Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บินนอกจ่ายเพิ่ม! รัฐเตรียมแผนเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ Exit Fee ส่งเสริมคนไทยเที่ยวในประเทศ

    บินนอกจ่ายเพิ่ม! รัฐเตรียมแผนเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ Exit Fee ส่งเสริมคนไทยเที่ยวในประเทศ

         กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที เพราะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกมาเปิดเผยแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่เน้นการท่องเที่ยวแบบเชิงคุณภาพและมูลค่าสูง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อทั้งนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ โดยเฉพาะ Exit Fee หรือ ค่าเดินทางออกนอกประเทศ ที่นักเดินทางชาวไทยโดนเต็มๆ

    รัฐเตรียมแผนเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ Exit Fee
    ส่งเสริมคนไทยเที่ยวในประเทศ

    ✈️ เก็บค่าธรรมเนียมขาออก (Exit Fee) คนไทยไปนอก 1,000 บาท

         แนวคิดหลักของนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับคนไทย ที่เดินทางไปต่างประเทศ คือเพื่อนำเงินส่วนนี้กลับมาส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือกระตุ้นโครงการไทยเที่ยวไทยให้คึกคักขึ้น

         ตัวอย่างคร่าวๆ เช่น หากเก็บ 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง จากจำนวนคนไทยไปนอกปีละประมาณ 10 ล้านครั้ง รัฐจะมีงบถึง 10,000 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้อาจถูกนำมาทำสิทธิพิเศษ เช่น ส่วนลดเที่ยวไทย 1,000 บาท จำนวน 10 ล้านสิทธิ์ต่อปี เป็นต้น

    🛂 จ่อเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน (93 ประเทศ) กลับไปใช้เกณฑ์เดิม

         นอกจากเรื่องคนไทยแล้ว รัฐบาลยังเตรียมคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันคนแฝงตัวเข้ามาทำผิดกฎหมาย นั่นคือการขอยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน (ผ.60) สำหรับ 93 ประเทศ/ดินแดน ที่เริ่มใช้ไปเมื่อปี 2567 อาจปรับลดเหลือเพียง 57 ประเทศ/ดินแดนที่ได้รับสิทธิเดิม เพื่อเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวจริงๆ เท่านั้น

    🪙 เดินหน้าเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” นักท่องเที่ยวต่างชาติ

         สุดท้ายคือมาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการท่องเที่ยว (Thailand Tourism Fee : TTF) ที่เคยพูดกันมานาน กำลังจะกลับมาเดินหน้าอย่างจริงจัง เพื่อนำเงินรายได้ไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ปรับปรุงสาธารณูปโภคให้ได้มาตรฐาน สะอาด และปลอดภัย โดยที่เงินส่วนนี้จะถูกแบ่งไปซื้อประกันอุบัติเหตุให้นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐในการเยียวยาหากเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างเที่ยวในไทยครับ

    ====================

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/YjX7l6bRaGem&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H1KF0tgeCygKe0M-l6E0N

  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จับมือ ททท. จัดโปรฯ ลดราคาบัตรโดยสารเส้นทางเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเดินทางสู่เมืองน่าเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน | TOPNEWS

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จับมือ ททท. จัดโปรฯ ลดราคาบัตรโดยสารเส้นทางเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเดินทางสู่เมืองน่าเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน | TOPNEWS

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแคมเปญ “เที่ยวกรีน ฟินฉ่ำ ไปกับเวียตเจ็ท” มอบส่วนลดบัตรโดยสาร 30% สำหรับเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ 4 จุดหมายเมืองรอง ได้แก่ นครศรีธรรมราช ขอนแก่น เชียงราย และหาดใหญ่ สำหรับผู้โดยสารที่ทำการสำรองที่นั่งพร้อมกรอกโค้ด “TAT30” ทางเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ระหว่างวันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อส่งเสริมการเดินทางภายในประเทศช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

    นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันที่กระทบต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค ส่งผลให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลงจากการที่นักเดินทางควบคุมการใช้จ่ายมากขึ้น เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ในฐานะสายการบินที่มีเป้าหมายส่งมอบการเดินทางที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้สำหรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม จึงร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านการเปิดตัวแคมเปญ ‘เที่ยวกรีน ฟินฉ่ำ ไปกับเวียตเจ็ท’ โดยมุ่งส่งเสริมการเดินทางสู่จังหวัดเมืองรองในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อขานรับนโยบายการส่งเสริมเมืองน่าเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมสนับสนุนการกระจายรายได้สู่ระดับท้องถิ่นในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนตลอดทั้งปี”

    ภายใต้แคมเปญดังกล่าว เวียตเจ็ทไทยแลนด์มอบส่วนลดบัตรโดยสารแบบเที่ยวเดียวหรือไป-กลับ จำนวน 3,000 สิทธิ์ สำหรับ 4 เส้นทางเมืองรองภายในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ–นครศรีธรรมราช กรุงเทพฯ–ขอนแก่น กรุงเทพฯ–เชียงราย และ กรุงเทพฯ–หาดใหญ่ ผู้โดยสารสามารถกรอกโค้ด TAT30” เพื่อรับส่วนลด 30% (ไม่รวมภาษี ค่าธรรมเนียม และบริการเสริม) สำหรับการจองบัตรโดยสารทางเว็บไซต์ th.vietjetair.com หรือแอปพลิเคชัน Vietjet Thailand ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 โดยต้องเดินทางระหว่างวันที่ 6 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 (ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)

    การท่องเที่ยวในจังหวัดเมืองรองเป็นเทรนด์การเดินทางที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว จากหลายปัจจัยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณมากขึ้น ควบคู่กับการหลีกเลี่ยงความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยวช่วงเทศกาล ตลอดจนความนิยมของจุดหมายการเดินทางใหม่ ๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงศาสนา เวียตเจ็ทไทยแลนด์จึงได้วางรากฐานเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายเครือข่ายเส้นทางบินที่เชื่อมต่อเมืองหลัก-เมืองรองอย่างครอบคลุม ควบคู่กับการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมการเดินทางและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ‘Unseen Thailand’ เพื่อตอกย้ำบทบาทของสายการบินฯ ในฐานะส่วนหนึ่งของกลไกที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม

    ติดตามข่าวสารพร้อมอัปเดตโปรโมชันสุดคุ้มของสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์เพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล https://www.facebook.com/VietJetThailand หรือ TikTok https://www.tiktok.com/@thaivietjet ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดตารางบิน พร้อมสำรองที่นั่งบัตรโดยสารทางเว็บไซต์ www.vietjetair.com LINE OA @Thaivietjet และ Live Chat https://th.vietjetair.com ติดต่อศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-089-1909 เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08:00 – 22:00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1559795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qpGly9HCwhB_yFzbQ2pqn

  • ครม.ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    ครม.ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง


    โฆษกรัฐบาล แถลง ครม.ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง  แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ 

    ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42323&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TPMgmG2dpqUQ1cgLYDvaG

  • “ออมสิน-แต้ว-บัว” ควงแร็กคู่ใจ หวดคว้าชัย ฉลุยรอบ 2 ศึกเทนนิสอาชีพ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ | เดลินิวส์

    “ออมสิน-แต้ว-บัว” ควงแร็กคู่ใจ หวดคว้าชัย ฉลุยรอบ 2 ศึกเทนนิสอาชีพ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสอาชีพ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ ชายและหญิง สัปดาห์แรก ที่สนามเทนนิส ภายใน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เมื่อวันที่ 28 เม.ย.69 เทนนิสหญิง ดับเบิลยู 15 รายการ “ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (1)” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 487,800 บาท ประเภทหญิงเดี่ยว “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ ทีมชาติชุดแชมป์ 2026 บิลลี จีน คิง คัพ หวดชนะ พิมพ์มาดา ทองคำ 2-0 เซต 6-1, 6-1 ผ่านเข้ารอบ 2 (16 คน) ได้สำเร็จ

    ขณะที่ “แต้ว” ทรรศพร นาคหล่อ มือวาง 3 และมือ 593 ของโลก เอาชนะ เคนซี่ เหวียน มือ 1311 ของโลก จากสหรัฐฯ 2-1 เซต 1-6, 6-4, 6-1 ส่วน “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร น้องเล็กของทีมแชมป์ 2026 บิลลี จีน คิง คัพ เอาชนะ ญาตาวี ฉิมฉ่ำ ได้ 2 เซตรวด ด้วยสกอร์ 6-2, 6-3 ผ่านเข้ารอบ 2 ได้เช่นกัน

    Oplus_16908288

    ทางด้านเทนนิสชาย เอ็ม 25 รายการ “ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (1)” ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 975,600 บาท ประเภทชายเดี่ยว รอบแรก “แมงปอ” ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ พ่ายให้กับ โคลิน ซินแคลร์ จากหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา 0-2 เซต 5-7, 6-7 (4-7) จบเส้นทางแค่รอบแรก

    คู่อื่น ๆ มีดังนี้ หญิงเดี่ยว รอบแรก ลีเดียร์ พอดโกริชานี่ แพ้ จาง จุนฮาน (จีน) 0-6, 2-6, เอลซ่า วาน (มาเลเซีย) ชนะ ซาน หยู (จีน) 6-1, 7-5, ยูกะ โฮโซกิ (ญี่ปุ่น) ชนะ ลูเซีย เกล (นิวซีแลนด์) 4-6, 6-4, 6-2 อิม ฮีแร (เกาหลีใต้) ชนะ จิน จิโฮ (เกาหลีใต้) 5-0 Ret.

    หญิงคู่ รอบแรก ธนัชพร ยังโหมด-อีวา มารี เดวิญส์ (สิงคโปร์) ชนะ พรนภัส หงส์จำรัสศิลป์-พิมพ์ลภัส ลิม 6-4, 6-0

    ชายเดี่ยว รอบแรก ธนเพชร ฉันทะ แพ้ มาซามิจิ อิมามูระ (3-ญี่ปุ่น) 1-6, 0-6, ยุทธนา เจริญผล แพ้ ริวกิ มัตสึดะ (ญี่ปุ่น) 1-6, 3-6, มิตสึกิ เว่ย คัง เลออง (มาเลเซีย) ชนะ เรียวทาโร่ ทากุจิ (ญี่ปุ่น) 6-3, 1-6, 6-2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5820580/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZzzxXuBQtVS1gHxHYPZin

  • ไทย ประเดิมชัยเฉือน อุซเบกิสถาน 2-1 คู่ ศึกเทนนิส ไอทีเอฟ รุ่น 14 ปี

    ไทย ประเดิมชัยเฉือน อุซเบกิสถาน 2-1 คู่ ศึกเทนนิส ไอทีเอฟ รุ่น 14 ปี

    ทีมชาติไทย รุ่น 14 ปี เปิดสนามสุดสวยเบียดชนะ อุซเบกิสถาน 2-1 คู่ ในศึก ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส รอบคัดเลือกโซนเอเชีย เตรียมดวล ไต้หวัน ต่อแมทช์หน้า

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนชิงแชมป์โลก ประเภททีมชาย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี รายการ “2026 ไอทีเอฟ เวิลด์ จูเนียร์ เทนนิส, เอเชีย/โอเชียเนีย ไฟนอลส์ ควอลิฟายอิ้ง อีเวนท์” รอบคัดเลือกตัวแทนโซนเอเชีย/โอเชียเนีย ณ เมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2569 เป็นการชิงชัยในรอบแบ่งกลุ่มพบกันหมดนัดแรก

    “โค้ชเอ็กซ์” นายพชรพล คำสมาน ผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ประเดิมสนามด้วยการส่ง “น้องอันปัน” ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล ลงแข่งขันในประเภทเดี่ยวมือสอง ซึ่งทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเอาชนะ อาร์ทยอม โดโกโวรอฟ ไปอย่างขาดลอย 2-0 เซต ด้วยสกอร์ 6-0 และ 6-1 ช่วยให้ทีมไทยเก็บแต้มแรกได้สำเร็จ

    ถัดมาในประเภทเดี่ยวมือหนึ่ง “น้องเเทน” วริษฐ์ เลิศสินธพานนท์ พบกับ ไซดาสลัม ฟาร์คโซดอฟ โดยเกมดำเนินไปอย่างสูสีจนถึงเซตที่สาม ทว่าในช่วงที่ วริษฐ์ ตามอยู่ 3-5 มีอาการตะคริวรบกวนจนต้องขอถอนตัวจากการแข่งขัน ส่งผลให้แพ้ไปด้วยสกอร์ 4-6, 6-1 และ 3-5 Ret. ทำให้อุซเบกิสถานตามตีเสมอเป็น 1-1 คู่

    ตัดสินกันในประเภทคู่ ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล จับคู่กับ “น้องเดนิส” เดนิส เขียวรักษา โชว์ฟอร์มประสานงานกันได้อย่างลงตัว เอาชนะคู่ของ ไซดาสลาม ฟาร์คโซดอฟ กับ อาซัมจอน ซิยาตอฟ ไปได้ 2-0 เซต 6-4 และ 6-2 สรุปผลการแข่งขัน ทีมชาติไทย เฉือนชนะ อุซเบกิสถาน 2-1 คู่

    สำหรับโปรแกรมแมทช์ที่สองในรอบแบ่งกลุ่ม ทีมชาติไทย มีคิวลงสนามพบกับ ไต้หวัน ที่เพิ่งพ่ายให้กับอินโดนีเซียมา 1-2 คู่ ในนัดแรก

    นอกจากนี้ ในวันเดียวกันได้มีพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยมี “โค้ชเอ็กซ์” นายพชรพล คำสมาน พร้อมด้วย นายพันธุ์ทิวา ชาวอุทัย เทรนเนอร์ประจำทีม นำทัพนักกีฬาเยาวชนไทยเข้าร่วมพิธีท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองก่อนเริ่มการชิงชัยในวันถัดไป

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103041/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34xQF26dB-PUtiS12Y5C8C

  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ประกาศผลทุนการศึกษาปี 69 และขยายเวลารับสมัคร ‘ทุนต่อเนื่อง’ ถึง 5 พ.ค. – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ประกาศผลทุนการศึกษาปี 69 และขยายเวลารับสมัคร ‘ทุนต่อเนื่อง’ ถึง 5 พ.ค. – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

    สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอแสดงความยินดีกับบุตร-ธิดาสมาชิก 61 คน ที่ได้รับการอนุมัติ “ทุนส่งเสริมการศึกษา ประจำปี 2569” มูลค่าทุนละ 6,000 บาท พร้อมกันนี้ สมาคมฯ ได้ขยายเวลารับสมัคร “ทุนการศึกษาต่อเนื่อง” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเอสซีจี โดยเปิดรับจำนวน 10 ทุน

    นางสาวณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า อุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้มีมติอนุมัติ “ทุนส่งเสริมการศึกษา” ประจำปี 2569 ทุนละ 6,000 บาท ให้แก่บุตร-ธิดาสมาชิกที่กำลังศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงปริญญาตรี จำนวน 61 ทุน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่ลิงค์ด้านล่าง)

    ตรวจสอบรายชื่อได้ที่นี่

    ในโอกาสนี้ สมาคมฯ ขอเชิญสมาชิกนำบุตร-ธิดาผู้ได้รับทุน เข้าร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษา ซึ่งจะจัดขึ้นใน วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ โรงภาพยนตร์ที่ 14 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน (เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีรัชโยธิน ทางออก 1-2 มีทางเชื่อมเข้าสู่อาคาร) ทั้งนี้ ขอความร่วมมือในการยืนยันการเข้าร่วมงานพร้อมกรอกเลขที่บัญชีธนาคารผ่านลิงค์ด้านล่าง ภายในวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2569

    สำหรับพิธีมอบทุนในปีนี้ สมาคมฯ ได้เตรียมกิจกรรมพิเศษเพื่อสร้างความทรงจำอันอบอุ่น โดยเชิญชวนทุกครอบครัว (รับสิทธิ์ครอบครัวละ 3 ที่นั่ง) เข้าร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” (Gohan) รอบพิเศษ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของเยาวชนคนเก่ง โดยภายในงานมีบริการอาหารว่าง อาหารกลางวัน และของที่ระลึกมอบให้ทุกครอบครัว

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษา สมาคมฯ ได้ขยายเวลารับสมัคร “ทุนการศึกษาต่อเนื่อง” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเอสซีจี ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2569 โดยคุณสมบัติผู้สมัครจะต้องเป็นบุตร-ธิดาที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – ปริญญาตรี และมีเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.70
    (พิเศษ! สำหรับปี 2569 นี้ สมาชิกที่บุตรธิดาได้รับทุนส่งเสริมการศึกษาไปแล้ว ยังสามารถสมัครขอรับทุนต่อเนื่องนี้ได้อีก 1 ทุน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/members/1457373&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SeaA4pUhuQR3G6bxFbgFw

  • “อัครนันท์” รมช.ศึกษาฯ เข้ารับพระราชทานเครื่องราชฯ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    “อัครนันท์” รมช.ศึกษาฯ เข้ารับพระราชทานเครื่องราชฯ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    “อัครนันท์” รมช.ศึกษาธิการ เข้ารับพระราชทานเครื่องราชฯ ชั้น “ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก” ประจำปี 2568 น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมเดินหน้าทุ่มเทปฏิบัติราชการเพื่อการศึกษาไทย

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 ให้แก่คณะรัฐมนตรี และข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เข้าร่วมพิธีรับพระราชทานเครื่องราชฯ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

    สำหรับพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 ในครั้งนี้ มีคณะรัฐมนตรีที่เข้ารับพระราชทานรวมทั้งสิ้น 5 ท่าน รวมไปถึงข้าราชการระดับสูง โดยในส่วนของ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น ท.ช. (ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก)

    นายอัครนันท์ กล่าวว่า การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติยศสูงสุด และเป็นสิริมงคลยิ่งแก่ชีวิตการทำงาน ตนขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมกันนี้ ขอน้อมนำพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด มาเป็นหลักชัยในการปฏิบัติราชการแผ่นดิน โดยยืนยันที่จะมุ่งมั่นทุ่มเทกำลังกาย กำลังสติปัญญา ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาของชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กไทยและประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมืองต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929273&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QSmuY4e_fhsf_eVhcSeYH

  • ‘อัครนันท์’ หนุน สกร. จับมือกองทัพภาค1 เปิดประตูการศึกษาออนไลน์ ยกระดับทหารกองประจำการ | เดลินิวส์

    ‘อัครนันท์’ หนุน สกร. จับมือกองทัพภาค1 เปิดประตูการศึกษาออนไลน์ ยกระดับทหารกองประจำการ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 เม.ย.กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เพื่อยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ณ หอประชุมกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร โดยมี พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

    โอกาสนี้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีและเน้นย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามในเอกสาร แต่คือการ “เปิดประตูแห่งโอกาส” ให้ทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเตรียมความพร้อมสู่อนาคตหลังปลดประจำการ โดยกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาที่เข้าถึงได้จริง ตอบโจทย์ชีวิตจริง และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ภายใต้นโยบาย Anywhere Anytime

    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบแนวทางสำคัญ 3 ประการในการขับเคลื่อนความร่วมมือ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับภารกิจและวิถีชีวิตของทหารกองประจำการ การพัฒนาระบบออนไลน์ให้เข้าถึงง่าย มีประสิทธิภาพ และมีผู้ดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวัดและประเมินผลที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และสะท้อนสมรรถนะที่นำไปใช้ได้จริง

    ด้าน ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า สกร. ตระหนักถึงความสำคัญของทหารกองประจำการในฐานะกำลังสำคัญของชาติ การเปิดโอกาสทางการศึกษาระหว่างรับราชการจึงเป็นการเพิ่มทุนมนุษย์ เพิ่มโอกาสทางอาชีพ และสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ให้แก่ผู้เรียน ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งจัดการเรียนรู้ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง

    อธิบดี สกร. ย้ำว่า หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ คือการใช้ “การศึกษาออนไลน์” เป็นเครื่องมือขยายโอกาสอย่างมีคุณภาพ โดยต้องเป็นระบบที่ “เข้าถึงผู้เรียนจริง ดูแลได้จริง และเห็นผลจริง” ไม่ใช่เพียงการนำบทเรียนขึ้นระบบดิจิทัล แต่ต้องมีครูดูแล ติดตามความก้าวหน้า มีการเทียบโอนผลการเรียน และมีมาตรฐานการวัดผลที่ชัดเจน เพื่อให้ทหารกองประจำการไม่เพียง “ได้เรียน” แต่ต้อง “เรียนแล้วเกิดผล” และนำความรู้ไปใช้ได้จริง

    ทั้งนี้ สกร. จะขับเคลื่อนงานบน 4 เสาหลัก ได้แก่ ข้อมูลผู้เรียนต้องชัดเจน แผนการเรียนรู้ต้องยืดหยุ่น การดูแลผู้เรียนต้องต่อเนื่อง และการวัดประเมินผลต้องมีมาตรฐาน โปร่งใส สะท้อนสมรรถนะจริง เพื่อให้ความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 1 เป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเปลี่ยนช่วงเวลาระหว่างรับราชการให้เป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาศักยภาพ สร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5819371/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10MWIIEpRWOMfqq_ttmC2r

  • ‘ปัญญาประดิษฐ์’ เขย่าห้องเรียนโลก ฉีกกฎการศึกษาแบบเดิม

    ‘ปัญญาประดิษฐ์’ เขย่าห้องเรียนโลก ฉีกกฎการศึกษาแบบเดิม

    กระแสการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในหมู่นักเรียนทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พลิกโฉมวิธีทำการบ้าน ค้นคว้าข้อมูล และจัดการภาระการเรียนในยุคดิจิทัล

    ข้อมูลล่าสุดจาก Adobe Digital Insights (ก.ย. 2025) สะท้อนภาพชัดว่า “อัตราการใช้งาน AI เพื่อการเรียน” แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละประเทศ โดย บราซิล (11.6%) และอินเดีย (11.5%) ขึ้นแท่นผู้นำโลก ตามมาติดๆ ด้วยอิตาลี (11.1%) แคนาดา (10.6%) และสหรัฐ (9.9%)

    ปัจจัยสำคัญของอินเดียอยู่ที่ “โครงสร้างประชากร” ด้วยอายุเฉลี่ยเพียง 30 ปี ทำให้คนรุ่นใหม่เปิดรับเทคโนโลยีได้เร็ว นักเรียนและนักศึกษาจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็น “ผู้ช่วยการเรียน” ตั้งแต่การทำการบ้านไปจนถึงการทบทวนบทเรียน สร้างความได้เปรียบเชิงทักษะในระยะยาว

    ประเทศพัฒนาแล้ว “ใช้ช้ากว่า” สะท้อนช่องว่างดิจิทัล

    อีกด้านหนึ่ง ประเทศพัฒนาแล้วกลับมีอัตราการใช้งานต่ำกว่าคาด โดยสหราชอาณาจักร (4.6%) และญี่ปุ่น (5.6%) อยู่ในกลุ่มท้ายตาราง ขณะที่ฝรั่งเศส (7.4%) และเยอรมนี (8.8%) ยังตามหลังกลุ่มผู้นำ

    ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนมากกว่าพฤติกรรมผู้ใช้ แต่ชี้ไปถึง “ความพร้อมเชิงระบบ” ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการศึกษา ความเข้มงวดด้านจริยธรรม หรือทัศนคติต่อ AI กลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลในอนาคต

    จาก “ใช้ AI” สู่ “ใช้ให้เป็น”

    เมื่อการเข้าถึง AI ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ความท้าทายใหม่จึงอยู่ที่ “การใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริง”

    เครื่องมือ AI สำหรับการเรียนเริ่มพัฒนาไปไกลกว่าแค่ช่วยค้นหาคำตอบ เช่น การแปลงโน้ตเรียนเป็นแฟลชการ์ด แบบทดสอบ หรือสรุปบทเรียนแบบเสียง ซึ่งช่วยเปลี่ยนข้อมูลกระจัดกระจายให้กลายเป็นระบบการเรียนรู้ที่มีโครงสร้าง

    ในสมรภูมินี้ นักเรียนในประเทศที่มีอัตราการใช้งานสูงอย่างอินเดียและบราซิล อาจเป็นกลุ่มแรกที่เปลี่ยน “ความคุ้นเคย” ให้กลายเป็น “ความได้เปรียบเชิงวิชาการ”

    เมื่อ “ความฉลาด” ห่างแค่ไม่กี่แต้ม

    ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนห้องเรียน อีกด้านหนึ่ง “สนามแข่งขันของโมเดล AI” ก็ทวีความเข้มข้นไม่แพ้กัน ข้อมูล ณ เดือน เม.ย. จาก TrackingAI ซึ่งใช้แบบทดสอบ Mensa Norway เป็นเกณฑ์วัดความสามารถด้านการคิดเชิงนามธรรม พบว่า โมเดลระดับแนวหน้าหลายตัวมีคะแนนไล่เลี่ยกันอย่างมาก

    ยกตัวอย่าง Grok-4.20 Expert Mode และ OpenAI GPT 5.4 Pro (Vision) ครองอันดับ 1 ร่วมที่ 145 คะแนน Gemini 3.1 Pro Preview ตามมาติดๆ ที่ 141 คะแนน

    ภาพรวมสะท้อนว่า “ช่องว่างโมเดลเอไอชั้นนำ” กำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว โดยคะแนนสูงสุดเพิ่มจาก 135 ในปี 2025 เป็น 145 ในปี 2026 แม้ผลทดสอบดังกล่าวจะช่วยให้เห็นพัฒนาการของ AI อย่างชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การวัดแบบ IQ เป็นเพียง “มิติเดียว” ของความสามารถ

    เนื่องจากแบบทดสอบเน้นการจดจำรูปแบบเชิงภาพ (visual pattern recognition) จึงอาจไม่สะท้อนศักยภาพในโลกจริง เช่น ความแม่นยำของข้อมูล ความสามารถการเขียนโค้ด การใช้งานเครื่องมือ หรือการประยุกต์ในภาคธุรกิจ

    “สองโลก AI” ที่กำลังบรรจบกัน

    ภาพใหญ่ของปี 2026 จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน แต่คือ “การบรรจบกัน” ของสองกระแสสำคัญ ฝั่งผู้ใช้ (นักเรียน) มีการใช้ AI มากขึ้น และเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ ส่วนในฝั่งเทคโนโลยี (โมเดล AI) ก็ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด และแข่งขันกันอย่างสูสี

    จุดตัดของสองเส้นนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า “ใครได้เปรียบ” ในเศรษฐกิจยุค AI ไม่ใช่แค่ประเทศที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถ “ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด”

    ศึก AI องค์กร ‘โอเพ่นเอไอ’ นำ  “แอนโทรปิก”ตามติด  

    เมื่อดีมานด์องค์กรเร่งตัว เกมการแข่งขันเริ่มไม่ใช่แค่ “แชตบอต” แต่คือ เครื่องมือทำงานจริง ตลาด AI สำหรับภาคธุรกิจในสหรัฐ กำลังเข้าสู่ “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ” เมื่อการแข่งขันระหว่างผู้พัฒนาโมเดลรายใหญ่เริ่มกระชั้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการไล่บี้ระหว่าง OpenAI และ Anthropic

    ข้อมูลล่าสุด ณ เดือน มี.ค.2026 ชี้ว่า 35% ของบริษัทในสหรัฐ ยินดีจ่ายเงินให้ OpenAI เพื่อใช้งานโมเดล AI ขณะที่ Anthropic ตามมาติดที่ 30% ช่องว่างเหลือเพียง 4-5 จุดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จากเดิมห่างกันเกือบ 3 เท่าในช่วงต้นปี 2025

    หากย้อนกลับไปเดือน ม.ค.2025 OpenAI ถูกใช้งานโดย 16.8% ของธุรกิจสหรัฐ ขณะที่ Anthropic อยู่เพียง 4.1% หรือห่างกันเกือบ 13 จุดเปอร์เซ็นต์

    แต่ในเวลาเพียง 14 เดือน Anthropic สามารถขยายฐานลูกค้าได้มากกว่า 7 เท่า ขณะที่ OpenAI เติบโต “เพียงเท่าตัว” สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังเคลื่อนจาก “ผู้ชนะรายเดียว” ไปสู่การแข่งขันแบบ “สองขั้วมหาอำนาจ” ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากฐานข้อมูลการใช้จ่ายจริงของธุรกิจในสหรัฐกว่า 50,000 แห่ง นับเฉพาะบริการแบบชำระเงิน และไม่รวมผู้ใช้ฟรี

    เครื่องมือองค์กร “ตัวแปรใหม่” เปลี่ยนเกม

    ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของ Anthropic ไม่ใช่แค่โมเดล AI ทั่วไป แต่คือการรุกตลาด “เครื่องมือสำหรับองค์กร” อย่างจริงจัง

    Claude Code ผู้ช่วยเขียนโค้ดสำหรับนักพัฒนา ขณะที่ Cowork คือ แพลตฟอร์มทำงานร่วมกันในองค์กร ทั้งสองผลิตภัณฑ์ถูกขยายการใช้งานอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี 2025 ต่อเนื่องถึงปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่อัตราการเติบโตของ Anthropic พุ่งขึ้นอย่างชัดเจน

    แนวโน้มนี้สะท้อนว่า “การใช้งาน AI ในองค์กร” กำลังเปลี่ยนจากแค่แชตบอต มาเป็น โครงสร้างพื้นฐานของการทำงาน (workflow infrastructure) ที่ฝังอยู่ในกระบวนการผลิตจริง

    ฝั่ง OpenAI ไม่ได้นิ่งเฉย เปิดตัว Codex เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดสำหรับนักพัฒนา เพื่อตอบโต้การรุกของ Anthropic แม้จะเปิดตัวช้ากว่า แต่ Codex สามารถขยายฐานผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ใช้งานถึง 4 ล้านราย ณ เมษายน 2026 สะท้อนศักยภาพของ OpenAI ในการเร่งเครื่องตามเกมองค์กร

    “AI ที่ขายได้” ต้องตอบโจทย์งานจริง

    ภาพรวมของตลาดสะท้อนชัดว่า การแข่งขันในยุคถัดไปจะไม่ได้ตัดสินกันที่ “ความฉลาดของโมเดล” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า ใครสามารถแปลง AI ให้กลายเป็นเครื่องมือทำงานที่องค์กรยอมจ่ายเงินได้จริง

    และในสมรภูมินี้ เกมอาจไม่ได้มีผู้ชนะเพียงรายเดียว แต่กำลังพัฒนาไปสู่ “การแข่งขันระยะยาว” ระหว่างผู้เล่นที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและความต้องการขององค์กรอย่างลึกซึ้งที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1231528&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K3YL82g2rb_piZT5alrhZ

  • “สุชาติ” ชี้ “แลนด์บริดจ์” ยังต้องศึกษาผลกระทบ แต่ต้องไม่ขวางการพัฒนารายได้ประเทศ

    “สุชาติ” ชี้ “แลนด์บริดจ์” ยังต้องศึกษาผลกระทบ แต่ต้องไม่ขวางการพัฒนารายได้ประเทศ

    วันนี้ (27 เม.ย.2569) เวลา 10.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และ รมว.กลาโหมของสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีการหารือในประเด็นความสัมพันธ์และความร่วมมือที่สำคัญ ทั้งด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการพลังงานภายในประเทศ พร้อมทั้งเห็นพ้องถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกัน ทั้งในด้านการบริหารจัดการเชื้อเพลิง การค้าพลังงาน รวมถึงการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการสูญเสียพลังงาน พร้อมวางแนวทางใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิงคโปร์ให้ความสนใจโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเห็นว่า เป็นการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนความมั่นคง และเสริมศักยภาพให้กับภูมิภาค ด้านนายกรัฐมนตรีพร้อมให้การสนับสนุนสิงคโปร์ โดยเน้นย้ำว่า โครงการดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่ และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตรระหว่างประเทศ

    ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ครบรอบ 34 ปี ว่า การเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ยังต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และทำประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความเห็นจากภาคประชาชน

    อะไรที่กระทบสิ่งแวดล้อมและแปรเปลี่ยนสภาพสิ่งแวดล้อมไปในทางที่ไม่ดี เราก็ต้องค้าน แต่ต้องมีเหตุผล ค้านแต่ไม่ใช่ไปถ่วงความเจริญของประเทศ บางครั้งเรารักษาธรรมชาติ แต่ไม่สามารถก้าวไปแข่งขันกับอาเซียนได้ ต้องเข้าใจตรงนี้ เรามีจุดยืนรับฟังเสียงข้างเคียงมากใน EHIA

    นายสุชาติ ระบุว่า แลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพื้นที่โครงการครอบคลุมทั้งอุทยานแห่งชาติทางทะเล และป่าชายเลนที่อยู่ในความดูแลของ ทส.

    ส่วนประเด็นที่นักวิชาการหลายคนออกมาคัดค้าน เพราะเห็นว่ากระบวนการการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA และการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ นายสุชาติ ตอบว่า กระบวนการนี้ต้องคุยอย่างละเอียด โดยเตรียมเชิญหน่วยงานของ ทส. ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้ามาพูดคุยกัน

    ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เฟชบุ๊กกรณีแลนด์บริดจ์ที่ระนอง ระบุว่า ข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ EHIA ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ใช้ตัวเลขสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 47.57 ตัวต่อตารางเมตร พื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตร สัตว์หน้าดิน 1,524 ล้านตัว

    แต่ข้อมูลจากอาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยและผู้เชี่ยว ชาญด้านสัตว์หน้าดิน ลงพื้นที่สำรวจพบสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 1,685 ตัวต่อตารางเมตร

    หากใช้ตัวเลขนี้กับพื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตร จะได้จำนวนสัตว์หน้าดินที่สูญเสียไปทั้งหมด 53,953 ล้านตัว

    ตัวเลขที่แตกต่างกันคือ 52,429 ล้านตัว เยอะมากจนมีความหมายอย่างยิ่ง หากเดินหน้าโครงการ และต้องชดเชยด้านสิ่งแวดล้อม และการทำมาหากินของชาวบ้าน

    ผศ.ธรณ์ ระบุว่า การชี้แจงทำความเข้าใจใน 2 ตัวเลขที่ต่างกันมหาศาล อาจทำได้ยาก แนะนำว่าอาจสำรวจใหม่ โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหลายหน่วยงาน เพื่อให้กระจ่างชัดและเกิดความเชื่อมั่น เพราะหากจะสร้างและให้เอกชน ต่างชาติมาลงทุน รัฐบาลไทยควรปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ความสมบูรณ์ของทะเล และชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านให้เป็นธรรม

    อ่านข่าว :

    เตรียมชง “แลนด์บริดจ์” เข้า ครม. “พิพัฒน์” ตั้งงบ 1 ล้านล้าน เชื่อไทยได้ประโยชน์

    “ภคมน” จวกรัฐบาลหยุดดันทุรัง “แลนด์บริดจ์” ไม่คุ้มทุน-ไร้โอกาสทางเศรษฐกิจ

    ชาวบ้านจี้เลิกเวทีฟังความเห็น “แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” ชี้ผลศึกษาไม่สมบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505169&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fgpww_7b_62QdLYJ97Pyi