Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กมธ.กฎหมาย วุฒิสภา ลงพื้นที่ภูเก็ต ลุยแก้ปัญหา “นอมินี-ธุรกิจต่างชาติผิดกฎหมาย” ยกระดับความปลอดภัยการท่องเที่ยว

    กมธ.กฎหมาย วุฒิสภา ลงพื้นที่ภูเก็ต ลุยแก้ปัญหา “นอมินี-ธุรกิจต่างชาติผิดกฎหมาย” ยกระดับความปลอดภัยการท่องเที่ยว

    การเมือง

    กมธ.กฎหมาย วุฒิสภา ลงพื้นที่ภูเก็ต ลุยแก้ปัญหา “นอมินี-ธุรกิจต่างชาติผิดกฎหมาย” ยกระดับความปลอดภัยการท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.31 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ณ จังหวัดภูเก็ต พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา นำคณะสมาชิกวุฒิสภา อาทิ นายสากล ภูลศิริกุล, นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี, พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์ และพล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง พร้อมคณะที่ปรึกษาและนักวิชาการ เดินทางศึกษาดูงานเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ โดยมี นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต (ด้านเศรษฐกิจ) พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

    ในการประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานจัดหางาน, พาณิชย์จังหวัด, ที่ดินจังหวัด, ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และสมาคมที่พักบูติกภูเก็ต ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลใน 2 ประเด็นวิกฤต ได้แก่:ปัญหาธุรกิจนอมินีและแรงงานผิดกฎหมาย: ติดตามสถานการณ์คนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) รวมถึงปัญหาแรงงานแฝงที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในท้องถิ่น มาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว: วางแนวทางป้องกันอุบัติเหตุและอาชญากรรม เพื่อรักษาภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย และคณะกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะสำคัญแก่จังหวัดภูเก็ต โดยย้ำให้มีการ “บูรณาการข้อมูลร่วมกัน” ระหว่างหน่วยงานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตรวจสอบความผิดปกติในการจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยถูกจ้างมาเป็นนอมินีในธุรกิจท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจราจร มาตรการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่ต้องครอบคลุม และการกวาดล้างปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาด เตรียมนำข้อมูลเข้าสภาฯ ขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ

    ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อมูล ปัญหา และอุปสรรคที่พบจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ ไปพิจารณาศึกษาตามอำนาจหน้าที่ เพื่อจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะต่อวุฒิสภา นำไปสู่การสนับสนุนการทำงานของภาครัฐและแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมต่อไป
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/471895&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nz9m3XlMEr0xQnM3aUcY9

  • &

    &

    สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานเปิดการแข่งขันขี่ม้าโปโลการกุศลรายการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล – บี.กริม บีช โปโล 2026″ อย่างยิ่งใหญ่ ณ ชายหาดหน้า InterContinental Hua Hin Resort ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันให้หัวหินในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    การแข่งขัน Princess Pa’s Cup InterContinental – B.Grimm Beach Polo Hua Hin จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 นับเป็นหนึ่งในอีเวนต์กีฬาชายหาดที่โดดเด่นที่สุดของประเทศไทย และเป็นรายการเดียวในเอเชียที่จัดการแข่งขันโปโลบนชายหาด โดยเกิดจากความร่วมมือระหว่าง บี.กริม กลุ่มบริษัทพราว โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท และบลูพอร์ต หัวหิน ในการสร้างกิจกรรมระดับนานาชาติที่ผสานกีฬา ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    สุวัจน์ ลิปตพัลลภ กล่าวว่า การจัดการแข่งขันบีชโปโลถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของหัวหิน โดยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับภาคธุรกิจในพื้นที่ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการท้องถิ่น

    “หัวหินมีศักยภาพครบถ้วน ทั้งด้านสถานที่ โครงสร้างพื้นฐาน และการบริการระดับสากล การจัดอีเวนต์กีฬาระดับโลกเช่นนี้ จะช่วยผลักดันให้หัวหินก้าวสู่การเป็น International Sport Destination อย่างแท้จริง”

    ทั้งนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกลุ่มบริษัทบี.กริม และนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าร่วมงาน เพื่อร่วมสนับสนุนและผลักดันการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติในพื้นที่อีกด้วย

    การแข่งขันในปีนี้มีทีมเข้าร่วมจากประเทศไทย เบลเยียม อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา สะท้อนถึงความเป็นเวทีระดับนานาชาติที่ได้รับความสนใจจากนักกีฬาทั่วโลก ขณะเดียวกัน ภายในงานยังเต็มไปด้วยกิจกรรมไลฟ์สไตล์ตลอดทั้งวัน อาทิ แฟชั่นโชว์บนหลังม้า ขบวนพาเหรดริมชายหาด รวมถึงโซนอาหารและเครื่องดื่มที่สร้างประสบการณ์ความบันเทิงครบวงจร

    นอกเหนือจากการแข่งขันกีฬา งานดังกล่าวยังจัดขึ้นเพื่อการกุศล โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสนับสนุน “โครงการกำลังใจ” ในพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทราเทพยวดี ซึ่งมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังผ่านการฝึกอาชีพ และเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม

    การจัดงานในครั้งนี้จึงสะท้อนถึงบทบาทของหัวหินที่ก้าวข้ามจากเมืองตากอากาศ สู่การเป็น Sports & Lifestyle Destination ระดับนานาชาติ ที่สามารถผสานกีฬา การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ พร้อมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iepsl5jrb16fgb6ytv5hup412gvdjdw9&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JtpuahwOhPvIQm01ggT_K

  • T

    T

    บริษัท ทีทีที คอร์ปอเรชั่น จำกัด (TTT Corporation) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สายยางอุตสาหกรรมภายใต้แบรนด์ TOYOX เดินหน้าส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยให้การสนับสนุนโครงการ “ก้าวเพื่อน้อง ปีที่ 6” เพื่อร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาว

    TOYOX สนับสนุน

    นอกจากการสนับสนุนด้านการศึกษาแล้ว TOYOX ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน “Crayon Shinchan Amazing Thailand Fun Run 2026” โดยนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ ภายใต้รูปแบบ “Green Run” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมงานในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ภายในงาน มีการจัดเตรียมจุดคัดแยกขยะ เพื่อรณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมตระหนักถึงการลดปริมาณขยะและการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังมีการดูแลพื้นที่สีเขียวโดยใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการใช้อุปกรณ์สายยางคุณภาพจาก TOYOX เพื่อคงความสดชื่นและความสวยงามของพื้นที่ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

    นอกจากนี้ TOYOX ยังได้ร่วมสนับสนุนของรางวัลภายในงาน โดยมอบผลิตภัณฑ์สายยาง TOYOX จำนวน 8 รางวัล เพื่อส่งเสริมแนวคิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวันแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    การดำเนินงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ TOYOX ในการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคม ผ่านการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษา ควบคู่ไปกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์: https://ttt-corporation.co.th/ หรือ LINE : @toyox (https://lin.ee/WQmyTkb) หรือ Facebook: สายยางต้อง TOYOX – by TTT Corporation หรือ โทร. 02-729-5334-6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iepsl5j763xyu0s9fdvielxbgamo0t3h&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw144inUCt1KTvuQP9M6M496

  • ‘พอแล้ว…ไม่ไหวแล้ว’ ‘ปชน.’ เตรียมซัด วิกฤต ‘รัฐบาลอนุทิน’

    ‘พอแล้ว…ไม่ไหวแล้ว’ ‘ปชน.’ เตรียมซัด วิกฤต ‘รัฐบาลอนุทิน’

    ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาล ว่า การแถลงนโยบายในครั้งนี้ เรามาในธีม ‘พอแล้ว…ไม่ไหวแล้ว’ ซึ่งพรรคประชาชน พร้อมที่จะเป็นตัวแทนส่งเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาล ถึงความเดือดร้อนของประชาชน เพราะสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือมองไปข้างหน้า หากเรามองวิกฤตที่ผ่านมา ในเรื่องของฝุ่น PM 2.5 และน้ำมัน รัฐบาลมักตามแก้ปัญหาย้อนหลัง ตั้งแต่มีวิกฤตแรกๆ ก็มีประชาชนสะท้อนว่า อยากให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลว่า มีใครกักตุนน้ำมันหรือไม่ ซึ่งตอนแรกรัฐบาลยืนยันว่าไม่มี แต่สุดท้ายก็ออกมาแถลงอีกแบบว่า สุดท้ายคนที่กักตุนน้ำมันแสวงหาผลประโยชน์ บนความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ วิกฤตเรื่องฝุ่นก็เช่นเดียวกัน มีการเกิดขึ้นทุกปี  

    แม้เราเรียกร้องมาโดยตลอดว่า การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ และการให้สวัสดิการที่ดี และเพียงพอ ประกันกลุ่ม ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรามักเห็นการแก้ไขปัญหาย้อนหลัง คือเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องค่อยออกไปแสดงความเสียใจ เราทุกคนมีความเสียใจ แต่จริงๆ รัฐบาล ควรบริหารจัดการล่วงหน้าได้ดีกว่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสีย 

    เมื่อถามว่า จะชู 2 ประเด็นดังกล่าวนี้ใช่หรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า นี่เป็นวิกฤตเฉพาะหน้าที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนมากๆ อยู่ในขณะนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่าประเทศเรามีวิกฤตเรื่องเศรษฐกิจที่โตรั้งท้าย เช่น ปัญหาด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม หรือตลาดพลังงานที่เราเรียกร้องให้มีการเปิดเสรี การเกณฑ์ทหาร โดยพรรคประชาชนได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ไม่ต่ำกว่า 20 คน คงจะอภิปรายทุกอย่างได้อย่างรอบด้าน ซึ่งตนเองจะเป็นผู้อภิปรายเปิด แล้วตามด้วย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชุดแรกอาจจะเป็นการเปิดอภิปรายด้วยประเด็นเศรษฐกิจ เพราะเป็นปัญหาที่ประชาชนรอฟังอยู่ทั้งประเทศ และจะมีการอภิปรายต่อเนื่องจนครบทุกด้าน 

    ส่วนหลังจากได้เห็นตัวร่างนโยบายของรัฐบาลแล้ว ประเมินเป็นอย่างไรบ้างนั้น จากที่เห็นความพยายามที่จะปรับให้มีอะไรใหม่ๆ เช่น การที่มีการตั้งคลัสเตอร์ ยุทธศาสตร์การบริหารแบบบูรณาการขึ้นมา 5 กลุ่ม เชื่อว่า สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พยายามทำคือเขาพยายามที่จะเอานโยบายของพรรคอื่นๆ ที่อาจจะเห็นว่าดีไปมัดรวมกัน หากดูเฉพาะในเรื่องของนโยบาย คิดว่าในหลักการไม่ได้ติดขัด หลายอย่างพรรคประชาชนก็เคยนำเสนอในส่วนนี้ เช่น เรื่องโครงสร้างของทีมบริหาร  

    แต่การออกแบบโครงสร้างผังบริหาร นโยบายที่เอาจากพรรคอื่นๆ มามัดรวมกัน อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่จำเป็นของประเทศไทยในขณะนี้ คือการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีพลัง นโยบายจะขับเคลื่อนอย่างมีพลังได้ ต้องมีการร่วมมือจากทุกส่วน สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการไว้เนื้อเชื่อใจ สิ่งที่เป็นปัญหาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนี้ คือประชาชนและภาคเอกชน ขาดความเชื่อมั่น เชื่อใจในรัฐบาล กับการที่ประชาชนตั้งคำถามว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ที่มาที่ไปของฐานอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ ตกลงมาจากไหน 

    เราอาจจะเห็นโฉมหน้าของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายคนที่อาจจะมีความรู้ความสามารถจริงในบางสาย แต่โดยส่วนใหญ่เรายังเห็นโฉมหน้าของ ครม.ที่มาจากโควตาทางการเมือง ซึ่งพวกเรายืนยันมาโดยตลอดว่า โฉมหน้าของ ครม. ลักษณะนี้ ต่อให้จะมีนโยบายที่สวยหรูขนาดไหน ก็อาจจะไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างใหญ่ๆ ได้ หากไม่กล้าชนกับคอรัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง

    — ณัฐพงษ์ กล่าว 

    สำหรับบริบททางการเมือง หรือนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ครบเทอม 4 ปี หรืออยู่ได้ยาวหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะอยู่ครบเทอมหรือไม่ครบเทอม อยู่ที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับให้กับประชาชนหรือไม่ การแถลงนโยบายคือจุดเริ่มต้น สิ่งที่ตนเองคิดว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการทำให้ประชาชนเห็นว่า ที่มาของรัฐบาลชุดนี้มีความถูกต้อง ซึ่งความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ ควรเริ่มต้นมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใส และเป็นธรรม  

    เช่น ความผิดปกติที่จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นผู้สมัครของ สส.พรรคภูมิใจไทย ไม่จำเป็นต้องรอการแสวงหาข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะการตรวจสอบคนในพรรคตัวเอง สามารถดำเนินการทำได้เลย ในขณะนี้เราพยายามเดินหน้าทุกช่องทาง และดำเนินการเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินคดีทุกช่องทาง สามารถทำได้ โดยฝ่ายกฎหมายของพรรค นำโดย นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค ดำเนินการเรื่องนี้อยู่ รวมถึงบุคคลที่อยู่ใน ครม. ต้องไม่มีผลประโยชน์ เนื่องจากเราก็เห็นนายกรัฐมนตรีออกมาปกป้อง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ทำไมไม่แสดงความบริสุทธ์ใจก่อนหน้านี้  

    ส่วนกังวลหรือไม่ว่า ฝั่งรัฐบาลจะมองว่าฝ่ายค้านใช้เวทีนี้ เป็นเวทีซักฟอก ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองคิดว่า เวทีในสภาทุกเวทีคือเวทีซักฟอกรัฐบาลอยู่แล้ว แต่จะเป็นการซักฟอกหนักแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือซักฟอกแบบปกติที่เราต้องตรวจสอบรัฐบาลทุกวัน ตนเองคิดว่าเป็นกลไกธรรมดาของรัฐสภา ที่เราต้องใช้กลไก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถามการอภิปราย หรือในคณะกรรมาธิการ ในการซักฟอกรัฐบาลทุกอันอยู่แล้ว 

    เมื่อถามว่า การอภิปรายจะซ้ำซ้อนหรือไม่ เนื่องจาก ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็เคยระบุว่า ไม่อยากให้มีการอภิปรายที่ซ้ำซ้อน ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ดูที่เนื้อหา เชื่อว่าผู้อภิปราย 20 คนของพรรคประชาชน เตรียมเนื้อหาการอภิปรายมาอย่างดี แบ่งพาร์ทกันมาอย่างดี ไม่มีการอภิปรายซ้ำซ้อนแน่นอน ส่วนผู้อภิปรายอื่นๆ เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ควรที่จะพยายามควบคุมเนื้อหาการอภิปรายของตนเอง ไม่ให้มีความซ้ำซ้อน 

    สำหรับกรณีที่ผ่านมา พรรคประชาชนถูกโจมตีมาโดยตลอด มีวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมา หากจะมีการใช้ข้อบังคับ หรือเทคนิควิธี เพื่อที่จะพยายามตีรวนกระบวนการในสภา เราเองก็พร้อมที่จะลุกขึ้น ใช้วิธีการตอบโต้ แต่ตนไม่อยากให้เวทีสภา ที่ประชาชนรอรับฟังว่า รัฐบาลมีนโยบายอะไรบ้างตอบโจทย์หรือไม่ตอบโจทย์ สุดท้ายกลายเป็นว่า สมาชิกรัฐสภาในฐานะที่จะต้องตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล มาทะเลาะกันเอง ไม่อยากให้เวทีนี้ เป็นเวทีที่ประชาชนติดตามแล้วรู้สึกว่า รัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง  

    People-Party-Parliment-7apr26-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    นอกจากนั้น พรรคประชาชน ยังโพสต์ข้อความด้วยว่า ในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชันเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น

    รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน? แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน ‘อวย’ ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน ‘ป่วย’ แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ ‘ห่วย’ ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดับ ‘บ๊วย’ จนคนไทยต้องร้องว่า ‘รวย’ ไม่ไหวแล้ว

    แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า ‘พอแล้ว … ไม่ไหวแล้ว’ พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ 9-10 เมษายนนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/people-party-parliment-7apr26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aYmPWk65gdjqYNbbv-o2J

  • ‘กล้าธรรม’ ไม่ออมมือ! ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่

    ‘กล้าธรรม’ ไม่ออมมือ! ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่

    อรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ยืนยันว่า การอภิปรายนโยบายรัฐบาลของพรรคกล้าธรรมไม่มีการออมมือ โดยเตรียมประเด็นในการทวงถามนโยบายของพรรครัฐบาลที่ได้หาเสียงเอาไว้กับประชาชน ทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ที่เคยประกาศเอาไว้ในช่วงหาเสียง โดยจะประเมินว่านโยบายที่นายกรัฐมนตรีและ ครม. ร่วมกันจัดทำและเสนอต่อรัฐสภาจะสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้มากน้อยแค่ไหน

    อรรถกร กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะไปหารือภายในพรรคกล้าธรรมอีกครั้งหนึ่ง ในการจัดสรรผู้อภิปราย ซึ่งพรรคกล้าธรรมได้เวลาอภิปราย 3.30-4.00 ชั่วโมง โดยไปวางประเด็นไว้ทั้งเรื่องของวิกฤติพลังงาน ภาคการท่องเที่ยว การเกษตร-การศึกษา และภาคสังคมในการดูแลผู้สูงอายุ ยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ไม่มีออมมือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/attakorn-7apr2026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DR32xQQ6mucOZJqKKmske

  • ต่างชาติเที่ยวไทยวีคล่าสุดชะลอ 9.6% นทท.มาเลย์กังวลข่าวน้ำมัน ฉุดยอดเดินทางวูบเกือบ 40% : อินโฟเควสท์

    ต่างชาติเที่ยวไทยวีคล่าสุดชะลอ 9.6% นทท.มาเลย์กังวลข่าวน้ำมัน ฉุดยอดเดินทางวูบเกือบ 40% : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (30 มี.ค.-5 เม.ย. 69) นักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) อาทิ มาเลเซีย ที่เดินทางเข้ามาลดลง จากผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของข่าวสารการไม่มีน้ำมันจำหน่ายในสถานีบริการของไทย ซึ่งส่งผลให้ทัวร์บัสจากมาเลเซีย ยกเลิกมาท่องเที่ยวไทย แต่นักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซีย ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 2 และท่องเที่ยวสะสม แตะระดับ 1 ล้านคนแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 60,509 คน หรือ 9.60% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 81,370 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 84,940 คน มาเลเซีย 55,989 คน อินเดีย 45,589 คน รัสเซีย 41,504 คน และสหราชอาณาจักร 30,620 คน

    “นักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักร ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 3.16% ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซีย รัสเซีย จีน และอินเดีย ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 39.59% 9.67% 6.23% และ 4.38% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (6-12 เม.ย. 69) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยว ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-5 เม.ย. 69 ทั้งสิ้น 9,744,179 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ประมาณ 474,400 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,553,273 คน มาเลเซีย 1,003,112 คน รัสเซีย 755,928 คน อินเดีย 659,605 คน และเกาหลีใต้ 423,323 คน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRF60IQ1GZJJIXWIUS3UKGJFRH8YAQ4N&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CHkLHONfyKkJhZei-j_BS

  • ส่องโอกาสไทยท่ามกลางวิกฤตโลก “พชร” มั่นใจห่วงโซ่การผลิตแปซิฟิก-ระบบขนส่งไฟฟ้า ทางรอดสำคัญยุคพลังงานแพง

    ส่องโอกาสไทยท่ามกลางวิกฤตโลก “พชร” มั่นใจห่วงโซ่การผลิตแปซิฟิก-ระบบขนส่งไฟฟ้า ทางรอดสำคัญยุคพลังงานแพง

    ส่องโอกาสไทยท่ามกลางวิกฤตโลก

    ส่องโอกาสไทยท่ามกลางวิกฤตโลก “พชร” มั่นใจห่วงโซ่การผลิตแปซิฟิก-ระบบขนส่งไฟฟ้า ทางรอดสำคัญยุคพลังงานแพง

    วันนี้ 7 เมษายน 2569 นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานในขณะนี้ ว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและทำให้เศรษฐกิจเกิดการหดตัว

    อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตดังกล่าวยังมีข้อดีในเชิงเสถียรภาพการเงิน คือ “ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยต้องใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในการนำเข้าน้ำมัน หากค่าเงินบาทอ่อนตัวลงในช่วงนี้ จะยิ่งซ้ำเติมให้ราคาต้นทุนน้ำมันนำเข้าและภาระค่าครองชีพดีดตัวสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

    เตือนระวัง Stagflation ระยะสั้น-หนี้ครัวเรือนฉุดกำลังซื้อ

    นายพชร วิเคราะห์ต่อว่า ผลกระทบในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีนี้ จะปรากฏให้เห็นชัดเจนผ่านภาคการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เริ่มอ่อนตัวลง แม้ราคาพลังงานโดยตรงอาจดูเหมือนมีสัดส่วนไม่มากในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริงพลังงานคือต้นทุนหลักของ “ห่วงโซ่ภาคการผลิตและขนส่ง” เมื่อต้นทุนเหล่านี้ขยับขึ้นย่อมส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่

    “เมื่อต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น ผสมโรงกับภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูง จะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูงในระยะสั้นได้”

    นายพชร นริพทะพันธุ์

    พลิกเกมสู้ด้วย Go Green – ยึดหัวหาดห่วงโซ่แปซิฟิก

    ท่ามกลางเมฆหมอกทางเศรษฐกิจ นายพชร มองเห็นสัญญาณบวกจากการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบขนส่งไฟฟ้า” (EV) และระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่ ซึ่งกลุ่มที่ขยับตัวสู่แนวทาง Go Green ได้เร็ว จะมีความสามารถในการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานได้ดีกว่าคู่แข่ง และกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในเวทีโลก

    นอกจากนี้ ยังเห็นโอกาสจากการขยายตัวของภาคส่งออกและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในฝั่งแปซิฟิกที่มีความตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยยังคงสถานะการเป็น “ข้อต่อสำคัญ” ในห่วงโซ่อุปทานโลก

    ทางรอด: มายด์เซท-ความเสียสละ-สามัคคี

    นายพชร ทิ้งท้ายว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศเผชิญร่วมกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบอย่างเบ็ดเสร็จ สินค้าอุปโภคบริโภคและปัจจัยพื้นฐานยังคงมีความสำคัญสูงสุด

    “หากประเทศไทยวางตำแหน่งยุทธศาสตร์ให้ดี มีมายด์เซทที่เป็นบวก พร้อมด้วยความร่วมมือและความเสียสละของทุกภาคส่วนเพื่อส่วนรวม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง” นายพชร กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/655921&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v8OF0VOpGYEL5tZX4aViN

  • โบรกชี้น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจ เสี่ยงฉุด GDP เหลือ 1.3-1.4%  กด EPS ตลาด จำกัดกรอบ 1400-1500 จุด

    โบรกชี้น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจ เสี่ยงฉุด GDP เหลือ 1.3-1.4% กด EPS ตลาด จำกัดกรอบ 1400-1500 จุด

    พิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)  บัวหลวง เปิดเผยว่า   คง “มุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง” (cautiously optimistic) ต่อตลาดหุ้นไทย ประเมินกรอบตลาดหุ้น 1400-1500 ในเดือนเม.ย. แม้ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก แต่เราคาดผ่านจุดสูงสุดความขัดแย้ง (Peak tension) และเข้าสู่ช่วงลดความรุนแรงลง (De-escalationphase) ในเดือนเม.ย. หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ผู้นำของสหรัฐฯเตรียมถอนก าลังทหารออกจากอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ 
     

    ขณะที่ อิหร่านและโอมานอยู่ระหว่างการจัดทำร่างเกณฑ์ความร่วมมือ เพื่อกำกับดูแลการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนโอกาสผ่อนคลายความตึงเครียดลงตลาดจะเริ่มหันกลับมาให้น้ำหนักนโยบายกระตุ้นนในประเทศ เน้น “ไทยช่วยไทยพลัส” และ “BOI fast pass”นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เม.ย. ประเมินครอบคลุมนโยบายทั้งมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน, การดูแลราคาพลังงาน และการเร่งรัดการลงทุนทั้งจากภาครฐั และภาคเอกชน

    แต่ทว่าต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงระยะสั้น ราคาน้ามันดิบ Brent เพิ่มขึ้นราว +34% MTD สู่ระดับประมาณ $109/bbl ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับ ขึ้นราว +69% MTD แตะระดับประมาณ 50.54 บาท/ลิตรสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่อาจเรมิ่ ส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริง

    กรณีฐาน: หากราคาน้ามันดีเซลยืนสูง 50-55 บาท/ลิตร 1 เดือน นักเศรษฐศาสตร์ ประเมินอาจกดดัน GDP ปี 2026 ราว 0.4-0.5% (เหลือเติบโต 1.3-1.4%) และกระทบกำไรต่อหุ้น SET ราว 1.2-1.5% (EPS อยู่ที่ 92-92.5 บาท/หุ้น, เติบโต 0.5-1.0%) มอง SET target อยู่ที่ 1550 จุด

    กรณีเลวร้าย: หากราคาน้ามันดีเซลยืนสูงนาน 2 เดือน ประเมิน downside ของ SET ราว 1340 ทั้งนี้ราคาดีเซลเพิ่มทุกๆ 10% จาก 50 บาท ประเมินกดดัน GDP ลดลง 0.1% และกำไรต่อหุ้น SET ลดลงราว 0.3-0.4%

    ทั้งนี้ โอกาสลงทุนในช่วงความผันผวน เน้น 4 ธีมการลงทุนหลัก

    1) วัฏจักรลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน–Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล (National infrastructure supercycle) ผ่าน BOI fast pass และ FDI ที่เร่งตัว โดยเฉพาะ data center value chain หนุนการเติบโตระยะกลาง–ยาว GULF, GUNKUL, TRUE, WHA, WHAUP

    2) กลุ่มกำไร/กระแสเงินสดแกร่ง-พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศผลกระทบสงครามต่ำ-สัดส่วนต้นทุนพลังงานต่า/ส่งผ่านต้นทุนได้ (pricing power)-มาตรการรัฐฯ หนุนการฟื้นตัว (War-resilient domestic earnings with stimulusdriven upside) CPN, CPALL ขณะที่เป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นราคาต่าพื้นฐาน-ปันผลสูงช่วงปรับฐาน

    3) ผู้นำปันผลสูง–รับอานิสงส์ TISA หนุนเงินทุนไหลเข้า (Dividend leaders with TISA-driven inflows) เช่น KTB, BBL

    4) หุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรงกว่าปัจจัยพื้นฐาน/มี catalyst หนุนการฟื้นตัวหลังสงคราม (Over-penalized valuation & post-war re-rating) BH,MINT, ITC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1228567&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K6CMDwLvRZ_2exNZ2O3Si

  • นํ้ามันแพงกระทบ “เวียดนาม” ฉุดเศรษฐกิจโตไม่ถึง 10% | เที่ยงทันข่าว | 7 เม.ย. 69

    นํ้ามันแพงกระทบ “เวียดนาม” ฉุดเศรษฐกิจโตไม่ถึง 10% | เที่ยงทันข่าว | 7 เม.ย. 69

    มาดูสภาวะทางเศรษฐกิจของเพื่อนบ้านอาเซียนอย่่างเวียดนามกันบ้าง หลังมีการเปิดเผยตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 หลังต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเวียดนามเติบโตไปได้ 7.8 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าจะตํ่ากว่าเป้าที่ตั้งไว้

    #เวียดนาม #เศรษฐกิจเวียดนาม #สงครามตะวันออกกลาง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/215755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DiirOqtYITlsskdQpzv9i

  • GBS “โกลเบล็ก” คัด 6 หุ้นเด่นฝ่าพายุเศรษฐกิจ เม.ย. 69 หลังไทยเข้าโหมดวิกฤตพลังงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GBS “โกลเบล็ก” คัด 6 หุ้นเด่นฝ่าพายุเศรษฐกิจ เม.ย. 69 หลังไทยเข้าโหมดวิกฤตพลังงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ – บล. โกลเบล็ก (GBS) ระเมินหุ้นไทยเดือน เม.ย. 69 ผันผวนในกรอบ 1,420-1,490 จุด  ขณะที่ปัจจัยลบในประเทศรุมเร้า ทั้งวิกฤตพลังงานดันราคาดีเซล-ค่าไฟพุ่ง กระทบค่า     ครองชีพ และภาวะเงินเฟ้อ แนะกลยุทธ์ตั้งรับช้อป 6 หุ้นเด่น IAA Consensus ชู ADVANC-AMATA-BDMS-GULF-KTB-TRUE น่าลงทุน

              นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน 2569 มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยคาดการณ์กรอบดัชนีไว้ที่ระดับ 1,420 – 1,490 จุด ปัจจัยต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง  ขณะเดียวกันยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากวิกฤตราคาพลังงานในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยรวม

    สำหรับปัจจัยหนุนต่อภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้มาจากความคืบหน้าของ ครม.ชุดใหม่ ที่จะเข้ามาบริหารงานประเทศ นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีส่งสัญญาณแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 52.7 สูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยหนุนจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการที่ UAE เตรียมใช้กำลังทหารช่วยสหรัฐฯ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และอังกฤษที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอด เพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือ

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังถูกดดันจากปัจจัยลบเช่นกัน โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียด ที่ยืดเยื้อหลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง จนรัฐบาลมาเลเซียต้องประกาศเข้าสู่ “โหมดวิกฤต” เพื่อรับมือกับปัญหาอุปทานพลังงาน ขณะที่ปัจจัยในประเทศได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น จากราคาน้ำมันดีเซลที่ ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 70% นับจากต้นปี และ กกพ. เคาะค่าไฟฟ้างวดพฤษภาคม-สิงหาคม ที่ระดับ 3.95 บาท/หน่วยจากเดิมที่ระดับ 3.88 บาท/หน่วย

    “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทาย โดย กกร. ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569  ลงเหลือ 1.2-1.6% จากผลกระทบของสงคราม ราคาน้ำมันแพงที่กดดันเงินเฟ้อให้โต 2-3% และจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป สอดคล้องกับ ธปท. ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ชะลอตัวลงจากปีก่อน ขณะที่ตัวเลขการส่งออกเดือนกุมภาพันธ์แม้จะขยายตัว 9.9% แต่ยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ล่าสุดมีมติคงอัตราดอกเบี้ย โดยส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากยังกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น”

    โดยปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางตลาด ได้แก่ การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา (9-10 เม.ย.), การประชุม กนง. (29 เม.ย.), รายงานภาวะเศรษฐกิจของ ธปท. (30 เม.ย.) รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และการประชุม FED ในช่วงปลายเดือน (28-29 เม.ย.)

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับ โดยอ้างอิงจากผลสำรวจ IAA Consensus ที่แนะนำ 6 หุ้นเด่น น่าลงทุน ได้แก่ ADVANC, AMATA, BDMS, GULF, KTB และ TRUE

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/07/631534/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MRngToStRjcv76sRNPJRG