Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • TILOG-LOGISTIX 2025 ตอกย้ำศักยภาพของไทยบนเวทีการค้าโลก

    TILOG-LOGISTIX 2025 ตอกย้ำศักยภาพของไทยบนเวทีการค้าโลก

    TILOG-LOGISTIX 2025 ตอกย้ำศักยภาพของไทยบนเวทีการค้าโลก

    งานแสดงสินค้าไทล็อก – โลจิสติกซ์ 2025 (TILOG – LOGISTIX 2025) งานแสดงเทคโนโลยีและบริการด้านการจัดการคลังสินค้า การเคลื่อนย้าย บรรจุ โหลด การขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ไอทีและอี-โลจิสติกส์ ที่ครบวงจรที่สุดแห่งปี จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ และ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าแห่งอาเซียน ปิดฉากลงอย่างสวยงาม ตอกย้ำการเป็นเวทีโลจิสติกส์ที่ครบครันที่สุดในระดับภูมิภาค มีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานจากมากกว่า 25 ประเทศ กับนวัตกรรมมากกว่า 415 แบรนด์ ดึงผู้เข้าชมได้ถึง 6,668 ราย เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 5,874 คู่ สะท้อนพลังของผู้ประกอบการไทยที่พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่าถึงผลสำเร็จของการจัดงาน TILOG-LOGISTIX 2025 ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยงานครั้งนี้จัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ระหว่างวันที่ 20-22 สิงหาคม 2568 มีผู้เข้าชมงานถึง 6,668 ราย ตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 5,874 คู่ งานนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสทางการค้า แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่างาน TILOG – LOGISTIX เป็นเวทีโยงธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเป็นเวทีแสดงศักยภาพและภาพลักษณ์ของธุรกิจโลจิสติกส์ไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตานานาชาติ ความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันให้ผู้ประกอบการยกระดับความรู้ ลดต้นทุน และขยายตลาดสู่เวทีโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ท่ามกลางความท้าทายระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

    งาน TILOG-LOGISTIX 2025 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Resilient Supply Chain: Overcoming Global Challenges พิชิตทุกสิ่งท้าทายด้วยความแกร่งแห่งซัพพลายเชน” มีผู้ประกอบการกว่า 150 บริษัท จาก 25 ประเทศ นำนวัตกรรมสินค้าและบริการกว่า 415 แบรนด์ มาจัดแสดงโชว์ศักยภาพและความพร้อมของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในการรับมือกับความท้าทายแห่งอนาคต นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมไฮไลท์อื่น ๆ ภายในงานที่จะช่วยยกระดับธุรกิจทั้งของผู้เข้าชมและผู้เข้าร่วมงาน อาทิ นิทรรศการภาพรวมธุรกิจโลจิสติกส์ในไทย ส่วนแสดงพิเศษ Innovation Showcase กิจกรรมฟอรัมและสัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายองค์กร กว่า 16 หัวข้อ เช่น Trade Logistics Symposium, World Transport & Logistics Forum โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมานามากกว่า 1,000 ราย นอกจากนี้ ภายในงานเกิดการเจรจาทางการค้า (Business Matching) จำนวน 5,874 คู่ ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะกับผู้ซื้อจากทั่วโลก เพิ่มโอกาสในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและขยายตลาดสู่สากล

    ด้วยความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปีนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยที่พร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ และ TILOG-LOGISTIX 2026 จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ระหว่างวันที่ 19 – 21 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พร้อมนำเสนอนวัตกรรมและแนวทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจโลจิสติกส์ไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12744058&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KyyNmb8xAzTEN7dOOat5t

  • เอกชน ชี้ ทีมศก.ใหม่ เร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ส่งออก-ท่องเที่ยว

    เอกชน ชี้ ทีมศก.ใหม่ เร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ส่งออก-ท่องเที่ยว

    นายธวัชชัย เศรษฐจินดา ดำรงตำแหน่ง รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง

    เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่และทีมเศรษฐกิจที่เข้ามาบริหารประเทศ โดยมองว่าสิ่งสำคัญคือการมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก 

    ทั้งนี้ ประเด็นเร่งด่วนที่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในระยะสั้น คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ ซึ่งถ้าหากไม่มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง มาตรการใด ๆ ที่รัฐอัดฉีดเข้ามาก็จะไม่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้ 

    นอกจากนี้ การประคองตัวเลขเศรษฐกิจผ่าน การส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสองเครื่องยนต์หลักของประเทศในปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีนโยบายและมาตรการมาสนับสนุน ขณะที่ปัจจัยภายนอก ทีมเศรษฐกิจจำเป็นต้องเข้ามาเดินต่อในเรื่องของการเจรจา โดยเฉพาะประเด็นภาษีการค้ากับทางสหรัฐที่ยังคงค้างอยู่

    อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลเฉพาะกาลเข้าบริหารประเทศเพียง 4 เดือนก็มองว่าคงต้องให้โอกาสในการทำงานไปหากใครเข้ามาและสามารถทำงานได้ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นใครเข้ามาทำหน้าที่อะไร มองว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ได้ก็แล้วแต่สิ่งสำคัญคือการมุ่งเน้นการทำงานให้ดีที่สุด และต้องไปดูในรายละเอียดว่ารัฐบาลสามารถทำอะไรได้บ้าง

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีประเมินว่าตลาดหุ้นก็คงจะตอบรับในเชิงบวกและภาคการท่องเที่ยวจะดีขึ้น แม้โดยภาพรวมแล้วไม่สามารถพึ่งพิงเพียงแค่ภาคการส่งออกและท่องเที่ยวได้ทั้งหมด ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องเน้นในเรื่องของการกระตุ้นภายในประเทศและให้ความสำคัญกับการแก้ไขหนี้ครัวเรือนและหนี้ที่ไม่ใช่ในระบบในระยะสั้นเป็นพิเศษ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637643&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Adk9R94Uq897-ndf_m9K

  • TISCO ESU ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ 0.3ppt ปีหน้า 0.5ppt แม้งบฯปี 2569 จะสามารถผ่านได้ตามกรอบเวลา แต่งบฯ ปี 2570 ยังมีความเสี่ยงที่จะล่าช้า โดยหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ จะยิ่งส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ 0.3ppt ปีหน้า 0.5ppt แม้งบฯปี 2569 จะสามารถผ่านได้ตามกรอบเวลา แต่งบฯ ปี 2570 ยังมีความเสี่ยงที่จะล่าช้า โดยหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ จะยิ่งส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • การเมืองไทยมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นมาก ภายหลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้ครม. ทั้งคณะกลายเป็นครม. รักษาการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยคำตัดสินดังกล่าวของศาลฯ ส่งผลให้การเมืองไทยเดินหน้าเข้าสู่ภาวะสุญญากาศอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568

    • เรามองฉากทัศน์การเมืองในระยะต่อไปแบ่งออกเป็น 3 กรณี 1. พรรคประชาชนสงวนท่าทีไม่ประกาศสนับสนุนแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคใดเลย 2. พรรคประชาชนสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล 3. พรรคประชนชนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล โดยทั้ง 3 กรณีข้างต้นนี้ จะมีผลลัพธ์คือนำไปสู่การยุบสภาภายใน 4 เดือนตามหนึ่งในข้อเรียกร้องของพรรคประชาชนในการโหวตหนุนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ นับจากวันที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่แถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภาฯ โดยเราประเมินว่า การยุบสภาให้เร็วที่สุด หรือการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง (เสียงไม่ปริ่มน้ำ และไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างน้อย) คือกรณีที่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด อย่างไรก็ดี การเมืองไทยในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง แต่เชื่อว่าพรรคการเมืองจะสามารถเจรจาหาข้อยุติ และหาทางออกได้โดยไม่ยืดเยื้อเกินกว่า 1 เดือน

    • แนะจับตาท่าทีของพรรคเพื่อไทยหลังการหารือของกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ในช่วงบ่ายวันนี้ (2 กันยายน 2568) ว่าจะมีแถลงการณ์ในลักษณะใด และจะประกาศยุบสภาเลยหรือไม่

    • สำหรับผลกระทบที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นสำหรับเศรษฐกิจไทย เราประเมินว่า การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี FY2569 ยังสามารถเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม เนื่องจากปัจจุบันตัวร่างฯ ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วในวาระที่ 2-3 และอยู่ในขั้นตอนที่วุฒิสภากำลังพิจารณา ซึ่งกระบวนการงบประมาณนั้นได้ผ่านความเห็นชอบของสภาในวาระที่ 1 เมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งยังเป็นช่วงเวลาที่ ครม. มีอำนาจเต็ม ดังนั้นคำตัดสินของศาลในครั้งนี้ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการอนุมัติร่างฯ พรบ. งบประมาณแต่อย่างใด แต่ทว่า หากการสรรหาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ล่าช้า และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ในท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การยุบสภาตามข้อเสนอของพรรคประชาชน หรือคำขู่ของรักษาการนายกฯ คนปัจจุบัน

    • โดยเรามองว่าการยุบสภาแม้จะไม่มีผลต่อการอนุมัติร่างงบประมาณปี FY2569 แต่จะกระทบความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งของปี 2568 ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ และปี 2569 รวมถึงกระบวนการร่างงบประมาณฯ ปี 2570 ให้ล่าช้า ดังนั้น เรายังคงประเมินว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยราว 0.3ppt ในปีนี้ และ 0.5ppt. ในปี 2026F ผ่านการชะงักงันของการใช้งบประมาณลงทุนภาครัฐ และการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงความกังวลภาคประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และความไม่แน่นอนทางการเมืองก็มีแนวโน้มจะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงเช่นกัน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เบื้องต้น เดือน ส.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) เดือน ส.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/02/574539/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L-ktKKX-Zt5S7eNYgnXB6

  • เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงนโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลควรเป็นดำเนินการ ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเพราะวันนี้โลกกำลังจับตาประเทศไทย 

    หากรัฐบาลส่งสัญญาณความมั่นคงและนโยบายต่อเนื่องได้ เงินลงทุนและการค้าจะฟื้นเร็วขึ้น

    สำหรับนโยบายเร่งด่วน ที่ควรดำเนินการควบคู่กันไปมี 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย

    • ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในธุรกิจ และการพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    • ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพแข่งขัน ผ่านการจัดการพลังงานและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์
    • สร้างเสถียรภาพ ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันความผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น อัตราเงินเฟ้อโลก ราคาพลังงาน และมาตรการทางการค้าจากต่างประเทศ

    การฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ใช่แค่มาตรการเฉพาะกิจ แต่ต้องเดินหน้าครบ 4 ด้าน คือ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ การช่วยเหลือ SMEs อย่างจริงจัง

    และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน เหล่านี้ คือ ฐานสำคัญที่จะพยุงเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vg2-MoNl2yarhNBquVWqy

  • ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ต่างประเทศ

    ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ประธานธนาคารกลางยุโรป เตือนว่าท่าทีของทรัมป์ที่จะปลดประธานเฟดถือเป็นอันตรายร้ายแรง โดยการแทรกแซงดังกล่าวจะทำลายความเป็นอิสระของเฟดในการดำเนินนโยบายการเงิน

    • ประธานธนาคารกลางยุโรป เตือนว่าท่าทีของทรัมป์ที่จะปลดประธานเฟดถือเป็นอันตรายร้ายแรง
    • การแทรกแซงดังกล่าวจะทำลายความเป็นอิสระของเฟดในการดำเนินนโยบายการเงิน
    • หากนโยบายการเงินของสหรัฐไม่เป็นอิสระ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานถ้อยแถลงของ คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ว่า ความต้องการปลดนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือนางลิซ่า คุก กรรมการเฟด ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ถือเป็น “อันตรายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก”

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวโจมตีนายพาวเวลล์หลายครั้ง จากการที่เขาปฎิเสธไม่ลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและขู่ว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง และล่าสุดทรัมป์ยังพยายามปลดนางคุก ออกจากตำแหน่งอีกด้วย

    ลาการ์ดกล่าวกับสถานีวิทยุเรดิโอคลาสสิกว่า

    “หากนโยบายการเงินของสหรัฐ ไม่มีความเป็นอิสระ และต้องขึ้นตรงกับคำสั่งของใครคนใดคนหนึ่ง ดิฉันเชื่อว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และอาจน่าเป็นห่วงเพราะสหรัฐเป็นประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกสูง”

    นอกจากนี้ ลาการ์ดยังกล่าวว่า คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าการขึ้นภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของทรัมป์นั้นผิดกฎหมาย ได้ทำให้เกิด “ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง” ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

    อ้างอิง: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1196842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21ZDIM33Lamm5A3pyGUpX2

  • นศ. เขมรทุนเรียนฟรีในไทย โพสต์เย้ย-ด่าไทย เหยียดการศึกษาไทย | 1 ก.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    นศ. เขมรทุนเรียนฟรีในไทย โพสต์เย้ย-ด่าไทย เหยียดการศึกษาไทย | 1 ก.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    Sustainability

    ความยั่งยืน

    ในโลกออนไลน์มีการแชร์ภาพและคลิปของหนุ่มกัมพูชาคนหนึ่งที่เข้ามาเรียนไทย แต่กลับไปเป็นกำลังพลแนวหน้าของกัมพูชา ปะทะกับไทย เรื่องนี้ทางผู้ว่าจังหวัดสุรินทร์ ยืนยันว่า นักศึกษาคนดังกล่าว มาเรียนในไทยและได้ทุนเรียนฟรีด้วย ย้อนไปดูตอนนักศึกษาคนนี้กำลังเตรียมตัวกลับบ้านที่กัมพูชากัน #ฮุนเซนอาชญากรสงคราม #hunsenwarcriminal #ឧក្រិដ្ឋជនហ៊ុនសែន #洪森戰爭罪犯 #กัมพูชายิงก่อน #CambodiaOpenedFire #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #cambodiaopnedfire #ทหารไทยเหยียบกับระเบิด #กัมพูชาโจมตีไทย #ไทยรบเขมร #ทหารไทย #แม่ทัพภาค2 #ทักษิณ #ฮุนเซน #ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทย #Saveชีวิตคนไทย #กัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน #ไทยรัฐนิวส์โชว์ —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    การเมืองไทยในมือ ปชน.! ลุ้น

    68:02

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/video/1167255&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P2K8fSCCZDHt0CCiOCP_J

  • อัปเกรด“สนามบินตราด”รับนักเที่ยวพุ่ง

    อัปเกรด“สนามบินตราด”รับนักเที่ยวพุ่ง

     นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่  บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยว่า สนามบินตราด เป็นหนึ่งในสนามบินของบริษัทฯ ที่มีศักยภาพ เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก และเป็นที่นิยมของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งเราเห็นสัญญาณการฟื้นตัว โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีจำนวนผู้โดยสารแล้วกว่า 40,427 คน และคาดว่าฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะถึงนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มาจากยุโรปมีการเติบโตเพิ่มขึ้น

    “เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป บริษัทฯมีเป้าหมายหลักขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับผู้โดยสารและเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศในอนาคต ซึ่งเฟสแรกจะใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เพื่อขยายทางวิ่ง (รันเวย์) จากเดิม 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตร เพื่อใหรองรับเครื่องบินเจ็ตขนาดเล็กที่เดินทางจากต่างประเทศได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ปี 2569

    นอกจากนี้ ยังมีการ ปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจาก 2,000 ตารางเมตร เป็น 3,000 ตารางเมตร พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ถึง 250,000 คนต่อปี จากการเติบโตของผู้โดยสารที่สนามบินตราด ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีผู้โดยสารรวมประมาณ 80,000-90,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3-4%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880187&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I2MZoDufomuknA7Sjsj-5

  • Log in or sign up to view

    Log in or sign up to view

    This page isn’t available

    The link you followed may be broken, or the page may have been removed.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.facebook.com/thestandardth/posts/-%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2593%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581-world-bank%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1/1125493783043297/%3Flocale%3Dth_TH&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qfPi7A-M_hWFi9_mbuiIH

  • รอรัฐบาลใหม่แก้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ

    รอรัฐบาลใหม่แก้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ

    ในระหว่างที่คนไทยทุกคนกำลังรอ “นายกรัฐมนตรี” และ “คณะรัฐมนตรี” ชุดใหม่ ซึ่ง ณ วันที่คอลัมน์ออกมาให้อ่านกันนี้ น่าจะเห็นหน้าเห็นตาชัดเจนขึ้นกว่าช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งในภาคเศรษฐกิจแน่นอนว่าอยากให้การเมืองมีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด

    ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของเอกชนล่าสุด “ความเสี่ยงจากการเมืองที่ระส่ำระสาย” ในขณะนี้ ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งชั่วคราว แซงหน้าความกังวลจากค่าครองชีพสูง และภาษีทรัมป์ ซึ่งเป็นความกังวลแรกๆในช่วงที่ผ่านมา

    ที่สำคัญคือ วันนี้ “การเมืองไทย” ยังออกได้หลายหน้า จากอิทธิพลของทั้งการเมืองตามระบบ การเมืองนอกระบบ และการเมืองบนถนน และ “ความไม่แน่นอน” ถือเป็นศัตรูตัวสำคัญของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

    และหากถามถึงโจทย์ใหญ่ที่ “รัฐบาลใหม่” จะต้องเข้ามาสานต่อเพื่อประคองเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่ให้ดิ่งเหว โดยเฉพาะ “ในครึ่งหลังของปี 68” นี้ ซึ่งทุกสำนักประเมินว่าเป็น “จุดอันตราย” ของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณชัดว่า 2 เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอลงแรง ทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีการคาดการณ์กันว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปีนี้จะต่ำกว่าปี 67 ที่ผ่านมา

    นอกจากนั้น คนอาจจะนึกว่าเมื่อเราได้อัตราภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯที่ 19% แล้ว ทุกอย่างจะจบ แต่ความจริงข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นเพียง “การเห็นชอบร่วมกันในหลักการ” ที่จะต้องเจรจาเจาะลึกในรายละเอียดประเด็นที่สหรัฐฯเรียกร้องจากไทย และประเด็นที่ไทยเสนอกลับไปให้สหรัฐฯ เพื่อจัดทำ “ความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ” หรือ Agreement on Reciprocal

    และหลังจากการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ ที่คาดว่าจะเสร็จในต้นเดือน ก.ย.นี้ เรายังต้องไปสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา และหากรัฐบาลไทยไม่พร้อมเจรจา ก็อาจจะทำให้เงื่อนไขการเก็บภาษี 19% เปลี่ยนแปลงไปได้ และจะกระทบการส่งออก การนำเข้า และภาคการผลิตของไทยเพิ่มมากขึ้น

    อีกจุดที่สำคัญคือ ปัญหาค่าครองชีพของคนไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่กำลัง “เครียดกับเงินในกระเป๋า” ที่รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ขณะที่หนี้สินที่สะสมเพิ่มขึ้นในช่วงโควิด ที่เคยหวังว่าจะดีขึ้นหลังโควิดผ่านไปกลับแย่ลง เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นช้ากว่าที่คิด ทำให้กำลังซื้อคนไทยถดถอยลง เมื่อรวมกับความไม่เชื่อมั่นในแง่การเงิน และการงานในอนาคต คนไทยจึงต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจากรัฐบาล หลังผิดหวังจากโครงการแจกเงินหมื่น

    ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจจะสัมพันธ์กับงบประมาณรายจ่ายปี 69 ที่เหลืออีก 1 เดือน จะต้องเริ่มใช้แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาเริ่มใช้งบใหม่ได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะต้องรอการแถลงนโยบายก่อน

    และท้ายที่สุด การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะสำเร็จหรือไม่ ก่อนอื่นต้องรอดูว่าการคัดเลือก “คนที่จะนั่งกระทรวงเศรษฐกิจ” มีความรู้ความสามารถเพียงพอไหม ก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ต้องลุ้นกัน.

    มิสเตอร์พี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-rD43U7RVfy-yWMQ786hA

  • พันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ จะกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่ ในการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงของจีน – BBC News ไทย

    พันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ จะกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่ ในการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงของจีน – BBC News ไทย

    พันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ จะกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่ ในการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงของจีนที่รัสเซีย-เกาหลีเหนือ เข้าร่วม

    An image of a matryoshka doll with a portrait of Chinese President Xi Jinping against the background of a photo of Russian President Vladimir Putin in a souvenir shop on a street in central Moscow

    ที่มาของภาพ, EPA

      • Author, อเล็กเซย์ คาลมีคอฟ
      • Role, บีบีซี นิวส์ รัสเซีย

    หนึ่งเดือนอาจดูเหมือนช่วงเวลาที่ยาวนานในเวทีการเมืองโลก

    ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนประเทศจีนอีกครั้งในช่วงเดือนนี้ ทว่าการเยือนครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำรัสเซียไม่ได้เดินทางในฐานะผู้พึ่งพาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางสถานะที่เขาถูกกดดันด้วยมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครน

    ทว่าการเดินทางไปจีนครั้งนี้ เป็นการเดินทางเยือนพันธมิตรคนหลักโดยที่ปูตินมีสถานะเป็นผู้นำโลกที่สามารถเจรจาในระดับเท่าเทียมกับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารสูงสุดของโลก และเป็นคู่แข่งสำคัญของจีนในเวทีระหว่างประเทศ

    การเยือนจีนครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะทางการทูตของปูติน หลังจากเขาเดินทางกลับจากรัฐอะแลสกาในสหรัฐฯ โดยมีอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินสหรัฐฯ โดยปูตินสามารถโน้มน้าวให้ทรัมป์ยกเลิกข้อเรียกร้องที่ไม่ให้รัสเซียโจมตียูเครน ทั้งยังสามารถโน้มน้าวให้ผู้นำสหรัฐฯ ยุติการข่มขู่ที่จะออกมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อรัสเซีย

    รัฐบาลจีนเตรียมต้อนรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน อย่างอบอุ่นในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำประเทศในภูมิภาคอีกว่า 10 คนจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (The Shanghai Cooperation Organisation – SCO) ที่เมืองเทียนจิน ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • การประชุม สส. พรรคประชาชนเพื่อตัดสินใจกรณีโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ เกิดขึ้นที่อาคารอนาคตใหม่ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ของวันที่ 1 ก.ย.

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ผู้นำหลายประเทศเข้าร่วมประชุมสุดยอด SCO ที่จีน ซึ่งรวมไปถึงนายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นที่รู้จักถึงวาทะวิพากษ์วิจารณ์ชาติตะวันตกอย่างรุนแรง และนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งความสัมพันธ์กับทั้งจีนและสหรัฐฯ ที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างซับซ้อน

    เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

    ในวันพุธ (3 ก.ย.) ที่กรุงปักกิ่ง รัฐบาลจีนจะจัดขบวนพาเหรดเพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำหลายประเทศจะเข้าร่วมขบวนพาเหรดดังกล่าวเพื่อเฉลิมฉลอง “ชัยชนะของประชาชนจีนในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และชัยชนะในสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ของโลก”

    เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในจีนสัปดาห์นี้สะท้อนถึงการรวมตัวของพันธมิตรฝ่ายต่อต้านสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งขึ้นหรือไม่

    กลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน (Russia-India-China – RIC) เคยมีบทบาทในการถ่วงดุลอิทธิพลของชาติตะวันตกในเวทีโลก ก่อนที่จะเงียบหายไปจากเวทีระหว่างประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศกลุ่มนี้อาจกลับมามีบทบาทอีกครั้งหรือไม่ ท่ามกลางสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ทรัมป์ไม่สามารถทำให้ปูตินและสี จิ้นผิง แตกคอกันได้

    ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าการเยือนจีนที่ยาวนานผิดปกติของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณถึงชาติตะวันตกว่า “มิตรภาพไร้ขอบเขต” ระหว่างรัสเซียกับจีนยังคงแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดจนทำให้เห็นว่าความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะสร้างความแตกแยกระหว่างรัสเซียกับจีนไม่มีทางประสบความสำเร็จ

    ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ด้วยว่า แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยอมสละยูเครนให้กับรัสเซียและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร รัสเซียก็จะไม่หันหลังให้กับจีน

    นักวิเคราะห์ชี้ให้เปรียบเทียบกับกรณีที่เฮนรี คิสซินเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่สามารถดึงจีนออกจากอิทธิพลของสหภาพโซเวียตได้ในช่วงทศวรรษ 1970 แต่ในขณะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งกับมอสโกตึงเครียดอยู่แล้ว ซึ่งต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้ว

    “ยิ่งรัฐบาลทรัมป์เพิ่มแรงกดดันทางการค้าต่อจีนเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้แกนความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับจีนแข็งแกร่งขึ้น เรายังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากความพยายามที่จะลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และการดำเนินยุทธศาสตร์แบบ ‘การสวนทางกับนโยบายของคิสซินเจอร์ (reverse Kissinger)’ แต่อย่างใด” ปิแอร์ อ็องดรีเยอ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์จีน-รัสเซียจากสถาบันนโยบายเอเชีย (Asia Society Policy Institute) และอดีตนักการทูตฝรั่งเศสประจำรัสเซีย ทาจิกิสถาน และมอลโดวา กล่าว

    “หากยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ คือการสร้างความแตกแยกระหว่างมอสโกกับปักกิ่งด้วยการยุติสงครามในยูเครนและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียบางส่วนแล้ว วอชิงตันกำลังประเมินความลึกซึ้งและความซับซ้อนของความร่วมมือครั้งนี้ต่ำเกินไป” ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ที่ไม่ระบุชื่อ เขียนไว้ในบทความของศูนย์วิเคราะห์นโยบายยุโรป (Center for European Policy Analysis)

    Chinese President Xi Jinping holding a plate and Russian President Vladimir Putin wearing an apron toast each other with small glasses

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากสายสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ

    จีนกลายเป็นผู้ซื้อทรัพยากรพลังงานหลักจากรัสเซียหลังจากที่บริษัทตะวันตกถอนตัวออกจากตลาด และยังส่งออกรถยนต์และสินค้าหลากหลายประเภทให้รัสเซียอย่างต่อเนื่อง ซ้ำแล้วการรุกรานยูเครนกลับยิ่งส่งผลให้สายสัมพันธ์ทางอุดมการณ์ระหว่างรัสเซียกับจีนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    อ็องดรีเยออธิบายว่า “รัสเซียและจีนต่อต้านลัทธิเสรีนิยมแบบตะวันตก ท้าทาย ‘อำนาจนำ’ ของสหรัฐอเมริกา ทั้งสองเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศมีความสอดคล้องกันอย่างชัดเจน”

    เขายังเขียนไว้อีกด้วยว่า “ในเชิงเศรษฐกิจ รัสเซียและจีนสามารถเสริมบทบาทกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัสเซียเป็นมหาอำนาจด้านวัตถุดิบ ขณะที่จีนเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี”

    ทว่าอ็องดรีเยอเชื่อว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ

    ปูติน และสี จิ้นผิง มีหลายสิ่งที่คล้ายกัน ทั้งสองมีอายุเท่ากันคือ 72 ปี ทั้งคู่เติบโตภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ยุคโซเวียตและครองอำนาจมาเป็นเวลานาน ผู้นำทั้งสองสร้างโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ และไม่ปรากฏว่าเปิดพื้นที่ให้กับความเห็นต่าง

    ก่อนการรุกรานยูเครนในปี 2022 เพียงไม่นานนัก ปูตินได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับสี จิ้นผิง แถลงการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำ “มิตรภาพไร้ขอบเขต และความร่วมมือที่ไม่มีข้อจำกัด” ระหว่างสองประเทศ สี จิ้นผิง เรียกปูตินว่า “เพื่อนที่รัก” และพบกับเขารวมแล้วกว่า 40 ครั้ง มากกว่าผู้นำของประเทศอื่น ๆ

    กระนั้นแล้ว การเยือนในครั้งนี้มีความพิเศษกว่าครั้งก่อน

    แพทริเซีย คิม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของจีนและความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จากสถาบันบรูกกิงส์ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่าจีนเองก็ได้รับประโยชน์จากการรักษาปูตินไว้ใน “สายบังคับบัญชาระยะสั้น” เพื่อป้องกันไม่ให้เขาหันกลับไปหาตะวันตกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จีนไม่ต้องการให้รัสเซียแข็งแกร่งเกินไปเช่นกัน

    “ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับปักกิ่ง คือการที่รัสเซียแข็งแกร่งพอจะเผชิญหน้ากับตะวันตก แต่ยังอ่อนแอพอที่จะอยู่ในวงโคจรของจีน”

    ด้านอ็องดรีเยอแสดงทัศนะว่า “รัสเซียเป็นพันธมิตรที่จีนใช้ประโยชน์ในหลายมิติ กล่าวคือ รัสเซียช่วยให้สี จิ้นผิง รักษาเสถียรภาพทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคเอเชียกลาง ขณะเดียวกันก็ช่วยให้จีนสามารถระดมการสนับสนุนจากประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) และส่งเสริมทางเลือกใหม่ให้กับการจัดระเบียบโลกแบบตะวันตก”

    นเรนทรา โมดี ร่วมด้วย

    China's Premier Li Qiang talks with India's Prime Minister Narendra Modi during a plenary session of the Brics summit in Rio de Janeiro, Brazil, on July 7, 2025

    ที่มาของภาพ, Pablo Porciuncula/AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี (ในภาพขณะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ที่บราซิลเมื่อ ก.ค. ที่ผ่านมา) ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนในการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศอย่างจีนและรัสเซีย

    อินเดีย ซึ่งเป็นสมาชิกประเทศที่สามของกลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน หรือ RIC อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความหวังในการฟื้นฟูความร่วมมือของกลุ่มต้องสะดุด เนื่องจากความสัมพันธ์ของอินเดียกับจีนและสหรัฐฯ ยังคงไม่แน่นอน

    สี จิ้นผิง และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้พบกันนอกรอบระหว่างการประชุมสุดยอด SCO ที่เมืองเทียนจินระหว่างการเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 7 ปีของผู้นำอินเดีย การพบกันของผู้นำทั้งสองมีความหมายอย่างยิ่งเนื่องจากจีนและอินเดียแทบไม่ได้พูดคุยกันเลยนับตั้งแต่เหตุปะทะบริเวณพรมแดนในหุบเขากัลวานเมื่อปี 2020

    อย่างไรก็ตาม เมฆหมอกทางเศรษฐกิจที่ปกคลุมอินเดียในขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภาคพื้นอย่างเห็นได้ชัด หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียอย่างหนักเป็นมาตรการลงโทษที่รัฐบาลเดลียังคงซื้อพลังงานจากรัสเซีย ซึ่งดูคล้ายว่าสถานการณ์นี้จะผลักดันให้อดีตคู่ขัดแย้งอย่างจีนและอินเดียใกล้ชิดกันมากขึ้น

    สี จิ้นผิง บอกกับโมดีว่า จีนและอินเดียควรเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง ขณะที่โมดีตอบว่า ขณะนี้มี “บรรยากาศแห่งสันติภาพและเสถียรภาพ” ระหว่างทั้งสองประเทศ

    ทั้งจีนและอินเดียไม่เพียงแต่เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่ยังเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

    โมดีประกาศว่า เที่ยวบินระหว่างอินเดียกับจีนที่ถูกระงับตั้งแต่เกิดข้อพิพาทบริเวณชายแดนเมื่อกว่า 5 ปีก่อน จะกลับมาให้บริการอีกครั้ง แม้ยังไม่มีการระบุกรอบเวลา

    ส่วนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่า “ทั้งสองฝ่ายควรเข้าหากันและจัดการความสัมพันธ์ของเราด้วยมุมมองแบบยุทธศาสตร์และมองไปสู่ระยะยาว” พร้อมบอกว่า “การเป็นมิตรต่อกันคือทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับทั้งสองฝ่าย”

    ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรต่ออนาคตของพันธมิตรระหว่างประเทศเหล่านี้

    นักวิเคราะห์ระบุว่า หากกลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน (RIC) สามารถฟื้นฟูความร่วมมือได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่รัสเซียและจีนวาดหวังจะได้เห็น ย่อมจะหมายถึงการรวมประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกไว้ด้วยกัน และอาจกลายเป็นพลังถ่วงดุลอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ โดยกลุ่มประเทศ RIC อาจมีบทบาทเทียบเคียงกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2006 โดยมีบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เป็นสมาชิก

    อย่างไรก็ตาม อินเดียต้องดำเนินยุทธศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าอินเดียจะเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการขึ้นภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาที่ลึกซึ้งเรื่องความไว้วางใจต่อจีน

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อินเดียต้องการรักษานโยบายต่างประเทศที่มีความเป็นอิสระและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับเหตุปะทะบริเวณชายแดนกับจีนที่มีผู้เสียชีวิตยังคงสดใหม่ในสังคมอินเดีย ทั้งยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีนกับปากีสถาน ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่าในภูมิภาค

    นอกจากนั้น อินเดียยังต้องพิจารณาว่าจะย้อนกลับความสัมพันธ์ทางการทูตแบบซับซ้อนซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษหรือไม่ ความสัมพันธ์เช่นนี้เคยนำพาอินเดียเข้าใกล้สหรัฐฯ ในหลายด้าน หากอินเดียตัดสินใจเข้าร่วมพันธมิตรต่อต้านวอชิงตันอย่างเต็มตัว อาจต้องแลกด้วยต้นทุนทางยุทธศาสตร์ที่สูงเป็นอย่างยิ่ง

    A picture of Kim Jong Un and Vladimir Putin driving together in a car and smiling in Pyongyang last June with Putin's hands on the steering wheel

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, การแสดงออกถึงมิตรภาพในที่สาธารณะระหว่างคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นเครื่องเตือนใจถึงมิตรภาพที่ส่งสัญญาณอย่างทรงพลังในเวทีระหว่างประเทศ

    ในแง่เวทีการเมืองระหว่างประเทศ ภาพที่ปรากฏในสัปดาห์นี้เป็นสิ่งที่ยากจะมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

    ปูตินของรัสเซีย และคิมจะอยู่ในกลุ่มผู้นำประเทศอีก 26 คน ที่คาดว่าจะเข้าร่วมขบวนพาเหรดทางทหารที่กรุงปักกิ่ง อีกทั้งประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ก็จะเข้าร่วมในงานนี้เช่นกัน

    รัฐบาลจีนจะจัดงานขบวนพาเหรดทางทหารอย่างพิถีพิถันที่จตุรัสเทียนอันเหมินอันเก่าแก่ โดยมีทหารหลายหมื่นนายเดินสวนสนามผ่านจตุรัส พร้อมด้วยกองกำลังจาก 45 หน่วยกองทัพจีนรวมทั้งทหารผ่านศึก

    นีล โธมัส ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสถาบันนโยบายเอเชีย (Asia Society Policy Institute) ระบุว่า “จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ มารวมกันเพื่อชมขบวนพาเหรดทางทหารสวนสนามที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 3 ก.ย.”

    เขาตั้งคำถามว่า “การรวมตัวครั้งนี้จะถือเป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรกของ ‘แกนเผด็จการ (‘axis of autocracies)’ หรือไม่”

    อย่างไรก็ดี โธมัสเชื่อว่าการรวมกลุ่มของผู้นำประเทศเหล่านี้ไม่น่าจะยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากแต่ละประเทศมีเป้าหมายที่แตกต่างกันและยังคงไม่ไว้วางใจกัน

    เขาสรุปว่า “แต่การปรากฏตัวของปูติน เปเซชเคียน และคิม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจีนในฐานะมหาอำนาจเผด็จการชั้นนำของโลก”

    ดังนั้น เหตุการณ์ที่จีนในสัปดาห์นี้อาจไม่ใช่การแสดงพลังของพันธมิตรอย่างองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO), กลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน (RIC) หรือกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ในการถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐฯ โดยตรง หากแต่เป็นการตอกย้ำตำแหน่งของจีนในฐานะศูนย์กลางของพันธมิตรเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้

    รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี โกลบอล เจอร์นอลิสม์ (BBC Global Journalism) และบีบีซีนิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c78m2kd0554o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Namix86MbvvBapTBn7i0S