Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘รอมฎอน’ กางข้อกฎหมายเผยย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้ แต่มีปรับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้

    ‘รอมฎอน’ กางข้อกฎหมายเผยย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้ แต่มีปรับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้

    19 เมษายน 2569 นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า มาถึงตอนนี้ นายกรัฐมนตรีน่าจะตัดสินใจยังไม่ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากตำแหน่ง หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดวิกฤตศรัทธาที่ต่อเนื่องอันเป็นเหตุมาจากคำพูดของท่านแม่ทัพฯ การลงพื้นที่เมื่อวานนี้ของนายกฯ รับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายสถาบันการศึกษา หว่านล้อมท่านแม่ทัพ เอ่ยคำขอโทษ ความตึงเครียดต่อเรื่องนี้ดูจะผ่อนคลายลง

    “ผมยังเห็นว่าความไว้วางใจต่อการทำหน้าที่ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ดูแลการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ก็กร่อนลงไปแล้ว ทางเลือกสำหรับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเครือข่ายประชาชนที่อาจจะยังกังขาอยู่ในขณะนี้มีอะไรบ้าง ผมจะทดลองนำเสนอทางเลือกตามกรอบกฎหมายที่เราพอจะมีครับ”

    นายรอมฎอน ระบุว่า ที่จริงแล้ว ภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มีช่องทางในการย้ายข้าราชการบางคนออกจากพื้นที่อยู่ครับ อำนาจเต็มไม้เต็มมือจะเป็นของเลขาธิการ ศอ.บต.ในขณะที่อีกคนคือประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา จชต. ที่อาจเสนอความเห็นได้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มาตรา 12 และอาจดูประกอบมาตรา 23 (อำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ)

    ตามตัวบทกฎหมาย หากปรากฎข้อเท็จจริงต่อเลขาธิการ ศอ.บต. หรือการเสนอโดยสภาที่ปรึกษาฯ ว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน คนใดก็ตาม “มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน” เลขาธิการ ศอ.บต.มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่คนนั้นออกจากพื้นที่ชายแดนใต้ได้ โดยต้องแจ้งเหตุผลให้กับต้นสังกัดทราบด้วย

    ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน ประธานสภาฯ ก็อาจเสนอต่อเลขาธิการได้เลยโดยตรง แล้วค่อยรายงานให้สภาฯ ทราบโดยเร็ว

    อย่างไรก็ตาม กรณีที่บุคคล ๆ นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร คงไม่ครอบคลุมอำนาจตามมาตรานี้ครับ เพราะฉะนั้นแนวทางนี้คงจะไม่สามารถใช้กับบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งแม่ทัพภาค เสนาธิการกองทัพภาค ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก หรือตำแหน่งในกองทัพต่าง ๆ

    แต่หากเป็นตำแหน่งใน กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานพลเรือนภายใต้สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็น่าจะเข้าข่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน

    จริงอยู่ ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในฯ พ.ศ.2551 ตำแหน่งของ กองทัพบก และ กอ.รมน.นั้นเกาะติดกันมาเหมือนแฝดสยาม กล่าวคือ ตำแหน่ง รอง ผอ.รมน. นั้นเป็น ผบ.ทบ.โดยตำแหน่ง ส่วน เสธ.ทบ. ก็เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง ในขณะที่ ผอ.กอ.รมน.ภาค ก็คือ แม่ทัพภาค โดยตำแหน่งเช่นกัน

    แต่ต้องบอกว่า ผอ.รมน.ภาค 4 กับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. นั้นแตกต่างกัน คำว่า สน. หรือ “ส่วนหน้า” หมายถึงผู้ที่ปฏิบัติภารกิจเฉพาะที่อยู่หน้างานในพื้นที่ส่วนหน้า แม้ที่ผ่านมา ทั้งสองตำแหน่งนี้จะรวมอยู่ในคน ๆ เดียวกัน ก็คือท่านแม่ทัพภาคที่ 4 นั่นเอง แต่จากกรอบของกฎหมายที่กล่าวไล่เรียงมานั้นทำให้เราสามารถคิดถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่ตำแหน่งในสนามอาจเป็นข้าราชการคนอื่น ๆ ทั้งที่อาจเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่พลเรือน

    “ผอ.รมน.ภาค 4 สน. อาจไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เหมือนที่เป็นมาก็ได้ครับ”

    ในอดีตไม่นานมากนัก การจัดตั้งหน่วยงานใหม่อย่างกองทัพน้อยที่ 4 ในปี 2557 ภายใต้การบริหารของ คสช. ก็มีเป้าหมายในการออกแบบให้แม่ทัพน้อยที่ 4 (มทน.4) นั้นมีภารกิจรับผิดชอบการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ก็เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดูภาพรวมของทั้งภาค

    ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กองทัพภาคที่ 4 ก็มีอัตราพลโทสองคน เป็นกองทัพภาคสุดท้ายที่จัดตั้งกองทัพน้อย

    นั่นหมายความว่า ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ก็อาจจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิมของกองทัพ แต่เพื่อลดความตึงเครียดและเผชิญหน้า ทางเลือกก็คือการเปิดทางให้มีการแต่งตั้ง ผอ.รมน.ภาค 4 สน. คนใหม่ที่อาจจะมาจากแม่ทัพน้อย รองแม่ทัพ หรือข้าราชการพลเรือนอื่น ๆ เนื่องจาก โดยเนื้อแท้แล้ว ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งข้าราชการพลเรือน

    “ส่วนว่าทางเลขาธิการหรือประธานสภาที่ปรึกษาฯ จะใช้อำนาจตามมาตรา 12 และมาตรา 23 นี้หรือไม่ คงต้องคิดอ่านคำนวณให้รอบด้านครับ เพราะผมเข้าใจว่าสภาวะผู้นำของหน่วยงานความมั่นคงในสถานการณ์เช่นนี้นั้นเปราะบาง ผมเองไม่ได้มีความคิดเห็นไปทางใดทางหนึ่งที่ชัดเจนนัก แต่จากบทบาทของ สส.ฝ่ายค้าน ที่ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในระยะหลังนี้ด้วยความกังวล จึงขอเสนอทางเลือกทางนี้ให้รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณา”

    ต้องกล่าวด้วยว่า ดาบในมือของเลขาธิการ ศอ.บต. และประธานสภาที่ปรึกษาฯ นี้เป็นหนึ่งในความพิเศษ ของชายแดนภาคใต้ครับ ไม่ใช่ว่าอำนาจที่ว่านี้จะไม่มีที่มาที่ไป อันที่จริงแล้วเป็นมรดกตกทอดที่สำคัญของรัฐบาลป๋าเปรมในช่วงทศวรรษ 1980 ภายใต้แนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบด้วยแนวทาง การเมืองนำการทหาร ซึ่งตกผลึกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 8/2524 จัดตั้ง ศอ.บต.รุ่นแรกขึ้นมา

    ในตอนนั้น ผู้อำนวยการ ศอ.บต. ซึ่งมีตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่งถือดาบอาญาสิทธิ์นี้ เนื่องจากมีความขัดแย้งและตึงเครียดหลายกรณีจากการร้องเรียนและประท้วงข้าราชการที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมที่ถูกย้ายลงไปชายแดนใต้ ในตอนนั้น การถูกย้ายไปชายแดน (ใต้) ถือเป็นการโทษทัณฑ์ในระบบราชการ กลายเป็นว่าในพื้นที่อ่อนไหวเปราะบางต่อการเมืองการปกครองที่สุด เป็นที่ถ่ายเทปัญหาบุคลากรภาครัฐที่มีปัญหาจากที่อื่น มาสะสมปัญหาพูนพอกต่อเนื่องไม่รู้จบ

    ที่จริงแล้ว ดาบอาญาสิทธิ์นี้ยังมีที่มาจากรากฐานความคิดที่ฝังอยู่ในแนวนโยบายของรัชกาลที่ 6 ในยุคสมัยของมณฑลปัตตานี หรือที่รู้จักกันในนาม “หลักรัฐประศาสโนบาย” ซึ่งมาจากพระราชหัตถเลขาที่ 3/78 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2466 (ศอ.บต. เพิ่งจัดงานครบรอบ 100 ปี ไปเมื่อปีก่อน)

    ความในข้อ 5 จากหลัก 6 ประการ มีดังว่า

    “ข้าราชการที่จะแต่งตั้งออกไปประจำตำแหน่งในมณฑลปัตตานี พึงเลือกฟั้นแต่คนที่มีนิสัยซื่อสัตย์ สุจริต สงบเสงี่ยมเยือกเย็น ไม่ใช่สักแต่ว่าส่งไปบรรจุให้เต็มตำแหน่ง หรือส่งไปเปนทางลงโทษเพราะเลว

    เมื่อจะส่งไป ต้องสั่งสอนชี้แจงให้รู้ลักษณทางการ อันจะพึงประพฤติระมัดระวัง โดยหลักที่ได้กล่าวในข้อ 1 ข้อ 3 แลข้อ 4 ข้างบนนั้นแล้ว ผู้ใหญ่ในท้องที่พึงสอดส่องฝึกฝนอบรมกันต่อ ๆ ไปในคุณธรรมเหล่านั้นเนือง ๆ ไม่ใช่แต่คอยให้พลาดพลั้งลงไปก่อน แล้วจึงว่ากล่าวลงโทษ”

    อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ดาบอาญานี้มีอิทธิฤทธิ์มากนัก ทำให้ ศอ.บต.มีสถานะเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารราชการในพื้นที่ (ตามเป้าหมายองกฎหมาย 2553) โดยเฉพาะบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถ่วงดุลกับทางกองทัพและ กอ.รมน.ไปด้วย

    ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุให้หลังการยึดอำนาจของ คสช. คณะรัฐประหารมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14/2559 เพื่อตัดทอนอำนาจของสภาที่ปรึกษาลง โดยเฉพาะประเด็นนี้

    “แต่ข่าวดีก็คือ ในสภาฯ สมัยที่แล้ว เราได้ตรากฎหมายเพื่อยกเลิกคำสั่งดังกล่าวนี้ไป นั่นเท่ากับว่าสาระสำคัญและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะให้อำนาจของสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมาจากประชาชนในทางอ้อมมีเสียงที่ดังขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นกลไกในตรวจถ่วงดุลการทำงานของข้าราชการ ซึ่งขณะนี้ยังจำกัดอยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายพลเรือน ครับ”

    นายรอมฏอน กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีแนวคิดที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ใหม่ แต่คงต้องพิจารณาว่าที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายนั้นประสบปัญหาอะไรบ้าง ต้องมีอะไรที่ต้องตัดทอน มีอะไรที่ต้องเพิ่มเติม กระทั่งว่าต้องปรับปรุงยกร่างกฎหมายฉบับใหม้สอดรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/982092/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BrnUzZfSgBv0iXKGmyz9x

  • อดนอน นอนไม่พอ ทำให้ลำไส้พัง-ระบบทางเดินอาหารรวน จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    อดนอน นอนไม่พอ ทำให้ลำไส้พัง-ระบบทางเดินอาหารรวน จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    Fact Check: ข่าว “อดนอนทำให้ลำไส้พัง เพราะสมองส่งสัญญาณผิด” จริงหรือเป็นข่าวบิดเบือน?

    ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อความเตือนสุขภาพว่า “การอดนอนทำให้ลำไส้พัง เนื่องจากสมองส่งสัญญาณผิด จนระบบทางเดินอาหารรวน” พร้อมอ้างอิงหน่วยงานด้านการแพทย์ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมการนอน

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวถูกจัดว่าเข้าข่ายข่าวบิดเบือน (Fake News) ที่ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยกองบรรณาธิการ Sanook News ได้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่ “การอดนอนทำให้ลำไส้พัง” เนื่องจากสมองส่งสัญญาณผิดจนระบบทางเดินอาหารรวน ตามที่มีการแชร์และอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานทางการแพทย์?

    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ประเด็นดังกล่าวมีที่มาจากงานวิจัยในสัตว์ทดลอง โดยเฉพาะการศึกษาในหนูทดลอง ซึ่งเป็นเพียงการศึกษาขั้นต้นเพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างการนอนหลับกับระบบทางเดินอาหาร

    ข้อมูลจากหน่วยงานด้านการแพทย์ เช่น สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุชัดว่า ผลการศึกษาดังกล่าวยังไม่สามารถนำมาสรุปใช้กับมนุษย์ได้โดยตรง เนื่องจากยังขาดหลักฐานทางคลินิกในคน

    นอกจากนี้ การกล่าวอ้างว่า “อดนอนทำให้ลำไส้พัง” ถือเป็นการสื่อสารที่เกินจริงจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เพราะแม้การอดนอนอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม แต่ยังไม่มีข้อยืนยันว่าทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อระบบลำไส้ตามที่กล่าวอ้าง

    การนำข้อมูลจากงานวิจัยในสัตว์ทดลองมาเผยแพร่โดยไม่ระบุข้อจำกัด อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน และเป็นลักษณะของข่าวบิดเบือนที่พบได้บ่อยในโซเชียลมีเดีย

    ข้อเท็จจริง

    ข้อมูลที่อ้างว่า “อดนอนทำให้ลำไส้พัง” เป็นข่าวบิดเบือน เนื่องจากเป็นเพียงผลการศึกษาในสัตว์ทดลอง และยังไม่มีหลักฐานยืนยันในมนุษย์ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดขึ้นจริงตามที่กล่าวอ้าง

    อ้างอิง

    1. กรมการแพทย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9884530/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cMah95FlZFuhhM01MqaWD

  • มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ ‘ทำงานต่ำศักยภาพ’

    มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ ‘ทำงานต่ำศักยภาพ’

    ทำตามสูตรสำเร็จของชีวิต มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ 43% ‘ทำงานต่ำศักยภาพ’ AI กระทบงานระดับเริ่มต้น-ทักษะบัณฑิตไม่ตรงที่ตลาดงานต้องการ

    เหล่าบัณฑิตต่างก็มั่นใจว่า การเดินตาม “สูตรสำเร็จของชีวิต” มาอย่างถูกต้อง ทั้งกู้เงินเรียน ยอมอดนอนติวสอบและทำแล็บตลอด 4 ปี เพื่อแลกกับ “ใบปริญญา” ใบเดียว

    ทว่าความจริงที่น่าเจ็บปวดคือ บัณฑิตจบใหม่หลายคนกลับต้องไปทำงานที่คนจบแค่ชั้นมัธยมก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานแคชเชียร์ร้านเสื้อผ้า บาริสต้าชงกาแฟ หรือรับจ้างเลี้ยงเด็ก เพียงเพื่อให้มีเงินประทังชีวิตไปวันๆ

    นี่คือปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Underemployed หรือ กลุ่มบัณฑิตที่ติดอยู่ในงานที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพตามวุฒิการศึกษา ข้อมูลจาก ธนาคารกลางสหรัฐหรือว่าเฟด สาขานิวยอร์ก ณ เดือนธันวาคม 2025 ระบุว่า มีบัณฑิตจบใหม่ในสหรัฐ ในช่วงอายุ 22-27 ปี  ถึง 43% ที่อยู่ในสภาวะนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 3% ภายในปีเดียว ถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 แม้จะยังไม่รุนแรงเท่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 ก็ตาม

    มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ 'ทำงานต่ำศักยภาพ'

    AI และความไม่สมดุลของ ‘ทักษะ’

    หลายคนอาจพุ่งเป้าไปที่ AI  ซึ่งงานวิจัยจาก Stanford Digital Economy Lab และ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยืนยันว่า AI กำลังเข้ามาแย่งงานระดับเริ่มต้น  ในสายงานที่ต้องใช้สมอง เช่น การเขียนโปรแกรม งานบริการลูกค้า และการตลาด

    แต่ลึกไปกว่านั้น ปัญหานี้สะสมมานานถึง 20 ปี ข้อมูลจาก Lightcast บริษัทวิเคราะห์แรงงาน พบความลักลั่นที่น่ากลัว คือในขณะที่คนจบมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 54% แต่งานระดับที่รองรับบัณฑิตเหล่านี้กลับเพิ่มขึ้นเพียง 42% เท่านั้น 

    Elena Magrini หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Lightcast ถึงกับกล่าวว่า “เส้นทางจากการศึกษาไปสู่การทำงานดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเป็นครั้งแรก”

    เมื่ออุปทานล้น แต่อุปสงค์ขาดแคลน

    สิ่งที่นักศึกษาเรียนมากับความต้องการของเศรษฐกิจโลกเริ่มเดินสวนทางกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ตำแหน่งงานในสายสุขภาพ เพราะมีตำแหน่งว่างถึง 1.9 ล้านตำแหน่ง แต่คนจบด้านนี้กลับเพิ่มขึ้นเพียง 5% ในรอบ 10 ปี

    รวมทั้ง ตำแหน่งงานในสายวิทยาการคอมพิวเตอร์  ที่มีคนจบเพิ่มขึ้นถึง 110% แต่ตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นเพียง 6% เท่านั้น

    ความไม่สมดุลนี้ทำให้บริษัทใหญ่ๆ เช่น Amazon หรือ Atlassian เริ่มชะลอการจ้างงาน หรือเปลี่ยนไปใช้ AI แทน 

    ขณะที่รายงานจาก Forrester มองว่าการอ้าง AI เพื่อเลิกจ้างบางครั้งก็เป็นเพียง “การฟอกขาว” เพื่อลดต้นทุนทางการเงินเท่านั้น

    โคดี้ วิสคาร์ดิส วัย 29 ปี เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด เขาจบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และส่งใบสมัครไปเกือบ 1,000 แห่ง แต่ได้สัมภาษณ์เพียง 6 ครั้ง สุดท้ายเขาต้องผันตัวไปเป็น “ช่างไฟฟ้า” ในสหภาพแรงงาน ซึ่งจ่ายให้เขาสูงถึงชั่วโมงละ 63 ดอลลาร์  ประมาณ 2,200 บาท ซึ่งมากกว่างานออฟฟิศระดับเริ่มต้นหลายเท่า

    โคดี้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “มหาวิทยาลัยควรช่วยให้คุณได้งานที่ดี เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องติดหนี้แสนดอลลาร์แต่ได้ค่าแรงขั้นต่ำ” แม้ตอนนี้เขาจะรายได้ดีจากการใช้แรงงาน แต่เขาก็ยังฝันที่จะเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ตามที่เรียนมา

    ความหวังที่ปลายอุโมงค์?

    แม้สถานการณ์จะดูแย่ แต่ เจสัน อาเบล จากธนาคารกลางนิวยอร์ก ให้ข้อมูลปลอบใจว่า จากสถิติหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 บัณฑิตส่วนใหญ่มักจะสามารถไต่เต้ากลับไปทำงานที่ตรงสายได้ภายใน 5 ปี การทำงานต่ำกว่าศักยภาพในช่วงแรกอาจเป็นเพียง “เรื่องชั่วคราว” สำหรับหลายๆ คน

    อย่างไรก็ตาม ภาระการปรับตัวตอนนี้ตกอยู่ที่ตัวนักศึกษาเอง เห็นได้จากที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งปีนี้ยอดจองเรียนวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มมองเห็นแล้วว่าโลกแห่งความเป็นจริง… ใบปริญญาใบเดียวอาจไม่พออีกต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1230186&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V3FoPLdnJ80JMyJIQOSkF

  • ผู้ว่าฯ อยุธยา ประชุมคัดเลือก ผู้ขอรับพระราชทานทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ อยุธยา ประชุมคัดเลือก ผู้ขอรับพระราชทานทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 เมษายน ณ ห้องประชุมมงคลบพิตร 1 ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือก คัดสรร ผู้ขอรับพระราชทานทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ภายใต้มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) และประสานงานระดับจังหวัด : จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รุ่นที่ 18 ปีการศึกษา 2569 โดยมี นางศุทธิกานต์ วงศ์สถิตจิรกาล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวรวิทย์ ยอแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำริให้ดำเนิน “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ขึ้นเมื่อปี 2552 ทรงให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต่อมาในปี 2553 ทรงให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทยที่เรียนดี ประพฤติดี มีคุณธรรม ด้วยการพระราชทานทุนการศึกษาให้กับผู้ที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีโอกาสศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สายสามัญ สายอาชีพ และศึกษาต่อเนื่องไปจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ สาขาที่ขาดแคลน สาขาด้านความมั่นคง และเข้าสู่การมีอาชีพอย่างมั่นคง โดยให้จังหวัดคัดเลือกคัดสรรนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 18 ปีการศึกษา 2569 ระดับจังหวัด : จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 6 ราย ส่งสำนักงานศึกษาธิการ ภาค 1 เพื่อเข้าสู่กระบวนการในระดับภาคต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5790917/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JskhQ_m-YfeRUmHFJIYvE

  • “ก่อแก้ว” แจกลอตเตอรี่คนเสื้อแดงหน้าเรือนจำ นับวันรอ “ทักษิณ” พักโทษ 11 พ.ค.นี้

    “ก่อแก้ว” แจกลอตเตอรี่คนเสื้อแดงหน้าเรือนจำ นับวันรอ “ทักษิณ” พักโทษ 11 พ.ค.นี้

    นับวันรอ “ทักษิณ ชินวัตร” พักโทษ 11 พ.ค.นี้ “ก่อแก้ว” นำทีมแจกลอตเตอรี่ทุกวันอาทิตย์ รวม 500 คู่ ให้คนเสื้อแดงหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ยก เป็นผู้ที่เคารพและศรัทธามาตลอดบนเส้นทางการเมือง

    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 เมษายน 2569 นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ อดีตแกนนำ นปช. เดินทางมาแจกสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ลอตเตอรี่ จำนวน 100 คู่ ให้กับประชาชนคนเสื้อแดง ที่มาทำกิจกรรมกินข้าวหน้าเรือนจำ ให้กำลังใจ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีคนเสื้อแดงรอต่อคิวเพื่อรับสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างเป็นระเบียบ โดยทางทีมงานบนเวทีกำชับว่าให้รับได้คนละ 1 คู่ ห้ามวน เพื่อให้ได้รับกันอย่างครบถ้วน

    นายก่อแก้ว เปิดเผยว่า นายทักษิณ คือผู้ที่ตนเคารพและศรัทธามาตลอดบนเส้นทางการเมือง จากผลงานในการสร้างโอกาสและความหวังแก่คนไทยจำนวนมาก ทั้ง “ให้โอกาส ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล” จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ผ่านมา 20 ปี ทำให้คนไทยหลายแสนคนรอดตาย “ให้โอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” เพื่อทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรือเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน OTOP “ให้โอกาส เด็กไทย เข้าถึงการศึกษา”  ทั้งในและต่างประเทศ ในโครงการ 1 ทุน 1 อำเภอ หรือทุนการศึกษาจากหวยบนดิน “ให้ความสุขและความหวังกับคนไทย” ในการพัฒนาจนทำให้ประเทศไทยเกือบเจริญ กลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย รวมถึง “คืนศักดิ์ศรี” แก่ประชาชนคนธรรมดาทุกคน โดยการปฏิรูประบบราชการ ให้ข้าราชการมีหน้าที่สำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ประชาชนไม่ต้องไปร้องขอใครหน้าไหน ในวันที่ต้องไปติดต่อราชการพื้นฐาน ผลงานอื่นๆ อีกมากมาย สาธยายได้ไม่รู้จบ 

    ก่อนจะระบุต่อไปว่า ผ่านมา 20 ปี ยังไม่มีใครทำได้ หรือมีความคิดอ่านเทียบเท่าคนๆ นี้ อีกไม่เกิน 1 เดือน ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ ท่านจะได้รับการพักโทษ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผู้คนมากมายไปรอรับท่าน ในทุกวันอาทิตย์นับตั้งแต่ท่านถูกจำคุก มีกิจกรรมนัดเยี่ยมหน้าเรือนจำ ที่พี่น้องจำนวนมากไปให้กำลังใจไม่ขาดสาย ต้องขอบคุณทุกท่านมาในโอกาสนี้

    “แต่ใน 4 สัปดาห์สุดท้ายนี้ ผมขอตอบแทนพี่น้องที่ไปเยี่ยม ด้วยการสร้างความหวังเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่พี่น้อง ด้วยการแจกลอตเตอรี่ ถึงแม้จะเป็นความหวังเล็กๆ แต่ตราบใดที่ยังมีความหวัง ก็จะเป็นพลังใจให้แก่หลายๆ ชีวิตครับ วันที่ 19 เมษายน 2569 แจกลอตเตอรี่ 100 คู่ วันที่ 26 เมษายน 2569 แจกลอตเตอรี่ 100 คู่ วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 แจกลอตเตอรี่ 100 คู่ วันที่ 10 พฤษภาคม แจกลอตเตอรี่ 200 คู่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RBjTElWF6eiehSn5v9-sw

  • ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (3) : งบสุขภาพยุคใหม่ จ่ายตามต้นทุน วัดผลด้วยประสิทธิภาพ

    ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (3) : งบสุขภาพยุคใหม่ จ่ายตามต้นทุน วัดผลด้วยประสิทธิภาพ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u-ii0iN5VdGhzWhuBHRgQ

  • โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

    โพลเปิดผลสำรวจ ‘จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร’ เห็นด้วยโทษขับรถประมาท จี้ลดค่าปรับขับเร็ว

    วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.52 น.

    19 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาหลัก ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงความเหมาะสมของบทลงโทษของกฎหมายจราจรการจับและปรับ 10 ข้อหาผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า

    1. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 74.66 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 12.67 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 11.60 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. เมาแล้วขับ: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 70.38 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 20.38 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 8.86 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.15 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 4.66 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    4. ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.08 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 28.09 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 11.68 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    5. ขับรถย้อนศร: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 26.41 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 14.96 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    6. ไม่พกใบขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน) ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.34 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.89 ระบุว่า บทลงโทษ
    น้อยเกินไป และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    7. ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.57 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 38.70 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.50 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    8. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.11 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.73 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.85 ระบุว่า บทลงโทษ
    น้อยเกินไป และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    9. ฝ่าไฟแดง: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.28 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา
    ร้อยละ 35.88 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.69 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า
    ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    10. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 40.69 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว ร้อยละ 4.58 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 26.34
    อายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.97
    นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.53 สมรส และร้อยละ 2.52 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่
    โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.86 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 32.90 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.40 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.28 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.95 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.46 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.57 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.37 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.70 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.57 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.54 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน
    และร้อยละ 6.79 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 21.30 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.43
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 31.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 11.37
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.34 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 2.44
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 – 50,000 บาท ร้อยละ 1.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001 – 60,000 บาท ร้อยละ 0.31
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001 – 70,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001 – 80,000 บาท ร้อยละ 0.85
    รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.71 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/959256&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KXEi_A7WcuvZ2YTeKZX4x

  • ‘Sublime’ เหตุที่ความงดงามของอวกาศ ทำให้เรารู้สึกเล็กจ้อย

    ‘Sublime’ เหตุที่ความงดงามของอวกาศ ทำให้เรารู้สึกเล็กจ้อย

    ต่อให้ไม่อธิบาย พลเมืองโลกส่วนใหญ่ก็คงเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า ภารกิจอาร์ทีมิส (Artemis II) ที่เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพียงเพราะมันคือครั้งแรกในรอบ 50 กว่าปีที่เรากลับไปดวงจันทร์เท่านั้น แต่เพราะการปล่อยยานครั้งนี้ก่อผลกระทบทางจิตวิทยาต่อผู้คนนับล้านทั่วโลกที่เฝ้าชม 

    แน่นอนว่า คงไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจความสำคัญของหมุดหมายทางดาราศาสตร์นี้อย่างถ่องแท้ แต่ไม่ว่าใครก็คงต้องเผลอหยุดหายใจทั้งนั้น เมื่อได้เห็นว่าโลกอันไพศาลเกินจินตนาการใบนี้ สามารถถูกย่อส่วนเหลือแค่จุดสีน้ำเงินจางๆ 

    หรือเมื่อได้รู้ว่าหากเทียบขอบระบบสุริยะเป็นเชียงใหม่ การพิชิตดวงจันทร์ด้านไกลที่ยังไม่มีมนุษย์คนใดเคยเห็นด้วยตาเปล่า นอกจากนักบินอวกาศ 4 คนบนยานโอไรออนนั้น เท่ากับว่าเราเพิ่งขยับเท้าออกจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปได้เป็นระยะทางไม่ถึง 1 มิลลิเมตรด้วยซ้ำ

    ภาพถ่ายทางไกลของโลก ‘Pale Blue Dot’ จากบนยานโอไรออน (ที่มา: NASA)

    ความซาบซึ้งตะลึงพรึงเพริดที่ได้รู้ข้อเท็จจริงอันน่าทึ่งเช่นนี้คืออะไรกัน เหตุใดจึงทำให้เรารู้สึกแสนเล็กจ้อย เปราะบาง และไร้ความหมาย เมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งที่มหาศาลเกินจะควบคุม และมโหฬารเกินจะชี้วัด

    นักจิตวิทยาเรียกความรู้สึกนี้ว่า ‘ความทึ่ง’ (Awe) แต่ในทางสุนทรียศาสตร์และปรัชญา เราเรียกมันว่า ‘ซับไลม์’ (Sublime)

    ซับไลม์ในประวัติศาสตร์ศิลปะ

    แนวคิดซับไลม์อุบัติขึ้นในยุโรปไล่เลี่ยกับการกำเนิดวัฒนธรรมวรรณคดีวิจารณ์เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 17 แต่เพิ่งจะค่อยๆ พัฒนาการมาสู่ความหมายและคุณค่าทางสุนทรียะของธรรมชาติอย่างชัดเจน จนได้รับความสนใจอย่างมากในศตวรรษที่ 18 

    ภาพจิตรกรรม ‘Wanderer above the Sea of Fog’ (ที่มา: The Met)

    ความรู้สึกที่เรียกกันว่าซับไลม์นี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อศิลปะวรรณคดีในยุคโรแมนติก (Romanticism) โดยผลงานเลื่องชื่อที่ว่ากันว่าอธิบายความซับไลม์ได้ดีที่สุด คือภาพเขียนของศิลปินชาวเยอรมัน คาสปาร์ ดาวิด ฟรีดริช (Caspar David Friedrich) ที่มีชื่อว่า ‘นักพเนจรเหนือทะเลหมอก’ (Wanderer above the Sea of Fog)

    หรือหากเป็นฉากหลังอันโด่งดังในวรรณกรรมยุคเดียวกันนี้ ย่อมหนีไม่พ้นฉากไคลแมกซ์ในนิยายไซไฟเรื่องแรกของโลกอย่าง แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ที่เรือสำรวจลำเขื่องกลับดูเล็กลงถนัดตา เมื่ออยู่ท่ามกลางทุ่งน้ำแข็งขั้วโลก

    ภาพวาดประกอบนวนิยาย Frankenstein (ที่มา: Pennsylvania State University Library)

    เมื่อได้จ้องมองเข้าไปในภาพทะเลหมอกอันเวิ้งว้างกว้างไกล หรือลองวาดภาพทุ่งน้ำแข็งอันหนาวเหน็บตามคำบรรยายในหนังสือ จะพบว่าเราไม่อาจอธิบายความรู้สึกที่ก่อตัวอยู่ในอก เมื่อได้ประจันหน้ากับภาพที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้ด้วยศัพท์ใดเพียงคำเดียว 

    ตื่นตา ทว่าน่าแปลกที่กลับสงบใจ

    ชวนหวั่นไหวแต่ขณะเดียวกันก็บันดาลใจให้กล้าหาญ

    ซับไลม์ผ่านเลนส์จิตวิทยา

    นอกจากทฤษฎีเรื่องความทึ่ง (Awe) ซึ่งได้รับการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์และพิสูจน์แล้วว่า จิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ในทางจิตวิทยายังมีอีกแนวคิดหนึ่งที่ใกล้เคียงกับความซับไลม์ไม่น้อย นั่นคือ ‘Overview Effect’ หรือผลกระทบจากการเห็นภาพกว้าง ซึ่งมักเกิดขึ้นกับนักบินที่ได้ไปเห็นโลกทั้งใบจากบนอวกาศอยู่บ่อยๆ

    ความเล็กจ้อยและความเชื่อมโยงไร้เส้นแบ่งที่ได้เห็นมักส่งผลให้นักบินอวกาศคิดเห็นต่อมนุษยชาติว่า มีความเป็นปึกแผ่นกลุ่มก้อนมากกว่าเก่า แยกเขาแยกเราน้อยลง ยึดติดกับมุมมองของตัวเองน้อยลง และนึกถึงมุมมองส่วนรวมก่อนมุมมองแบบปัจเจก 

    และที่น่าตื่นเต้นยิ่งไปกว่านั้น คือไม่ใช่แค่นักบินอวกาศเท่านั้นที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้คนบนโลกที่ติดตามชมภาพเสียงและเนื้อหาเกี่ยวกับภารกิจอ้อมดวงจันทร์ครั้งนี้ ก็สามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงคล้ายๆ กันได้ โดยการมองผ่านประสบการณ์ของผู้อื่น (Vicarious Experience)

    จริงอยู่ การติดตามข่าวและชมภาพจากอวกาศคงไม่ใช่กิจกรรมที่เราสามารถทำได้ทุกวัน แต่ข่าวดีคือเราสามารถปลูกฝังกิจกรรมส่งเสริมความทึ่งลงในชีวิตประจำวันของเราได้ง่ายกว่าที่คิด ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วว่า ในยุคศตวรรษที่ 18-19 ก่อนมนุษยชาติจะมีภาพจากอวกาศให้ได้ดูชม คนสมัยก่อนก็แสวงหาความทึ่งเอาจากทิวทัศน์และที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ

    ดาเชอร์ เคลต์เนอร์ (Dacher Keltner) ศาสตราจารย์ประจำคณะจิตวิทยา University of California Berkeley กล่าวว่า ความซับไลม์หรือที่เขาเรียกว่าความรู้สึกทึ่งนี้ ไม่ใช่ประสบการณ์ที่หรูหราหรือหายากแต่อย่างใด จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือ การฝึกมองไปรอบตัวและสังเกตสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตให้มากขึ้น 

    นอกจากนี้ เขายังแนะนำแหล่งความทึ่งเอาไว้หลายอย่างด้วยกัน เช่น

    ธรรมชาติ เข้าถึงได้ด้วยการออกไปเที่ยว เปิดหูเปิดตา

    ศิลปะแขนงต่างๆ เข้าถึงได้ด้วยการดู ฟัง เสพ

    ความเชื่อ เข้าถึงได้ผ่านพิธีกรรมทางศาสนาและการศึกษาหลักปรัชญา

    ความรู้ เข้าถึงได้จากการทุ่มเทเรียนรู้ทำความเข้าใจศาสตร์ใดๆ อย่างลึกซึ้งถึงแก่น

    ประสบการณ์ร่วม (Collective Experiences) เข้าถึงได้ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกับคนหมู่มาก เช่น ชมคอนเสิร์ต ร่วมงานเลี้ยง หรือกระทั่งลงถนนร่วมขบวนประท้วง

    อ้างอิง

    https://groundcontrolth.com/blogs/438 

    https://psyche.co/guides/how-to-think-about-the-sublime-in-the-natural-world

    https://www.psychologytoday.com/us/blog/slightly-blighty/202604/surprising-psychological-impact-of-artemis-ii-space-mission 

    https://ls.berkeley.edu/publications/awe-new-science-everyday-wonder-and-how-it-can-transform-your-life 

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/wisdom-sublime/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Nlh7c3C0qyNdF6WqhEqCt

  • ‘ธารน้ำแข็ง’ ละลายหนัก! บนเทือกเขาแอนดีสโคลอมเบีย เซ่นโลกร้อน

    ‘ธารน้ำแข็ง’ ละลายหนัก! บนเทือกเขาแอนดีสโคลอมเบีย เซ่นโลกร้อน

    ข้อมูลของหน่วยงานดังกล่าว ระบุว่า พื้นผิวของธารน้ำแข็ง ลดลงจาก 5 ตารางกิโลเมตรในศตวรรษที่ 19 เหลือเพียง 0 ตารางกิโลเมตรในปัจจุบัน

    แถลงการณ์ของ IDEAM ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความความจริงที่กำลังเปลี่ยนแปลงดินแดนโคลอมเบียอยู่แล้ว และสิ่งที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงไม่ใช่เพียงภูมิทัศน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสมดุลของระบบนิเวศเหล่านี้ด้วย

    เทือกเขาแอนดีสในโคลอมเบีย เช่นเดียวกับระบบนิเวศในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก โดยเป็นที่อยู่อาศัยของคอนดอร์หรือนกแร้ง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หมีแว่น (Spectacled Bear)ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมของโคลอมเบีย ระบุว่า เทือกเขาเซียร์รา เนวาดา เดล โกกุยที่มียอดเขาสูงกว่า 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็น 1 ใน 6 ของระบบธารน้ำแข็งแห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในประเทศ โดยพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งได้ลดลงไปแล้ว 90% ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ‘ธารน้ำแข็ง’ ละลายหนัก! บนเทือกเขาแอนดีสโคลอมเบีย เซ่นโลกร้อน

    ธารน้ำแข็งมีบทบาทสำคัญในการหล่อเลี้ยงแหล่งน้ำจืดของเทือกเขาแอนดีส ช่วยค้ำจุนระบบนิเวศบนภูเขา และมีความสำคัญต่อการชลประทานทางการเกษตร การประมง และกิจกรรมของมนุษย์อื่นๆ ตามข้อมูลของ โครงการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service: C3S) ของสหภาพยุโรป และ Berkeley Earth องค์กรวิจัยไม่แสวงกำไรในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ถือเป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกข้อมูลมา

    งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อเดือนมกราคม ปี 2023 คาดการณ์ว่า ว่า ราวครึ่งหนึ่งของธารน้ำแข็งบนโลกจะละลายหายไปภายในปี 2100 แม้ว่าทั่วโลกจะสามารถบรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสก็ตาม

     ที่มา: The Strait Times

    https://www.straitstimes.com/world/global-warming-causes-colombian-glacier-to-disappear

    Credit ภาพ: IDEAM, Copernicus Sentinel Data, Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/863044&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UqlIU2atCpKFXN9WepYnQ

  • Motor Show 2026 ยอดจองพุ่ง 1.3 แสนคัน ค่ายจีนกวาด 65% คาดส่งมอบจริง 70%

    Motor Show 2026 ยอดจองพุ่ง 1.3 แสนคัน ค่ายจีนกวาด 65% คาดส่งมอบจริง 70%

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยบทวิเคราะห์ “RECAP MOTOR SHOW 2026” ระบุว่า มหกรรม Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 (23 มี.ค.–5 เม.ย. 2569) มียอดจองรถยนต์รวมกว่า 1.3 แสนคัน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดรถยนต์ไทย และการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชัดเจนขึ้น

    Motor Show 2026 ยอดจองพุ่ง 1.3 แสนคัน ค่ายจีนกวาด 65% คาดส่งมอบจริง 70%

    แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการใช้รถยนต์สันดาปเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 บาทต่อกิโลเมตร จากราว 1.7 บาทในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ต้นทุนการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอยู่เพียงประมาณ 0.5 บาทต่อกิโลเมตร ทำให้ EV มีความได้เปรียบด้านต้นทุนชัดเจน และกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ผลักดันการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

    โครงสร้างตลาดรถยนต์ไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่ายรถยนต์จากจีนครองส่วนแบ่งยอดจองสูงถึง 65% จากการนำเสนอรถ EV รุ่นใหม่ที่มีความหลากหลาย ทั้งในด้านระดับราคา รูปแบบ และเทคโนโลยีการขับขี่ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่าและฟังก์ชันที่ครบครัน ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายเดิมบางส่วนยังปรับตัวได้ช้า ทำให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    SCB EIC ชี้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนจากการยึดติดกับแบรนด์ (Brand loyalty) ไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานความคุ้มค่าและเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นต่ำลง และมีฟีเจอร์ที่ทันสมัย ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกซื้อ EV เป็นรถคันที่ 2 ของครัวเรือน เพื่อใช้งานในเมือง ส่งผลให้สามารถยอมรับความเสี่ยงจากแบรนด์ใหม่ได้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ความคึกคักของยอดจองยังไม่สามารถสะท้อนยอดขายจริงทั้งหมด โดย SCB EIC ประเมินว่า อัตราการส่งมอบรถยนต์จริงจะอยู่ที่ประมาณ 70% ของยอดจอง หรือราว 9.1 หมื่นคัน ลดลงจากค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2565-2568 ที่อยู่ราว 75-80% เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่ม EV ที่มักกำหนดเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้นลง อีกทั้งยังมีปัจจัยการยกเลิกการจองจากผู้บริโภค เช่น การเปิดตัวรุ่นใหม่ที่น่าสนใจกว่า หรือระยะเวลาการส่งมอบที่ยาวนาน

    ในมุมของเศรษฐกิจ SCB EIC มองว่า อานิสงส์จากยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากตลาดรถยนต์ไทยยังพึ่งพาการนำเข้ารถ EV ในสัดส่วนสูง แม้ว่าการผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการรวม ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ขยายตัวเต็มศักยภาพ อีกทั้งสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) ของ EV ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปและไฮบริด

    นอกจากนี้ ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานยังเป็นอีกปัจจัยท้าทายสำคัญ ทั้งด้านการผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่ยังจำกัด โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนประกันภัยที่ยังอยู่ในระดับสูงและมีตัวเลือกจำกัด ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในระยะยาว

    SCB EIC แนะว่า ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ควบคู่กับการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV ได้มากขึ้น รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างสภาพการแข่งขันที่เท่าเทียม (Level playing field) ระหว่างผู้ผลิตรายเดิมและรายใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ทั้งนี้ ภาพรวมของ Motor Show 2026 สะท้อนชัดว่า ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเข้าสู่ จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมี EV เป็นตัวเร่งหลัก ขณะที่โจทย์สำคัญต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นยอดขาย แต่คือการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมในประเทศให้พร้อมรองรับการเติบโตอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mxOJLsnbbgQ415iBtshTf