Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ศิริกัญญา’ ยังติดใจบทกูรูเศรษฐกิจซัดแลนด์บริดจ์ให้ผลตอบแทนต่ำ!

    ‘ศิริกัญญา’ ยังติดใจบทกูรูเศรษฐกิจซัดแลนด์บริดจ์ให้ผลตอบแทนต่ำ!

    ‘ศิริกัญญา’ ติงรัฐบาล หลังพบผลตอบแทนโครงการแลนด์บริดจ์ต่ำไร้คนลงทุน หวั่นซ้ำรอยรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบิน ประมูลก่อนแก้สัญญาทีหลัง ถามยังจะเดินหน้าต่อหรือไม่

    29 เม.ย.2569 – นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า เราเจอข้อค้นพบที่น่าสนใจจากการประเมินความคุ้มค่าของโครงการโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จำนวน 2 จุด ได้แก่ จุดแรกคือ ความคุ้มค่าทั้งโครงการ อัตราผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ประมาณ 8% ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิก็เป็นบวก อีกจุดคือการประเมินความคุ้มค่าสำหรับภาคเอกชนพบว่า ผลตอบแทนตกลงมาเหลืออยู่ที่ 5% ต่ำในระดับที่ไม่มีเอกชนรายใดต้องการที่จะมาลงทุน ทั้งยังมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ

    กรณีดังกล่าวถือว่าเลวร้ายที่สุด เอกชนต้องลงทุนเองทั้งหมด 100% โครงการนี้จึงไม่น่าจูงใจให้มีเอกชนรายใดเข้ามาลงทุน ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะเดินโครงการนี้อย่างไร จะมีการปรับเปลี่ยนการร่วมลงทุนหรือไม่ หากยืนยันว่าเอกชนต้องลงทุน 100% เราเกิดความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโครงการสัมปทานก่อนหน้านี้ที่ประมูลไปก่อนแล้วแก้สัญญาทีหลัง เช่น โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบิน และโครงการประมูล Duty Free ของการท่าอากาศยาน จึงสุ่มเสี่ยงกับความไม่เป็นธรรมของผู้เข้าร่วมประมูลในล็อตแรก ทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์กับเอกชนในภายหลัง

    นางสาวศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ยังไม่นับรวมผลกระทบในภาคอื่น ๆ เช่น ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในหมู่เกาะพยามและหมู่เกาะสุรินทร์ รวมถึงเกษตรกรและภาคประมงที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน จึงขอส่งคำถามไปยังรัฐบาลว่าจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่เอกชนไม่น่าจะมีใครมาลงทุนหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/987816/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DBeh19AUYvSddcK2JHwIk

  • มติเอกฉันท์! กนง. คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อพุ่งจากสงคราม

    มติเอกฉันท์! กนง. คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อพุ่งจากสงคราม

    มติเอกฉันท์! กนง. คงดอกเบี้ย 1% รับมือเศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อพุ่งจากสงคราม

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (29 เม.ย.2569) ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2569 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี 

    หลังจากการประชุม กนง. ครั้งแรกของปี 2569 คือ วันที่ 25 ก.พ.2569 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

    นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

    โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2569 แต่จะโน้มลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย ด้านสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยต้องติดตามผลของสงครามต่อคุณภาพและอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ 

    “คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลงและความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-driven inflation) จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ โดยต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด”

    ข้อมูลเศรษฐกิจก่อนสงครามในตะวันออกกลางสะท้อนแนวโน้มที่ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้จากการประชุมครั้งก่อนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและการส่งออกสินค้า แต่ผลกระทบของสงคราม ส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ 1.5% และ 2.0% ตามลำดับ 

    โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแนวโน้มรายได้ที่ลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงจากต้นทุนและข้อจำกัดการเดินทาง แต่การส่งออกสินค้ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีโลก 

    นอกจากนี้ กรณีที่รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการคลังด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ครอบคลุมการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน เม็ดเงินรวม 300,000 ล้านบาท เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส การส่งเริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5-0.7% จากที่ประเมินไว้ แต่จะปรับลดลงประมาณ 0.5% ในปีหน้า เมื่อผลของมาตรการหมดไปและผลของฐานที่สูงขึ้น 

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply disruption) ที่อาจส่งผลรุนแรงต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9% ในปี 2569 จากที่ติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรกของปี โดยอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ และจะอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 3.0% เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ในปี 2570 ภายหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย 

    ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มอยู่ที่ 1.6% และ 1.5% ตามลำดับ ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ แต่การปรับขึ้นราคาจะไม่เป็นวงกว้างและต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้จำกัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ 

    สำหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงานและการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจยืดเยื้อกว่าคาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่สูงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่อาจปรับเพิ่มสูงขึ้น

    ดอน นาครทรรพ

    ราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับตลาดโลก ขณะที่เงินบาทปรับอ่อนค่าเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง 

    ส่วนอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่สินเชื่อยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบของสงคราม

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานแต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง จึงต้องติดตามผลกระทบของสงครามและปัจจัยอื่น ๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    ส่องรายชื่อ กนง. 6 ท่าน ลงมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1.00%  

    หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ได้คัดเลือกและมีมติแต่งตั้ง นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กนง. แทน นายรพี สุจริตกุล ที่ลาออกก่อนครบวาระ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.2569 

    จากนั้น นายสันติธาร เสถียรไทย ได้ลาออก ส่งผลในการประชุม กนง. ครั้งที่ 2/2569 วันที่ 29 เม.ย.2569 มีคณะกรรมการฯ 6 ท่าน ประกอบด้วย 

    • นายวิทัย รัตนากร ประธานกรรมการ
    • นายปิติ ดิษยทัต รองประธานกรรมการ
    • นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ กรรมการ
    • นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน กรรมการ
    • นายเชาว์ เก่งชน กรรมการ 
    • นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ กรรมการ
    • นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ

    โดยในการประชุม กนง. ครั้งนี้ คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ดังกล่าวข้างต้น

    2 ฉากทัศน์ ผลกระทบสงครามต่อเศรษฐกิจไทย

    ในการประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย กนง. ได้วิเคราะห์ผ่าน 2 ฉากทัศน์ (Scenarios) ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อ

    1. กรณีฐาน (Base Case)

    • สถานการณ์: คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ภายในครึ่งแรกของปี 2569 และการเดินเรือผ่านช่งแคบฮอร์มุซจะเริ่มกลับเข้าสู่สถาการณ์ปกติในครึ่งหลังปี 2569 ส่วนราคาน้ำมันจะทยอยคลี่คลายในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แต่ยังจบที่ระดับสูง (80 ดอลลาร์/บาร์เรล) กว่าก่อนเกิดสงคราม (60-70 ดอลลาร์/บาร์เรล)
    • ผลกระทบ: ปัญหา supply disruption จะค่อย ๆ คลี่คลายลงตามสถานการณ์สงคราม 
    • ตัวเลขประมาณการ: ภายใต้กรณีนี้ คาดว่า GDP ในปีนี้จะขยายตัว 1.5% และ 2.0% ในปีหน้า ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 2.9% ในปีนี้ และ 1.5% ในปีหน้า

    2. กรณีเลวร้าย (Worst Case)

    • สถานการณ์: คาดว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อตลอดทั้งปี 2569 โดยการเดินเรือยังคงหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง แต่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้บ้างในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และราคาน้ำมันในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ก่อนทยอยปรับตัวลงเล็กน้อยในปี 2570
    • ผลกระทบ: supply disruption จะเผชิญแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญ
    • ตัวเลขประมาณการ: ในกรณีนี้ ประเมินว่า GDP อาจขยายตัวได้ต่ำกว่า 1.0% และอัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงเกินกว่า 5.0%

    อย่างไรก็ตาม กนง. ประเมินว่าโอกาสที่จะเกิดกรณีเลวร้าย (Worst Case) ยังค่อนข้างต่ำ จึงดำเนินนโยบายการเงินโดยอ้างอิงจากกรณีฐานเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการย้ำว่าพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายหากข้อมูลและสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงไปจากที่ประเมินไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/741680&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_GJKsfcD-af29L2PQ7LaE

  • รัฐบาลถกครม.เศรษฐกิจสัปดาห์หน้า ดัน‘ไทยช่วยไทยพลัส’เริ่มใช้1มิ.ย.69

    รัฐบาลถกครม.เศรษฐกิจสัปดาห์หน้า ดัน‘ไทยช่วยไทยพลัส’เริ่มใช้1มิ.ย.69

    รัฐบาลถกครม.เศรษฐกิจสัปดาห์หน้า ดัน‘ไทยช่วยไทยพลัส’เริ่มใช้1มิ.ย.69

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดแรกว่า คาดว่าจะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งพิจารณานโยบายบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีวาระสำคัญคือการวางกรอบเวลาโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อให้ทันกำหนดการเริ่มใช้จ่ายในวันที่ 1 มิถุนายน 2569

    สำหรับรายละเอียดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีวงเงินช่วยเหลือรวม 4,000 บาทต่อคน จ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน โดยแบ่งเงื่อนไขการรับสิทธิ์ ดังนี้:

    • กลุ่มทั่วไป: รัฐบาลสนับสนุนร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 (60:40)
    • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ได้รับสิทธิ์เต็มจำนวน 4,000 บาท โดยจ่ายเต็มจำนวนผ่านวงเงินในบัตร

    ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เคยถูกระงับสิทธิ์ในโครงการรัฐอื่นมาก่อน โดยรัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในเดือนพฤษภาคม 2569  อย่างไรก็ตาม สิทธิ์ดังกล่าวไม่สามารถถอนเป็นเงินสดหรือโอนให้ผู้อื่นได้ และต้องใช้จ่ายผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/741660&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lFxqyx7XkAliI9RqKj0Xs

  • ไหมตกกระป๋อง! เท้งแบ่งงาน ครม.เงาให้ ‘วีระยุทธ’ ดูเศรษฐกิจ

    ไหมตกกระป๋อง! เท้งแบ่งงาน ครม.เงาให้ ‘วีระยุทธ’ ดูเศรษฐกิจ

    ‘ณัฐพงษ์’ แบ่ง 4 งาน ‘ครม.เงา’ พร้อมตั้ง ‘วีระยุทธ’ ดูเศรษฐกิจ ‘ศิริกัญญา’ ดูแลการปฏิรูปรัฐ ‘เดชรัต’ ดูคุณภาพชีวิตใหม่ ‘พิจารณ์’ ดูความมั่นคงใหม่ จ้องไทยช่วยไทยพลัส-แลนด์บริจด์–ลดค่าไฟ-กฎหมายอากาศสะอาด

    29 เม.ย.2569 – นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงความคืบหน้าการจัดตั้ง ครม.เงา ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมภายในเพื่อออกแบบการทำงานในทีมพรรคประชาชน ย้ำว่าครม.เงา นั้นไม่ใช่สิ่งที่พรรคประชาชนหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งในประเทศนี้คิดขึ้น แต่เรารับเอาวัฒนธรรมการเมืองในต่างประเทศ เช่นอังกฤษที่มีการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา เป็นร้อยๆ ปีแล้ว ทั้งนี้ สิ่งที่เรามองเห็นหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนก.พ. 69 นอกจากความถดถอยทางเศรษฐกิจ การเมือง ระบบนิติรัฐ นิติธรรมแล้ว สิ่งที่เรามองเห็นคือ ความถดถอยของความหวัง ซึ่งเชื่อว่าพรรคประชาชนก็จะเป็นกลไกสำคัญที่เราคิดและเชื่อว่าจะช่วยเติมความหวัง ให้กับประชาชนคนไทยได้

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในการทำงาน จะมีการประชุมครม.ทุกสัปดาห์มีความสำคัญ ทุกมติที่ออกมาส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ มีคนที่ได้และเสียประโยชน์ทุกการตัดสินใจในทุกการดำเนินนโยบาย ดังนั้นการมีทีมครม.เงา ของพรรคประชาชนจะช่วยตรวจสอบการทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกมติที่ออกมา จะติดตามและตีแผ่ให้เห็นว่าการตัดสินใจของรัฐบาลนี้เพื่อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ส่วนการเติมความหวังนั้น ครม.เงาจะทำหน้าที่เสนอแนะหรือทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งเราเชื่อว่า หากคนไทยมีรัฐบาลที่มีที่มาที่ไปยึดโยงกับประชาชนส่วนใหญ่ ตัวเลือกที่ดีกว่าในการดำเนินนโยบายต่างๆ นั้นจะเป็นอย่างไร สุดท้ายที่เป็นภารกิจโดยตรงของครม.คือให้ข้อเสนอแนะ เร่งด่วนในวิกฤตเฉพาะหน้า ให้รัฐบาลดำเนินการทันที

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ได้มีการแบ่งงานเป็น 4 เสาหลักพร้อมผู้รับผิดชอบ คือนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีราชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านเศรษฐกิจ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ดูแลการปฏิรูปรัฐ นายเดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านคุณภาพชีวิตใหม่ และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรรประชาชน ดูแลความมั่นคงใหม่ นอกจากนี้ยังมีทีมสส. มาเป็นครม.พรรคประชาชน เพื่อช่วยขับเคลื่อน งานและประชุมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ ผลลัพธ์การประชุมวันนี้ชั่วโมงเศษๆ มีการพูดคุย 4 เรื่องด่วน ที่จะติดตามใกล้ชิดในช่วง 1 เดือน จากนี้ 1.มาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส 2.โครงการ แลนด์บริดจ์ ซึ่งต้องมีการทบทวน ว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร 3.เรื่องค่าไฟ ข้อเสนอของเราที่ดีกว่าในการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างไร และ 4 เรื่องลมหายใจ รัฐบาลต้องเสนอกฎหมายปกป้องลมหายใจของคนไทย 2 ร่างสำคัญคือพ.ร.บ.อากาศสะอาด และพ.ร.บ.PRTR กลับมาเดือนหน้าต่อภายใน 12 พ.ค.

    เมื่อถามว่า แคนดิเดต ครม. The Professionals จะมาร่วมประชุมด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะมีส่วนร่วมประชุมด้วยแน่นอน เป้าหมายของพวกเราไม่ได้ยึดโยงกับตัวบุคคลไม่ว่าจะเป็นทีม The Professionals หรือทีมที่แถลง ทีม สส. ภาคเอกชน ภาคประชาชนทุกภาคส่วน เราพร้อมที่จะทำงานร่วมกันกับทุกคน โดยเอาวาระของประเทศเป็นตัวตั้ง

    เมื่อถามว่า มาตรการของครม.เงา จะแตกต่างจากตรวจสอบของรัฐบาลในสภาอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการเติมความหวังกลับไปให้ประชาชนและต้องยอมรับว่าบางครั้งเราใช้กลไกในสภาฯที่เป็นกลไกทางการ การประชุมกรรมาธิการบางครั้งต้องเป็นไปตามระเบียบวาระ บางครั้งอาจจะไม่ได้ทันท่วงทีสถานการณ์ บางครั้งประชาชนอาจจะไม่ได้ติดตามประชุมกรรมาธิการหรือการประชุมสภาฯ อย่างต่อเนื่อง ตนคิดว่ารูปแบบครม.เงา จะเพิ่มความคล่องตัวและทำให้เราสามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนได้ การสื่อสารจะไม่ได้แค่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียว แต่จะมีการเสนอทางเลือกที่ดีกว่าประกบไปด้วยเสมอ ซึ่งจะทำให้ประช่ชนมองเห็นความหวัง

    เมื่อถามว่า ครม.เงาในอดีต เช่น พรรคประชาธิปัตย์ บางคนได้เป็นครม.จริงด้วย ใช้ได้กับพรรคประชาชนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราไม่เคยยึดติดที่ตัวบุคคล และไม่ปฏิเสธที่จะทำงานร่วมกับคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีเจตจำนงทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้ทุกคนเห็นภาพตรงกันว่าการทำงานครม.เงาของพรรคประชาชน เราทำงานกันเป็นทีม และทุกคนที่ทำงานร่วมกันไม่ได้รู้สึกว่าต้องมาทำงานเพราะตำแหน่งในครั้งหน้า ทุกคนเอาผลประโยชน์เป็นตัวตั้งแน่นอน

    เมื่อถามต่อว่า จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาประชุมร่วมกับครม.เงาด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะพรรคฝ่ายค้านให้ข้อเสนอไป แต่รัฐบาลจะหยิบไปทำหรือไม่ทำนั้นก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล การที่เราพยายามผลักดันให้เกิดการทำจริงในฝั่งราชการเราต้องฝากข้อเสนอผ่านครม.ไปยังกมธ.ชุดต่างๆ ทั้ง 35 คณะ ไม่จำเป็นเฉพาะที่พรรคประชาชนได้ประธาน ดังนั้น เชื่อว่าการที่เราจะช่วยเติมความหวังให้ประชาชนผ่านใต้บริบทเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ในปัจจุบัน คือการที่เราพยายามให้ข้อเสนอที่ดีกว่าให้ประชาชนเห็น หากรัฐบาลไม่ยอมนำข้อเสนอต่างๆ เหล่านั้นไปดำเนินการคนที่จะเป็นคนตัดสินหน้าตาของรัฐบาลในครั้งหน้าคือประชาชนผ่านการเลือกตั้ง

    เมื่อถามว่า หากในอีก 1-2 ปี ครม.จริงไปไม่รอด ครม.เงาของพรรคประชาชน จะมีส่วนเข้าไปเติมเต็มหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเร็วไปที่จะไปพูดถึงการปรับเปลี่ยนหน้าตาของรัฐบาล ตอนนี้วาระสำคัญที่ ครม.เงาได้นำเสนอไปนั้นคือการพยายามเติมเต็มความหวังของประชาชน ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เสนอทางเลือกที่ดีกว่า ส่วนบริบทการเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ตนขอให้รอติดตามการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันข้างหน้า รอดูสถานการณ์การเมืองในอนาคตดีกว่า

    เมื่อถามถึง มติที่ประชุมของพรรคเรื่องเงื่อนไขของการเข้าร่วมรัฐบาลคือจะสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงการเมืองได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีแค่นั้นเลย เราเข้ามาทำงานการเมืองคือต้องการเข้าสู่อำนาจรัฐเพื่อไปสร้างการเปลี่ยนแปลง ในส่วนของรายละเอียดของสูตรในการจัดตั้งรัฐบาลต่อจากนี้ในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่เร็วไปที่จะพูดและเปล่าประโยชน์ที่จะพูดด้วย เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ตนพูดได้คือเป็นมติของที่ประชุมใหญ่พรรคคือพรรคประชาชนเห็นตรงว่าเราเข้ามาทำงานการเมืองไม่ได้เข้าสู่อำนาจรัฐ เพราะแค่อยากได้อำนาจรัฐและการจัดสรรงบประมาณ เราอยากได้อำนาจรับเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

    เมื่อถามว่า 4 วาระเร่งด่วนของครม.เงาที่จะเสนอให้ครม.จริง คาดหวังการปรับครม.จริงด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การปรับหรือไม่ปรับอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาล และความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย การตรวจสอบเรื่องการปรับครม.จะส่งผลสะเทือนหรือไม่ เราก็ทำเต็มที่ นอกเหนือจากการตรวจสอบแล้วการให้ข้อเสนอแนะที่เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเราก็ต้องทำไปพร้อมกันด้วย การจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนไม่ได้อยู่ที่ฝั่งเราฝั่งเดียว แต่อยู่ที่ตัวรัฐบาลเอง เชื่อว่าการจัดรัฐบาลแบบยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ และการที่เราตรวจสอบอย่างเข้มข้นจะทำรัฐบาลที่ดูแข็งนอกแต่จริงๆ แล้วอ่อนใน มีความปราะบาง อยากให้ประชาชนติดตามการทำหน้าที่ของพวกเราในชุดครม.เงาอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/987736/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kws5laHwuqzYOekCZMs-y

  • “กระตุ้นเศรษฐกิจปากช่องเขาใหญ่” นัดรวมตัวนักธุรกิจผู้ประกอบการฯ | เดลินิวส์

    “กระตุ้นเศรษฐกิจปากช่องเขาใหญ่” นัดรวมตัวนักธุรกิจผู้ประกอบการฯ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 เม.ย. นายวรวุฒิ อ้นอารี  ผู้บริหารโครงการมิราเคิ้ลไฟว์ เขาใหญ่ ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และร้านอาหาร ทาสึ (TATSU ) เขาใหญ่ กล่าวว่า ปัจจุบัน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นอำเภอหนึ่ง ของ จังหวัดนครราชสีมา มีแนวเขตติดต่อ ภาคกลาง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ถือเป็นประตูสูภาคอีสาน เป็นพื้นที่นำร่องเศรษฐกิจของภูมิภาค”โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเวสเนส”ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (Korat wellness corridor) โดยเฉพาะพื้นที่ของ ตำบลหมูสี โป่งตาลอง หนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่มีแนวเขต เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นแหล่งเศรษฐกิจ ในทุกด้าน  มีโรงแรม รีสอร์ท  สนามกอล์ฟ ที่พักรูปแบบบ้าน หรือวิลล่า จำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาในพื้นที่มากกว่า 3-4 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้สู่ประเทศไทย ปีละหลายร้อยล้านบาท ซึ่งมีผังเมือง ในการสร้างแหล่งเศรษฐกิจแห่งใหม่ ที่มีความพร้อมด้านการเดินทาง ที่สะดวกรวดเร็ว ทางรถยนต์ มีถนนมิตรภาพ และ ถนนมอเตอร์เวย์ M6สายบางปะอิน-นครราชสีมา เป็นทางหลวงพิเศษเชื่อมกรุงเทพฯสู่ภาคอีสาน

    หลังจากประสบปัญหาภาวะสงคราม ตะวันออกกลาง อิหร่าน อิสราเอล สหรัฐอเมริกา เรื่อยมา ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยอิหร่าน ได้ปิดช่องแคบฮอร์มุช เส้นทางลำเลียงน้ำมันออกมาสู่ชาวโลกไม่ได้  จนรัฐบาลไทยได้ประกาศขึ้นราคานำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท ซึ่งทำให้ตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ทั่วประเทศขาดแคลนน้ำมัน บริการประชาชนไม่เพียงพอ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง การท่องเที่ยวในพื้นที่ รอบแนวเขต อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปากช่อง นครราชสีมา ได้สะดุดลง กว่า 80 เปอร์เซ็นต์

    ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ต่างปรับแผนนัดรวมตัวถกปัญหาทิศทางเศรษฐกิจ ในรูปแบบการจัดงาน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ปากช่อง-เขาใหญ่ ณ ร้านอาหารสเต็กตัวพ่อ โซนวัว ถนนธนะรัชต์ กม.7 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยมีนักธุรกิจผู้ประกอบการ หน่วยงานราชการ เข้าร่วมจำนวนมาก เช่น นายนิกร ศรีวิลัย เจ้าของร้านสเต็กตัวพ่อ , นายวิโรจน์ อรุณพันธ์ ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารปากช่อง เจ้าของร้านครัวบินหลาเขาใหญ่, นายสมพงษ์ วิริยะมนตรี ผู้ประกอบการโรงแรม วิวพอยท์ เขาใหญ่ , นายธนากร วิเศษสินธพ ผู้ประกอบการแหล่างท่องเที่ยวทายาม่า , นายลออง ศาลา ร้านอาหารครัวสวนคุณยาย , นายเทอดดศักดิ์ ลาภจิครกุศล นักธุรกิจด้านเกษตรกรรมพืชไร่ , ดร.ศักดิ์ชาย ศรีมานพ ผู้ประกอบการด้านวัสดุก่อสร้างวิษณุภัณฑ์ และผู้ประกอบการต่างๆ หัวหน้าหน่วยงานราชการ ตำรวจ ทหาร และร่วมแสดงความยินดี กับ นายนิกร ศรีวิลัย เจ้าของร้านสเต็กตัวพ่อ ที่ได้มีพิธีขยายเปิดร้านโซนวัว เพื่อรองรับลูกค้า

    ด้าน นายนิกร ศรีวิลัย  ผู้ประกอบการร้านอาหารสเต็กตัวพ่อ เขาใหญ่ กล่าวว่า ผลพวงสภาวะน้ำมันแพง สินค้าวัสดุต่างๆ ก็เริ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ต้องใช้ต้นทุนสูงแต่ลูกค้าลดลง รายได้แทบไม่มีกำไร เดิมทีมีร้าน 2 แห่ง ริมถนนมิตรภาพ กลางดงอีก 1 แห่ง ต้องยุบมารวมกันที่ ถนนธนะรัชต์ เขาใหญ่ กม.7 โดยได้ขยายพื้นที่ร้านเพิ่มเพื่อรองรับลูกค้า ถือว่าเป็นการสวนกระแสน้ำมันแพงเศรษฐกิจหดตัวหรือไม่ หากเราไม่ปรับโครงสร้างการทำอะไรก็เหมือนเราจะยอมแพ้ สิ่งที่สำคัญอยากเห็นฝ่ายรัฐบาล ออกมาทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพราะคนรวยไม่เดือดร้อน แต่คนทั่วไปแทบน้ำตาตกในภาคประชาชน เกษตรกร ชาวนา ชาวสาน ชาวไร่ จะปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5821997/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xhBjNJTJNz0sdMPJe5-jv

  • ธปท.ชี้มาตรการรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 3 แสนล้าน เพิ่มจีดีพี 0.5-0.7% | เดลินิวส์

    ธปท.ชี้มาตรการรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 3 แสนล้าน เพิ่มจีดีพี 0.5-0.7% | เดลินิวส์

    วันที่ 29 เม.ย. นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ดอกเบี้ยนโยบาย 1% ในปัจจุบันอยู่ระดับเหมาะสมรองรับความไม่แน่นอนสูง ซึ่งความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความรุนแรงและยืดเยื้อ โดยไทยกระทบมาก เพราะนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ดูราคาน้ำมันดูไบอย่างเดียวไม่ได้ต้องดูราคาในประเทศด้วย โดยเฉพาะดีเซลสูงขึ้นมาก เป็นตัวแปรสำคัญในการกระทบเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ จึงมีการปรับจีดีพีครั้งนี้

    ทั้งนี้ กรณีฐานคาดว่า สถานการณ์จะคลี่คลายครึ่งแรกของปี และไตรมาสสามและสี่ดีขึ้น ส่วนกรณีเลวร้าย จะยืดเยื้อทั้งปี 69 หากการเดินเรือหยุดชะงักต่อเนื่อง ราคาน้ำมันสูง ซัพพลายดิสรัปชันมีปัญหา โดยกนง.ประเมิน กรณีเลวร้ายยังต่ำ จึงยังมองกรณีฐานอยู่ ส่วนกรณีเลวร้าย จะทำให้จีดีพีอยู่ต่ำกว่า 1% และเงินเฟ้อจะพุ่งมากกว่า 5%

    ขณะที่ถ้าไม่นับสงคราม เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 2.3% ดีขึ้นมากกว่าในการประชุมเดือน ธ.ค.68 ที่ขยายตัว 1.5% และมีตัวเลข 1.9% ที่ได้ประเมินอย่างไม่เป็นทางการก่อนหน้านี้ ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากคาด 35 ล้านคน เหลือ 33 ล้านคนในปี 69 และ 35.5 ล้านคนปี 70 จาก 36 ล้านคน

    นอกจากนี้ได้ประเมินจีดีพีในครั้งนี้ ยังไม่นับรวมมาตรการภาครัฐที่คาดว่าจะมีวงเงิน 3 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะเพิ่มจีดีพี 0.5-0.7% ขึ้นอยู่กับเงินสัดส่วนไปบริโภคและลงทุนเท่าไร มองว่าวงเงิน 3 แสนล้านบาทเป็นวงเงินเป็นกลางที่น่าใช้ ถ้า 4-5 แสนล้านบาท มีโอกาสชนขอบกรอบเพดานหนี้สาธารณะ ถ้าทำต้องมีรายละเอียดของมาตรการ เป็นเงินโอนเท่าไร เงินลงทุนเท่าไร แต่ยังเร็วที่จะประเมิน

    “เงินเฟ้อคาดการณ์ ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แม้เศรษฐกิจทิศทางดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยเงินเฟ้อจะลดลงได้ในปีหน้า แม้จะเกินกรอบชั่วคราว”

    ทั้งนี้ กนง.มองว่า ถ้าปรับขึ้นดอกเบี้ย และยังไม่เห็นเงินเฟ้อหลุดลอยชัดเจน จะซ้ำเติมเศรษฐกิจโดยเฉพาะธุรกิจและครัวเรือนที่อยู่ระหว่างฟื้นตัว แต่ถ้าปรับลด อาจเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ จะสร้างผลเสียเศรษฐกิจระยะยาวได้

    “ผลกระทบครั้งนี้ ในเรื่อง stagflation มองว่าเศรษฐกิจไทยแย่ลง เงินเฟ้อสูง แต่ในกรณีฐานยังไม่รุนแรงที่จะเกิด stagflation เพราะเงินเฟ้อขึ้นไปและลงมาได้ รวมทั้งจีดีพี 1.5% ยังไม่รวมมาตรการรัฐ ส่วนแนวนโยบายการเงินเพียงพอดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งพร้อมปรับเปลี่ยนตามบริบทของเศรษฐกิจ”

    อย่างไรก็ตามในระยะข้างหน้า การคงดอกเบี้ยนโยบาย กนง.ตัดสินใจ ว่าเหมาะสมที่สุดในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งการขึ้นหรือลงมีความเสี่ยง มีต้นทุนต่อเศรษฐกิจทั้งคู่ โดย กนง.มองว่านโยบายเหมาะสม

    “การปรับดอกเบี้ย ปิดประตูไม่ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดูว่าด้านเงินเฟ้อหรือด้านเศรษฐกิจมากกว่ากัน ซึ่งเงินเฟ้อที่มาจากซัพพลายจะไม่ยืดเยื้อ ถ้าดีมานด์เข้ามาตอนนี้ยังอ่อน โดยเงินเฟ้อระยะปานกลางยังอยู่ระดับต่ำ ยัง wait and see และเงินเฟ้อคงจบแล้ว แต่ดีมานด์ ต้องดูระยะต่อไป ถ้าเงินเฟ้อลงมาจนติดลบก็ต้องดูอีกทีเหมือนกัน อาจพอพูดได้ ดอกเบี้ยปัจจุบันระดับเหมาะสม แต่ดูสถานการณ์ ดูดาต้าดีเพนเดนท์”

    ทั้งนี้ เมื่อถามถึงถ้าเงินเฟ้อเป็นปัจจัยชั่วคราว ความจำเป็นขึ้นดอกเบี้ยไม่มีใช่หรือไม่นั้น นายดอน ตอบสั้นๆว่า “ใช่ครับ” ซึ่งการไม่ขึ้นดอกเบี้ย และไปตีความว่า ธปท.ไม่มองเงินเฟ้อหรือไม่ ซึ่งไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ความเสี่ยงเงินเฟ้อสามารถมองข้ามได้ แต่ติดตามใกล้ชิด พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5823541/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ggc356DF9ZCMEwPiXa3UX

  • ถก “ครม.เศรษฐกิจ” นัดแรก 4 พ.ค. จ่อคลอด “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่มใช้ 1 มิ.ย. 

    ถก “ครม.เศรษฐกิจ” นัดแรก 4 พ.ค. จ่อคลอด “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่มใช้ 1 มิ.ย. 


    “ภราดร” เผย นัดถก “ครม.เศรษฐกิจ” นัดแรก จันทร์หน้า จ่อคลอด “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่ม ใช้ 1 มิ.ย. 

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจว่า มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีออกมาแล้ววันที่ 28 เม.ย.69 และจะมีการประชุมนัดแรกในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. ซึ่งวาระสำคัญที่จะประชุมมีเรื่องไทยช่วยไทยพลัส และนโยบายเศรษฐกิจต่างๆที่จะเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงวิกฤตสงคราม ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัส ถือว่าเป็นกรอบใหญ่โดยจะมีโครงการย่อย เช่น คนละครึ่ง และโครงการอื่นๆด้วย เช่น การเปลี่ยนผ่านพลังงาน  โดยคิดว่าการประชุมนัดแรกจะเห็นรายละเอียดของโครงการแล้ว เพราะเป้าหมายตั้งไว้ว่าจะต้องได้ใช้ 1 มิ.ย.ซึ่งมีเวลาให้ลงทะเบียนประมาณ 1 เดือน ส่วนรายละเอียดงบประมาณ และที่มาต้องรอพูดคุยในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก ในวันจันทร์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42345&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bXwB2DAftFK0rgoK6xnIW

  • ‘ศิริกัญญา’ ทิ้งทวนด้านเศรษฐกิจ! แถลงผล ครม.เงาอัดรัฐบาลเรื่องมาตรการช่วยเหลือ ปชช.

    ‘ศิริกัญญา’ ทิ้งทวนด้านเศรษฐกิจ! แถลงผล ครม.เงาอัดรัฐบาลเรื่องมาตรการช่วยเหลือ ปชช.

    ‘ศิริกัญญา’ ชำแหละมาตรการช่วยเหลือประชาชน ชี้งบน้อย-ล่าช้า-ตกหล่น จี้รัฐบาลเลิกแจกสุ่มแบบ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เตือนงบกลางเหลือไม่ถึง 2 หมื่นล้าน ฟันธงมิถุนายนนี้ มีกู้เงินมาแจกแน่นอน!

    29 เม.ย.2569 – ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.เงา) ในมาตรการช่วยเหลือการเยียวยาผลกระทบจากพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตร ประมง และขนส่ง ว่า ใน ครม.นัดพิเศษได้มีการอนุมัติงบประมาณในส่วนนี้ค่อนข้างน้อย เพียงแค่ 3,000 ล้านบาท และพบปัญหาว่าล่าช้าน้อย และไม่ได้สัดส่วน รวมถึงตกหล่นอยู่มาก ซึ่งปัญหาของมาตรการช่วยเหลือที่มีอยู่ตอนนี้คือมาตรการช่วยเหลือค่าขนส่ง ที่เมื่อคำนวณออกมาแล้ว อุดหนุนตกน้ำมันลิตรละ 2 บาท จากการรับฟังความคิดเห็นภาคขนส่ง พบว่ามีปัญหาการลงทะเบียนที่ยุ่งยาก ซ้ำซ้อน และมีรถสาธารณะบางประเภทตกหล่น ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าจะมีความช่วยเหลือน้อยนิดมาก แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ก็ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาเรื่องการตกหล่น ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคการขนส่ง แต่ยังมีเกษตรกรและชาวประมงที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจนถึงตอนนี้

    น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลจะออกมาตรการต่อไป กลับกลายเป็นการเยียวยาแบบใหม่ที่เรียกว่าไทยช่วยไทยพลัส แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือคนละครึ่งที่ไม่ใช่คนละครึ่งจริงๆ แล้ว แต่เป็น 60:40 และอีกส่วนคือเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมเติมเดือนละ 100 บาท เป็น 1,000 บาท ถือว่าได้สัดส่วนมากขึ้น แต่ในส่วนของคนละครึ่งนั้น เป็นการเยียวยาแบบสุ่ม คือใครมาก่อนได้ก่อน หรือใครลงทะเบียนได้ก็จะได้รับความช่วยเหลือนั้นไป เท่ากับว่าคนที่สมควรที่จะได้รับการเยียวยา หากลงทะเบียนไม่ทันหรือไม่ได้ ก็จะหมดสิทธิ์และไม่ได้โอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งตนคิดว่าในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ถ้าอยากมุ่งเป้าจริง ไม่ควรใช้วิธีแจกแบบสุ่ม ควรแจกไปที่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการช่วยเหลือไปเลย และเรายังคงคิดว่ามาตรการสำคัญที่ช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดกว่านี้คือการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งไม่ได้เรียกร้องว่าต้องลดหมดเลย แต่อาจจะปรับลดลงมา 1-2 บาท ก็น่าจะช่วยเหลือในภาพกว้างได้

    น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า มาตรการลักษณะนี้ได้รับความนิยมในหลายประเทศที่ใช้ช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติ เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าหรือต้นทุนต่างๆเพิ่มขึ้นสูงเร็วเกินไป และจะเป็นภาระกับผู้บริโภค ส่วนเรื่องเม็ดเงินที่ต้องใช้สวัสดิการแบบสุ่มแบบนี้ต้องใช้สูงถึง 136,000 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้มีการช่วยเหลือแบบกระปริบกระปรอยอยู่เลย รัฐบาลน่าจะมีเงินก๊อกใหม่ที่เตรียมใช้เรียบร้อยแล้ว บนหน้าตักที่มีอยู่ตอนนี้ เฉพาะงบกลางเงินสำรองเหลืออยู่ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท ถึงจะใช้ก๊อกสองเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน 50,000 ล้านบาท คงทำโครงการนี้ได้แค่เดือนเดียว ดังนั้น ไม่เกินเดือน มิ.ย. ถึง ก.ค. มีการกู้เงินแน่นอน และกู้เงินมาแจกแบบที่เกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้น ถือเป็นข้อสังเกตที่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้น เพราะแหล่งเงินอื่นน่าจะยังมาไม่ทัน ทั้งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบ น่าจะต้องใช้ระยะเวลาไปถึงปลายเดือน ก.ค. รวมถึงงบประมาณปี 2570 ก้อนใหม่ที่จะใช้ได้เดือน ต.ค. นอกจากนี้ เราจะติดตามมาตรการด้านการเงินที่รัฐบาลจะออกมา ว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน จะมาเมื่อไหร่ อย่างไร

    ทั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญาเป็น ครม.เงาที่ดูแลเรื่องการปฏิรูปรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/987752/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_ZzPAsf0L5iOfEZ4jQvuQ

  • กนง.มีมติเอกฉันท์  ‘คงอัตราดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 1.0%  ชี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง

    กนง.มีมติเอกฉันท์ ‘คงอัตราดอกเบี้ย’ ที่ระดับ 1.0% ชี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง

    กนง.มีมติเอกฉันท์ 6 เสียง คงดอกเบี้ยที่ 1.0% รับ ศก.มีโอกาสชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ จากผลกระทบสงคราม ห่วงผลกระทบน้ำมันส่งผ่านธุรกิจ รายย่อย

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลง ผลการประชุม กนง. ในวันที่ 29 เมษายน 2569

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง)ให้ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี

    เศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ และการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2569 แต่จะโน้มลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย

    ด้านสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยต้องติดตามผลของสงครามต่อคุณภาพ และอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ คณะกรรมการ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลง และความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง

    ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-driven inflation) จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ โดยต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อ และเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด

    ข้อมูลเศรษฐกิจก่อนสงครามในตะวันออกกลางสะท้อนแนวโน้มที่ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้จากการประชุมครั้งก่อนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศ และการส่งออกสินค้า

    แต่ผลกระทบของสงครามส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ร้อยละ 1.5 และ 2.0 ตามลำดับ โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และแนวโน้มรายได้ที่ลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงจากต้นทุน และข้อจำกัดการเดินทาง

    แต่การส่งออกสินค้ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีโลก นอกจากนี้ กรณีที่รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการคลังด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่จะปรับลดลงในปีหน้าเมื่อผลของมาตรการหมดไป และผลของฐานที่สูงขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง

    โดยต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply disruption) ที่อาจส่งผลรุนแรงต่อภาคการผลิต และการจ้างงาน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.9 ในปี 2569 จากที่ติดลบร้อยละ 0.5 ในไตรมาสแรกของปี

    โดยอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก และการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ และจะอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 3.0 เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ในปี 2570 ภายหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย

    ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.6 และ 1.5 ตามลำดับ ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้า และบริการ แต่การปรับขึ้นราคาจะไม่เป็นวงกว้าง และต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้จำกัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ

    สำหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงาน และการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจยืดเยื้อกว่าคาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่สูงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่อาจปรับเพิ่มสูงขึ้น

    ราคาสินทรัพย์ และอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับตลาดโลก ขณะที่เงินบาทปรับอ่อนค่าเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง

    สำหรับอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่สินเชื่อยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบของสงคราม

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

    คณะกรรมการ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานแต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง

    จึงต้องติดตามผลกระทบของสงคราม และปัจจัยอื่นๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1231721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-88sbWMg9La_EH3vifYV8

  • กนง.มติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตามคาด รับเศรษฐกิจชะลอ เงินเฟ้อพุ่ง

    กนง.มติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตามคาด รับเศรษฐกิจชะลอ เงินเฟ้อพุ่ง

    กนง.มติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตามคาด รับเศรษฐกิจชะลอ เงินเฟ้อพุ่ง

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ว่า คณะกรรมการ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

    เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2569 แต่จะโน้มลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย

    ด้านสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยต้องติดตามผลของสงครามต่อคุณภาพและอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลงและความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-driven inflation) จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ โดยต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด

    ข้อมูลเศรษฐกิจก่อนสงครามในตะวันออกกลางสะท้อนแนวโน้มที่ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้จากการประชุมครั้งก่อนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและการส่งออกสินค้า แต่ผลกระทบของสงครามส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ 1.5% และ 2.0% ตามลำดับ โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแนวโน้มรายได้ที่ลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงจากต้นทุนและข้อจำกัดการเดินทาง แต่การส่งออกสินค้ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีโลก

    นอกจากนี้ กรณีที่รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการคลังด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่จะปรับลดลงในปีหน้าเมื่อผลของมาตรการหมดไปและผลของฐานที่สูงขึ้น

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply disruption) ที่อาจส่งผลรุนแรงต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.9% ในปี 2569 จากที่ติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรกของปี โดยอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ และจะอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 3.0% เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ในปี 2570 ภายหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย 

    ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มอยู่ที่ 1.6% และ 1.5% ตามลำดับ ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ แต่การปรับขึ้นราคาจะไม่เป็นวงกว้างและต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้จำกัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ 

    หรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงานและการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจยืดเยื้อกว่าคาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่สูงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่อาจปรับเพิ่มสูงขึ้น 

    ราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับตลาดโลก ขณะที่เงินบาทปรับอ่อนค่าเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง

    สำหรับอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่สินเชื่อยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบของสงคราม

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานแต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง จึงต้องติดตามผลกระทบของสงครามและปัจจัยอื่น ๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/657836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GMZp7dPD9w6nr-WdU1HQz