว่างวันที่ 17-19 เม.ย. ณ บริเวณอนุสาวรีย์เจ้าหมื่นด้ง ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย

    สงกรานต์ 2569 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเตรียมจัดกิจกรรมต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 อย่างคึกคัก ภายใต้บรรยากาศความม่วนซื่นแบบอีสาน พร้อมกิจกรรมเล่นน้ำ และเทศกาลดนตรี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

    จ.อุบลราชธานี จัดงานมหาสงกรานต์แก่งสะพือ 2569 ตลอดเดือน เม.ย. ณ บริเวณแก่งสะพือ ขณะที่ อ.ม่วงสามสิบ จัดงาน สงกรานต์สาดสุข ม่วนซื่น ม่วงสามสิบ ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. ที่โรงเรียนอำนวยปัญญา

    จ.ขอนแก่น เตรียมจัด Konkaen Water Festival 2026 ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. ที่วัดไชยศรี ต.สาวะถี ส่วน จ.อุดรธานี มี Udonthani Water Festival 2026 ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย. ณ อ.บ้านเชียง

    ขณะที่ จ.นครราชสีมา จัด Summer Street Fest 2026 ย่านพักกรุง วันที่ 14-15 เม.ย. บนถนนชุมชนบ้านกลาง อ.สีคิ้ว และ จ.อำนาจเจริญ จัดงาน ม่วนซื่น ชื่นใจ วันไหลเมืองพนา 2569 ระหว่างวันที่ 25-26 เม.ย. ที่เทศบาลตำบลพนา

    ภาพประกอบข่าว ปักหมุดเล่นน้ำ! พิกัดสงกรานต์ 2569 กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

    สงกรานต์ 2569 ภาคใต้

    ภาคใต้ มีการจัดงานในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก อาทิ งานสมุยสงกรานต์ กลางเล ในพื้นที่ 3 ตำบลของเกาะสมุย ฮ วันที่ 12–15 เมษายน 2569 งาน “สมุยสงกรานต์ กลางเล 2569” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Floating Paradise” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสืบสานประเพณีสงกรานต์ของไทย พร้อมทั้งเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นของเกาะสมุยสู่สาธารณะ ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม อาหาร และความบันเทิง

    คอนเสิร์ต Monster Water Fest 2026 ณ ด่านนอก จังหวัดสงขลา วันที่ 2 พ.ค. 2569 งาน Songkran No Alcohol 2026 จ.ภูเก็ต วันที่ 13 เม.ย. และ Phuket Water Festival 2026 ณ หาดป่าตองและบ้านไม้ขาว จ.ภูเก็ต วันที่ 11–12 เม.ย.

    นอกจากนี้ ภาคเอกชนในหลายจังหวัดยังร่วมจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างสีสันให้กับเทศกาล โดยมีการจัดงานทั้งรูปแบบกิจกรรมวัฒนธรรมท้องถิ่น งานแสดงดนตรี และกิจกรรมเล่นน้ำสงกรานต์ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของแต่ละจังหวัด เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองในช่วงวันหยุดยาว

    สงกรานต์ปี 2569 มีทั้งกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมไทย งานเทศกาลดนตรี การละเล่นพื้นบ้าน และพื้นที่เล่นน้ำในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายจังหวัด ช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างร่วมกันดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง และจัดมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม

    สงกรานต์ 2569 ขอให้ร่วมกันเล่นน้ำอย่างสุภาพ เคารพวัฒนธรรมไทย คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความชุ่มฉ่ำ และการเริ่มต้นปีใหม่ไทยอย่างงดงามร่วมกัน

    อ้างอิงข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร

    พณ.คุมเข้มส่งออก น้ำมันปาล์มดิบ  ดีเดย์ 7 เม.ย.หวังรักษาสมดุลในประเทศ  

    ศรชล.แจงไม่ใช่เรือบรรทุกน้ำมัน แต่คือแท่นผลิตพลังงานในทะเลและเรือที่ได้รับอนุญาต

    อินโดนีเซียจัดพิธีรับร่าง 3 จนท.รักษาสันติภาพ เสียชีวิตในเลบานอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504289&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z4xrKcbSmnZApCG42iQUs

  • หนุ่มขี่ จยย. จากกรุงเทพฯ เข้าคัดเลือกทหาร ถูกกระสุนลูกหลง ดับสลด | คมชัดลึก

    หนุ่มขี่ จยย. จากกรุงเทพฯ เข้าคัดเลือกทหาร ถูกกระสุนลูกหลง ดับสลด | คมชัดลึก

    ฟิล์ม” อายุ 21 ปี ถูกยิงที่ใต้ราวนมข้างขวา และนายพิพัฒน์ อายุ 15 ปี ถูกยิงที่ส้นเท้าด้านซ้าย ต่อมานายนวกร ได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนนายพิพัฒน์ พงษ์สุวรรณ อาการปลอดภัยแล้ว.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/crime/615490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sUiLxIGkd3YOmm2kUKkjw

  • เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2”  ชู 23 นโยบายเร่งด่วน

    เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ชู 23 นโยบายเร่งด่วน

    เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” 19 หน้ากระดาษ ชู 23 นโยบายเร่งด่วน ยอมรับอยู่ในช่วงโลกมีความไม่แน่นอนสูง เดินหน้าผลักดันไทยเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก”

    วันที่ 5 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 19 หน้ากระดาษเสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเปิดประชุมสภาฯ แถลงนโยบายอย่างเป็นทางการในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ มีเนื้อหาระบุโดยย่อว่า รัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

    2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

    ย้ำเจอความไม่แน่นอนรอบด้าน

    ในเอกสารแถลงนโยบายนายกรัฐมนตรียังระบุด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การจัดทำมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ-ภัยผูกขาดและการปกป้องสิทธิประโยชน์ของประเทศ การปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพลอย่างเข้มข้น การสร้างความปลอดภัยและการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว การแก้ปัญหาคอขวดเพื่อกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเร่งเจรจาการค้าและการลงทุนตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การยกเลิกกฎหมายที่ซ้ำซ้อนและเป็นอุปสรรคต่อการนำเข้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับนักลงทุนต่างประเทศ โดยรัฐบาลสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ติดหล่มให้กลับมาขยายตัวได้สูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว

    บรรเทาผลกระทบภายใต้รัฐบาลรักษาการ

    อย่างไรก็ดี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงอันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ทำให้การผลิต การขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลง สวนทางกับความต้องการ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานโดยมีแนวโน้มที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และสถานการณ์นี้ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด

    ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยผ่านกลไกของรัฐที่มีอยู่ภายใต้อำนาจและหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ อาทิ การยกระดับบริการกงสุลเพื่อคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ การบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งโดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม และวัตถุดิบปิโตรเคมี เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศ การบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ

    เร่งเดินเครื่องทำงบปี 2570

    เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชนโดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆ ให้กับพี่น้องคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำรงชีพและการประกอบอาชีพ การหารือร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนการนำเข้า-ส่งออก เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการพลิกวิกฤติของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศและการเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อเพิ่มตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ซึ่งจะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศในการเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก” ขณะเดียวกันรัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ และจะดำเนินการปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

    เสนอนโยบายเร่งด่วน 23 ข้อใหญ่

    พร้อมเสนอนโยบายเร่งด่วน 23 ข้อ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น ได้แก่

    1. สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย

    2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    3. เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า

    4. เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และยั่งยืน

    5. สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

    6. เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

    7. เสริมสร้างเสถียรภาพ

    8. ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”

    9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

    10. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

    11. พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม, เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    12. พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    13. เรียนฟรีมีจริง, เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา

    14. พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที

    15. เสริมสร้างสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

    16. บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

    17. พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

    18. ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593

    19.การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

    20. ราชการทันใจเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะอย่างเป็นธรรม

    21. ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

    22. การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

    23. แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2924863&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SdMNabk1AgAV1TTiboJYr

  • เปิด 5 นโยบายรัฐบาลอนุทิน 2.0 ฉบับ ‘พูดแล้วทำ’ เตรียมแถลงต่อรัฐสภา

    เปิด 5 นโยบายรัฐบาลอนุทิน 2.0 ฉบับ ‘พูดแล้วทำ’ เตรียมแถลงต่อรัฐสภา

    เปิดร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2.0 ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำ” 5 ด้าน เศรษฐกิจ ต่างประเทศ-ความมั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม การบริหารภาครัฐ-ปฏิรูปกฎหมาย พร้อมดันนโยบายเร่งด่วน 23 ข้อใหญ่

    ไทม์ไลน์รัฐบาล หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ในวันที่ 6 เมษายน 2569 ขั้นต่อไปรัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งสำนักเลขาธิการสภาฯ ได้นัดหมาย ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน หลังจากรัฐสภาเห็นชอบ รัฐบาลจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ 

    สำหรับนโยบายรัฐบาล ที่ประกอบด้วย 16 พรรคการเมือง นำโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะแถลงต่อรัฐสภา ได้แบ่งหมวดหมู่เป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย 

    โดยมีรายละเอียด ความยาวทั้งหมด 21 หน้า และในตอนท้ายได้เน้นย้ำ การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” ดังนี้

    1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ

    จะเน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และทางเลือกให้เข้ามาร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และจะส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า

    ขณะที่ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืนควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน และด้านการท่องเที่ยวจะสร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาคยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

    2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    จะเน้นไปที่การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

    รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบาย Free Visa 
     

    3.นโยบายด้านสังคม

    มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่ และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้าการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์

    4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    โดยการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

    ผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก และเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศ

    5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

    โดยจะผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน  
    เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น โดยเสนอ “นโยบายเร่งด่วน” 23 ข้อใหญ่ ดังนี้

    ด้านเศรษฐกิจ 

    1. สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย
    2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
    3. ด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า
    4. ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน 
    5. ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

    6. เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก
    7. เสริมสร้างเสถียรภาพ
    8. ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทย ผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”
    9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค
    10. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
    11. พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต
    12. พัฒนาระบบทหารอาสา และการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม

    13. เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา
    14. พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที
    15. เสริมสร้างสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

    ด้านภัยพิบัติและสิ่่งแวดล้อม

    16. บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
    17. พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
    18. ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 (คศ.2050)
    19.การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

    ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฏหมาย

    20. ราชการทันใจ เปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม
    21. ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ
    22. การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
    23. แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1228400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1peC7Ih7QqAwlhKXLpWFys

  • เปิดลับเอกสารนโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน’ ลั่นทำทุกวิถีทางแก้ปัญหาปากท้องประชาชน  

    เปิดลับเอกสารนโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน’ ลั่นทำทุกวิถีทางแก้ปัญหาปากท้องประชาชน  

    ‘วราวุธ’ กราบขอพร ‘แม่แจ่มใส-พี่นา’ แนะขอให้มีสติ คุณธรรม นำพาชีวิต บอกเชื่อมั่นฝีมือน้องชาย

    วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำพวงมาลัยดอกมะลิ กราบขอพรคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา มารดา และ น.ส กัญจนา ศิลปอาชา พี่สาว

    ปชช.รอไม่ได้อีกแล้ว! สนธิรัตน์ จี้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ พูดแล้วรีบทำ แก้วิกฤตพลังงาน-วิกฤตปากท้อง

    สนธิรัตน์ อดีตรมว.พลังงาน จี้รัฐบาลอนุทินต้องเร็ว ต้องไว ต้องรีบทำ แก้วิกฤตพลังงาน

    จ่อแต่งตั้ง ‘พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ’ นั่งกุนซือนายกฯ

    แบ่งห้องทำงานรองนายกฯ-รมต.ประจำสำนักนายกฯ ลงตัว “วันนอร์” นั่งตึกบัญชาการ 2 จ่อตั้ง “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์-เพิ่มพูน ชิดชอบ” นั่งกุนซือนายกฯอนุทิน

    ‘ภัทรพงษ์’ บี้นายกฯ แสดงจุดยืนให้ชัด จะหนุนหรือเตะถ่วง พรบ.อากาศสะอาด

    สส.เชียงใหม่ ปชน. เรียกร้อง “อนุทิน” ตอบให้ชัด รัฐบาลจะเอาอย่างไรต่อร่าง พรบ.อากาศสะอาด เหน็บ ”สุชาติ” บินเชียงใหม่ ช่วยเดินไปคุุยผู้ประการท่องเที่ยว-โรงแรมด้วย ซัด “ศุภชัย” คัดค้านแบบไร้เหตุผล ทั้งที่เป็นกมธ.แต่ไม่เคยโผล่ประชุม ทำตัวให้แย่ลง ย้ำภาคอุตสาหกรรมหากไม่ปล่อยมลพิษตามมาตรฐาน

    9-10 เม.ย.นี้ ‘อนุทิน’ นำ ครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

    การแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา ได้มีการปรับเปลี่ยน จากเดิมวางไว้วันที่ 7-9 เม.ย. แต่เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีกำหนดการนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณวันที่

    นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ รายชื่อ ‘ครม.อนุทิน 2’ 30 มี.ค.นี้

    นายกฯ เผยทูลเกล้าฯรายชื่อ “ครม. อนุทิน2” จันทร์ที่ 30 มี.ค.นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย เดินหน้าเร็วที่สุด ให้ได้รบ.เต็มรูปแบบ ยันพร้อมสนับสนุนนโยบายพรรครัฐบาล รวมเป็นนโยบายรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/975347/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_o1OgK63vphhxhSLMM6zg