Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สงกรานต์ดันไทย“ศูนย์กลางเทศกาลโลก”  พลังท่องเที่ยวฟื้นเศรษฐกิจ

    สงกรานต์ดันไทย“ศูนย์กลางเทศกาลโลก” พลังท่องเที่ยวฟื้นเศรษฐกิจ

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงระดับโลกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการยกระดับสงกรานต์จากประเพณีท้องถิ่นสู่เทศกาลระดับนานาชาติที่สามารถสร้างรายได้ ภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นในเวทีโลก ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ ททท.คาดว่าในช่วงสงกรานต์จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 500,000 คน ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยอยู่ที่กว่า 5.9 ล้านคนครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนรวมกว่า 30,350 ล้านบาท โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 13 เม.ย. 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมแล้วกว่า 10.4 ล้านคน และในช่วงเทศกาลตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยวันละ 99,840 คน จากตลาดหลัก เช่น จีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และตลาดระยะใกล้

    สำหรับภาพรวมสงกรานต์ปีนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จากเทศกาลประเพณี สู่แพลตฟอร์มระดับโลก โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่ถูกยกระดับเป็น Global Festival Destination ผ่านการจัดงาน Maha Songkran World Water Festival และกิจกรรมขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่สำคัญทั่วเมือง ทั้งถนนราชดำเนิน สนามหลวง สีลม และข้าวสาร ควบคู่กับการนำเสนอวัฒนธรรมไทยในรูปแบบร่วมสมัย อีกทั้งการผสานเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ ทำให้สงกรานต์ไทยก้าวสู่เวทีเดียวกับเฟสติวัลโลก สร้างจุดขายใหม่ในตลาด Festival Tourism 

    โดยมีจุดแข็งด้านเอกลักษณ์การเล่นน้ำในฤดูร้อน ผสานแสง สี เสียง และประสบการณ์แบบ immersive ที่แตกต่างจากประเทศอื่นอย่างชัดเจน ในมิติทางเศรษฐกิจ สงกรานต์ไทยยังตอกย้ำตำแหน่ง Affordable Luxury Festival Destination จากราคาบัตรเฉลี่ย 2,400 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานเฟสติวัลระดับโลก 40–50% แต่ยังคงคุณภาพเทียบเท่า ส่งผลให้ไทยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง

    น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า แนวโน้มสำคัญของการท่องเที่ยวในปัจจุบันคือ Experiential Tourism หรือการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์และคุณค่าทางใจ โดยสงกรานต์ 2569 แสดงให้เห็นชัดเจนผ่านบรรยากาศของการแบ่งปัน รอยยิ้ม และมิตรไมตรีของคนไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Healing is the New Luxury ที่ช่วยสร้างความประทับใจและความผูกพันระยะยาวกับนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ทั้งเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในระดับภูมิภาค

    แต่ด้วยจุดแข็งด้านวัฒนธรรมและศักยภาพของประเทศไทย ยังคงมีความพร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวปี 2569 ที่ 2.80 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน และการเดินทางภายในประเทศ 212 ล้านคนครั้ง บทสรุปสงกรานต์ปีนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของเทศกาล แต่ยังยืนยันว่าการท่องเที่ยว ยังคงเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประเทศสู่เวทีโลกในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2927491&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I4DymlYb0yvws6gKqF64T

  • เช็กอิน 10 ที่เที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์ 2026 ถ่ายรูปสวย เดินทางง่ายด้วย MRT ฉลอง 244 ปี กรุงเทพฯ

    เช็กอิน 10 ที่เที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์ 2026 ถ่ายรูปสวย เดินทางง่ายด้วย MRT ฉลอง 244 ปี กรุงเทพฯ

    รวม 10 ที่เที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์ ถ่ายรูปสวย เดินทางง่ายด้วย MRT ฉลองครบรอบ 244 ปี กรุงเทพฯ ปักหมุดแลนด์มาร์กดัง มิวเซียมสยาม, วัดโพธิ์, เสาชิงช้า และเยาวราช ครบทั้งสายบุญ สายอาร์ต และสายกิน วันเดียวเที่ยวครบจบในที่เดียว

    เกาะรัตนโกสินทร์ ไม่เคยหลับใหล โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ที่กรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 244 ปี ย่านเมืองเก่าจึงกลับมาคึกคักเป็นพิเศษ ใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยวงานมหกรรมวัฒนธรรม แต่ไม่อยากวนหาที่จอดรถให้ปวดหัว วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ มัดรวม 10 พิกัดสุดปังรอบเกาะรัตนโกสินทร์ที่คัดมาแล้วว่า “ถ่ายรูปสวย-เดินทางสะดวก” ด้วย MRT สายสีน้ำเงินมาฝากกัน

    โซนสถานีสนามไชย ยลเสน่ห์สถาปัตยกรรมคลาสสิก

    1. มิวเซียมสยาม (Museum Siam)

    พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ที่ตั้งอยู่ในตึกเก่าสไตล์นีโอคลาสสิกสีเหลืองเด่น ไฮไลต์อยู่ที่นิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ที่นำเสนอเรื่องราวไทยๆ ได้อย่างทันสมัย มุมมหาชนคือลานสนามหญ้ากว้างหน้าตึกที่ถ่ายรูปออกมาแล้วดูอินเตอร์สุดๆ

    • MRT: สถานีสนามไชย (ทางออก 1)

    2. วัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม)

    นอกจากมาไหว้พระนอนองค์ใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว อย่าลืมแวะถ่ายรูปกับ “มหาเจดีย์สี่รัชกาล” ที่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบหลากสีสัน งานคราฟต์สุดประณีตนี้ถือเป็น Background ชั้นเลิศสำหรับสาย Content

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • MRT: สถานีสนามไชย (ทางออก 1) เดินต่อ 5 นาที

    3. ปากคลองตลาด & สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา

    เติมความสดใสให้ฟีด IG ด้วยสีสันของดอกไม้นานาพันธุ์ที่ปากคลองตลาด ก่อนจะเดินข้ามไปรับลมที่ สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบ 360 องศา แนะนำให้มาช่วง 17.00 น. แสงสวยละมุนตามาก

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    4. กระทรวงกลาโหม

    กำแพงสีเหลืองมัสตาร์ดสลับหน้าต่างสีเขียวขี้ม้า คือแลนด์มาร์กที่สาย Street Photo ต้องมาโดน ยิ่งในช่วงงานฉลอง 244 ปี จะมีการประดับไฟส่องสว่าง (Illumination) ยิ่งทำให้ตึกดูมีมิติและสวยงามในยามค่ำคืน

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • MRT: สถานีสนามไชย (ทางออก 1) เดินเลียบสนามหลวง

    โซนสถานีสามยอด ย้อนรอยย่านเก่า คาเฟ่ฮิปสเตอร์

    5. สวนรมณีนาถ

    อดีตเรือนจำกลางที่กลายเป็นปอดกลางกรุง เอกลักษณ์คือกลุ่มอาคารเก่าสีเหลืองที่ยังคงกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ให้ฟีลลิ่งย้อนยุคแต่ร่มรื่น เหมาะกับการมาเดินเล่นพักผ่อน

    • MRT: สถานีสามยอด (ทางออก 3)

    6. เสาชิงช้า & วัดสุทัศน์ฯ

    สัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองที่ใครมาเกาะรัตนโกสินทร์แล้วไม่ถ่ายรูปถือว่ามาไม่ถึง ตัวเสาสีแดงชาดตัดกับท้องฟ้าเป็นภาพที่ทรงพลังมาก ส่วนภายในวัดสุทัศน์ฯ มีพระวิหารที่สวยงามและเงียบสงบ

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • MRT: สถานีสามยอด (ทางออก 3) เดินต่อตามถนนอุณากรรณ

    7. คลองโอ่งอ่าง

    จากคลองเก่าที่เคยแออัด สู่ Walking Street สุดฮิปที่มีสตรีทอาร์ตเก๋ๆ บอกเล่าเรื่องราวของชุมชนไทย-จีน-อินเดีย ตลอดสองฝั่งคลอง พร้อมกิจกรรมพายเรือคายัคใจกลางเมือง

    • MRT: สถานีสามยอด (ทางออก 1)

    8. โลหะปราสาท (วัดราชนัดดาราม)

    ปราสาทโลหะหนึ่งเดียวในโลกที่มียอดสีทองอร่าม 37 ยอด เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุดจะเห็นวิวพาโนรามาของย่านพระนครแบบไม่มีอะไรกั้น ถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง

    • MRT: สถานีสามยอด เดินต่อมาทางถนนมหาไชย (ใกล้ผัดไทยประตูผี)

    โซนสถานีวัดมังกร สีสันไชน่าทาวน์ที่ไม่เคยหลับใหล

    9. วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)

    วัดจีนที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในย่านเยาวราช เหมาะกับการมาแก้ปีชงหรือไหว้ขอพรสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้ที่นี่ละเอียดและสวยงามมาก ถ่ายรูปเน้นดีเทลงานไม้และโคมแดงคือปัง

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • MRT: สถานีวัดมังกร (ทางออก 3)

    10. ถนนเยาวราช

    ปิดท้ายทริปที่สตรีทฟู้ดระดับโลก ไม่ว่าจะป้ายไฟนีออนระยิบระยับหรือความคึกคักของผู้คน เยาวราชคือจุดที่สะท้อนพลังของกรุงเทพฯ ได้ดีที่สุด ถ่ายรูปแนว Cinematic ได้ฟีลหว่องกาไวสุดๆ

    • MRT: สถานีวัดมังกร (ทางออก 1)

    Thairath Tips แผนเที่ยววันเดียวจบ

    หากจะมาเที่ยวงาน 244 ปี รัตนโกสินทร์ ให้คุ้มค่า แนะนำให้เริ่มช่วงบ่ายที่ ย่านสามยอด (เสาชิงช้า-คลองโอ่งอ่าง) จากนั้นนั่ง MRT มาลงสถานีสนามไชย เพื่อเข้าชมกิจกรรมหลักที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในช่วงเย็น แล้วปิดท้ายมื้อดึกที่ เยาวราช รับรองว่าได้ทั้งรูปสวยและอิ่มใจกลับบ้านแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2927550&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BSI5DD-XHDNZeW7hBpEWT

  • ‘เกินพอดี’ ก็จะ ‘ไม่ดี’

    ‘เกินพอดี’ ก็จะ ‘ไม่ดี’

    ข้อความ ๖ บรรทัดข้างบนนั้น ไม่ใช่ผมเขียนขึ้นเอง หากแต่อ่านพบ ซึ่งท่านใดก็ไม่ทราบโพสต์ไว้

    เห็นเข้าท่าดี สะท้อนสภาพจริงบ้านเมืองในปัจจุบัน

    จึงลอกมาจั่วหัว “กระตุกสำนึก” กัน

    เพราะภัยมันรอบด้านอย่างนั้นจริงๆ ผมถึงบอกให้ทุกคน “ใช้สติ” เป็นกระชอน “กรองอารมณ์” กันให้มากเข้าไว้

    เพราะช่วงนี้ บ้านเมืองมี “หลายเรื่อง-หลายราว” ประดัง-ประเดเข้ามาเป็นข่าวสาร “ยั่วยุอารมณ์”

    ดังนั้น การจะรับมือ ถ้าเราหุนหันพลันแล่นเพราะ “สติแตก” มีแต่เสีย (เปรียบ) กับเสีย!

    ฉะนั้น ช่วงนี้ ผมแนะให้ไปศึกษาการรับศึก “สงคราม ๙ ทัพ” ของ “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” กันไว้ ว่าพระองค์ทรงบริหาร-จัดการอย่างไร?

    ในขณะที่ ขณะนั้น ราษฎรมีเพียง ๒ ล้านคน ที่เกณฑ์มาเป็นทหารได้แค่ ๗ หมื่นกว่านาย

    ส่วนเจ้ากรุงอังวะ “พระเจ้าปะดุง” เกณฑ์รี้พลจากหัวเมืองต่างๆ เช่น มอญ ยะไข่ ลาว ลื้อ เงี้ยว มาได้ถึง ๑๔๔,๐๐๐ นาย

    แล้วจัดเป็นขบวนกองทัพ ๙ ทัพ ยกเข้าตีเมืองไทยเป็น ๕ ทาง ได้แก่

    ๑.เข้าตีทางหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ๒ ทัพ ทัพบกเข้าทางเมืองมะริด ตีเมืองชุมพรและไชยา

    ทัพเรือ เข้าตีเมืองถลาง จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ นาย

    ๒.เข้าตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ ๒ ทัพ จำนวนพล ๓๕,๐๐๐ นายทัพแรกเข้าตีเมืองสวรรคโลกเมืองสุโขทัย และเมืองพิษณุโลก ทัพที่สอง เข้าตีเมืองนครลำปาง

    ๓.เข้าตีเมืองราชบุรี ๑ ทัพ

    ๔.เข้าตีทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก ๑ ทัพ

    ๕.เข้าตีทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี ๓ ทัพ

    ทั้ง ๕ ทัพจากเส้นทางที่ ๓, ๔ และ ๕ …….

    มีจำนวนพลรวม ๘๙,๐๐๐ นาย มุ่งเข้าตี “กรุงเทพมหานคร”

    ตอนนั้น “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” เพิ่งสถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์” ได้เพียง ๒ ปี

    “กำแพงพระนคร” มีแค่ไม้ทองหลางปักไว้เป็นแนวเท่านั้น ยังไม่ทันได้สร้างให้มั่นคงเลย!

    เนี่ย….

    ไม่เพราะ “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” ทรงมีสติ ทรงไม่แตกตื่นลนลานกับจำนวนพล ๙ ทัพ ของ “พระเจ้าปะดุง”

    ที่ยกมาตีพร้อมกันทุกด้าน ทั้งเหนือ-ใต้-ออก-ตก ดอกหรือ?

    พระองค์จึงทรงสามารถบริหาร-จัดการ ใช้กำลังพลเพียง ๗  หมื่นกว่านาย ไปตั้งรับศึก กว่า ๑ แสนนาย จาก ๙ ทัพ ๕ ทิศทางได้

    แล้วพระองค์ทรงมียุทธศาสตร์-ยุทธวิธี “น้อยชนะมาก” ได้อย่างไร?

    งั้น…เรามาดูการจัดทัพของพระองค์กัน

    เมื่อ “รู้เขา-รู้เรา” แล้ว ทรงมองเห็นว่า ยุทธวิธีที่เคยใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คือตั้งรับข้าศึกในกำแพงพระนคร

    ใช้ไม่ได้แล้วในครั้งนี้!

    ก็อย่างที่ว่า “กำแพงพระนคร” มีแค่ไม้ทองหลางปักเป็นแนวไว้เท่านั้น ขืนรอให้ทัพพม่าบุกเข้ามาได้ ก็ต้อง…..

    “เสียกรุง” สถานเดียว!

    พระองค์จึงทรงเลือกยุทธวิธีส่งทัพออกไป “สกัดข้าศึก” ในภูมิประเทศ ที่ฝ่ายเราได้เปรียบ

    จึงโปรดให้จัดกองทัพ “น้อยเข้าปะทะมาก” เป็น ๔ ทัพ คือ

    ๑.กองทัพที่จะรับข้าศึกทางเมืองเหนือให้ “กรมพระราชวังหลัง” (ขณะนั้นดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์)  เป็นแม่ทัพ ตั้งทัพอยู่ที่ “เมืองนครสวรรค์”

    ๒.กองทัพที่รับข้าศึกเป็น “กองทัพใหญ่” เข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ “เมืองกาญจนบุรี”

    “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท” เป็นแม่ทัพทรงนำพลด้วยจำนวน ๓๐,๐๐๐ นาย ไปตั้งรับ

    ๓.กองทัพที่รับข้าศึกที่จะมาจากทางใต้ “เจ้าพระยาธรรมา”  (บุญรอด) และ “เจ้าพระยายมราช” เป็นผู้นำพลไปตั้งที่เมืองราชบุรี

    นอกจากนี้….

     ยังมีหน้าที่รักษา “ทางลำเลียง” ของทัพที่ ๒ ด้วย

    ๔.“กองทัพหลวง” เตรียมไว้ในกรุงมีจำนวน ๒๐,๐๐๐ นายเป็น “กองหนุน” ช่วยกองทัพด้านที่เพลี่ยงพล้ำและศึกหนัก

    สงครามระหว่าง “ไทยกับพม่า” ที่เรียกว่า “สงครามเก้าทัพ” ในครั้งนั้น ด้วยการมีสติ ไม่ลนลาน รู้เขา-รู้เรา และรู้ชัยภูมิ

    “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” จึงทรงวางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี ป้องกันพระนคร ด้วยเจนจบในชัยภูมิ

    ใช้กำลังน้อย “เผด็จศึก” กำลังมากในทาง “นอกกำแพงเมือง”

    ตี “กองทัพพม่าแตกพ่าย”……

    ทหารพม่าเดนตาย หนีกระเจิดกระเจิงจนโสร่งหลุดไปคนละทิศละทาง ชนิดที่เรียกว่า หาทางกลับพม่าไม่ถูก!

    และนับจากนั้น จาก พ.ศ.๒๓๒๘ จนถึงวันนี้ เป็นเวลา ๒๔๑ ปี พม่าไม่กล้ายกทัพมาราวีกรุงสยามอีกเลย

    แต่ทุกวันนี้ เปลี่ยนยุทธวิธีเป็น….

    ส่ง “แรงงานพม่า” นับล้านๆ นายและนาง กระจายตัวเข้ามา“ยึดประเทศ” ทั่วทั้ง ๗๗ จังหวัด ในปัจจุบัน

    เนี่ย…

    ถ้า “แรงงานพม่า” รวมตัวหยุดงาน แล้วผนึกกำลังกับ “รัสเซีย, อิสราเอล” ที่ปักหลักอยู่ในเมืองไทยตอนนี้ “ยึดเมืองไทย”

    ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ…บอกไม่เชื่อ!

    และวิญญาณพระเจ้าปะดุง คงนั่งร้องไห้…เจ็บใจ

    อันตัวกูยกทัพมา ทหารเป็นแสนนาย ยึดเมืองไทยไม่ได้

    แต่วันนี้ พม่าหนีอดตายมา “ขายแรงงาน” ในเมืองไทย แค่พร้อมใจ “หยุดงาน” พร้อมกันวันเดียว

    ก็ “ยึดประเทศไทย” ได้แล้ว!

    นี่ผมก็คุยเรื่อยเปื่อย อย่าถือสากันนะ เมืองไทยเราเนี่ย แปลกนะ ใครมาอยู่ก็สบาย

    พอสบายหนักๆ เข้า ก็คิดยึดเมืองไทย คิดแยกแผ่นดิน-แยกประเทศ เพราะอะไรก็ไม่ทราบ

    ช่วงนี้ ข่าวเรื่อง ๓ จังหวัดใต้ดูจะร้อนแข่งแดด มีคนนำเรื่องเก่า-เรื่องใหม่ ขุดขึ้นมาโพสต์-มาแชร์ เป็นการรำลึกความจำกันพรึ่บ

    เรื่องจริงบ้าง อิงพงศาวดารบ้าง ก็สนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้ความรู้ดี

    อย่าไปอิน ไปเชื่อ อะไรให้มากนัก

    “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ท่านสอนว่า “น้ำขัง” ไม่ระบาย “ย่อมเน่า” ใจไม่ปล่อยวางเรื่องเก่า “ย่อมทุกข์”

    “สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรไปทำความผูกพัน”

    ฉะนั้น รู้ “เรื่องเก่า” เพื่อ “ไม่โง่” ใน “เรื่องใหม่” ที่สืบสายมาจาก “เรื่องเก่า” เท่านั้นก็พอ

    วันก่อน “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ลงไปใต้ ได้ขอโทษ “องค์กรการศึกษาชายแดนภาคใต้”

    จากปัญหาให้สัมภาษณ์ของ “พลโท นรธิป โพยนอก” แม่ทัพภาคที่ ๔ และตัวแม่ทัพเอง

    พร้อมทั้ง “พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” รมว.กลาโหม ก็ร่วมขอโทษด้วย

    และเมื่อวาน ที่ “บ้านศรียะลา”

    “นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานที่ปรึกษานายกฯ ต้อนรับคณะผู้แทน “องค์กรการศึกษาชายแดนภาคใต้”

    นำโดย “นายขดดะรี บินเซ็น” นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ พร้อมผู้บริหารจากสมาคมปอเนาะและสมาคมตาดีกา เข้าหารือ

    ภายหลังการหารือ อาจารย์วันนอร์เปิดเผยว่า

    “ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องยึดหลัก “ยุทธศาสตร์พระราชทาน” ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ 

    “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อสร้างความยั่งยืน

    นอกจากนี้ กล่าวถึงกรณีที่การสื่อสารของหน่วยงานความมั่นคงเกี่ยวกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ส่งผลให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม

    โดยผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงนายกฯ และแม่ทัพภาคที่ ๔ ได้แสดงความขอโทษต่อประชาชนในพื้นที่แล้ว

    ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียด

    อาจารย์วันนอร์ย้ำว่า….

    “ในหลักศาสนาอิสลาม การขออภัย (มาอัฟ) เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อมีการสำนึกผิดและขอโทษแล้ว

    ก็เป็นหน้าที่ของสังคมที่จะให้อภัย

    เพื่อเดินหน้าสู่ความปรองดอง พร้อมย้ำว่าการพัฒนาพื้นที่ต้องควบคู่ทั้ง “ความรู้” และ “คุณธรรม” เพื่อให้เกิดสันติสุขอย่างแท้จริง

    ทางด้าน “นายขดดะรี บินเซ็น” กล่าวว่า

    “การเข้าพบครั้งนี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกลุ่มองค์กรการศึกษาที่ต้องการสื่อสารกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล

    และนำข้อมูลที่ได้รับไปหารือภายในกลุ่มต่อในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดท่าทีร่วมกัน

    ส่วนคำขอโทษจากนายกฯ และแม่ทัพภาคที่ ๔ นั้น ยืนยันว่าในหลักการศาสนา “ต้องให้อภัย”

    และส่วนตัว ไม่มีความโกรธเคือง

    “แต่เรื่องเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้องต่างๆ เช่น ประเด็นการ “โยกย้ายตำแหน่ง” ยังต้องขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมในอนาคต”

    ครับ…ก็หมายความว่า

    เงื่อนไขที่ยื่น “ขอให้รัฐบาลพิจารณา สั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ ๔  โดยทันที หรือภายใน ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙ 

    เนื่องจากทัศนคติที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสันติสุข

    หากมิได้รับการตอบรับ…

    “เครือข่ายสามพี่น้อง” มีความจำเป็นต้องยกระดับการเคลื่อนไหวตามวิถีทางสันติ 

    และจะขอระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมและทุกกรณีกับฝ่ายความมั่นคงนับจากนี้เป็นต้นไป” นั้น

    เครือข่ายสามพี่น้อง “ยังไม่ยกเลิก”!

    ผมก็อยากได้รับคำอธิบายชัดๆ จากเครือข่ายสามพี่น้องว่า ที่ท่านประกาศว่า…

    “มีความจำเป็นต้องยกระดับการเคลื่อนไหวตามวิถีทางสันติ

    และจะขอระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมและทุกกรณีกับฝ่ายความมั่นคงนับจากนี้เป็นต้นไป” นั้น

    “การยกระดับความเคลื่อนไหว” ของท่าน คือแบบไหน อย่างไร?

    “การระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมและทุกกรณีกับฝ่ายความมั่นคง” คือแบบไหน และความร่วมมือที่เคยให้นั้น เช่นอะไรบ้าง?

    ประชาชนคนไทยอยากให้ “เครือข่ายสามพี่น้อง” พูดให้เป็นรูปธรรมเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

    บอกตรงๆ ครับ

    พี่น้องประชาชนคนไทยก็ไม่สบายใจเท่าไรนัก ที่ท่านยื่นเงื่อนไขให้ “ย้ายแม่ทัพภาค ๔”

    เพียงแม่ทัพภาค ๔ ท่านอาจพูดตรงเกินไปบ้าง ซึ่งจะไม่ตรงใจคนฟังบางคน บางพวก-บางหมู่บ้าง เท่านั้น

    แต่ถึงขั้น ท่านนายกฯ รวมทั้งแม่ทัพภาค ๔ ตลอดถึง รมว.กลาโหม ออกปากขอโทษขนาดนั้นแล้ว ท่านก็ยังไม่ยอม

    มันก็ยากนะครับ!

    เรื่องย้ายแม่ทัพภาคที่ ๔ นั้น แม้ผมเองก็ “ไม่เห็นด้วย”

    ถ้านายกฯ หรือ ผบ.ทบ.สั่งย้าย

    เป็นเรื่องแน่!

    เราต้องยอมรับความจริงกันบ้าง ในรัฐบาล ก็มีคนไม่ดีปนบ้าง ในกองทัพ ก็มีคนไม่ดีปนบ้าง

    ทำนองเดียวกัน ในปอเนาะและในโรงเรียนตาดีกา ก็ย่อมมีคนไม่ดีปนอยู่บ้างเป็นธรรมดาสังคมมนุษย์

    บ้านเมืองไทยเรานี้ โอบเอื้อเกื้อกูล “ทุกชาติ-ศาสนา” อยู่ร่วมกัน เคารพนับถือ ให้เกียรติ ให้สิทธิเสรีภาพ และรัก เสมอเหมือนกัน

    อันหาได้ยากจากประเทศใดๆ ในโลก

    ยกเว้นที่ประเทศไทย!

    จนกระทั่งคนไทยพุทธเอง บางคนยังออกปากว่า พี่น้องไทยมุสลิมใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาล

    และมี “สิทธิพิเศษ” ดีกว่าคนไทยพุทธในบางเรื่องซะด้วยซ้ำ แต่แค่พูด ส่วนใจนั้น ไทยพุทธไม่เคยอิจฉาหรือคิดเป็นอื่นเลย

    ดังนั้น…..

    ที่ท่านว่า “จะต้องไปหารือภายในกลุ่มต่อในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดท่าทีร่วมกันก่อน ว่า…จะยกเลิกเงื่อนไขย้ายแม่ทัพภาค ๔ หรือไม่” นั้น

    ขนาดนายกฯ และแม่ทัพขอโทษแล้ว ท่านยัง “พิโยก-พิเกน” ไม่ยอมให้เกียรตินายกฯ และแม่ทัพ

    ผมว่า “ถ้ามันเกินพอดี มันก็จะไม่ดีนะครับ”

    -เปลว สีเงิน

    ๒๐ เมษายน ๒๕๖๙

    คนปลายซอย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/982310/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q4MOVASDw3pqZ-tvWdjZD

  • ในหลวง-พระราชินี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก มสธ. ประจำปีการศึกษา 2566

    ในหลวง-พระราชินี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก มสธ. ประจำปีการศึกษา 2566

    วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.51 น.

    “ในหลวง-พระราชินี” พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก มสธ. “กรมพระศรีสวางควัฒน” เฝ้าฯ รับพระราชทานดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 

    19 เมษายน 2569 เวลา 16.57 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประจำปีการศึกษา 2566 ณ อาคารอเนกนิทัศน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

    โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เฝ้าฯ รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/959314&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22LtDz0QTbSe_HJslKk0YN

  • จับ ‘ไอ้โม่ง’ กักตุนน้ำมัน ฟื้นความเชื่อมั่น ‘อนุทิน’ นำฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต!

    จับ ‘ไอ้โม่ง’ กักตุนน้ำมัน ฟื้นความเชื่อมั่น ‘อนุทิน’ นำฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต!

    “ผลการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันดังกล่าวถือว่าเป็นผลงานรัฐบาลที่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ต้องจับตาต่อไปว่าจะสามารถดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายได้มากน้อยแค่ไหน”

    เทศกาลสงกรานต์ 2569 ผ่านพ้นไปแล้ว คนไทยกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวกันคึกคัก รัฐบาลภูมิใจที่คนไทยร่วมกับสืบสานประเพณีอันดีงาม และมีเงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน

    แต่หลังจากนี้จะเข้าสู่โหมดของโลกความจริง ซึ่งได้รับแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของโลก รวมทั้งประเทศไทยทุกทุกมิติและทุกระดับ

    โดยเฉพาะ วิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ที่่จะวิกฤตมากกว่าน้ำมันแพงคือ น้ำมันขาดแคลน แม้กระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยยังมีน้ำมันสำรองอีก 109 วัน

    ขณะที่ นายภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก มองว่า จากสงครามที่ลุกลามไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของพลังงาน ทำให้ซัพพลายน้ำมันโลกหายไป 20% ในเดือนเดียว ต่อให้มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โลกก็ยังขาดพลังงานอีกอย่างน้อย 2-3 เดือน ส่วนการซ่อมแซมโครงสร้างที่เสียหายใช้เวลา 3-5 ปี และเมื่อซัพพลายหายไป ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะกระทบสินค้าแทบทุกชนิด

    ทางด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพาณิชย์ว่า “การกลับมารับตำแหน่งครั้งนี้ สถานการณ์ต่างๆ ไม่เหมือนเดิม โดยไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยวิกฤตแรกคือปัญหาเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่มากนัก และยังมาเกิดความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ที่ก่อให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานเข้ามาซ้ำเติมอีก”

    นางศุภจียอมรับว่า ปุ๋ยเคมีมีใช้เพียงพอถึงกลางเดือน พ.ค.นี้ ปุ๋ยที่นำเข้าใหม่มีต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น และจะต้องปรับราคาใหม่ ส่วนสินค้าที่ยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายในเพื่อขอปรับขึ้นราคา ทั้งน้ำมันปาล์มบรรจุขวด แชมพู สบู่ อยู่ระหว่างการพิจารณา และยอมรับว่าสินค้าจะเริ่มแพงขึ้น เพราะต้องดูต้นทุนวัตถุดิบใหม่ที่เข้ามา

    นั่นหมายความว่า ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่วนผู้ประกอบการก็มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกว่า 10% หากแบกรับไม่ไหวก็ต้องล้มเลิกกิจการและจะกระทบเป็นลูกโซ่

    ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ “ช่วงเปราะบาง” (Fragile Phase) อีกครั้ง ภายใต้แรงกดดัน 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ระดับหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพพลังงานและการเงินโลก

    ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดหากการสู้รบขัดแย้งมีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อยาวนาน อัตราการเติบโตของโลกจะลดเหลือ 2% จ่อเข้าสู่ภาวะถดถอย อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจพุ่งจาก 3% เป็น 4.7% สำหรับประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าน้ำมันและก๊าซสูงมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูง โดย IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 เหลือเพียง 1.5% ต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม ในภาวะวิกฤต ประชาชนก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะดูแลพวกเขาอย่างไรให้อยู่รอดได้ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนเดิม

    KPI Poll สถาบันพระปกเกล้า ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความนิยมและความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในสายตาประชาชน” พบว่า รัฐมนตรีชุดใหม่กลุ่มใดเป็น “ความหวัง” มากที่สุด? 50.8% มองว่ายังไม่มีกลุ่มใดที่เป็นความหวังอย่างชัดเจน รองลงมา 37.2% มีความหวังกับกลุ่มรัฐมนตรีคนนอกซึ่งมีประสบการณ์การบริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน, 6.8% มีความหวังกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก

    สำหรับความชื่นชอบ “เจ้ากระทรวง” พบว่า 24.2% ระบุ ยังไม่มี “รัฐมนตรีว่าการ” ที่ชื่นชอบ/ไม่รู้จัก/ไม่มีความเห็น รองลงมา 14.4% ชื่นชอบนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์, 11.5% ชื่นชอบนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษาฯ, 9.5% ชื่นชอบนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ และ 8.0% ชื่นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย

    บทสรุปจาก KPI Poll ระบุว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในโหมด “รอดู” การทำงานของ ครม.ชุดใหม่ โดยยังไม่ได้มอบความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ล่วงหน้า สะท้อนว่าไม่ได้ถูกประเมินจากภาพลักษณ์หรือสถานะตำแหน่งเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกจับตาว่าจะสามารถแสดงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้เร็วเพียงใด

    ที่น่าสนใจ ความชื่นชอบของ นายกฯ อนุทิน รั้งท้ายอยู่ที่ 4 ได้แค่ 8% เท่านั้น ทั้งนี้ในฐานะผู้นำประเทศ ประชาชนอาจจะคาดหวังมากที่สุด และอาจทำให้ผิดหวังมากที่่สุดได้เช่นกัน

    ในช่วงรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท ประชาชนแห่ไปเติมน้ำมันไว้ล่วงหน้า แต่ปรากฏว่าปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีการกักตุนน้ำมัน (ล็อตเก่า) เพื่อขายในราคาใหม่ หวังค้ากำไรจากส่วนต่างหรือไม่

    แต่ นายอนุทิน การันตีว่าตรวจเช็กแล้วไม่มีน้ำมันหาย ไม่มี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน แล้วโทษประชาชนตื่นตระหนกไปกักตุนน้ำมัน แต่ภายหลังมีการตั้งชุดเฉพาะกิจตรวจคลังน้ำมันทั่วประเทศ และพบพิรุธมีการกักตุนน้ำมันจริง นายอนุทินจึงได้ออกมาแก้เกี้ยวว่าที่เงียบเรื่อง “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว?

    ล่าสุด ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน, นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร., พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ และเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมแถลงผลการแก้ไขปัญหาและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569

    โดยพบว่ามีความผิดปกติ 3 ส่วน คือ 1.คลังน้ำมันผู้ประกอบการน้ำมันที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่ได้มีการจ่ายออกไป 2.การขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นทางเรือมีความล่าช้ากว่าปกติ มีเรือหลายลำมีพฤติการณ์ไปจอดลอยลำเพื่อรอเวลาให้ราคาน้ำมันขึ้น ก่อนส่งให้คลังน้ำมันจุดหมายปลายทาง และ 3.การขนส่งน้ำมันทางบกจากคลังไปปั๊มน้ำมัน ไม่ระบุจุดหมายปลายทาง และยังพบมีการลักลอบส่งไม่ตรงเป้าหมายปลายทางที่กำหนดไว้ 

    เบื้องต้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 59/2569 จะสอบสวนการกักตุนน้ำมัน 3 กรณี คือ 1.บริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2.บริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน จ.อ่างทอง (บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด) และ 3.กรณีมีเรือวิ่งรับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีน้ำมันล่องหนกลางทะเล 57-60 ล้านลิตร พบมี 10 บริษัทเกี่ยวข้อง

    ผลการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันดังกล่าวถือว่าเป็นผลงานรัฐบาลที่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ต้องจับตาต่อไปว่าจะสามารถดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายได้มากน้อยแค่ไหน และก็สวนทางกับนายอนุทินที่เคยการันตีว่าไม่มี “ไอ้โม่ง” จึงน่าสงสัยว่านายกฯ ไม่รู้จริงๆ หรือว่าถูกข้าราชการชงข้อมูลเท็จให้กันแน่?

    เช่นเดียวกับการเรียกร้องให้เก็บ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) จากโรงกลั่นน้ำมัน แม้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ แต่ในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ก็เคยใช้การขอความร่วมมือคืนกำไรมาแล้ว

    โดยแกนนำรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ้าง “กลไกเสรี” นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงกับอ้างว่าต้องเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง?

    แต่ภายหลัง นายเอกนัฐ พร้อมพันธุ์ เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ก็มีมติลดราคาหน้าโรงกลั่น “ดีเซล-B7-B20” ลง 2 บาทได้ แต่ภาคประชาชนยังมองว่าสามารถลดราคาได้มากกว่านั้น เพราะยังมี “ต้นทุนทิพย์” ที่มากเกินไป

     ในการแถลงข่าวที่กระทรวงยุติธรรม นายเอกนัฏ ระบุว่า “ในช่วงเดือน มี.ค.ที่เกิดวิกฤต มีการกลั่นน้ำมัน มีการซื้อน้ำมันในราคาเก่าที่ถูกเพื่อเก็บและไปรอขายในราคาใหม่ที่แพงกว่า โดยในช่วงเดือน มี.ค.ได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในราคาถูก แต่เงินชดเชยจำนวนนี้กลับไปชดเชยให้ผู้ค้าให้ได้รับกำไรมากกว่าที่ควร ทำให้กองทุนเสียหายแทนที่ 60,000 ล้านบาท ทางกองทุนจะเรียกค่าเสียหายกลับคืนมา”

    แสดงว่า “กลไกเสรี” เป็นช่องว่างให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนมากกว่า และในภาวะวิกฤต รัฐบาลต้องใช้กลไกทุกอย่าง เช่น พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 เข้ามาบริหารจัดการ ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

    วิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นที่ชัดเจนว่ามีกลุ่มทุนที่เห็นแก่ตัวซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน มีผู้นำประเทศที่ยังเดินหลงทางและฝืนความรู้สึกประชาชน แต่ก็ยังมีรัฐมนตรีที่รักษาผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ และมีภาคประชาชนติดตามตรวจสอบอย่างเข้มข้น

    ความเสียหาย 6 หมื่นล้านบาทที่ รมว.พลังงาน ตามทวงคืน จะทำได้หรือไม่ อย่างไร นายกฯ อนุทิน จะซัพพอร์ตแนวทาง รมว.พลังงานแค่ไหน จะรื้อโครงสร้างพลังงานไทยให้เกิดความเป็นธรรม และยั่งยืนได้อย่างไร คงต้องรอวัดใจ!      

    อย่างไรก็ดี นายกฯ อนุทิน ยอมรับว่า ตนเองเป็นคนไม่ดื้อ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย บทเรียนครั้งนี้คงต้องจัดทัพตั้งหลักใหม่ให้รู้เท่าทันสถานการณ์ และเป็นผู้นำทางความคิดนำพาสังคมเดินไปข้างหน้า

    เพราะวิกฤตซ้อนวิกฤตขนาดนี้ หากไม่ได้รับความเชื่อถือจากพลังทางสังคม ก็จะไม่ได้รับความร่วมมือ และจะไม่สามารถนำพาคนในชาติร่วมฝ่าวิกฤตไปได้!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/981874/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JU-EqwQe4-Cc9JhNdkXwa

  • ชวนเที่ยวงาน “244 ปี รัตนโกสินทร์” 3 พื้นที่ 3 สไตล์ สายมู-สายชิลล์-สายวัฒนธรรม ห้ามพลาด

    ชวนเที่ยวงาน “244 ปี รัตนโกสินทร์” 3 พื้นที่ 3 สไตล์ สายมู-สายชิลล์-สายวัฒนธรรม ห้ามพลาด

    เตรียมตัวเที่ยวงานฉลอง 244 ปี รัตนโกสินทร์ 22-26 เม.ย. 2569 พบกิจกรรมไฮไลต์ 3 พื้นที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, วัดประยุรวงศาวาส และอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ ชมโขน ละครนอก หนังกลางแปลง และคอนเสิร์ตศิลปินดัง ฟรีตลอดงาน

    ย้อนรอยความรุ่งเรือง 2 ศตวรรษเศษ 21 เมษายน 2569 นี้ เตรียมฉลองวันเกิดกรุงเทพฯ ครบ 244 ปี กระทรวงวัฒนธรรมจัดใหญ่ มหกรรมวัฒนธรรม 3 พื้นที่ 3 บรรยากาศ ชวนคนไทยย้อนวันวานยลความงามวังเรืองรอง ไหว้พระเสริมสิริมงคล และสนุกกับคอนเสิร์ตกลางสวน เข้าชมฟรี 22-26 เมษายนนี้

    เปิดประวัติ 21 เมษายน วันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

    หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรีข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งตะวันออก และประกอบพระราชพิธียกเสาหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคล นับเป็นจุดเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ที่เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี 2569 นี้ ถือเป็นวาระครบรอบ 244 ปี ที่จัดเต็มกิจกรรมเอาใจคนทุกเจเนอเรชัน

    ปักหมุด 3 พิกัดไฮไลต์ “เที่ยวฟรี” ทั่วกรุงเทพฯ

    1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร: “Rattanakosin Royal Night”

    สัมผัสบรรยากาศวังหน้ายามค่ำคืนที่หาดูยาก ในคอนเซปต์ “วังเรืองรอง” ชมการจัดแสดงไฟประดับที่สวยงาม พร้อมรับชมศิลปะการแสดงชั้นสูง อาทิ ละครนอก เพลงฉ่อย ลิเก และพิเศษสุดกับลานหนังกลางแปลงที่ให้กลิ่นอายย้อนยุคใจกลางเมือง

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    วิธีเดินทาง

    • รถไฟฟ้า: MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานี สนามไชย (ทางออก 1 มิวเซียมสยาม) แล้วต่อรถเมล์สาย 47, 53 หรือเดินชมเมืองประมาณ 15 นาที
    • รถเมล์: สาย 3, 6, 9, 30, 33, 43, 53, 59, 64, 65, 70, 80, 82, 91, 123, 124, 203, 503, 507
    • เรือ: ลงที่ ท่าพระจันทร์ หรือ ท่ามหาราช แล้วเดินต่อเพียงเล็กน้อย

    2. วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร: “Cultural Walk คลองสาน-กะดีจีน”

    สายบุญต้องมาพิกัดนี้ ย่านชุมชนเก่าแก่ที่มีเอกลักษณ์ พาไหว้พระรับพรเสริมดวงในโอกาสครบรอบพระนคร ชมการแสดงโขนริมแม่น้ำเจ้าพระยาและดนตรีไทยท่ามกลางบรรยากาศชุมชนที่อบอุ่น

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock

    วิธีเดินทาง

    • รถไฟฟ้า: MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานี สนามไชย (ทางออก 4 ปากคลองตลาด) แล้วเดินข้ามสะพานพุทธ หรือนั่งเรือข้ามฟากมาลงท่าเรือวัดกัลยาณมิตร
    • รถเมล์: สาย 3, 4, 7, 7ก, 8, 9, 21, 37, 42, 73, 82 ลงป้าย โรงเรียนศึกษานารี หรือ สะพานพุทธ 
    • เรือ: ลงที่ ท่าเรือสะพานพุทธ (เรือด่วนเจ้าพระยาธงส้ม) แล้วเดินข้ามสะพานหรือเดินเลาะริมน้ำเข้าสู่วัด

    3. อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: “Living Rattanakosin”

    พิกัดสำหรับวัยรุ่นและครอบครัวที่อยากเห็นวัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่มีชีวิต พบกับนิทรรศการพิเศษ การแสดงโนรา และการละเล่นโบราณที่หาชมยาก ปิดท้ายค่ำคืนด้วยความสนุกจากเวทีหมอลำและคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังที่ผสมผสานความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

    วิธีเดินทาง

    รถไฟฟ้า:

    • MRT สายสีน้ำเงิน: ลงสถานี สามย่าน (ทางออก 2) ต่อรถตุ๊กตุ๊ก MuvMi หรือรถเมล์สาย 73
    • BTS สายสีเขียว: ลงสถานี สนามกีฬาแห่งชาติ ต่อรถ Shuttle Bus สาย 2 หรือเดินเลาะถนนบรรทัดทอง (ประมาณ 10-15 นาที)
    • รถเมล์: สาย 67, 73, 73ก, 113 (ลงถนนบรรทัดทอง) หรือสาย 4, 21, 25, 40 (ลงถนนพระราม 4 แล้วต่อรถเข้าซอยจุฬาฯ 5)

    ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการเดินทาง

    • เลี่ยงรถส่วนตัว: เนื่องจากพื้นที่จัดงานอยู่ในย่านเมืองเก่าและย่านเศรษฐกิจ ที่จอดรถค่อนข้างจำกัด แนะนำให้ใช้ ระบบขนส่งสาธารณะ จะสะดวกที่สุด
    • บริการพิเศษ: ในช่วงวันงานมักจะมี รถ Shuttle Bus รับ-ส่งฟรี ระหว่างจุดจัดงาน (โปรดติดตามประกาศจุดจอดรถอีกครั้งจาก ขสมก. หรือกระทรวงวัฒนธรรม)
    • แอปฯ ช่วยเดินทาง: ใช้แอปฯ ViaBus เพื่อเช็กตำแหน่งรถเมล์แบบ Real-time จะช่วยให้กะเวลาการเดินทางได้แม่นยำขึ้น

    รายละเอียดการเข้าชม

    • วันที่: 22 – 26 เมษายน 2569
    • เวลา: 17:30 – 22:00 น.
    • ค่าเข้าชม: ฟรีตลอดงาน

    การเฉลิมฉลองครบรอบ 244 ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในปี 2569 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรำลึกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นถึง “ซอฟต์พาวเวอร์” ทางวัฒนธรรมที่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้อย่างลงตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นสายถ่ายรูปยามค่ำคืนที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, สายบุญย่านฝั่งธนฯ ที่วัดประยุรฯ หรือคนรุ่นใหม่ที่อยากเสพศิลปะร่วมสมัยที่อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ

    งานนี้จึงเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้เชื่อมต่อกับรากเหง้าของตนเองผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานและเข้าถึงง่าย ที่สำคัญคือ “เที่ยวฟรี” ตลอดทั้งงาน ใครที่กำลังมองหาแผนเที่ยวช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ณ ใจกลางกรุงเทพมหานครด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2927524&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y9SlH-l75u0Tj2Dnrpg12

  • ไทยพาณิชย์สานสัมพันธ์ลูกค้ากลุ่มเทรดในพื้นที่ EEC 

    ไทยพาณิชย์สานสัมพันธ์ลูกค้ากลุ่มเทรดในพื้นที่ EEC 

    ธนาคารไทยพาณิชย์ จัดกิจกรรมการแข่งขันกอล์ฟ SCB SME Golf Club Executive 2026 พร้อมมอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์สุดพิเศษ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างธนาคารและลูกค้าเอสเอ็มอีกลุ่มธุรกิจนำเข้า-ส่งออกจำนวน 28 บริษัทในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมกับแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจภายใต้ความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้ ธนาคารได้จัดทีมที่ปรึกษาเชิงลึกด้านการค้าระหว่างประเทศแนะนำโซลูชันการเงิน และแพลตฟอร์มออนไลน์ในการบริหารต้นทุนและสภาพคล่อง เพื่อขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อการค้าระหว่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าไม่สะดุดควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
    โดยกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความสำคัญที่ช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารฯ ในการเป็นพันธมิตรการเงินเดินเคียงข้างภาคธุรกิจในทุกสถานการณ์โดยมีนายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Business Banking L1 นายมนูญ ทองคำ ผู้อำนวยการอาวุโส Business Banking EEC 1 และนายชุติ สวาสดิ์ธรรม ผู้อำนวยการ Business Banking EEC 2 ร่วมงานและให้การต้อนรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/290632&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G7T8Q8Jwan6sJdCj2Lmu-

  • กรมการปกครอง สั่งการทั่วไทยรองรับ “คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย” มาตรการลดค่าครองชีพ

    กรมการปกครอง สั่งการทั่วไทยรองรับ “คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย” มาตรการลดค่าครองชีพ

    “คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทย” กรมการปกครอง สั่งทั่วประเทศช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ให้เข้าถึงมาตรการลดค่าครองชีพ

    นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ออกหนังสือด่วนที่สุดถึงปลัดจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการคืนความเชื่อมั่นและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    สั่งการ 3 ข้อด่วน! ทุกอำเภอต้องทำทันที

    เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็ว กรมการปกครองกำชับนายอำเภอทั่วประเทศดำเนินการดังนี้:

    1. ตั้ง “ปลัดอำเภอ” รับผิดชอบหลัก: ทุกอำเภอต้องมีปลัดอำเภอ 1 คน คอยมอนิเตอร์และประสานงานมาตรการลดค่าครองชีพโดยตรง เพื่อให้การช่วยเหลือในพื้นที่ทันท่วงที

    2. ปูพรมสำรวจข้อมูลเศรษฐกิจชุมชน: สั่งสำรวจข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ ประกอบด้วย

    • รถพุ่มพวง: ข้อมูลรถขายสินค้าอุปโภค-บริโภคเคลื่อนที่

    • แหล่งจับจ่าย: ตลาดสด ตลาดนัด และร้านค้าสวัสดิการชุมชน

    • ของดีในพื้นที่: ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ขึ้นทะเบียนไว้ เพื่อเตรียมสนับสนุนการขาย

    3. เตรียมพร้อมรับ “โครงการใหญ่” ในระยะต่อไป: สั่งการให้อำเภอเตรียมสนับสนุนโครงการรัฐที่จะตามมา เช่น

    • โครงการคนละครึ่งพลัส

    • โครงการไทยช่วยไทย

    • โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    อนึ่ง ให้ปลัดจังหวัด และนายอำเภอให้ความสำคัญกับการดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากเป็นนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาล และเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ กรณีมีปัญหาอุปสรรค ให้รายงานกรมการปกครองทราบ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949724/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EZT2QGRfhHt9X6cONPYwa

  • สัปดาห์นี้ลุ้นน้ำมันลดอีกลิตรละ 2 บ. รอเคาะลดค่ากลั่นรอบสองสูงผิดปกติ 15 บ. | เดลินิวส์

    สัปดาห์นี้ลุ้นน้ำมันลดอีกลิตรละ 2 บ. รอเคาะลดค่ากลั่นรอบสองสูงผิดปกติ 15 บ. | เดลินิวส์

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุถึงความคืบหน้ามาตรการดูแลราคาน้ำมันในประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการเร่งดำเนินการปรับลดค่าการกลั่นระลอกที่ 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังจากที่ระลอกแรกในช่วงเดือนมีนาคมสามารถลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงได้ 2.14 บาทต่อลิตร

    ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประมวลผลข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงเพื่อกำหนดค่าการกลั่นรอบใหม่ เนื่องจากพบว่าในช่วงวันที่ 1-15 เมษายนที่ผ่านมา ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 15 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคมที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 7 บาทกว่า ถือเป็นระดับที่ผิดปกติมาก

    โดยเตรียมนัดประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อหารือพิจารณาต้นทุนใหม่อีกครั้ง ภายในวันที่ 21 เม.ย.นี้  (มีผล 23 เม.ย.) ซึ่งจะพิจารณาหักลบต้นทุนส่วนเพิ่มต่างๆ เช่น ค่าความเสี่ยงสงคราม (War Premium) ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ตามความเป็นจริง เพื่อกำหนดค่าการกลั่นใหม่โดยใช้ฐานข้อมูลของวันที่ 1-15 เมษายน คาดการณ์ว่าจะสามารถปรับลดค่าการกลั่นลงมาได้มากกว่า 2 บาทต่อลิตร

    สำหรับประเด็นที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ปรับลดลงถึง 20% แต่ราคาหน้าปั๊มในประเทศกลับลดลงเพียงเล็กน้อยนั้น เกี่ยวข้องกับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง กองทุนฯ ได้เข้ามาพยุงราคาจนปัจจุบันมีภาระหนี้สะสมเกินกว่า 60,000 ล้านบาท

    แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะดีขึ้นโดยมีภาระจ่ายออกลดลงเหลือวันละ 100 ล้านบาท จากเดิมวันละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการราคาหน้าปั๊มยังคงต้องทำแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5793481/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YCVLSRkYf3d9Dvl8oAG66

  • แม่ฟ้าหลวงปั้นเศรษฐกิจชุมชน เชื่อมป่า-คน-ตลาดโลก ดันคาร์บอนเครดิตสร้างรายได้ | เดลินิวส์

    แม่ฟ้าหลวงปั้นเศรษฐกิจชุมชน เชื่อมป่า-คน-ตลาดโลก ดันคาร์บอนเครดิตสร้างรายได้ | เดลินิวส์

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์รับความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางแนวทางให้การพัฒนาไม่ใช่แค่ภารกิจเพื่อสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีคนเป็นศูนย์กลาง

    การปรับครั้งนี้เชื่อม 4 สายงานหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ ธุรกิจเพื่อสังคม การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน หรือ เนเจอร์เบสด์ โซลูชันส์ (Nature-based Solutions) การให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืน และการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบที่เชื่อมทั้งองค์ความรู้ การขยายผล และรายได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้แนวคิด ‘ระบบคู่ขนาน’ (Parallel System) พัฒนาโครงสร้างใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อลดข้อจำกัดและเร่งการเปลี่ยนผ่าน

    ‘หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล’ เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า แนวทางนี้เป็นการต่อยอดหลัก ‘ปลูกป่าต้องปลูกคน’ ให้เชื่อมกับเศรษฐกิจมากขึ้น โดยขยายไปสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม มูลนิธิฯ ขยายงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงไปยังพื้นที่อื่น เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มทักษะให้ชุมชน โดยทำหน้าที่ดูแลตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมระดับหลายล้านบาท และช่วยให้หลายครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มสตรี มีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ถูกยกระดับเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ ผ่านการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน และสร้างรายได้รวม 38.2 ล้านบาทในปี 2568 ครอบคลุมทั้งภาคเกษตร การแปรรูป และสินค้ามูลค่าสูง อย่าง ‘หมูดำดอยตุง’ ที่พัฒนาจากการขายเนื้อสดไปสู่สินค้าแปรรูป เช่น ไส้กรอกและแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าจากหลักร้อยเป็นหลักพันบาทต่อกิโลกรัม ขณะที่สินค้าเกษตรหลักอย่างกาแฟและแมคคาเดเมียยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ที่นำกาแฟดอยตุงไปให้บริการบนเที่ยวบิน

    ขยายโมเดล ‘ป่า-คน-รายได้’ ผ่านคาร์บอนเครดิต

    อีกกลไกหลักคือการพัฒนาคาร์บอนเครดิต โดยใช้เครือข่ายป่าชุมชนกว่า 300 แห่งเป็นฐาน และเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง แตกต่างจากแนวทางที่มุ่งเน้นเฉพาะการซื้อขายคาร์บอน

    ปัจจุบัน โครงการครอบคลุมพื้นที่ 287,914 ไร่ ใน 12 จังหวัด มีชุมชนเข้าร่วม 303 ชุมชน และมีผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 1.6แสนคน พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 1-1.5 แสนไร่ในปี 2569 และสู่ 1 ล้านไร่ภายในปี 2572

    ด้านผลลัพธ์ มีป่าชุมชน 12 แห่ง พื้นที่รวม 12,840 ไร่ ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต คิดเป็น 58,824 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ครอบคลุมระบบนิเวศหลากหลาย ทั้งป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าชายเลน

    เชื่อมทุนโลก สู่เศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่

    มูลนิธิฯ เร่งสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลและกลไกทางการเงิน รองรับตลาดคาร์บอนเครดิต และช่วยให้เงินทุนไหลลงสู่ชุมชนโดยตรง ลดการกระจุกตัวในโครงการขนาดใหญ่

    ทั้งนี้ แนวทางนี้ถูกวางให้เป็นเศรษฐกิจชุมชนรูปแบบใหม่ที่เชื่อมทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์จากการดำเนินงานในประเทศและต่างประเทศ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5794276/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DCAycyAV1FLwxDAC7GJqM