Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    การเมืองไทยถึงจุดเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง หลัง “แพทองธาร ชินวัตร”ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) กลายเป็นรัฐมนตรีรักษาการ เส้นทางการเมือง ณ เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่มีหลายฉากทัศน์ที่ผู้คนจับตา เช่น การจับขั้วการเมืองเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อไปสู่การฟอร์ม ครม.ชุดใหม่ ขึ้นมาบริหารประเทศต่อไปอีกเกือบ 2 ปีนับจากนี้ และอีกทางหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสหนาหูคือ “การยุบสภา” เพื่อนำสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะออกทางใด จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลากหลายมิติ

     ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซียไซรัส จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองแต่เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ 2.0% ตามที่สภาพัฒน์ประเมิน เพราะการยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ จะทำให้กำลังซื้อหรือการใช้จ่ายครัวเรือนจะกลับมา การลงทุนภาครัฐส่วนใหญ่ 90% เป็นงบผูกพันอยู่แล้ว ซึ่งการเลือกตั้งใหม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม การมีรัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน(กรณีรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนรัฐบาลใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน) มีโอกาสยืดเยื้อได้อีก 1 เดือนหรือ 3 เดือน ทำได้ทางเทคนิค แต่เสี่ยงชนขั้นตอนการจัดทำงบประมาณและการเลือกตั้ง รัฐบาลจะต้องอยู่ในโหมด “รักษาการ” เร็วขึ้น และต้องพึ่งงบฯปีเก่าไปพลางก่อน โครงการใหม่หยุด ชะลอเบิกจ่ายลงทุนบางส่วน

    เชียร์ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่

    เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชั่วคราวและเป้าหมายสูงสุดนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ในภาพรวมคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย ได้รัฐบาลที่ดีมาแก้ปัญหาเรื่องใหญ่ ๆ อย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.เรื่องคนสำคัญมาก ควรเป็น “รัฐบาลแห่งความเชื่อมั่น” คือเลือกแต่คนมีความสามารถ เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์ทำงานจริง มาจากภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ แต่ต้องเป็นที่ยอมรับและเป็นกลาง ไม่ใช่การแบ่งเก้าอี้ทางการเมือง

    2.ต้องการเห็นทีมเศรษฐกิจ มืออาชีพเพิ่มเติม ที่คัดจากความสามารถ มาแก้ปัญหาตรงจุด ปฏิรูปภาษีให้เป็นธรรม เช่น ภาษีลาภลอย ภาษีชาวต่างชาติที่ซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ ปรับการศึกษาให้ตรงกับงานในอนาคต ดึงนักลงทุนต่างชาติ และพัฒนาระบบโลจิสติกส์กับดิจิทัลของประเทศ

    ทั้งนี้หากยุบสภาไม่ได้และต้องมีรัฐบาลชั่วคราวมองว่า เวลา 4 เดือนน่าจะพอแล้วถ้าทำงานจริง เน้นแค่ 3 งานหลัก คือ รักษาเศรษฐกิจให้มั่นคงในระยะสั้น แก้กฎหมายเลือกตั้งให้ดีขึ้น และอย่าไปสร้างโครงการใหญ่ๆ ที่จะไปผูกมัดรัฐบาลหน้า

    3.นโยบายเร่งด่วนที่ควรทำทันที แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาให้ชัดเจน ทั้งเจรจาและจัดการแนวชายแดน รวมถึงการแก้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือต้องสื่อสารกับประชาชนและนักลงทุนให้ชัดเจน โปร่งใส จะได้กลับมามั่นใจเร็วๆ

    หนุนสู่โหมดเลือกตั้ง

    สอดคล้องกับนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนว่าควรเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นของประชาชนผ่านการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ โดยต้องแก้ไขปัญหาใหญ่ทางการเมืองเรื่องฮั้ว สว. ให้ชัดเจนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ทางการเมืองในอนาคตและการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่กติกาการเลือกตั้งใหม่ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ควรปรับเขตการเลือกตั้งให้ขนาดใหญ่ขึ้น เช่น เป็นกลุ่มจังหวัด เพื่อป้องกันการซื้อเสียง

    นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO กลุ่มบริษัท efrastructure Group ผู้บุกเบิกวงการอีคอมเมิร์ซ และนักลงทุนธุรกิจ Startup กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะมีมีอายุการทำงาน 3-4 เดือน แล้วยุบสภา โดยการเมืองและเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ในช่วงสุญญากาศ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ในฐานะภาคธุรกิจเอกชน มองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องกัดฟันรอรัฐบาลใหม่ ใน 3-4 เดือนข้างหน้า

    ห่วงกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวปลายปี

    นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า ประเด็นการเมืองในกรณีที่อาจมีการยุบสภานั้น ยอมรับว่าความเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนข้างหน้าที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ฤดูกาลไฮซีซัน หากเกิดสุญญากาศทางการเมืองและต้องมีรัฐบาลรักษาการ อาจทำให้การสื่อสารกับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวขาดความชัดเจน ส่งผลกระทบต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคกลางคืนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

    “ถ้าธันวาคมนี้ภาคอุตสาหกรรมยังไม่เห็นความชัดเจน วิธีการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวยังไม่เป็นรูปธรรม ก็จะทำให้การทำงานลำบากขึ้น ทั้งที่เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ” นายกวีกล่าว

    จีดีพีไทยโตได้แค่ 1.8%

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า หากมีรัฐบาลเฉพาะกาลหรือรัฐบาลชั่วคราวบริหารประเทศ 4 เดือนก่อนยุบสภา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคภูมิใจไทย เศรษฐกิจไทยปีนี้จะช้ำพอๆ กัน เพราะช่วงเวลาที่เหลือก่อนยุบนักการเมืองไม่มีจิตใจที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะมุ่งเตรียมความพร้อมเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพื่อชิงความได้เปรียบเป็นหลัก

     “ภายใต้ฉากทัศน์รัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือนคาดจะส่งผลกระทบทำให้จีดีพีไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.2-1.8% โดยจีดีพีในไตรมาสที่ 4 จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการบริโภค การส่งออก และการลงทุน ชะลอตัว”

    4 เดือนไม่พอกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ และกรอบกติกาที่มีอยู่ ทั้งนี้ประเทศไทยถืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ ซึ่งเป็นความท้าทายมาก ท่ามกลางหลากหลายปัญหาที่รัฐบาลต้องเข้ามาบริหารจัดการ เช่น การเจรจาในรายละเอียดการเปิดตลาดสินค้ากับสหรัฐ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา การจัดการอุทกภัยและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การช่วยเหลือ SMEs รวมถึงการประสานการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลชุดใหม่ ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน มองว่าเป็นระยะเวลาสั้นเกินไป ทำอะไรไม่ได้มาก โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่อาจทำได้คือมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การอัดฉีดเงินหรือกระตุ้นการท่องเที่ยว ดังนั้นการมีรัฐบาลที่อยู่ต่อในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง

    เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    จี้รัฐบาลใหม่ฟื้นเชื่อมั่น-คุมต้นทุนการผลิต

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควบคุมต้นทุนการผลิต และบริหารประเทศอย่างโปร่งใสเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ มีวิสัยทัศน์ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ของพรรคหรือกลุ่มใด โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณต้องตรงเป้าหมายและโปร่งใส

    นอกจากนี้ สรท.เสนอให้รัฐบาลควบคุมต้นทุนสำคัญ เช่น ค่าแรง พลังงาน ค่าไฟ และอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และที่สำคัญรัฐบาลต้องส่งสัญญาณชัดเจนถึงการไม่ยอมรับการทุจริต เพื่อหยุดต้นทุนแฝงในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

    เร่งอัดฉีด 1 แสนล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แรงกดดันจากนโยบายสหรัฐฯ และการแข่งขันกับมหาอำนาจ ซึ่งต้องอาศัยทีมเศรษฐกิจที่มีความสามารถ ไม่ใช่มือใหม่

    ทั้งนี้ภายใน 4 เดือน รัฐบาลต้องมีมาตรการชัดเจน โดยเฉพาะการอัดฉีดงบประมาณ 1 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงการเติบโตที่ต่ำกว่า 1% และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งเกินไป อีกประเด็นสำคัญคือการดูแลผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าภายในประเทศ (เมดอินไทยแลนด์) อย่างน้อย 40% ของงบประมาณ รวมถึงการอัดฉีดงบเพิ่มเติม 4-8 แสนล้านบาทผ่าน ธ.ก.ส. เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน

    นอกจากนี้ยังเสนอให้เร่งใช้งบสนับสนุนกระทรวงท่องเที่ยวฯ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าให้เห็นผลใน 4 เดือน พร้อมเน้นบทบาทของ EEC ที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลในภูมิภาค

    รัฐบาลใหม่ต้องมืออาชีพกล้าปฏิรูป

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากยุบสภาในช่วงนี้และรัฐบาลรักษาการไปอีกประมาณ 2 เดือน อาจกระทบการใช้งบประมาณปี 2569 และการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวทีสำคัญอย่าง APEC 2025 ซึ่งต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการดำเนินนโยบายและดึงการลงทุนจากต่างชาติในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    อย่างไรก็ตาม หากเดินหน้าตั้งนายกฯ และรัฐบาลใหม่ได้ทัน ควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและนักลงทุน พร้อมเร่งรัดการบริหารงบประมาณให้โปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล และใช้ทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์จริง ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะสั้น กลาง และยาว ที่ตอบโจทย์ภาวะโลกและเป็นที่ยอมรับในเวทีสากล

    เชียร์ยุบสภาได้รัฐบาลใหม่เร็ว

    ด้านนายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า กรณียุบสภาเลย อาจเป็นทางออกที่ดีที่จะได้รัฐบาลใหม่เร็วขึ้น และสามารถวางแผนระยะยะยาวได้ ทั้งนี้รัฐบาลใหม่ควรตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่มีคนเก่งคนดีในกระทรวงสำคัญ พร้อมวางระบบ Dashboard และทีมที่ปรึกษาหลายเจเนอเรชัน

    “ระยะเวลาที่เหมาะสมของรัฐบาลควรจะอยูที่ 6-12 เดือนก่อนยุบสภา เพื่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ หากมีอายุ 4 เดือนอาจจะเกิดปัญหารัฐบาลและข้าราชการเกียร์ว่าง เสียเวลาประเทศ”

    ขณะที่นโยบายเร่งด่วน 7 ข้อที่ควรผลักดันทันที ได้แก่

    1.แก้วิกฤตความขัดแย้งไทย-กัมพูชาให้เร็ว ผ่านทุกช่องทาง

    2.แก้ปัญหาเศรษฐกิจตั้งแต่รากหญ้าถึงองค์กรใหญ่ ด้วยกองทุนเฉพาะด้าน

    3.ทบทวนการใช้งบประมาณ 157,000 ล้านบาท ให้คุ้มค่าสูงสุด

    4.ปราบคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดโดยเปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

    5.ดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เมืองรอง พร้อมพัฒนาผู้ประกอบการ

    6.ส่งเสริมเศรษฐกิจยั่งยืน ดิจิทัล และสุขภาพ เพื่อแข่งในเวทีโลก

    และ 7.วางแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/637772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22gmD-RR8hId6p2Hj2vDHt

  • “แนะnow” ซีซั่น 3 อนาคตสดใส” พาเด็กไทยค้นจุดแข็ง วางแผนอนาคตไม่หลงทาง

    “แนะnow” ซีซั่น 3 อนาคตสดใส” พาเด็กไทยค้นจุดแข็ง วางแผนอนาคตไม่หลงทาง

    วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.05 น.

    Tag :

     แนะnow มัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์แนะแนวเยาวชน โดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ บริษัท ทูแฮนส์ จำกัด ผนึกสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าสู่ปีที่ 3 กับ “แนะnow อนาคตสดใส” พัฒนาเครื่องมือแบบวัดใหม่ “แบบวัดแนะนาว” ที่มุ่งหวังให้เยาวชนได้รู้จักตนเองง่าย ๆ ผ่านข้อคำถามสถานการณ์ใกล้ตัวแบ่งเป็น 4 บ้านพรสวรรค์ ด้วยการผสมผสานเครื่องมือช่วยค้นหาจุดแข็ง Clifton StrengthsFinder ของแกลลัพ ประเทศไทย กับแบบวัดบุคลิกภาพ เพื่อค้นหาแนวทางอาชีพที่เหมาะสม ของ Holland Codes (RIASEC) ฉบับภาษาไทย พร้อมต่อยอดกิจกรรมร่วมโครงการ “Fine my Future ตามหาอนาคตที่ดี ไม่มีพื้นที่จำกัด” ลงพื้นที่แนะแนวเชิงลึกทั่วประเทศ ดึง “ครูพี่บิม–รุสนันท์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม” พิธีกรรายการแนะnow และเป็นโค้ชจุดแข็ง Gallup Certified กลับมาเป็นผู้นำการแนะแนวอีกครั้งในภารกิจพาเด็กไทยวางแผนอนาคตได้อย่างไม่หลงทาง

    นางสาวกรกมล จึงสำราญ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนานโยบายด้านการมีส่วนร่วมและการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา สำนักมาตรฐานการศึกษา และพัฒนาการเรียนรู้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้หลากหลายรูปแบบและวิธีการ แต่ในความเป็นจริง หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กจำนวนไม่น้อยกลับไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลายคนเลือกออกไปประกอบอาชีพ หรือหยุดเรียนโดยไม่มีแผนรองรับ หรือแม้กระทั่งเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ในอนาคตทำงานในสิ่งที่ไม่ใช่ แล้วต้องมาเริ่มใหม่ในเวลาที่อาจจะสายเกินไป หรือสิ่งที่เรียนไม่สัมพันธ์กับ Lifestyle ของตัวเอง ซึ่งปัญหาสำคัญหนึ่งที่เด็กไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญคือ – การไม่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่รู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งหรือศักยภาพด้านใด จนนำไปสู่การขาดความมั่นใจในการวางแผนอนาคต

     จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้หลายหน่วยงานในแวดวงการศึกษา ได้เริ่มให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เด็กได้ ‘รู้จักตัวเอง’ เพื่อสร้างพื้นฐานที่มั่นคงในการวางแผนการเรียนและเส้นทางอาชีพ โดยในปีนี้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ บริษัท ทูแฮนส์ จำกัด ผู้ผลิตมัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์ แนะnow ผนึกกำลังสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สถานี ThaiPBS- ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก ต่อยอดโครงการ แนะnow ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมขยายขอบเขตการดำเนินงานควบคู่กับโครงการ “Pilot Project: Fine my Future – ตามหาอนาคตที่ดี ไม่มีพื้นที่จำกัด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มแนะแนว (Coaching) ของประเทศ ที่มุ่งวางรากฐานสำคัญด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว

    ด้าน นางสาวรุสนันท์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม หรือ “ครูพี่บิม” พิธีกรรายการ แนะnow และ Gallup Certified Strengths Coach หนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาโครงการ กล่าวว่า โครงการ แนะnow เริ่มต้นขึ้นจากการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจตัวเอง วิเคราะห์พรสวรรค์และศักยภาพของตน และใช้ข้อมูลนั้นวางแผนเส้นทางการเรียนต่อ หรืออาชีพในอนาคตได้อย่างเหมาะสม โดยในปีที่ 1 และ 2 โครงการฯ ใช้เครื่องมือ Clifton StrengthsFinder ที่แม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการเข้าถึง ทำให้ในปีที่ 3 แนะnow ได้พัฒนาแบบวัดขึ้นมาใหม่ โดยนำเครื่องมือทั้ง 2 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล มาให้เยาวชนไทยใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งพัฒนาเป็นสื่อออนไลน์ภาษาไทยเพื่อให้เข้าถึงเยาวชนได้ในวงกว้างขึ้น

    โครงการ แนะnow ปีที่ 3 Inclusion Series ได้นำเครื่องมือช่วยค้นหาจุดแข็ง Clifton StrengthsFinder ที่แบ่งกลุ่มพรสวรรค์ ออกเป็น 4 ธีม ได้แก่ Strategic Thinking (การคิดเชิงกลยุทธ์) Relationship Building (การสร้างความสัมพันธ์) Influencing (การโน้มน้าว) และ Executing (การปฏิบัติการ) ผสมผสานกับแบบวัดบุคลิกภาพ เพื่อค้นหาแนวทางอาชีพที่เหมาะสม ของ Holland Codes (RIASEC) ที่ใช้แบ่งลักษณะให้เด็กเข้าใจตัวเองออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ Realistic – คนลงมือทำจริง, Investigative – นักคิด, Artistic – นักสร้างสรรค์, Social – ผู้ช่วยเหลือ, Enterprising – นักโน้มน้าว และ Conventional – นักจัดการ ซึ่งแบบวัดนี้ จะช่วยให้เด็กมองเห็นภาพรวมของบุคลิกและความถนัดของตนเองได้อย่างชัดเจน อีกทั้งนอกจากพัฒนาสื่อรูปแบบออนไลน์แล้ว แนะnow ยังมีการผลิตสื่อโทรทัศน์และคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ เพื่อขยายผลและสร้างความเข้าใจในแนวโน้มอาชีพแห่งอนาคตให้มากยิ่งขึ้น

    ในปี 2568 นี้ โครงการ แนะnow ยังได้ร่วมมือกับสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มพัฒนานโยบายด้านการมีส่วนร่วมและการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อดำเนินโครงการ Fine my Future ในโรงเรียนพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครฯ ปริมณฑล และพื้นที่นำร่องในจังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี กาญจนบุรี และขอนแก่น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้เกี่ยวกับโลกการทำงาน อาชีพ และชีวิตในยุคใหม่ให้แก่เยาวชนไทยทุกภูมิภาค

    “การเดินหน้าของแนะnow ในปีนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การผลิตสื่อเพื่อการแนะแนวเท่านั้น แต่ยังมุ่งขยายบทบาทไปสู่พื้นที่จริง ผ่านกิจกรรมและเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กสามารถค้นหาตัวเอง และวางแผนเส้นทางชีวิตได้อย่างมั่นใจ เพราะในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและอาชีพที่หลากหลาย ความสำเร็จของเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรียนสายอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีข้อมูลและความเข้าใจมากพอ ที่จะ ‘เลือก’ เส้นทางของตัวเองได้หรือไม่

    “แนะnow เชื่อว่า หากเด็กคนหนึ่งค้นพบจุดแข็งของตัวเองอย่างชัดเจน และได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม โครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เขาเดินไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นคง โดยไม่หลงทาง” นางสาวรุสนันท์ หรือ “ครูพี่บิม” กล่าวทิ้งท้าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/911433&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WMR0QJggAqnvp2Zuca4_u

  • รมว.ศธ. “นฤมล” สั่งเร่งฟื้นฟูโรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม น้ำท่วมหนัก ย้ำ เด็กจะต้องได้กลับมาเรียนเร็วที่สุด – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. “นฤมล” สั่งเร่งฟื้นฟูโรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม น้ำท่วมหนัก ย้ำ เด็กจะต้องได้กลับมาเรียนเร็วที่สุด – กระทรวงศึกษาธิการ

    1 กันยายน 2568 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้รับการประสานจากนายปกรณ์ จีนาคำ ส.ส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม ถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ ส่งผลให้โรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ถูกน้ำท่วมฉับพลัน เส้นทางเข้าออกถูกตัดขาด ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต่างประสบความลำบาก ขณะเดียวกันอุปกรณ์การเรียนการสอนภายในโรงเรียนก็ได้รับความเสียหายจำนวนมาก

    รมว.ศธ. กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมจัดทีมจากศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) เข้าไปตรวจสอบระบบไฟฟ้า ซ่อมแซมอุปกรณ์การเรียน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว

    “กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งฟื้นฟูโรงเรียนให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด เพื่อให้เด็ก ๆ กลับมาเรียนหนังสือได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะเร่งสรุปและประเมินความเสียหายทั้งหมดเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเยียวยาต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

    พบพร ผดุงพล / กราฟิก
    ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ. / ภาพ , ข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/baannampiangdin/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eBm4mNwqGBMRWVRZl5BwD

  • อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    Home / PR NEWS / อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    อาจารย์คฑา

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดทริปพิเศษ 3 วัน 2 คืน ยกระดับจิตเพิ่มพลังใจ ให้พลังชีวิตและชุมชน โดย อาจารย์คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์ เที่ยวไทยรับพลังบวก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รับหน้าที่ พาพันธมิตร สื่อมวลชน และนักท่องเที่ยว เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว ในปี 2568-2569

    ท่องเที่ยว

    โดย นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวสำนักงานตาก กล่าวถึง ทริปนี้ว่า เป็นการนำเสนอเส้นทางสายศรัทธา วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ ที่เป็นอัตลักษณ์ ของเมืองตาก และ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่น่าค้นหา น่าสัมผัส จากการหลอมหลวม การดำเนินชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของชาวไทย ชาวไทยใหญ่ ที่อยู่ร่วมกันมายาวนาน การถวายผ้าห่มพระธาตุ การถวายเทียนพรรษา การทำตุงค่าคิง ตุงไส้หมู การรดน้ำขอพรเทวดาประจำวันเกิด การทอผ้า ผ้าพิมพ์ลายจากธรรมชาติ ไปถึงอาหารการกิน เช่น ยำปู่ย่า ขนมว๊อง และ อ.บ้านตาก ยังเป็นที่ตั้งของ พระบรมธาตุตาก ซึ่งจำลองมาจากเจดีย์ชเวกากอง เชื่อกันว่าเป็นพระธาตุประจำปีมะเมียอีกด้วย จึงอยากเชิญชวน ชาวไทยทั่วประเทศ มารับสิริมงคล และท่องเที่ยว จ.ตาก กันค่ะ

    ทริปสายมู

    เปิดทริปบุญสายศรัทธา เที่ยวเมืองตาก กับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก ร่วมกับ อาจารย์คฑา ชินบัญชร ในทริป “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย“ ทริปสายมูสุดปัง เสริมพลังชีวิต และพันธมิตรร่วมโครงการ พร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ Max Solution Max Card , ผู้บริหาร CP Land, ฟอร์จูนกรุ๊ป ,โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ Sixt , X Peng , สื่อมวลชน และนักท่องเที่ยว โดยมี อาจารย์คฑา ชินบัญชร เป็นผู้นำสายบุญในทริปนี้

    รำ

    วันที่ 18 สิงหาคม 2568

    เริ่มต้นมื้อเช้าที่ห้องอาหาร “One Ratchada” โรงแรมอวานี รัชดา แล้วออกเดินทางสู่จังหวัดตาก

    ตาก

    เมื่อถึงจังหวัดตาก นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก, นายประเดิม เดชายนต์บัญชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และ นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

    ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

    -เริ่มต้นความปังด้วยการเข้าสักการะ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ศาลคู่บ้านคู่เมืองตาก ซึ่งตั้งอยู่ อำเภอเมือง จังหวัดตาก เป็นที่แรก ความสำคัญของศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งนี้ คือเป็นศาลพระเจ้าตากสินมหาราชที่อยู่คู่กับจังหวัดตากมามากกว่า 70ปี เมืองที่พระเจ้าตากเคยครองในตำแหน่งพระยาตาก เมื่อครั้งก่อนกรุงศรีฯแตก ด้วยการรำลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้า จึงมีผู้ศรัทธามากราบไหว้ขอพรแล้ว เกิดสัมฤทธิ์ผลเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีคนมากราบไหว้กันอย่างไม่ขาดสาย อีกทั้งรอบบริเวณศาลยังมีวิวทิวทัศน์ที่เห็นถึงความสวยงามของภูเขาอันยิ่งใหญ่ สวยงาม ทรงพลัง จนได้รับได้ขนานนามว่า ”ฟูจิเมืองตาก“ เหมาะกับการมาท่องเที่ยวและกราบขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลในวันแรกที่มาถึงเมืองตากเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้น เดินชมวิวชมแสงอาทิตย์ตกยามเย็น ที่สะพานสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี สะพานแขวนที่มีนักท่องเที่ยวและ ชาวบ้านท้องถิ่น เดินชมวิว ออกกำลังกายรับอากาศ และพลังบวกดีดีในยามเย็น

    ท่องเที่ยว
    วัดพระบรมธาตุ

    เช้าวันที่สอง 19 สิงหาคม 2568

    -เดินทางไปยังวัดพระบรมธาตุ อำเภอบ้านตาก เพื่อกราบสักการะพระบรมธาตุเจดีย์ เข้าร่วมพิธีห่มผ้าพระธาตุ โดยมี นายประเดิม เดชายนต์บัญชา รองผู้ว่าราชการ จังหวัดตาก นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก,ข้าราชการ, ดร.คฑา ชินบัญชร, สื่อมวลชน และผู้ร่วมเดินทาง ร่วมเดินประทักษิณเวียนรอบพระบรมธาตุเจดีย์ 3 รอบ หลังจากนั้นนำผ้าเข้าห่มองค์พระธาตุเพื่อเป็นการสักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อความเฮงสำหรับผู้ร่วมทริปนี้ทุกคน และสำหรับคนที่เกิดปีมะเมีย และในปีหน้า ปีมะเมียที่จะมาถึงนี้ ด้วยพระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระบรมธาตุแห่งนี้ เป็นพระธาตุประจำคนเกิดปีมะเมีย มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัดเก่าแก่ ในวัดมีพระเจ้าทันใจ พระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งเป็นที่นับถืออย่างมากของชาวจังหวัดตากด้วย ใครได้มากราบขอพร รับรองต้องปังกลับไปแน่นอน

    ห่มผ้า

    เดินทางไปต่อ ณ วัดศรีพรเพ็ญมาตยาราม วัดที่สร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมย้อนยุค สมัยรัชกาลที่5 และรัชกาลที่6 เป็นวัดที่มีความสวยคลาสสิค เพื่อไปขอพร ท้าวเวสสุวรรณ สวดบารมี 30 ทัศน์ นำสวดโดย ดร.คฑา ชินบัญชร ร่วมตั้งจิตตั้งใจระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย เพื่อความเป็นมงคลต่อชีวิต

    วัด

    เดินทางต่อ ณ วัดไทยวัฒนาราม วัดสวยเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ศูนย์รวมใจของชาวไทย ไทยใหญ่ พม่า มอญ ที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว วัดไทยวัฒนาราม วัดไทยใหญ่เก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า มีสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม และเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธมหามุนีจำลอง“ จำลองจากองค์จริงที่ประเทศเมียนมา โดดเด่นด้วยวิหารสีทอง รูปปั้นหงส์ทอง และพระเจดีย์โกนาวิน ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ได้รับศิลปะมาจากเจดีย์ชเวดากอง ประเทศเมียนมา

    พระนอนตาหวาน

    นำคณะผู้เดินทางเข้าร่วมทำพิธีรดน้ำ พระพุทธรูป เทวดา และสัตว์ประจำวันเกิด สวดเทวดาเสวยอายุ เสร็จพิธีแบบอิ่มเอมบุญกันถ้วนหน้า

    ชุมชน

    เช้าวันที่3 ออกเดินทางสู่ ชุมชนแม่กาษา “ฮักนะแม่กาษา” ชุมชนต้องเที่ยว วิถีชุมชนการท่องเที่ยวเพื่อการเกษตร อบอุ่นด้วยการต้อนรับจากชาวบ้านแม่กาษา เริ่มต้นพิธีมัดมือรับพรจากผู้สูงอายุ ต่อด้วยสนุกกับกิจกรรมพื้นบ้านชุมชน ดูสาธิต วิธีทำ และชิมขนมว้อง ขนมโบราณประจำชุมชน ร่วมชมการ ทอผ้า เรียนรู้เสน่ห์งานคราฟ์ด้วยการร่วมกิจกรรมพิมพ์ลายผ้าด้วยใบไม้ เข้าชมงานฝีมือ ไม้กวาด, กระเป๋าผ้า,ย่ามสะพาย ของที่ระลึกต่างๆที่เป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ยังร่วมกันอนุรักษ์ สืบสานให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดเป็นประเพณีต่อๆกันไป
    หลังจากนั้นรับประทานอาหารพื้นเมือง

    ฮักนะแม่กาษา

    จบทริป สุดปังเสริมพลังชีวิต ได้ทั้งพลังบุญและพลังใจ พลังแห่งความสุขใจ ทั้งคณะเดินทางกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

    มีโอกาสต้องกลับมารับพลังบวกจัดเต็ม ที่ จ.ตาก บ่อยๆ เมืองตากอยากมาบ่อยๆครับผม

    ดวงตาสวรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/396093.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ltnjfxeA78tiqBcKG-ndI

  • เปิดพิมพ์เขียวสงขลา! อบจ.จัดเวทีใหญ่รับฟังความเห็นพลิกโฉม 3 โปรเจกต์ยักษ์

    เปิดพิมพ์เขียวสงขลา! อบจ.จัดเวทีใหญ่รับฟังความเห็นพลิกโฉม 3 โปรเจกต์ยักษ์

    วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.00 น.

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อขับเคลื่อน 3 โครงการพัฒนาเมืองครั้งใหญ่ หวังยกระดับสงขลาให้เป็นเมืองต้นแบบด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายใน 4 ปี

    วันที่ 2 กันยายน 2568 ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา สงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งมีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ. และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นต่อโครงการสำคัญของจังหวัด ทั้ง โครงการพลิกโฉมอควาเรียมหอยสังข์ โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนสายหลัก และ โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งในพื้นที่แปลงโคกไร่

    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย ทั้งข้อเสนอแนะในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และแนวทางการส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ได้รวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดเพื่อนำไปประกอบการจัดทำรายงานและกำหนดแนวทางการดำเนินงานต่อไป

    นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา กล่าวว่า โครงการทั้ง 3 เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักในการยกระดับสงขลาให้เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการคมนาคมขนส่ง โดยยืนยันว่าได้มีการทำประชาคมเพื่อสอบถามความเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแล้ว พร้อมทั้งเตรียมงบประมาณสำหรับการสำรวจและออกแบบไว้ในปี 2569

    ขณะนี้ โครงการอยู่ระหว่างการรอส่งมอบพื้นที่จากกรมธนารักษ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน จากนั้นจะเดินหน้าโครงการอย่างเป็นรูปธรรมทันที ส่วนแหล่งงบประมาณมีการวางไว้ 2 แนวทาง คือการเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน หรือการใช้งบประมาณจากรัฐบาลกลางและ อบจ.สมทบ โดยคาดหวังว่าโครงการทั้งหมดจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็น “แลนด์มาร์กสำคัญ” ที่ทำให้ประชาชนมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของสงขลาได้อย่างชัดเจนภายใน 4 ปี ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/911458&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WuF6hUkSckdxuoeQAmC4d

  • “จีน-มาเลย์” ครองแชมป์เที่ยวไทย! เผย 8 เดือนแรกทะลุ 21.8 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท

    “จีน-มาเลย์” ครองแชมป์เที่ยวไทย! เผย 8 เดือนแรกทะลุ 21.8 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท

    2 กันยายน 2568 11:32 น. สยามรัฐออนไลน์ ท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 2 ก.ย.68 นายสรวงศ์ เทียนทอง รท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภาพรวมการท่องเที่ยว พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ส.ค. 68 ทั้งสิ้น 21,879,476 คน (-7.16%YoY) สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,014,303 ล้านบาท (-5.40%YoY) โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 3,096,017 คน มาเลเซีย 3,049,961 คน อินเดีย 1,563,806 คน รัสเซีย 1,195,430 คน และเกาหลีใต้ 1,036,361 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (25-31 ส.ค. 68) นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกว่า 1 แสนคน จากการมีวันหยุดต่อเนื่องภายในประเทศ (วันประกาศอิสรภาพ) อีกทั้งนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 3 ล้านคน ในขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอื่น ๆ ชะลอตัวด้านการเดินทาง จากการสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (Summer holiday) ซึ่งเป็นแนวโน้มปกติของการเดินทาง

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งสิ้น 506,115 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 56,755 คน หรือ 10.08% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 72,302 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 100,600 คน จีน 70,847 คน รัสเซีย 37,402 คน อินเดีย 24,749 คน และญี่ปุ่น 20,027 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 27.24% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น จีน รัสเซีย และอินเดีย ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 27.21% 23.95% 17.63% และ 12.23% ตามลำดับ” นายสรวงศ์ ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (1-7 ก.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาล ที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648427&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw370Pu4RAt8tr80VqSVWc0I

  • PHIST 2025 เร่งบูรณาการความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ – ข่าวภูเก็ต

    PHIST 2025 เร่งบูรณาการความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Thailand Medical Cannabis Conditions Announced, Violent Phuket Teen Gang Spree || Sept 2

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Thailand Medical Cannabis Conditions Announced, Violent Phuket Teen Gang Spree || Sept 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/phist-2025-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7-13398.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yCTWbb0cLa1lpa7QpnFTd

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตแซงหน้าไทย

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตแซงหน้าไทย

    สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตแซงหน้าไทย

    ** ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต อดีตผู้บริหารบริษัทเทคฯและภาคการเงินระดับโลก ผู้เขียนหนังสือ Twists & Turns โพสต์เฟซบุ๊ก ใน สันติธาร เสถียรไทย-Dr Santitarn Sathirathai เรื่อง เวียดนามกำลังทรานสฟอร์มตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี เพื่อก้าวกระโดดไปอีก มีเนื้อหาว่า เรามักพูดถึงเวียดนามในฐานะ “คู่แข่งที่เก่งและวิ่งเร็ว” แต่เวียดนามไม่ได้มองตัวเองว่า “เก่งแล้ว” ตรงกันข้าม เขากำลังมองตัวเองเป็น “ผู้ท้าชิง” (Challenger mindset) ที่ยอมเสี่ยงเพื่อก้าวกระโดด และกำลังใช้ “วิกฤต” เป็น “โอกาส”

    เมื่อเร็วๆนี้ MUFG ได้ออกบทวิเคราะห์เรื่อง Doi Moi 2.0 -The most ambitious structural reforms since 1986 ซึ่งถือว่าน่าสนใจและเกี่ยวข้องกับไทยอย่างมาก นับจาก “โด่ยเหม๊ย” ปี 1986 ที่เปิดประเทศจากสังคมนิยมปิดสู่เศรษฐกิจตลาด เวียดนามเพิ่งประกาศ “Doi Moi 2.0” หรือการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบสี่สิบปี รายงานสรุปการปฏิรูปของเวียดนามไว้ในคำที่คมและชัดเจนว่า Transform to Reform, Optimise to Mobilise ซึ่งหมายความว่า เริ่มจากกระดุมเม็ดแรกคือ การปรับมายด์เซ็ตของผู้นำ สร้าง ฉันทามติใหม่เรื่องการเพิ่มบทบาทเอกชนในประเทศในเศรษฐกิจ

    และการ “ลดไขมัน” ที่ถ่วงความเร็ว เพื่อจัดระบบให้ขับเคลื่อนได้จริง ด้วยการสร้าง 4 เสาแห่งการปฏิรูป 1. เสารัฐและระบบราชการ (State & Governance) -เป้าหมาย: ทำให้รัฐ “lean-digital-fast” ลดขนาดและความซับซ้อน เพื่อเป็นรัฐที่เอื้อต่อการแข่งขันระดับโลก สิ่งที่จะทำ: ลดกฎระเบียบ 30%, เปลี่ยนจาก “อนุญาตก่อนทำ”  “กำกับหลังทำ”, ควบรวมกระทรวง, ลดชั้นการปกครองเหลือ 2 -สิ่งที่ทำแล้ว: เริ่มควบรวมกระทรวงหลัก ลดคน, รวมจังหวัดจาก 63 เหลือ 34, เริ่มต้นใช้ one-stop e-government และ Digital ID 2. เสาเศรษฐกิจและเอกชน (Economy & Private Sector) -เป้าหมาย: สร้างเศรษฐกิจที่เอกชนท้องถิ่นแข็งแรง ไม่พึ่ง FDI อย่างเดียว และมี “20 แชมป์ชาติ” เชื่อมกับห่วงโซ่โลก-สิ่งที่จะทำ: สร้างสิทธิประโยชน์ดึง SMEs เข้าสู่ระบบ, ออกมาตรการลดภาษี/ค่าเช่าที่ดิน, สนับสนุนสตาร์ทอัพและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน -สิ่งที่ทำแล้ว: ยกเลิกภาษีธุรกิจขนาดเล็ก, ให้ SMEs ได้ tax holiday 3 ปี, ลดค่าเช่าที่ดิน 30%, เร่งเบิกจ่ายเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน (>10% GDP) โดยให้บริษัทเวียดนามเข้าประมูลนำ

    3. เสาทุนมนุษย์และการศึกษา (Human Capital & Education) -เป้าหมาย: พัฒนาคนเป็น “ทุนแข่งใหม่” ทั้งครูที่มีศักดิ์ศรีสูงสุดและแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจโลก -สิ่งที่จะทำ: เพิ่มค่าตอบแทนครู, ประกาศเรียนฟรีในระบบรัฐ, เปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญนอกภาครัฐเข้ามาทำงาน, ยกระดับระบบมหาวิทยาลัย-วิจัย -สิ่งที่ทำแล้ว: ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 30%, ผ่านกฎหมายครูให้เป็นสายอาชีพที่ค่าตอบแทนสูงสุด, ประกาศเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยม, เริ่มปรับเกณฑ์การรับแรงงานทักษะสูง  4. เสาวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี-การเปิดประเทศ (Science, Technology & Digital) -เป้าหมาย: ยกระดับเวียดนามให้เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล-นวัตกรรม และเปิดกว้างต่อโลกเพื่อดึงทักษะและทุนคุณภาพ -สิ่งที่จะทำ: ตั้ง National Data Center, ขยายระบบ Digital ID ครอบคลุมทุกบริการ, สร้างกองทุนสนับสนุน deep-tech, ผ่อนคลายกฎแรงงานต่างชาติ -สิ่งที่ทำแล้ว: เริ่มใช้ Digital ID กับบริการรัฐ-ธุรกิจ, ตั้งพอร์ทัลบริการ one-stop, ประกาศ timeline ออก work permit สำหรับแรงงานต่างชาติภายใน 10 วัน, เปิดกองทุนสนับสนุนโครงการเทคโนโลยี

    จากแผนนี้ของเวียดนามพบว่า ตัววัดชัดเจน จับต้องได้ ประเมินได้ เช่น ภายใน 2030: -มี 2 ล้านกิจการเอกชน คิดเป็น 55-58% ของ GDP (จาก 50% วันนี้) -มี 20 บริษัทใหญ่เข้าร่วมในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (GVCs) -ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.5-9.5% ต่อปี -ติด Top 3 ASEAN / Top 5 Asia ในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว -ลดเวลา ต้นทุน และความยุ่งยากทางราชการลง 30% -ภายใน 2045 ต้องติด Top 30 ของโลกด้านนวัตกรรม และมี Digital economy >50% ของ GDP

    ขณะที่ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ซูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ระบุว่า เวียดนามกำลังเร่งเครื่องแซงไทย ด้วยวิสัยทัศน์และการลงทุนมหาศาลเพื่อเป็น “ประเทศรายได้สูง” ในปี 2045 ขณะที่ไทยยังคงเผชิญความท้าทายในการใช้จ่ายงบประมาณพัฒนาคนอย่างไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

    เวียดนาม vs. ไทย: การไล่กวดแห่งศตวรรษที่ 21…แม้ในปัจจุบันเวียดนามจะยังตามหลังไทยในเชิงเศรษฐกิจและรายได้ประชากรต่อหัว แต่การขับเคลื่อนของพวกเขานั้นน่าจับตามองอย่างยิ่ง ผู้กำหนดนโยบายกล้าที่จะยอมรับจุดอ่อนและเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายใหญ่ให้ประเทศเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2045 ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าไว้ที่ 7% ต่อปี การปฏิรูปนี้ครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างระบบราชการครั้งใหญ่ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ มูลค่ากว่า 10% ของ GDP ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ถนนและสนามบิน แต่ยังรวมถึงการสนับสนุน R&D ในอุตสาหกรรมไฮเทคอย่างเซมิคอนดักเตอร์ การสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด และการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ

    หนึ่งในหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การพัฒนาของเวียดนามคือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แม้ปัจจุบันเวียดนามจะมีสัดส่วนแรงงานที่จบการศึกษาในระดับอาชีวะหรือปริญญาตรีน้อยกว่าไทย (13% เทียบกับไทย 21%) แต่พวกเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนและจับต้องได้ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ถึง 50,000 คน ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Samsung และ Marvell เพื่อพัฒนาแรงงานให้พร้อมสำหรับการวิจัยและผลิต ในทางกลับกัน ประเทศไทยมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาบุคลากรปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่กลับขาดความชัดเจนในการนำไปใช้ รายงานระบุว่าในขณะที่เวียดนามเน้นการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ของไทยกลับมุ่งเน้นไปที่โครงการอย่าง “ระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา” ซึ่งยังคงเป็นคำถามถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่า

    หากไทยต้องการแข่งขันกับเวียดนามได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการพูดคุยในระดับวิสัยทัศน์ มาสู่การวางแผนระดับโครงการอย่างจริงจัง มีการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม เพื่อเปลี่ยนเงินภาษีให้เป็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

    **กระบองเพชร**

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/63842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lr64R0_14O8_2bgeRX9ER

  • CEO ซันโทรี่ลาออกหลังถูกสอบสวนคดียาเสพติดญี่ปุ่น

    CEO ซันโทรี่ลาออกหลังถูกสอบสวนคดียาเสพติดญี่ปุ่น

    ทาเคชิ นีนามิ นักธุรกิจชื่อดังของญี่ปุ่นอายุ 66 ปี ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ซันโทรี่ หลังตำรวจเข้าค้นบ้านในคดียาเสพติดผิดกฎหมาย

    โนบุฮิโร โทริอิ ประธานบริษัทซันโทรี่ เปิดเผยในงานแถลงข่าววันอังคารว่า นีนามิถูกตำรวจสอบสวนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เขาซื้อโดยเชื่อว่าถูกกฎหมาย ตำรวจเข้าค้นบ้านในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่นีนามิปฏิเสธข้อกล่าวหาและยังไม่พบยาเสพติดผิดกฎหมาย

    รายละเอียดการสอบสวน

    สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า นีนามิถูกสงสัยในการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีสาร THC ซึ่งเป็นสารสำคัญในกัญชา จากสหรัฐอเมริกา ระหว่างการค้นบ้าน นีนามิแจ้งตำรวจว่า ผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้จักส่งมาให้โดยเขาไม่ได้ขอ

    โทริอิระบุว่า บริษัทตัดสินใจรับการลาออกของนีนามิเมื่อวันจันทร์ หลังการปรึกษาหารือภายหลังเขากลับมาญี่ปุ่น โดยสรุปว่าการกระทำดังกล่าว ขาดคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง CEO

    ประวัติการทำงาน

    นีนามิเข้าร่วมซันโทรี่โฮลดิงส์ในปี 2014 หลังดำรงตำแหน่ง CEO ของเครือข่ายร้านสะดวกซื้อลอว์สัน นอกจากนี้เขายังดำรงตำแหน่งหัวหน้าองค์กรล็อบบี้ธุรกิจของประเทศ

    ซันโทรี่เป็นบริษัทเครื่องดื่มชื่อดังระดับโลก มีแบรนด์ที่รู้จักกันดีอย่าง Jim Beam, Laphroaig และ Courvoisier บริษัทเข้าซื้อกิจการผู้ผลิต Jim Beam ในสหรัฐฯ มูลค่า 16 พันล้านดอลลาร์ เพียงไม่กี่เดือนก่อนนีนามิเข้าร่วม

    กฎหมายยาเสพติดในญี่ปุ่น

    ญี่ปุ่นมีกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวด การครอบครองอาจต้องโทษจำคุก ในปี 2024 อดีต CEO บริษัทโอลิมปัสชาวเยอรมันถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานยาเสพติด ขณะที่ในปี 2017 ผู้บริหารเยอรมันของโฟล์คสวาเกนในสำนักงานโตเกียวถูกจับในข้อหาใช้ยาเสพติด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/suntory-ceo-resigns-japan-drug-investigation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09GcgETflGLaUq7VWdBVIu

  • 10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ 2568 เที่ยวไหนดี รับลมหนาว สัมผัสธรรมชาติ กิจกรรมสนุก

    10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ 2568 เที่ยวไหนดี รับลมหนาว สัมผัสธรรมชาติ กิจกรรมสนุก

    “เชียงใหม่” เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่หลายคนมักเลือกเดินทางไปท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงท้ายปีแบบนี้ เพราะนอกจากจะมีลมหนาวให้เราได้สัมผัสแล้ว ยังมีธรรมชาติ กิจกรรมสุดตื่นเต้นอีกมากมายรอให้เราได้ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ อีกด้วย ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวเชียงใหม่ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเที่ยวที่ไหนดี บทความนี้ไทยรัฐช็อปปิ้งรวบรวมมาให้แล้วกับ 10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ สถานที่น่าเที่ยว กิจกรรมน่าสนใจ สัมผัสธรรมชาติพร้อมแพ็กเกจท่องเที่ยวสุดคุ้มค่า ติดตามได้ที่นี่

    10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ 2568 เที่ยวธรรมชาติ กิจกรรมตื่นเต้น ผ่อนคลายท้ายปี

    1. เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

    รูปภาพจาก chiangmainightsafari.com/en/ticket/night-safari

    “เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้นักเดินทางได้มาเยี่ยมชมและให้อาหารสัตว์ต่างๆ ทั้งยังมีกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสูงอย่างการส่องสัตว์ตอนกลางคืนที่มีสัตว์หลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ยีราฟ ม้าลาย แรด หมี สิงโต และเสือโคร่ง นอกจากนี้ยังมีโชว์เพื่อความบันเทิงต่างๆ เช่น Wild Animal Show, Music Fountain Show และอื่นๆ ถือเป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มคนที่มาเป็นคู่ กลุ่มเพื่อน และครอบครัว แนะนำให้ตรวจสอบตารางและรอบการแสดงก่อนเข้าใช้บริการ

    ราคาเริ่มต้น 346.15 บาท

    2. ร้านคุ้มขันโตก

    รูปภาพจาก khumkhantokechiangmai.com

    สำหรับใครที่เดินทางมาเชียงใหม่และอยากลิ้มลองรสชาติอาหารเหนือแบบดั้งเดิม “ร้านคุ้มขันโตก” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน ภายใต้บรรยากาศที่มีความเป็นเอกลักษณ์จากดนตรีและการแสดงพื้นเมือง พร้อมด้วยเมนูอาหารชุดขันโตกที่เป็นไฮไลต์ ตลอดจนอาหารเมนูอื่นๆ ที่ถูกเสิร์ฟในสไตล์เหนือออริจินอล

    ราคาเริ่มต้นท่านละ 658.69 บาท (ไม่รวมค่าอาหาร)

    3. หมู่บ้านแม่กำปอง

    รูปภาพจาก traveloka.com

    ใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศผ่านวิถีชีวิตของคนในชุมชน สามารถเดินทางไปยัง “แม่กำปอง” ที่เที่ยวเชียงใหม่ที่มาพร้อมความร่มรื่นของป่าไม้ และกลิ่นอายจากธรรมชาติ ที่นี่นอกจากจะเป็นโลเคชั่นถ่ายรูปสุดฮิตแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ซิปไลน์ ชมน้ำตก เดินป่า และเที่ยวคาเฟ่ เหมาะกับการเดินทางไปเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือทัวร์ก็ได้

    ราคาเริ่มต้น 2,064 บาท

    4. สวนของฉัน My Garden ม่อนแจ่ม

    รูปภาพจาก traveloka.com

    สวนของฉัน My Garden ม่อนแจ่ม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับภาพวิวทิวทัศน์ของสวนส้มหลายไร่ มีมุมให้ถ่ายรูปหลายจุด มาพร้อมกับสวนดอกไม้และไร่องุ่น ที่โอบล้อมด้วยภูเขา มอบความรู้สึกสดชื่นจากธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ยังมีเมนูเครื่องดื่ม อาหาร และของหวานต่างๆ ให้เลือกชิม นับเป็นอีกจุดเที่ยวครบครัน

    ราคาเริ่มต้นคนละ 70 บาท

    5. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

    รูปภาพจาก traveloka.com

    ใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวพร้อมสัมผัสธรรมชาติแบบจัดเต็ม ที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ไทยรัฐช็อปปิ้งขอแนะนำคือ “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์” สถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ ดอกไม้ และทุ่งหญ้า พร้อมสัมผัสลมหนาวที่เป็นซิกเนเจอร์ของเชียงใหม่ และนอกจากจะได้สัมผัสความงามทางธรรมชาติแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้เปิดประสบการณ์อีกด้วย เช่น เดินชมป่ากับช้าง ชมน้ำตกที่ผาดอกเสี้ยว หรือศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ณ กิ่วแม่ปาน

    ราคาเริ่มต้นคนละ 1,441.45 บาท

    6. Flyingbird Paramotor

    รูปภาพจาก traveloka.com

    สำหรับใครที่กิจกรรมตื่นเต้นสุดเอ็กซ์ตรีม ไทยรัฐช็อปปิ้งขอแนะนำที่เที่ยวเชียงใหม่อย่าง “Flyingbird Paramotor” ที่ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ อย่างการขึ้นบินบนเครื่องพารามอเตอร์ ชมวิวธรรมชาติอันกว้างใหญ่ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ใครที่เดินทางไปเชียงใหม่กับเพื่อนหรือครอบครัว สถานที่แห่งนี้ถือเป็นอีกกิจกรรมที่สร้างความตื่นเต้นได้ไม่น้อย

    ราคาเริ่มต้น 2,987.95 บาท

    7. Skyline Jungle Luge Adventure

    รูปภาพจาก skylinejungleluge.com

    Skyline Jungle Luge Adventure เป็นที่เที่ยวเชียงใหม่อีกหนึ่งโลเคชั่นที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มคนไทยและคนต่างชาติ สถานที่แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยความสนุกสนาน และความตื่นเต้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซิปไลน์ ชิงช้ายักษ์ ขับรถโกคาร์ท และอื่นๆ ถือเป็นอีกหมุดหมายที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย พร้อมเติมความสนุกสนานได้ในคราวเดียว

    ราคาเริ่มต้น 1,840 บาท

    8. Jungle de Cafe

    รูปภาพจาก klook.com

    ใครที่มีแผนไปเที่ยวเชียงใหม่แบบครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ที่เที่ยวเชียงใหม่อย่าง “Jungle de Cafe” เป็นสถานที่ที่ตอบโจทย์กับคนหลายช่วงวัยและไลฟ์สไตล์ มีให้เลือกทั้งกิจกรรมสุดตื่นเต้น เช่น Jungle Coaster และ Giant Swing หรือจะเป็นนั่งชิลล์อยู่ในคาเฟ่ และถ่ายรูปตามโลเคชั่นยอดฮิต เป็นสถานที่ที่ครบครันทั้งในแง่ความสนุกและความผ่อนคลาย

    ราคาเริ่มต้น 1,462 บาท

    9. Living Green Elephant Sanctuary Chiang Mai

    รูปภาพจาก klook.com

    หากคุณรู้สึกเมื่อยล้ากับชีวิตในเมือง และต้องการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสกับธรรมชาติและวิถีชีวิต “Living Green Elephant Sanctuary Chiang Mai” เป็นที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกด้วย เช่น อาบน้ำและให้อาหารช้าง ล่องแพไม้ไผ่ เดินป่าและเรียนรู้วิถีชีวิตของคนหมู่บ้านชาวเขา

    ราคาเริ่มต้น 1,600 บาท

    10. งานยี่เป็งล้านนานานาชาติ 2025 ณ ธุดงคสถานล้านนา

    รูปภาพจาก kkday.com

    หนึ่งในไฮไลต์ของการเที่ยวเชียงใหม่ต้องยกให้งาน งานยี่เป็งล้านนานานาชาติ 2025 ณ ธุดงคสถานล้านนา กิจกรรมที่ให้เราได้สัมผัสกับบรรยากาศของประเพณีและวิถีชีวิตชาวเชียงใหม่ ในช่วงวันลอยกระทง โดยงานนี้จัดขึ้นเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ใครที่วางแผนเที่ยวเชียงใหม่ช่วงวันที่ 5-6 พ.ย. นี้ ถือเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด

    ราคาเริ่มต้น 5,160 บาท

    ทั้งหมดนี้คือ 10 ที่เที่ยวเชียงใหม่ ที่ไทยรัฐช็อปปิ้งคัดสรรมาให้มีให้เลือกทั้งสายธรรมชาติ สายคาเฟ่ และสายกิจกรรมเอ็กซ์ตรีม ไม่ว่าจะเป็นดอยอินทนนท์ แม่กำปอง เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และอีกมากมาย แต่ละโลเคชั่นล้วนเป็นสถานที่ที่เที่ยวได้ตั้งแต่คู่รัก กลุ่มเพื่อน และครอบครัว

    (ราคาแพ็กเกจและตั๋วท่องเที่ยวอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/shopping/travel/1000785&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rR3jLB1NFZXHRi64gaXKm