Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D98791601%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FiyA2w3z5ym0h0kAoP1tO

  • กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 4 ก.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 4 ก.ย. 2568

    | 49 view

    เมื่อวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2568 นายพงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง พร้อมด้วยนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นำคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและ ศอ.บต. เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ภายใต้โครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ประจำปี 2568 ของกระทรวงการต่างประเทศ

    คณะได้เข้าร่วมกิจกรรม “Thai Student Gathering 2025” ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ระหว่างวันที่ 28 – 29 สิงหาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างทักษะ และศักยภาพของนักศึกษาไทยมุสลิมในอินโดนีเซีย ซึ่งประกอบด้วยการทัศนศึกษาเชิงวัฒนธรรม การสัมมนาทางวิชาการและการแนะเนวอาชีพที่น่าสนใจ การดูแลสุขภาพจิตและการเสริมสร้างภาวะผู้นำ โดยมีนักศึกษาไทยมุสลิมเข้าร่วม จำนวนกว่า 160 คน

    นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าพบกับ (1) Mr. Syafiq A. Mughni ประธานองค์กรมูฮัมมะดียะห์ (Muhammadiyah) ณ สำนักงานองค์กรมูฮัมมะดียะห์ กรุงจาการ์ตา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการศึกษา แลเร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ระหว่างองค์กรฯ กับ ศอ.บต. เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ (2) Dr. Ulil Abshar Abdalla รองประธานองค์กรนะห์ดอตุล อูลามา (Nahdlatul Ulama) เพื่อหารือเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษาและการขอรับทุนการศึกษาเพิ่มเติมให้กับนักศึกษาไทยมุสลิม รวมไปทั้งการขยายความร่วมมือในประเด็นพหุวัฒนธรรม และแนวคิด “Humanitarian Islam” ด้วย

    การเยือนในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงการต่างประเทศในการผลักดันความร่วมมือและการแสวงหาโอกาสด้านการศึกษาให้กับเยาวชนไทยมุสลิมที่ต้องการไปศึกษาต่อที่ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับองค์กรมุสลิมของอินโดนีเซียได้รับทราบและเชิญชวนให้อินโดนีเซียเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งสอดรับกับวาระครบรอบ 75 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – อินโดนีเซีย ในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/sbpacindo-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d2Qlj1U_mjGDmUmkauKt-

  • รีวิวภูกระดึง 2568 10 เรื่องต้องรู้ก่อนไป พร้อมค่าใช้จ่าย

    รีวิวภูกระดึง 2568 10 เรื่องต้องรู้ก่อนไป พร้อมค่าใช้จ่าย

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/gObzpz8qYVEO&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vFkzy5ztUtrSDzo6HS_-B

  • ไม่ใช่แค่ในละครอีกต่อไป ! อู๋ สมิทธิ จากนักแสดงสู่การเป็นคุณหมอจริง

    ไม่ใช่แค่ในละครอีกต่อไป ! อู๋ สมิทธิ จากนักแสดงสู่การเป็นคุณหมอจริง

              อู๋ สมิทธิ ลิขิตมาศกุล นักแสดงช่อง 3 เดินหน้าในบทบาทใหม่ หลังตัดสินใจสานต่อความฝันครั้งสำคัญ เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith 

              ไม่ใช่แค่บทบาทในละครอีกต่อไป สำหรับ อู๋ สมิทธิ ลิขิตมาศกุล นักแสดงหนุ่มที่ผู้ชมคุ้นหน้า ล่าสุดเจ้าตัวโพสต์ภาพสวมเสื้อกาวน์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @ousmith พร้อมข้อความบอกชัดว่า “ไม่ได้เป็นหมอแค่ในละครแล้วน้าาา จะเป็นหมอจริง ๆ แล้ว” นับเป็นการก้าวสู่เส้นทางจริงในฐานะนิสิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากเปลี่ยนเส้นทางจากคณะนิเทศศาสตร์ โดยยอมรับว่าเป็นความท้าทาย เพราะต้องเริ่มใหม่ 

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith 

              ในโพสต์ อู๋ สมิทธิ ได้กล่าวขอบคุณครอบครัว เพื่อน ๆ และคนรอบตัวที่คอยเป็นกำลังใจและช่วยเหลือด้านการเรียน รวมถึงขอบคุณช่อง 3 และผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงที่ให้โอกาสตลอดกว่า 13 ปี ซึ่งเขามองว่าเป็นประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้รู้จักตัวเองมากขึ้น

              พร้อมกันนี้ อู๋ สมิทธิ ยังเปิดใจถึงเป้าหมายในอนาคตว่า อยากใช้ความรู้ทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือสังคม การเปลี่ยนจากการสร้างความบันเทิงมาสู่การดูแลรักษาผู้ป่วย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าต่อชีวิตและสังคมโดยรวม

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง

    ภาพจาก Instagram ousmith

              สำหรับการตัดสินใจของ อู๋ สมิทธิ ไม่เพียงแสดงถึงความกล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคนที่เชื่อว่า ไม่มีคำว่าสายเกินไป สำหรับการเดินตามความฝัน

     อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith 

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith 

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://women.kapook.com/view294752.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H6FY5hv3I1dPLu0md7hry

  • NT ร่วมกับ Telehouse เชื่อมตรงเส้นทางเคเบิลใต้น้ำระหว่างปท. สู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค

    NT ร่วมกับ Telehouse เชื่อมตรงเส้นทางเคเบิลใต้น้ำระหว่างปท. สู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค

    4 กันยายน 2568 18:51 น. สยามรัฐออนไลน์ เทคโนโลยี-ไอที

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้ร่วมมือกับ Telehouse Thailand ผู้นำด้านบริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ให้บริการโครงข่ายรับ-ส่งข้อมูลผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ โดยเชื่อมโยงจากสถานีเคเบิลใต้น้ำ ศรีราชา ไปยังอาคาร Telehouse Bangkok ในกรุงเทพฯ พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพโครงข่ายการสื่อสารของประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สนับสนุนการพัฒนาระบบไอทีของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน   

    วันที่ 4 กันยายน 2568 ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลของภูมิภาค หรือ ASEAN Digital Hub ด้วยจุดสำคัญความร่วมมือที่ Telehouse Thailand จะเชื่อมโยงระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศของ NT จากสถานีเคเบิลใต้น้ำศรีราชาโดยตรง ซึ่งผู้ใช้บริการ ทั้ง Content Provider/Operator ในประเทศไทย และกลุ่มผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในประเทศเพื่อนบ้าน สามารถใช้งานผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำ Asia Direct Cable (ADC) และ Asia America Gateway (AAG) ไปยังประเทศ ที่มีผู้ให้บริการระดับ Global Digital Hub เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ได้อย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ โดยระบบ ADC เชื่อมโยง 7 ประเทศ ได้แก่ จีน, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม ซึ่งในหลายประเทศเหล่านี้เป็นที่ตั้งของ Data Center ของผู้ให้บริการ Cloud/Content รายใหญ่ อีกทั้งสามารถเชื่อมต่อตรงไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ Asia America Gateway (AAG)  หรือผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำในประเทศทางอ่าวไทย ไปยังสถานีเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ สงขลา และ สตูล เชื่อมต่อไปยังปลายทางในประเทศต่าง ๆ ในหลายภูมิภาคทั่วโลก  

    พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและความพร้อมด้านโทรคมนาคมของประเทศไทยในยุค AI  ด้วยโครงข่าย รับ-ส่ง ข้อมูลระหว่างประเทศที่มีความจุช่องสัญญาณรวมระดับเทราบิต และความน่าเชื่อถือของระบบด้วยการออกแบบโครงข่ายที่มีเสถียรภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการดิจิทัล เช่น Cloud Service Provider / Content Provider ให้ความสำคัญ ในการพิจารณาลงทุนสร้าง Data Center ในประเทศไทย

    ด้านนายเคน มิยาชิตะ กรรมการผู้จัดการ Telehouse Thailand เสริมว่า เราเชื่อมั่นว่าการเชื่อมต่อโครงข่าย ผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำของ NT ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมหลักของประเทศ  จะสามารถตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการในการรองรับปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาลจากบริการ Gen AI และคลาวด์ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในฐานะที่ Telehouse เป็นผู้นำ Data Center ที่สร้างขึ้นตามความต้องการเฉพาะด้าน (Purpose-Build Interconnection Data Center) ในกรุงเทพฯ เราจึงได้ยกระดับการเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำและพร้อมให้บริการด้วยความเสถียรสูง ด้วยทางเชื่อมไฟเบอร์ 4 เส้นทาง เพื่อให้มีทางเลือกสำรองในการเชื่อมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    การร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ NT และ Telehouse ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากล และสนับสนุนวิสัยทัศน์ในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649090&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ll6VXzjzuxekzHf5qtu9N

  • แว่นท็อปเจริญ จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนาม MOU เสริมพลังการศึกษา ปั้นบัณฑิตเจนใหม่ สู่เส้นทางความสำเร็จในอาชีพ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    แว่นท็อปเจริญ จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนาม MOU เสริมพลังการศึกษา ปั้นบัณฑิตเจนใหม่ สู่เส้นทางความสำเร็จในอาชีพ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – แว่นท็อปเจริญ นำโดย นายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี ร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านบริหารธุรกิจและการบัญชี รวมถึงสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ พร้อมเปิดโครงการฝึกงาน (Internship Program) รับนิสิตฝึกปฏิบัติงานตามสายงานวิชาชีพ โดยเน้นการแก้ปัญหาเชิงลึกในการปฏิบัติและการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ตลอดจนเสริมสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีความท้าทาย เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตได้แสดงศักยภาพและนำมาต่อยอดใช้ประโยชน์ได้ทั้งในภาคการศึกษาและภาคการต่อยอดธุรกิจ อีกทั้งยังเปิดโครงการเยี่ยมชมการดำเนินงานของบริษัท เพื่อให้นิสิตได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกการทำงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพทันทีหลังสำเร็จการศึกษา รวมไปถึงให้การส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่นิสิตและบุคลากรทั้งสองฝ่าย ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.คณพล จันทน์หอม รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมงาน

    แว่นท็อปเจริญ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพและที่สุดของการบริการ ผ่านความเชี่ยวชาญด้านสายตาอย่างครบวงจร เพื่อการมองเห็นที่สดใส กว้างไกล และเข้าถึงได้ของทุกคนในสังคม จากการบริการด้านสายตากว่า 78 ปีของแว่นท็อปเจริญ ที่มีจำนวนกว่า 2,000 สาขามากที่สุดในไทยและอาเซียน สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/TopCharoenOpticalOfficial เว็บไซต์ www.topcharoen.co.th และ Line ID: @topcharoen

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/04/575611/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jtYhKPA0IoSp2N3_yuKtu

  • PTT จับมือ “วว.” ยกระดับศักยภาพ “บริหารองค์กร” หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    PTT จับมือ “วว.” ยกระดับศักยภาพ “บริหารองค์กร” หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีนายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ PTT และ ผศ.ดร. วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมลงนาม

    พร้อมด้วย นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ รักษาการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ PTT  และ ดร. จิตรา ชัยวิมล รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. ร่วมเป็นสักขีพยาน

    ขระที่ ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ การประยุกต์ใช้ Energy Management Platform (AIoT Platform) การสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการผ่านการพัฒนาประสิทธิภาพการวิจัยและนวัตกรรมการผลิตสมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงศึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัจจัยหรือกลไกสำคัญที่สนับสนุนให้ธุรกิจหลักขององค์กรเติบโตและประสบความสำเร็จ ตามโครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมอบหมายให้ ปตท. และ วว. เป็นคู่ความร่วมมือ ยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/780239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iacB6xYVxWBf4NwYMA1Vu

  • สยามกลการ ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ พัฒนาคน-วิจัย-นวัตกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

    สยามกลการ ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ พัฒนาคน-วิจัย-นวัตกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

    สยามกลการ ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ พัฒนาคน-วิจัย-นวัตกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EEC

    บริษัท สยามกลการ จำกัด ภายใต้กลุ่มสยามกลการ และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกาศยกระดับความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อการพัฒนาการศึกษา วิจัย และเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสู่สังคม โดยมี คุณประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามกลการ จำกัด และ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้แทนลงนาม ณ Club Siam Glowfish ห้อง Siam Pathumwan Hall ชั้น 11 อาคารสยามปทุมวัน เฮ้าส์ กรุงเทพฯ

    สยามกลการ ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ พัฒนาคน-วิจัย-นวัตกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EEC

    ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการสานต่อเจตนารมณ์และต่อยอดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง กลุ่มสยามกลการ และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงโลกการศึกษาเข้ากับภาคอุตสาหกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้พร้อมเข้าสู่โลกการทำงานจริง ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการรองรับการขยายตัวของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    สำหรับกรอบความร่วมมือครั้งนี้ ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่1. การพัฒนาบุคลากรและนักศึกษา: ผ่านโครงการสหกิจศึกษาและการฝึกงาน เพื่อสร้างประสบการณ์จริงในสถานประกอบการชั้นนำ2. การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน: แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่3. การบริการวิชาการสู่สังคม: ร่วมมือในการให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชน สังคม ทั้งภาครัฐและเอกชน4. การจัดประชุมและสัมมนาทางวิชาการ: เพื่อยกระดับองค์ความรู้ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ5. การสนับสนุนและพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC): ร่วมกันผลักดันและพัฒนาพื้นที่ EEC ให้เติบโตอย่างยั่งยืนคุณประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามกลการ จำกัด กล่าวว่า ” สยามกลการ และ ธรรมศาสตร์ เป็นพันธมิตรร่วมกันยาวนาน 42 ปี ด้วยจุดเริ่มต้นวิสัยทัศน์การมองเห็นความสำคัญและมองเห็นโอกาสในการจับมือร่วมกัน ของ ดร.ถาวร พรประภา ตั้งแต่การสนับสนุนที่ดิน สนับสนุนทุนในการวิจัยและพัฒนา จนมาถึงการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกความท้าทายร่วมกันในอนาคต เพื่อนำไปสู่การสร้างสาธารณประโยชน์และพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน”

    ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า”การจับมือกับสยามกลการจะช่วยยกระดับศักยภาพของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะศูนย์พัทยา ให้พร้อมรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและพื้นที่ EEC”

    ตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ กลุ่มสยามกลการได้ยึดมั่นในปรัชญา “การคืนกำไรสู่สังคม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนภาคการศึกษา ซึ่งมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นพันธมิตรที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นดังกล่าวได้อย่างชัดเจนที่สุด ผ่านการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง นับตั้งแต่การวางรากฐานครั้งประวัติศาสตร์ในปีพ.ศ. 2530 ที่ ดร.ถาวร พรประภา ผู้ก่อตั้งกลุ่มสยามกลการ ได้มอบที่ดินกว่า 565 ไร่ เพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา, การสนับสนุนงบประมาณ 68 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารปฏิบัติการวิศวกรรมยานยนต์ (Auto-TU) ในปี พ.ศ. 2555 และการมอบที่ดินเพิ่มเติมอีก 18 ไร่ โดย ดร.พรเทพ พรประภาเพื่อสร้างโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา ในปี พ.ศ. 2561

    นอกจากนี้ กลุ่มสยามกลการ ยังร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาในสถาบันต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ตลอดจนการสนับสนุนทุนผ่านมูลนิธิต่างๆ เช่น มูลนิธิถาวร-อุษา พรประภา การมอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน-สื่อมวลชน นอกจากนี้ กลุ่มสยามกลการ ยังขยายการลงทุนสู่ธุรกิจการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการก่อตั้งโรงเรียนดนตรียามาฮ่า และการจับมือกับโรงเรียนไฮเกตจากสหราชอาณาจักรเพื่อก่อตั้ง โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12745047&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HpdRO4S3jts-ODlOVSDF2

  • รองนายกฯ “ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้บริหาร ดีอี จัดประชุม Top EX ติดตามความคืบหน้า “ไอทีแมน” เร่งรัดระบบตรวจสอบสถานภาพพระสงฆ์

    รองนายกฯ “ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้บริหาร ดีอี จัดประชุม Top EX ติดตามความคืบหน้า “ไอทีแมน” เร่งรัดระบบตรวจสอบสถานภาพพระสงฆ์

    รองนายกฯ “ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้บริหาร ดีอี จัดประชุม Top EX ติดตามความคืบหน้า “ไอทีแมน” เร่งรัดระบบตรวจสอบสถานภาพพระสงฆ์


    3/09/2568 | 10 |

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้บริหาร ดีอี จัดประชุม Top EX ติดตามความคืบหน้า “ไอทีแมน” เร่งรัดระบบตรวจสอบสถานภาพพระสงฆ์ เตรียมใช้งานระบบ e-Office ครอบคลุมแล้ว 18 กระทรวง

    วันที่ 3 กันยายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 8/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โซน C และผ่านระบบ Video Conference
     
    นายประเสริฐ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้มีการหารือร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานของกระทรวงดีอี โดยมีวาระการพิจารณาประเด็นสำคัญ ได้แก่
     
    1.การขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะความรู้เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับกำลังคนดิจิทัลระดับอำเภอ (ไอทีแมน) จำนวน 878 คน ประจำทุกอำเภอใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE  โดยเจ้าหน้าที่ดิจิทัลอำเภอ จะมีภารกิจในการประสานงานกับกระทรวงฯ เพื่อนำเสนอข้อมูลดิจิทัลของหน่วยงานดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ และความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายสำคัญของกระทรวงฯ เพื่อนำไปขยายผลให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ได้รับทราบและเข้าใจ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่นำส่งข้อมูลสำคัญด้านดิจิทัลในพื้นที่ให้กับกระทรวงฯ เพื่อรับทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
     
    2.การขับเคลื่อนโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนจำนวน 1,722 แห่ง และขยายเพิ่มขึ้นอีก 500 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมกับยกระดับศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนเดิม สู่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE 
     
    3.การพัฒนาระบบตรวจสอบสถานภาพพระภิกษุสงฆ์ โดยกระทรวงฯ ร่วมกับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้มีความร่วมมือในการดำเนินการพัฒนาระบบตรวจสอบสถานภาพพระภิกษุสงฆ์ (Credential Verification) โดยการใช้ข้อมูลบนฐานข้อมูลพระภิกษุของ พศ. (Datacenter) ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพระภิกษุสัญชาติไทย กระทรวงฯ โดย สป.ดศ. รับผิดชอบในการพัฒนาระบบตรวจสอบฯ และ สดช. เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรทรัพยากรของระบบฯ โดยใช้คลาวด์ GDCC ซึ่งระบบดังกล่าวได้นำการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ผ่านดิจิทัลไอดี (ThaID) และการตรวจสอบใบหน้าด้วยภาพถ่ายประจำตัว เข้ามามีส่วนสำคัญในการตรวจสอบ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบตรวจสอบสถานภาพพระภิกษุสงฆ์ มีความแม่นยำ ถูกต้อง และมีความน่าเชื่อถือ โดยในอนาคตจะมีการเพิ่มเติมระบบการตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดเพิ่มเติม
     
    “ในส่วนของการติดตามความคืบหน้าด้านกฎหมาย ขณะนี้กระทรวงฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับด้วยกัน อาทิ ร่าง พ.ร.บ.ไปรษณีย์ ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จ และทำประชาพิจารณ์ในเร็วๆนี้ และ ร่าง พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ที่เตรียมเสนอเข้าที่ประชุม ครม. เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. …. ของ สพธอ. หรือ ETDA ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องกฎหมายที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัย เท่าทันต่อการใช้งานเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล”  รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว
     
    ด้านการดำเนินการยกระดับหน่วยงานภาครัฐในการใช้ระบบงานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ในระบบ e-Office ภายใต้ ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ปัจจุบันมีหน่วยงานระดับกระทรวงเข้าร่วมแล้ว จำนวน 18 กระทรวง โดยรวมมีหน่วยงานรัฐที่อยู่ในกระบวนการแล้วจำนวน 6,434 หน่วยงาน รวม 1,894,691 Users ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)  ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการใช้งานระบบในปี 2568 ที่กำหนดไว้จำนวน 1,000,000 Users

    ที่มา : 


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/420691&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00vQA9v53axCk3N8lhoypo

  • กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 4 ก.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 4 ก.ย. 2568

    | 22 view

    เมื่อวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2568 นายพงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง พร้อมด้วยนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นำคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและ ศอ.บต. เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ภายใต้โครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ประจำปี 2568 ของกระทรวงการต่างประเทศ

    คณะได้เข้าร่วมกิจกรรม “Thai Student Gathering 2025” ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ระหว่างวันที่ 28 – 29 สิงหาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างทักษะ และศักยภาพของนักศึกษาไทยมุสลิมในอินโดนีเซีย ซึ่งประกอบด้วยการทัศนศึกษาเชิงวัฒนธรรม การสัมมนาทางวิชาการและการแนะเนวอาชีพที่น่าสนใจ การดูแลสุขภาพจิตและการเสริมสร้างภาวะผู้นำ โดยมีนักศึกษาไทยมุสลิมเข้าร่วม จำนวนกว่า 160 คน

    นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าพบกับ (1) Mr. Syafiq A. Mughni ประธานองค์กรมูฮัมมะดียะห์ (Muhammadiyah) ณ สำนักงานองค์กรมูฮัมมะดียะห์ กรุงจาการ์ตา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการศึกษา แลเร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ระหว่างองค์กรฯ กับ ศอ.บต. เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ (2) Dr. Ulil Abshar Abdalla รองประธานองค์กรนะห์ดอตุล อูลามา (Nahdlatul Ulama) เพื่อหารือเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษาและการขอรับทุนการศึกษาเพิ่มเติมให้กับนักศึกษาไทยมุสลิม รวมไปทั้งการขยายความร่วมมือในประเด็นพหุวัฒนธรรม และแนวคิด “Humanitarian Islam” ด้วย

    การเยือนในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงการต่างประเทศในการผลักดันความร่วมมือและการแสวงหาโอกาสด้านการศึกษาให้กับเยาวชนไทยมุสลิมที่ต้องการไปศึกษาต่อที่ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับองค์กรมุสลิมของอินโดนีเซียได้รับทราบและเชิญชวนให้อินโดนีเซียเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งสอดรับกับวาระครบรอบ 75 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – อินโดนีเซีย ในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/sbpacindo-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QczNpYJLfR1_f7yxKck0J