Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ชาวเกาะปารีอินโดนีเซียฟ้องบริษัทซีเมนต์ยักษ์ใหญ่สวิสเรียกค่าเสียหายจากภาวะโลกร้อน

    ชาวเกาะปารีอินโดนีเซียฟ้องบริษัทซีเมนต์ยักษ์ใหญ่สวิสเรียกค่าเสียหายจากภาวะโลกร้อน

    ชาวเกาะปารีในอินโดนีเซียที่เผชิญความเสี่ยงจากการจมหายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เดินทางไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทซีเมนต์ยักษ์ใหญ่ Holcim คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวระหว่างประเทศที่พยายามสร้างความรับผิดชอบให้กับบริษัทใหญ่ๆ ต่อความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คนนับล้าน โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มใต้

    คดีความสำคัญที่อาจสร้างประวัติศาสตร์

    หลังจากที่ชาวเกาะ ปารี 4 คนยื่นฟ้องบริษัทซีเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมากกว่า 2 ปี ผู้ยื่นฟ้อง 2 คนได้เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเข้าร่วมการพิจารณาเบื้องต้นในคดีนี้ การพิจารณาเพื่อตัดสินว่าศาลจะรับฟังคำร้องหรือไม่จะจัดขึ้นในวันพุธที่เมือง Zug ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท

    บริษัท Holcim ยืนยันว่ามุ่งมั่นอย่างจริงจังในการดำเนินการเรื่องสภาพภูมิอากาศ แต่คำถามว่าใครได้รับอนุญาตให้ปล่อยก๊าซ CO2 เท่าไหร่ ควรเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่คำถามสำหรับศาลแพ่ง

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมซีเมนต์

    นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระบุว่าการผลิตซีเมนต์มีส่วนรับผิดชอบประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ของการปล่อยก๊าซ CO2 ทั่วโลก และกล่าวหาว่า Holcim อยู่ในกลุ่มบริษัท 100 อันดับแรกที่ปล่อยก๊าซ CO2 มากที่สุดทั่วโลก

    Asmania โจทก์วัย 42 ปี แม่ลูก 3 กล่าวกับนักข่าวในเมือง Lausanne ผ่านล่ามว่า หวังว่าคดีนี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเหยื่อผู้ประสบภัยจากสภาพภูมิอากาศทั่วโลก เธอสูญเสียฟาร์มสาหร่ายทะเลเนื่องจากน้ำท่วม และฟาร์มปลาก็ได้รับความเสียหายจากการที่มีดินและน้ำมันไหลเข้ามาฆ่าลูกปลา

    นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าวว่าเกาะปารีขนาด 42 เฮกเตอร์ส่วนใหญ่อาจจมอยู่ใต้น้ำภายในปี 2050 เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ชาวเกาะระบุว่าน้ำท่วมจากน้ำเค็มมีขนาดและความถี่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำลายบ้านเรือนและแหล่งรายได้

    Arif Pujianto โจทก์อีกรายหนึ่งวัย 54 ปี ซึ่งเป็นช่างเครื่องและผู้จัดการชายหาด กล่าวว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อการดำรงชีวิต เขาอธิบายว่าน้ำท่วมใหญ่ที่ Star Beach ทำให้ชายหาดหดสั้นลง 9 เมตรตั้งแต่ปี 2021 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักหายไป

    เรียกร้องค่าเสียหายและมาตรการป้องกัน

    โจทก์ทั้ง 4 คนเรียกร้องเงินชดเชย 3,600 ฟรังก์สวิส (ประมาณ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ) จาก Holcim สำหรับความเสียหายและมาตรการป้องกันเช่นการปลูกป่าชายเลนและสร้างเขื่อนกันคลื่น องค์กรการกุศลสวิส HEKS ระบุว่าจำนวนนี้เป็นเพียง 0.42 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนจริง ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณการว่า Holcim มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซ CO2 ของอุตสาหกรรมทั่วโลก 0.42 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี 1750

    นอกจากนี้ โจทก์ยังเรียกร้องให้ Holcim ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 43 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 และ 69 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2040 ซึ่ง HEKS ระบุว่าสอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีสในการจำกัดภาวะโลกร้อนไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/indonesian-islanders-sue-swiss-cement-giant-climate-compensation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ol6C6iVQT3VVQxm4-Qtsd

  • นักลงทุนต่างชาติกังวลความไม่แน่นอนทางการเมืองความต่อเนื่องนโยบายเศรษฐกิจ

    นักลงทุนต่างชาติกังวลความไม่แน่นอนทางการเมืองความต่อเนื่องนโยบายเศรษฐกิจ

    ภายหลังเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองขึ้นอีกครั้ง เป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

    อัสเดช คงศิริ กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากงาน Thailand Focus 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานโรดโชว์สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ได้ปิดฉากลงไปก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยดังกล่าวออกมา จึงยังไม่ได้มีความเห็นหรือคำถามจากนักลงทุนต่างชาติในประเด็นนี้

    อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เดินทางไปโรดโชว์เพื่อให้ข้อมูลนักลงทุนต่างชาติในสิงคโปร์ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีความเข้าใจ รวมทั้งคุ้นชินกับสถานการณ์การเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างดี

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติกังวลซึ่งมองว่าเป็นปัญหาสำคัญ คือประเด็นความไม่แน่นอน (Uncertainty) ทางการเมือง ในประเด็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบายและการดำเนินโครงการต่าง ๆ เนื่องจากมองว่าแม้รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจและโครงการลงทุนที่น่าสนใจซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของไทย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ก็จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ที่ประกาศไว้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความกังวล

    “ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติมองประเด็น Uncertainty หรือความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัญหาหนึ่งที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย และเศรษฐกิจไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติจึงต้องการเห็นความต่อเนื่องในการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจที่เคยประกาศไว้ของรัฐบาลซึ่งเป็นโครงการที่ดีให้เกิดขึ้นแบบเป็นรูปธรรม” อัสเดชกล่าว

    ดังนั้น จากการรับฟังความเห็นของนักลงทุนต่างชาติจึงอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ สามารถดำเนินโครงการและนโยบายเศรษฐกิจที่ดีอยู่แล้วให้มีความต่อเนื่องต่อไป ขณะที่นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ที่มีความเข้าใจในตลาดหุ้นไทยและปัจจัยทางการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งจะมีการพิจารณาประเด็นนี้อยู่แล้วในการตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย

    ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 SET Index ปิดที่ 1,236.61 จุด ลดลง 13.48 จุด หรือติดลบไป 1.08% ด้วยมูลค่าการซื้อขายประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาทโดยแรงซื้อมาจากกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ขณะที่แรงขายมาจากกลุ่มท่องเที่ยว, อสังหาริมทรัพย์, อาหาร, ขนส่ง, ICT, ประกัน และค้าปลีก

    ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (1-5 กันยายน) จะมีแนวรับที่ 1,225 และ 1,200 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,245 และ 1,265 จุด ตามลำดับ

    ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมของไทย, ประเด็นการเมืองในประเทศ รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ

    ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิตและการบริการ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนสิงหาคม รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

    ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือน ส.ค. ของญี่ปุ่น จีน และยูโรโซน ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนสิงหาคม, ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนกรกฎาคม และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2568 ของยูโรโซน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/set-foreign-investor-concern/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24Ico7Aheb0R7FawmEkZq1

  • นักเศรษฐศาสตร์เตือน จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยง ประเมิน ‘ยุบสภา’

    นักเศรษฐศาสตร์เตือน จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยง ประเมิน ‘ยุบสภา’

    กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญกับความท้าทายต่างๆ รุมเร้าอยู่แล้ว

    CIMB Thai และ KResearch ประเมินว่า เหตุการณ์ทางการเมืองนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน ‘ระยะสั้น’ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ด้วย โดยมองว่า ผลกระทบช่องทางหลักมาจากการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568  แต่หากมีการยุบสภา เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession)

    พร้อมแนะรัฐบาลใหม่ควรเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระยะสั้น ไปพร้อมกับการงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยงมากขึ้น

    ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) ประเมินว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ขาดคุณสมบัติและหลุดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาจสร้าง Shock หรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแค่ชั่วคราว เฉพาะในไตรมาส 3 เท่านั้น แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจก็จะมีมากขึ้น

    “ถ้ามีความเสี่ยงในการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ก็จะยิ่งทำให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจมีมากขึ้น แต่โดยภาพรวมเราคิดว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะทำได้เร็ว” ดร. อมรเทพ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ดร. อมรเทพ แสดงความกังวลว่า ถ้าไม่นับเหตุการณ์ด้านการเมือง ตามข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนแรกของไตรมาสที่ 3 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็พบว่า เศรษฐกิจมีความเสี่ยงอยู่แล้ว

    โดยผลกระทบจากปัจจัยการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย ดร. อมรเทพ มองว่า อาจส่งผ่านมาหลายช่องทางได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน ที่อาจจะชะลอตัว หลังนักลงทุนไทยและต่างชาติอาจตัดสินใจ Wait and See ต่อไป ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในช่วงกันยายนไป และการเบิกจ่ายงบประมาณ ก็ต้องจับตาดูว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองแล้ว ภาครัฐจะเร่งการเบิกจ่ายได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง

    สำหรับการท่องเที่ยว ดร. อมรเทพ มองว่า ก็ไม่น่ากระทบ หากไม่มีการประท้วง เนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจไม่ได้มองเรื่องการมีหรือไม่มีรัฐบาล แต่อาจมองเรื่องความรุนแรงมากกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนักท่องเที่ยวอาจจะพิจารณาคือ มาตรการที่เคยสนับสนุนการท่องเที่ยวในอดีต เช่น มาตรการกระตุ้น ฟรีวีซ่า การเปิดตลาดจะหายไปหรือไม่

    KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไทยไว้ที่ 1.5%

    สอดคล้องกับ ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากเหตุการณ์การเมืองรอบนี้ ขึ้นอยู่กับว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะทำได้รวดเร็วแค่ไหน

    พร้อมประเมินว่า เหตุการณ์การเมืองครั้งนี้ อาจกระทบเศรษฐกิจได้ใน 2 มิติหลักๆ ได้แก่ การผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ในช่วงเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ

    “การผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ไม่น่าจะล่าช้า เนื่องจาก ตามกฎหมายแล้ว วุฒิสภาจะต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ภายใน 20 วัน ก่อนจะส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าไม่ส่งกลับมาก็จะหมายความว่า วุฒิสภาเห็นชอบ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเสี่ยงก็ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลด้วย”

    สำหรับประเด็นการเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ณัฐพร มองว่า เหตุการณ์ทางการเมืองรอบนี้อาจทำให้การเจรจาภาษีสินค้าผ่านทาง (Transshipment) กับทางสหรัฐฯ มีความล่าช้าออกไปได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกสินค้าเร่งส่งสินค้าต่อเนื่อง (Front Loading)

    ณัฐพร กล่าวว่า ปัจจุบัน KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไทยไว้ที่ 1.5% เนื่องจาก ยังต้องรอดูพัฒนาการของเหตุการณ์การเมืองต่อไป รวมถึงต้องจับตาดูว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร กระนั้น ภาวะ Front Loading ในภาคการส่งออกก็มีโอกาสทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) มี ‘ลดลง’

    KKP ประเมิน กรณีงบประมาณล่าช้า ฉุด GDP หายไป 1%

    ก่อนหน้านี้ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในงาน Thailand Focus 2025 ว่า เกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ประเด็นที่ห่วงที่สุด คือ ความล่าช้าของการผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569

    โดยอธิบายว่า การผ่านพ.ร.บ.งบประมาณหากล่าช้าก็ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าไปด้วย ซึ่งอาจกระทบต่อ GDP สูงถึง 1% เนื่องจากการเบิกจ่ายที่สะดุดไปจะกระทบในแง่ของความคาดหวังการลงทุน

    หากยุบสภา เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค ‘ในระยะสั้น’

    อย่างไรก็ตาม ดร. อมรเทพ กล่าวว่า ในกรณียุบสภา เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ได้ เนื่องมาจากการเบิกจ่ายงบประมาณในเดือนตุลาคมเป็นต้นไปอาจหยุดชะงัก ขณะที่การเลือกตั้งอาจจะลากยาวไปถึงต้นปีหน้า นอกจากนี้ การลงทุนของภาคเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศอาจ Wait and See ต่อไป ภาคก่อสร้างอาจจะซึมลึกมากกว่านี้ เหตุโครงการใหม่อาจจะยังไม่เกิด คนอาจไม่กล้าใช้จ่าย เนื่องจากขาดความเชื่อมั่น คนรายได้น้อยก็ไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐก็ทำให้ไม่มีรายได้ ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศที่จะหนักขึ้น อาจทำให้ภาคการส่งออกติดลบ ซึ่งจะฉุดภาคการผลิตและกำลังซื้อต่อไป

    กระนั้น ดร อมรเทพ ก็มองว่า ในอีกด้านหนึ่ง การเลือกตั้งใหม่ก็อาจจะเป็นผลดีในระยะกลาง กล่าวคือ ความไม่แน่นอนต่างๆ จะคลี่คลายลง เศรษฐกิจที่จะโตต่ำซึมก็อาจจะมีแรงส่งก็ได้ หลังจากมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้ง ในช่วงเลือกตั้งก็มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น เงินก็อาจจะสะพัด

    “ไม่จำเป็นต้องห่วง Technical Recession หรือมองด้านลบอย่างเดียว โดยอาจจะต้องดูผลบวกและลบ (Balance) ในระยะกลางและระยะสั้นด้วย”

    ดร. อมรเทพ ยังชี้ว่า ต้องติดตามประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป แม้ว่าวันนี้ผลกระทบอาจจำกัด แต่ต้องมาดูว่า หลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว จะจัดการปัญหาความขัดแย้งนี้อย่างไร เนื่องจากความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวชายแดน การค้าชายแดน ไปจนถึงความเชื่อมั่น

    เปิดโจทย์เศรษฐกิจ ฝากถึงรัฐบาลใหม่

    ดร. อมรเทพ มีข้อเสนอแนะถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดต่อไปว่า ควรมุ่งความสำคัญไปที่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ รวมไปถึงการออกมาตรการประคองระยะสั้น เนื่องจากยังมีคนที่มีรายได้โตไม่ทันรายจ่ายอยู่ รวมไปถึงการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับมาเกิดการลงทุนและการท่องเที่ยว

    ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว ควรมุ่งแก้ไขปัญหาศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ลดลง ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การหาตลาดใหม่ นอกเหนือจากสหรัฐฯ เปิดเสรีทางการค้า การเข้าร่วม CPTPP การเร่งให้เกิดการลงทุน ไปจนถึงยกระดับฝีมือแรงงาน

    “ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) มองว่า เศรษฐกิจปีนี้จะโต 2.3% ปีหน้าโต 1.7% หมายความว่า เฉลี่ยก็ประมาณปีละ 2% เราจะโตเท่านี้อีกยาวแค่ไหน ตอนนี้ศักยภาพเศรษฐกิจเราอยู่ที่เท่าไหร่ ศักยภาพเรากำลังต่ำลงไปเรื่อยๆ” ดร.อมรเทพกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-political-shock/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1baXX4R24WYfTDyi1mCCBM

  • EMOS พลังงานอัจฉริยะ พลิกเกมอุตสาหกรรมไทย

    EMOS พลังงานอัจฉริยะ พลิกเกมอุตสาหกรรมไทย

    EMOS Platform ปลดล็อกพลังงานอัจฉริยะ เปลี่ยน ‘ต้นทุน’ เป็น ‘โอกาส’ สู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

    ในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องมองไกลกว่าการ “ประหยัด” พลังงานแบบเดิม ๆ แต่ต้องหันมาใช้ เทคโนโลยีที่ ‘ฉลาดขึ้น’ และ ‘ยั่งยืนขึ้น’ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    นี่คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท เมตรอน เอเชียแปซิฟิก จำกัด (METRON)ผู้นำเทคโนโลยีพลังงานจากฝรั่งเศส ร่วมผลักดันแพลตฟอร์ม EMOS (Energy Management & Optimization System) เข้ามาเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบริหารจัดการพลังงานในอุตสาหกรรมไทย

    economic-business-thai-emos-ptt-esg-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

    Digital Energy Solution ที่มากกว่าแค่การมอนิเตอร์

    EMOS ไม่ใช่แค่ระบบติดตามพลังงานทั่วไป แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ผสาน AI, Advanced Analytics และ Optimization Algorithm เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถ:

    • วางแผนและติดตามการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์
    • ค้นหาจุดสูญเสียพลังงานที่ซ่อนอยู่
    • ลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างแม่นยำ
    • ลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ
    • ยกระดับองค์กรสู่ “Data-Driven Business”

    โดยมี ผู้เชี่ยวชาญจาก ปตท. คอยให้คำปรึกษา พร้อมกรณีศึกษาจริงจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    TVOP โรงงานต้นแบบการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน

    หนึ่งในองค์กรต้นแบบที่นำ EMOS มาใช้ คือ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด (TVOP) ที่ลงนามความร่วมมือระยะยาว 3 ปีกับ ปตท. และ METRON เพื่อขับเคลื่อนสู่การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลง 3% ในระยะเริ่มต้น พร้อมเสริมความโปร่งใส และส่งเสริมความเชื่อมั่นในมุมมอง ESG

    “ด้วยความร่วมมือกับ ปตท. และ METRON ในการนำแพลตฟอร์ม EMOS มาใช้ เราได้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การกระบวนผลิตที่ชาญฉลาดและยั่งยืนยิ่งขึ้น แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนข้อมูลพลังงานให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน เสริมสร้างผลการดำเนินงานด้าน ESG และยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอาหารให้ก้าวล้ำด้วยนวัตกรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม”

    — อดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด

    EMOS จากแพลตฟอร์มพลังงานสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์

    ด้วยแนวทางการวาง Digitalization Roadmap ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหน้างานจริง EMOS กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการวางแผนและพัฒนาองค์กรในทุกมิติของการใช้พลังงาน

    economic-business-thai-emos-ptt-esg-SPACEBAR-Photo V01-1.jpg

    เป้าหมายต่อไป ขยายผลสู่ภาคอุตสาหกรรมไทย

    ปตท. และ METRON มีแผนขยายการใช้งาน EMOS ไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในไทย โดยมุ่งหวังให้เทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือหลักในการสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ของประเทศในระยะยาว เพราะในยุคที่พลังงานคือต้นทุน และความยั่งยืนคือคำตอบ องค์กรที่ ‘ฉลาด’ ในการใช้ข้อมูล คือองค์กรที่ ‘ได้เปรียบ’ ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-emos&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-uzs94uEHfUaFtWyF5y7t

  • ประธานาธิบดีอินโดนีซียเตือนการประท้วงบางกลุ่มมีลักษณะกบฏและก่อการร้าย

    ประธานาธิบดีอินโดนีซียเตือนการประท้วงบางกลุ่มมีลักษณะกบฏและก่อการร้าย

    ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูเบียนโต ออกมาเตือนเกี่ยวกับการประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยระบุว่าการกระทำบางอย่างในการชุมนุมที่แพร่กระจายไปหลายเมืองในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น มีลักษณะเป็นการกบฏและก่อการร้าย

    การประท้วงรุนแรงกระจายทั่วประเทศ

    เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกเขย่าด้วยการประท้วงในเมืองใหญ่หลายแห่ง รวมทั้งเมืองหลวงจาการ์ตา หลังจากมีคลิปวิดีโอแพร่กระจายที่แสดงให้เห็นคนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถยุทธวิธีตำรวจทับในการชุมนุมประท้วงสิทธิพิเศษของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    สิทธิในการชุมนุมอย่างสันติควรได้รับการเคารพและคุ้มครอง แต่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามีสัญญาณของการกระทำที่อยู่นอกกฎหมาย หรือแม้แต่การต่อต้านกฎหมาย และมีลักษณะเป็นการกบฏและก่อการร้าย ปราโบโว กล่าวในคำปราศรัยที่จาการ์ตา

    เหตุการณ์รุนแรงและผู้เสียชีวิต

    การประท้วงครั้งนี้มีสาเหตุหลากหลาย แต่การชุมนุมในสัปดาห์นี้เน้นไปที่การเปิดเผยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเบี้ยเลี้ยงที่อยู่อาศัยสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำในจาการ์ตาถึงเกือบ 10 เท่า

    เหตุการณ์รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นที่เมืองมากัสซาร์ ทางตะวันออกของประเทศ เมื่อผู้ประท้วงเผาอาคารสภาเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน ได้แก่ พนักงาน 2 คนเสียชีวิตที่เกิดเหตุ และข้าราชการ 1 คนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

    การประท้วงแพร่กระจายไปยังเมืองใหญ่อื่นๆ รวมทั้งยอกจาร์การ์ตา บันดุง เซมารัง และสุราบายาในเกาะชวา รวมถึงเมดานในจังหวัดสุมาตราเหนือ บ้านของรัฐมนตรีการคลัง ศรี มุลยานี อินทราวตี ถูกปล้นในช่วงกลางคืน

    การประท้วงครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบครั้งสำคัญสำหรับปราโบโว ในฐานะอดีตนายพลที่เข้ารับตำแหน่งมาไม่ถึงปี เขาได้สั่งให้มีการสอบสวนการเสียชีวิตของอัฟฟาน กูร์เนียวัน คนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และสัญญาว่าจะช่วยเหลือครอบครัว

    แอปพลิเคชัน TikTok ได้ประกาศระงับฟีเจอร์ไลฟ์ชั่วคราวในอินโดนีซีย ซึ่งมีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคน เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การประท้วง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/indonesia-president-warns-protests-treason-terrorism&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hKAy2J_vKZc4fxQn9bPTk

  • ‘อ๊อฟ พงษ์พัฒน์’ ชี้ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่ง ลั่นไม่ขอวิจารณ์ แต่ฝากเรื่องความซื่อสัตย์! | เดลินิวส์

    ‘อ๊อฟ พงษ์พัฒน์’ ชี้ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่ง ลั่นไม่ขอวิจารณ์ แต่ฝากเรื่องความซื่อสัตย์! | เดลินิวส์

    เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ “อิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลว่ามีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จนทำให้เก้าอี้ผู้นำประเทศสั่นสะเทือน และการเมืองไทยก้าวเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอนอีกครั้ง ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

    ล่าสุดในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปี 2567 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ด้าน “อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดัง ได้เผยทัศนคติเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและการเปลี่ยนผู้นำประเทศ โดยเปรียบเทียบกับการทำงานในวงการบันเทิงที่ตนเองยึดถือมาโดยตลอด พร้อมทั้งประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์และละครไทยที่กำลังเป็นกระแสปมร้อนในตอนนี้

    โดย อ๊อฟ เผยว่า “สำหรับความเห็นเรื่องลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และละคร ในมุมมองของผมในฐานะผู้กำกับและผู้จัดละคร เรื่องลิขสิทธิ์มันเป็นเรื่องตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ถ้าคุณละเมิดลิขสิทธิ์ก็ถือว่าผิดทั้งในเชิงจรรยาบรรณและกฎหมาย แต่สุดท้ายแล้วเรื่องผิดถูกก็ต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาล เราเองรับรู้เพียงข่าวสารเท่าที่เขาอยากให้รู้ ไม่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นเรื่องของใครถูกใครผิด ซึ่งที่ผ่านมาผมยังไม่เคยมีปัญหาเรื่องการไปละเมิดใคร มีแต่เคยถูกละเมิด เพราะสมัยก่อนเราทำละครเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของเราที่เราแต่งเอง แต่สุดท้ายจะมารีเมคไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นของตัวเอง ถามว่าเรื่องนี้แก้ไขยังไง ก็เปลี่ยนเรื่องใหม่ แค่นั้นเอง เรื่องที่แล้วคิดเองได้ ทำไมเรื่องใหม่จะคิดไม่ได้ล่ะ

    ส่วนประเด็นที่ถกเถียงกันในตอนนี้ มีคนเคยมาปรึกษาไหม ผมบอกเลยว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ต้องมาปรึกษาผมหรอกครับ ควรไปปรึกษานักกฎหมายดีกว่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ถูกต้อง อันไหนที่เราคิดว่าจะไปละเมิดสิทธิก็ควรแจ้งเจ้าของเขา ผมว่ามนุษย์เรามีความเมตตาอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนไทยด้วยกันเอง คนในวงการด้วยกันเอง หยวนๆ กันได้ ประนีประนอมกันได้ ผมว่าเรื่องลิขสิทธิ์หรืออะไรก็ตาม การพูดคุยกันไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นจะปวดหัวทีหลัง มีหลายครั้งที่คนทำละคร ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้คุยกันให้เรียบร้อย แล้วมาโดนเรียกค่าเสียหายทีหลังก็มีเยอะแยะไปหมด

    ถามว่าเราเคยฟ้องใครไหม ผมฟ้องเมียอย่างเดียว (หัวเราะ) ผมไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเท่าไหร่ ทุกวันนี้แม้แต่จะร้องเพลงของตัวเองยังต้องขออนุญาตคนแต่ง ซึ่งเป็นสิทธิที่ถูกต้องของเขา และต้องเสียเงินให้บริษัทต้นสังกัดด้วย เราก็ทำตามกฎของเขา นักร้องทุกคนสัญญาก็เป็นแบบนั้น เราก็ต้องเคารพสัญญาและอยู่กับมันมา 40 ปีแล้ว เรื่องแบบนี้ต้องแก้ด้วยกฎหมาย อย่าแก้ด้วยอารมณ์ เพราะถ้าใช้อารมณ์แล้วมีตั้งแต่ด่ากัน ต่อยกัน ยิงกัน ฆ่ากัน เยอะแยะไปหมด ต้องตั้งสติให้ดี ถ้าแก้ปัญหาด้วยอารมณ์แล้ว ผมว่ามันบันเทิงแน่ๆ”

    ผู้กำกับชื่อดัง ได้เผยต่อว่า “สำหรับเหตุการณ์ตอนนี้ที่บ้านเรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ เฮ้อๆ ชั่วโมงนี้ เวลานี้เฮ้อ มีความหวังไหม ทุกวันนี้ผมไม่อยากพูด เดียวจะโดนสีนั้นสีนี้มาอีก ขออนุญาตไม่วิจารณ์ก็แล้วกัน เราเป็นแค่คนไทยต้องทำตามกฎหมายเรื่องของการเลือกตั้ง แล้วเผอิญคนส่วนมากของประเทศเราเลือกพรรคหนึ่ง แล้วพรรคหนึ่งมาจัดตั้งรัฐบาล เราก็ต้องให้สิทธิเขาจัดตั้ง เขาจะเอาใครมาเป็นนายกฯ เราไม่สามารถกำหนดได้ แต่เราสามารถเฝ้าดูการทำงานของเขาได้ ชอบได้ไม่ชอบได้ วิจารณ์ได้ในขอบเขตเป็นสิทธิของเรา เพราะฉะนั้นใครจะมาเป็นนายกฯ ก็เหมือนกันแหละ ผมเองทำงานระบบการทำงานของผมคือผมไม่ใช่คนเก่ง แต่ผมเลือกคนเก่งมาทำงาน ผมเลือกผู้ช่วยเก่งๆ ผมเลือกนักแสดงดีๆ เอ๋-กษมา หม่ำ จ๊กมก นี่คล่องมาก หรือฝ่ายศิลป์เลือกเก่งๆ มาอุ้มเรา นี่คือการทำงานของผม แล้วถ้ารัฐบาลเอาแบบนี้ไปทำได้นะครับ ท่านไม่ต้องเก่งไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง เอาคนเก่งมาแต่ขอให้เก่งจริง แล้วที่สำคัญสุดในเรื่องของประเทศชาติคือความซื่อสัตย์ จริยธรรมต้องมีครับ

    ส่วนสิ่งที่อยากให้แก้มากที่สุด หรือเรื่องเร่งด่วน ก็เยอะนะ ผมว่าที่ไม่เคยได้รับการแก้หรือเหลียวแลเลยคือปัญหาปากท้องของผู้ไม่มีอันจะกิน ผู้มีรายได้น้อย ไม่เคยแก้ปัญหาเลย ที่ทำอยู่นี้ประชานิยมล้วนๆ ไม่ว่าเรื่องแจกเงินแจกอะไรกัน มันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุทั้งสิ้น คุณจะให้เขาได้อาหาร แทนที่คุณจะแจกเบ็ดไปแจกปลาเลยเอาไปกินมื้อเดียวก็หมดเลย แต่ถ้าคุณแจกเบ็ดสอนวิธีหาเหยื่อสอนตกเบ็ดมันกินได้ตลอดชีวิตนะ นี่คือฐานของธรรมชาติสุด นี่เหรอจนเหรอเอาเงินไปๆ เงินจากไหนก็งบประมาณ เฮ้อ ผมไม่ใช่รัฐบาลนะ ผมไม่ใช่คนเก่งจะมาเชิญผมไปเป็นรัฐมนตรีนั่นนี่ผมไม่ไปนะ แต่ว่ามันง่ายๆ แค่นี่เองนะ โอ้พูดมากไปแล้ว เดียวเขายึดปริญญาคืน (ยิ้ม)”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5069837/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vshXHrJ6Bg51O2lTUL8EK

  • สวนดุสิตโพล ชี้ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านนำโด่ง

    สวนดุสิตโพล ชี้ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านนำโด่ง

    ผลสำรวจสวนดุสิตโพล ส.ค.68 เผยดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดในรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านโดดเด่นกว่ารัฐบาล สะท้อนประชาชน “เครียดการเมือง-เครียดเงินในกระเป๋า” ฉุดความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่อง

    วันที่ 31 สิงหาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง 2,208 คน ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

    1. “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนสิงหาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.71 คะแนน (เดือนกรกฎาคม 2568 ได้ 3.86 คะแนน)

    2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

    (1) ผลงานของฝ่ายค้าน ได้ 4.59 เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา
    (2) การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ 4.26 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (3) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ 4.15 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (4) สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้ 4.09 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (5) การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน ได้ 3.98 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (6) ความมั่นคงของประเทศ ได้ 3.93 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (7) การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม ได้ 3.74 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (8) สภาพสังคมโดยรวม ได้ 3.73 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (9) การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม ได้ 3.71 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (10) การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง ได้ 3.68 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (11) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ 3.65 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (12) ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ได้ 3.65 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (13) กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ได้ 3.63 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (14) ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ 3.62 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (15) เสถียรภาพทางการเมือง ได้ 3.58 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (17) การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ ได้ 3.56 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (18) การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ได้ 3.54 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (19) การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้ 3.53 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (20) สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม ได้ 3.51 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (21) ราคาสินค้า ได้ 3.49 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (22) การแก้ปัญหาการว่างงาน ได้ 3.44 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (23) การแก้ปัญหาความยากจน ได้ 3.42 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (24) ผลงานของรัฐบาล ได้ 3.41 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (25) ผลงานของนายกรัฐมนตรี ได้ 3.18 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา

    สวนดุสิตโพล ชี้ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านนำโด่ง

    3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนคิดว่ามีบทบาทโดดเด่นในเดือนสิงหาคม 2568 

    • นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล

    อันดับ 1 ร้อยละ 38.16 ระบุ ภูมิธรรม เวชยชัย
    อันดับ 2 ร้อยละ 35.86 ระบุ มาริษ เสงี่ยมพงษ์
    อันดับ 3 ร้อยละ 25.98 ระบุ แพทองธาร ชินวัตร

    • นักการเมืองฝ่ายค้าน

    อันดับ 1 ร้อยละ 51.15 ระบุ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
    อันดับ 2 ร้อยละ 30.66 ระบุ รักชนก ศรีนอก
    อันดับ 3 ร้อยละ 18.19 ระบุ พริษฐ์ วัชรสินธุ
     
    4. ผลงานของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบในเดือนสิงหาคม 2568

    • ผลงานฝ่ายรัฐบาล

    อันดับ 1 ร้อยละ 40.90 ระบุ โอนเงินช่วยชาวนา
    อันดับ 2 ร้อยละ 31.79 ระบุ นำคณะทูตและสื่อต่างชาติลงพื้นที่ชายแดน
    อันดับ 3 ร้อยละ 27.31 ระบุ ปิดดีลภาษีทรัมป์ 19%

    • ผลงานฝ่ายค้าน

    อันดับ 1 ร้อยละ 50.42 ระบุ ตรวจสอบการดำเนินงานให้โปร่งใส
    อันดับ 2 ร้อยละ 27.73 ระบุ ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาชายแดนไทย
    อันดับ 3 ร้อยละ 21.85 ระบุ อภิปรายงบประมาณ 2569

    สรุปผลการสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย เดือนสิงหาคม 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,208 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนสิงหาคม 2568 เฉลี่ย 3.71 คะแนน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ได้ 3.86 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.59 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.18 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ ภูมิธรรม เวชยชัย ร้อยละ 38.16 ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 51.15 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ โอนเงินช่วยชาวนา ร้อยละ 40.90 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการดำเนินงานให้โปร่งใส ร้อยละ 50.42

    น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนสิงหาคมต่ำสุดในรอบ 20 เดือน สะท้อนว่าประชาชนวันนี้ทั้ง “เครียดการเมือง” และ “เครียดเงินในกระเป๋า” ไปพร้อมกัน ทั้งคดีการเมือง สถานการณ์ไทย-กัมพูชา นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และปัญหาค่าครองชีพ ล้วนกระทบต่อความรู้สึกและทำให้ความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่อง จนกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่เข้ามาและพิสูจน์ว่าจะสามารถแก้ปัญหาประชาชนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/729657&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zDfFUHtrzK2o-zq6yGGZB

  • ‘กนอ.’ศึกษาต้นแบบนวัตกรรม-ความปลอดภัย 3 องค์กรญี่ปุ่น

    ‘กนอ.’ศึกษาต้นแบบนวัตกรรม-ความปลอดภัย 3 องค์กรญี่ปุ่น

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

    นายอัฏฐพล นิธิสุนทรวิทย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายงานผู้ว่าการ 1 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. ในการเป็นหัวหน้าคณะนำคณะเจ้าหน้าที่ กนอ.และสื่อมวลชน เดินทางมาศึกษาดูงาน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 27– 31 สิงหาคม 2568 เพื่อเรียนรู้และถอดบทเรียนความสำเร็จจาก 3 องค์กรชั้นนำของญี่ปุ่น ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม การบริหารจัดการเชิงธรณีวิทยา และการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

    โดยครั้งนี้ได้ศึกษาดูงานใน 3 สถานที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งชาติ (AIST) ซึ่งเป็นศูนย์นิทรรศการของสถาบัน AIST เพื่อเรียนรู้ความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงของญี่ปุ่น ซึ่งภารกิจของ AIST สอดคล้องโดยตรงกับพันธกิจของ กนอ. ในการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่ต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเชิงลึก การดูงานครั้งนี้จะทำให้ กนอ. สามารถนำองค์ความรู้มาต่อยอดในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) และส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาภายในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    2.พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา (Geological Museum, GSJ, AIST) โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยา ซึ่งสอดคล้องต่อภารกิจของ กนอ.ในด้านการวางผังและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่ง กนอ. ให้ความสำคัญกับการเลือกพื้นที่ตั้งที่มีความเหมาะสมและมั่นคงทางธรณีวิทยา เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้กับโรงงานอุตสาหกรรม การศึกษาดูงานในส่วนนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในการประเมินและบริหารจัดการที่ดินตามหลักธรณีวิทยา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    3.ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติฮอนโจ (Honjo Bosai-kan) เพื่อสัมผัสประสบการณ์จำลองและฝึกฝนการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ เช่น แผ่นดินไหว อุทกภัย และไฟไหม้  ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภารกิจของ กนอ. ในการสร้างความปลอดภัยและบริหารจัดการความเสี่ยงภายในนิคมอุตสาหกรรม องค์ความรู้ที่ได้จะถูกนำมาพัฒนาระบบเฝ้าระวัง แผนเผชิญเหตุ และส่งเสริมการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อสร้างหลักประกันว่าการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของไทยมีความปลอดภัยและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน

    “การเดินทางมาศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ กนอ.ที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเราเชื่อมั่นว่าการถอดบทเรียนจากต้นแบบความสำเร็จระดับโลกของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในมิติของนวัตกรรม ความยั่งยืน และความปลอดภัย จะเป็นทั้งกุญแจสำคัญและพิมพ์เขียวแห่งอนาคตในการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ผ่านการสร้างนิคมฯ อัจฉริยะที่แข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี มีเสถียรภาพมั่นคง และมีเกราะป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน”นายอัฏฐพล กล่าว

    -033

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910894&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kwIypA6NJFQr0obox8VKg

  • ทย.ดึงสายการบินเอเชียกลางบินตรงกระบี่ หนุนฮับท่องเที่ยวอันดามัน

    ทย.ดึงสายการบินเอเชียกลางบินตรงกระบี่ หนุนฮับท่องเที่ยวอันดามัน

    ทย.ดึงสายการบินเอเชียกลางบินตรงกระบี่ หนุนฮับท่องเที่ยวอันดามัน

    วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

    นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมท่าอากาศยานได้ให้การต้อนรับผู้แทนจากบริษัท ไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็น Passenger Sales Agent (PSA) และ Cargo Sales Agent (CSA) ให้กับสายการบินอุซเบกิสถาน (Uzbekistan Airways – HY) ในประเทศไทย นำโดย นายอนุวัชร อิทรภูวศักดิ์ กรรมการ บริษัท ไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด ,นายณัฏฐพงศ์ โภไคยรัตน์ ที่ปรึกษา บริษัท ไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด พร้อมผู้แทนบริษัทไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด โดยมี ผู้แทนจากกลุ่มจัดสรรเวลาท่าอากาศยาน ผู้แทนจากกลุ่มเศรษฐกิจท่าอากาศยาน กองส่งเสริมกิจการท่าอากาศยาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมศรีภูมิ กรมท่าอากาศยาน

    อย่างไรก็ตามการเข้าพบในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” ในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของโลก เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศ ต่อยอดโอกาสด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว พร้อมกับการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม เพื่อความสะดวกสบายอย่างไร้รอยต่อ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

    ทั้งนี้กรมท่าอากาศยานได้นำเสนอนโยบายการบริหารและสถานการณ์ปัจจุบันของท่าอากาศยานในสังกัด เพื่อให้สายการบินใช้ประกอบการวางแผนการให้บริการและความร่วมมือในอนาคต ซึ่งสายการบิน Uzbekistan Airways ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของท่าอากาศยานกระบี่ในการรองรับผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าสำหรับสายการบินที่บินตรงจากต่างประเทศ จึงแจ้งแผนการบินมายังท่าอากาศยานกระบี่สำหรับตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 (Winter Schedule 2025) ในเส้นทางท่าอากาศยานทาชเคนต์-ท่าอากาศยานกระบี่ ไป-กลับ จำนวน 1 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เริ่มทำการบินวันแรกในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ด้วยอากาศยานแบบ Airbus A320 Neo จำนวน 188 ที่นั่ง

    ในขณะเดียวกันการเปิดเส้นทางบินจากประเทศอุซเบกิสถาน เป็นการเปิดเส้นทางบินตรงครั้งแรกจากประเทศในภูมิภาคเอเชียกลางมายังท่าอากาศยานกระบี่ ซึ่งจังหวัดกระบี่เป็นจุดหมายปลายทางเมืองท่องเที่ยวทางทะเลฝั่งอันดามัน ที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลางให้ความสนใจอย่างมาก การให้บริการในเส้นทางนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้เดินทางตรงมาจังหวัดกระบี่สะดวกมากขึ้น อีกทั้งเพิ่มโอกาสให้จังหวัดกระบี่เป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทะเลอันดามันสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลาง โดยผ่านท่าอากาศยานทาชเคนต์จุดเชื่อมต่อ (Hub) ของนักท่องเที่ยวจากประเทศอุซเบกิสถาน และประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียกลาง

    สำหรับตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 ของท่าอากาศยานกระบี่ จะมีเส้นทางบินตรงจากต่างประเทศที่เปิดเส้นทางบินใหม่ ได้แก่ เส้นทางจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยสายการบิน Etihad เส้นทาง อาบูดาบี-กระบี่ และกลับ 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ สายการบิน Air Arabia เส้นทาง ซาร์จาห์-กระบี่ และกลับ 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ และเส้นทางจากภูมิภาคเอเชียกลาง โดยสารการบิน Uzbekistan Airways เส้นทาง ทาชเคนต์-กระบี่ และกลับ 1 เที่ยวบิน/สัปดาห์ และมีเส้นทางบินตรงจากเมืองต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวม 53 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากภูมิภาคเอเชียใต้ รวม 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากภูมิภาคตะวันออกกลาง รวม 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากยุโรป รวม 123 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ซึ่งเมื่อเทียบกับตารางบินฤดูหนาว 2567/2568 ของท่าอากาศยานกระบี่ ตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 จะมีเที่ยวบินเพิ่มขึ้นประมาณ 27 เที่ยวบิน/สัปดาห์ หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 33%

    นอกจากนี้กรมท่าอากาศยาน ยังได้นำเสนอท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานที่มีศักยภาพรองรับเส้นทางระหว่างประเทศ และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลาง อาทิ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี ท่าอากาศยานตรัง ท่าอากาศยานหัวหิน รวมถึงรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสายการบิน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการให้บริการในอนาคตต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910938&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zD4zad9mToennrFQ7J9mT

  • –

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2025 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw141BAd3sr9gZepbek7z5nW