Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รู้จัก “เด็ก SIIT” สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มธ. เรียนอะไร ส่องค่าเทอมปี 2569

    รู้จัก “เด็ก SIIT” สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มธ. เรียนอะไร ส่องค่าเทอมปี 2569

    ทำความรู้จัก “SIIT” สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คืออะไร ส่องค่าเทอมปี 2569 หลังเกิดประเด็นดราม่า “นักศึกษาขับรถชนไรเดอร์ดับ” ดันแฮชแท็ก #เด็กSIITเมาแล้วขับ ติดเทรนด์โซเชียล

    จากประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีนักศึกษาชายวัย 22 ปี ขับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของไรเดอร์หนุ่มวัย 27 ปี เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ถนนบางขันธ์-หนองเสือ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งต่อมากลายเป็นดราม่า หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของกลุ่มเพื่อนคนขับที่ห่วงรถมากกว่าชีวิตคน 

    ทั้งยังมีคำพูดสุดพีคคือ “รถหนูก็พัง” จนทำเอาคนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่พอใจกันเป็นจำนวนมาก ขณะที่ในโลกออนไลน์ก็ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์พร้อมติดแฮชแท็ก #เด็กSIITเมาแล้วขับ จนขึ้นติดเทรนด์ต่อเนื่อง นั้น ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : สรุปดราม่า นักศึกษาซิ่งรถชนไรเดอร์ดับ พีคคำพูด “รถหนูก็พัง” มธ.รังสิต ย้ำจุดยืน)

    ซึ่งในเวลาต่อมาทาง สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้ออกแถลงการณ์ แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ชื่อของสถาบันฯ และคำว่า “เด็ก SIIT” เป็นที่พูดถึง และได้รับความสนใจอย่างมาก สำหรับหลายๆ คนที่ยังเคยไม่ได้รู้จักการเรียนการสอนในสถาบันแห่งนี้ โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้

    เด็ก SIIT คืออะไร

    สำหรับคำว่า “เด็ก SIIT” คือคำเรียกชื่อของกลุ่มนักศึกษาที่เรียนและศึกษาใน สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร หรือ SIIT (Sirindhorn International Institute of Technology) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับนานาชาติด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และการจัดการ สังกัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือที่หลายคนอาจจะเรียกกันในชื่อ “วิศวะอินเตอร์ ธรรมศาสตร์”

    รู้จัก SIIT สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    สำหรับ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้เริ่มก่อตั้งโครงการหลักสูตร วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ภาคภาษาอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2535  โดยความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์องค์กรเศรษฐกิจแห่งประเทศญี่ปุ่น (KEIDANREN) กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเรียกว่าเป็นการเปิดสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติเป็นแห่งแรกของประเทศ 

    โดยจะเป็นการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษ  เป็นหลักในการสื่อสาร มี 9 สาขาวิชาที่เปิดสอน (ที่มา : SIIT (Official)) ประกอบด้วย 1 วิศวกรรมเคมี, 2 วิศวกรรมโยธา, 3 วิศวกรรมเครื่องกล, 4 วิศวกรรมอุตสาหการ, 5 วิศวกรรมไฟฟ้า, 6 วิศวกรรมคอมพิวเตอร์, 7 วิศวกรรมดิจิทัล และหลักสูตรการจัดการ 2 สาขา คือ 8 เทคโนโลยีการจัดการ และ 9 การจัดการทางวิศวกรรม

    ส่องค่าเทอม “SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ปี 2569

    สำหรับเว็บไซต์ TCAS69 ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปี 2569 ได้ระบุข้อมูลของ สาขาวิชาของ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 8 สาขาวิชา โดยมีรายละเอียดของค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ดังนี้

    1. วิศวกรรมทั่วไป

    • ชื่อหลักสูตร : วศ.บ.สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมอุตสาหการ และโลจิสติกส์อัจฉริยะ (หลักสูตรนานาชาติ) (SIIT) 
    • ค่าใช้จ่าย 112,800 บาท ต่อภาคการศึกษา

    2. วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 

    • ชื่อหลักสูตร : วศ.บ.สาขาวิชาวิศวกรรมดิจิทัล และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (หลักสูตรนานาชาติ) (SIIT)
    • ค่าใช้จ่าย  : 112,800 บาท ต่อภาคการศึกษา

    3. วิศวกรรมเคมี

    • ชื่อหลักสูตร : วศ.บ.สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี (หลักสูตรนานาชาติ) (SIIT)
    • ค่าใช้จ่าย  : 112,800 บาท ต่อภาคการศึกษา

    4. วิศวกรรมเครื่องกล

    • ชื่อหลักสูตร : วศ.บ.สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล (หลักสูตรนานาชาติ) (SIIT)
    • ค่าใช้จ่าย : 112,800 บาท ต่อภาคการศึกษา

    5. วิศวกรรมไฟฟ้า

    • ชื่อหลักสูตร : วศ.บ.สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า (หลักสูตรนานาชาติ) (SIIT)
    • ค่าใช้จ่าย : 112,800 บาท ต่อภาคการศึกษา

    6. วิศวกรรมโยธา

    • ชื่อหลักสูตร : วศ.บ.สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา (หลักสูตรนานาชาติ) (SIIT)
    • ค่าใช้จ่าย : 112,800 บาท ต่อภาคการศึกษา

    7. วิศวกรรมอุตสาหการ

    • ชื่อหลักสูตร : วศ.บ.สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการและระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ (หลักสูตรนานาชาติ) (SIIT)
    • ค่าใช้จ่าย : 112,800 บาท ต่อภาคการศึกษา

    8. บริหารธุรกิจ

    • ชื่อหลักสูตร : วท.บ.สาขาวิชาการวิเคราะห์ธุรกิจและโซ่อุปทาน (หลักสูตรนานาชาติ) (SIIT)
    • ค่าใช้จ่าย : 112,800 บาท ต่อภาคการศึกษา

    ขณะที่ทางเว็บไซต์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุตารางอัตราค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมสนับสนุนการศึกษา ดังนี้

    ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางติดต่อของสถาบันฯ หรือเว็บไซต์ www.siit.tu.ac.th

    อ้างอิงข้อมูลจาก https://course.mytcas.com/ , www.siit.tu.ac.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2930165&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Dr3_44LzFrFaHf9XVZR0s

  • ‘วุฒิภูมิ’ ปฏิเสธเอี่ยวการเมือง ย้ำข้อกล่าวหาไม่เป็นจริง

    ‘วุฒิภูมิ’ ปฏิเสธเอี่ยวการเมือง ย้ำข้อกล่าวหาไม่เป็นจริง

    วุฒิภูมิโพสต์ชี้แจง ปมพาดพิงหลาน สุริยะ ยันไม่ขอเกี่ยวข้องความขัดแย้งทางการเมือง ยืนยันตลอดการทำงานยึดพัฒนาประเทศ-การศึกษาเป็นหลัก หวังยุติการพาดพิง เดินหน้าทำงานเชิงสร้างสรรค์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ สายการบินนกแอร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ สายการบินนกแอร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อความพาดพิงถึงตนในช่วงที่ผ่านมา โดยระบุว่า ไม่มีความประสงค์ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจนถึงขณะนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง

    “ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผมทุ่มเทเพื่อพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาและการพัฒนาประเทศเป็นที่ตั้งสูงสุด ดังที่บุคคลใกล้ชิดและผู้ที่เคยร่วมงานกับผมทราบถึงความตั้งใจนี้ดี ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการพาดพิงหรือกล่าวหาในลักษณะนี้จะสิ้นสุดลง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้กลับไปมุ่งเน้นกับการทำงานที่สร้างสรรค์ต่อไป”

    ขอแสดงความนับถือ ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/989314/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KcljpA5MFMqueG94bwmhk

  • คุมเข้มด่านคลองลึก ย้ำปิดสนิท ไม่มีเปิดด่านเพิ่

    คุมเข้มด่านคลองลึก ย้ำปิดสนิท ไม่มีเปิดด่านเพิ่

    (1 พ.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว หลังจากเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา มีการเปิดด่านเพื่อรับตัวคนไทยจำนวน 635 คน กลับเข้าสู่ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ล่าสุด ทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 12 โดยร้อย ทพ.1201 ยังคงจัดกำลังลงพื้นที่ลาดตระเวนและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดตลอดแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ยืนยันว่า การเปิดด่านเพื่อรับตัวคนไทยจากฝั่งกัมพูชาที่ผ่านมา เป็นการดำเนินการครั้งเดียว เพื่อรับจำนวน 635 คนเท่านั้น และขณะนี้ยังไม่มีนโยบายหรือแผนในการเปิดด่านเพิ่มเติม เพื่อรับคนไทยในลักษณะดังกล่าวอีก

    อย่างไรก็ตาม มาตรการดูแลความปลอดภัยตามแนวชายแดน ยังคงดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/NN7UKF8xu&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l2mHc1SsZAFtEGqHZtNyX

  • สิ้น มั่น พัธโนทัย อดีตรองนายกฯและรัฐมนตรีหลายสมัย สิริอายุ 85 ปี

    สิ้น มั่น พัธโนทัย อดีตรองนายกฯและรัฐมนตรีหลายสมัย สิริอายุ 85 ปี

    วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

    สิ้น มั่น พัธโนทัย อดีตรองนายกฯ และ รัฐมนตรี หลายสมัย สิริอายุ 85 ปี 

    วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมั่น พัธโนทัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐมนตรีหลายกระทรวง เสียชีวิตด้วยโรคชรา ถึงแก่กรรมอย่างสงบเวลา ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เมื่อเวลา 09.42 น. โดยญาติจะเคลื่อนศพเพื่อบำเพ็ญกุศล ที่วัดพลับพลาชัย โดยจะมีพิธีรดน้ำศพในวันพรุ่งนี้ (2 พ.ค.69)

    มั่น พัธโนทัย

    ดร.มั่น พัธโนทัย เป็นบุตรของนายสังข์ พัธโนทัย (ที่ปรึกษาคนสนิทของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม) กับนาง วิไล พัธโนทัย เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2484 มีพี่น้องกัน 5 คน ได้แก่ นายมั่น พัธโนทัย , นายวรรณไว พัธโนทัย (อดีตวุฒิสมาชิก) , นางสิรินทร์ ฮอร์น ผู้เขียนหนังสือ เรื่องมุกมังกร  , นางผ่องศรี ฟอร์น วังเด็กก์, และนางวิริยะวรรณ สาทิสสะรัต

    ดร.มั่น จบการศึกษาชั้นมัธยม 8 ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ (ที่ 1 ของรุ่น) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2507 ระดับปริญญาโท ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากอเมริกัน ยูนิเวอร์ซิตี้ (American University) ในปี พ.ศ. 2512 ปริญญาโททางรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ (University of Maryland) ในปี พ.ศ. 2516 และระดับปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเคนชิงตัน แคลิฟอร์เนีย ในปี พ.ศ. 2522

    มั่น พัธโนทัย

    ดร.มั่น ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์โชกโชน เขาได้ร่วมก่อตั้งพรรคสยามประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2526 และดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคนแรก ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ 4 สมัย
    โดยสมัยแรกเมื่อครั้งการเลือกตั้ง มีนาคม พ.ศ. 2535 และได้รับเลือกตั้งต่อมาอีกในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2535 (ครั้งที่ 2) พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2539 และเคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, มหาดไทย, พาณิชย์, เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรปราการ

    มั่น พัธโนทัย ได้รับแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลใน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    มั่น พัธโนทัย เป็นนักการเมืองผู้ใกล้ชิดกับ นายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  อดีตนักการเมืองคนสำคัญของจังหวัดสมุทรปราการ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/961885&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08S9TaBVnAjMpERHTL1cLx

  • ‘พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล’ กางแผน 700 วัน นำเอกชนสู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก

    ‘พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล’ กางแผน 700 วัน นำเอกชนสู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัจจัยรุมเร้า ทั้งสงครามการค้า ปัญหาราคาน้ำมัน และวิกฤติขีดความสามารถทางการแข่งขัน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ผู้บริหารหญิงจากอาณาจักร IRC กำลังถูกจับตามองในฐานะ “ฮีโร่” ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เพื่อนำพาภาคอุตสาหกรรมให้รอดพ้นจากวิกฤติ โดยเธอกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็น “ผู้หญิงคนแรก” ที่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.

    จากแผนยุทธศาสตร์ สู่”700 วันแห่งการลงมือทำ”

    นางพิมพ์ใจ กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากวาระที่ผ่านมาคือช่วงเวลาของการวาง “Strategic Policy” หรือนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ วาระต่อจากนี้ภายใต้การนำของเธอจะเป็นวาระแห่ง “Action Agenda” หรือการเน้นการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเธอได้กำหนดกรอบเวลาการทำงานไว้ที่ 700 วัน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    “งานเราจะกระจายออกไปทันที และขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกคนว่าเราต้อง Action ไปด้วยกัน เพราะสภาวะอุตสาหกรรมตอนนี้ลำบากกันหมด ถ้าใครบอกไม่ลำบากคือโกหกจึงต้องทำงานเชิงรุก” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    ตั้ง “หน่วยคอมมานโด” ปกป้องอุตสาหกรรมไทย

    หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่นางพิมพ์ใจนำเสนอคือ การแก้ไขปัญหาที่สินค้าต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เข้ามาทุ่มตลาดจนกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยมีแผนจัดตั้ง “สายงานพิเศษ” ที่เปรียบเสมือน “หน่วยคอมมานโด” เพื่อคุ้มครองและพิทักษ์อุตสาหกรรมไทย

    หน่วยงานนี้จะดึงมือดีจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ยานยนต์ และยาง เพื่อเข้ามาดูแลเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (TBT) และการผลักดันโครงการ Made in Thailand (MIT) ให้เติบโตอย่างแท้จริง หลังจากที่ก่อนหน้านี้โครงการดังกล่าวอาจยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก

    ยกระดับ SME ด้วยเทคโนโลยี AI และการอัพสกิล

    นางพิมพ์ใจ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยมองว่า AI (Artificial Intelligence) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เตรียมดึงทีมผู้เชี่ยวชาญระดับดอกเตอร์และผู้จบจากสถาบันชั้นนำอย่าง MIT มาช่วยวางระบบและเชื่อมโยงเครือข่ายความรู้ทั่วโลกเพื่อช่วยสมาชิก ส.อ.ท. นอกจากนี้ยังมีนโยบายการ “อัพสกิล” แรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

    สร้างเอกภาพ “อ่อนนอกแข็งใน” ผนึกกำลังภาครัฐ

    สไตล์การทำงานของนางพิมพ์ใจ ถูกนิยามว่าเป็นแบบ “อ่อนนอกแข็งใน” คือมีความยืดหยุ่นในการเจรจาแต่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม, เธอเน้นการสร้าง “Unity” หรือความสามัคคี ภายในสภาอุตสาหกรรมฯ ให้เป็นหนึ่งเดียว

    ในส่วนของการทำงานร่วมกับภาครัฐ จะมีนโยบายที่จะทำงานคู่ขนานกับ กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างใกล้ชิด โดยเป้าหมายคือการกำจัดกฎระเบียบที่ไม่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนที่ซับซ้อนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

    บทพิสูจน์จากผลงานในอดีต

    ความเชื่อมั่นที่สมาชิกมีต่อนางพิมพ์ใจ ส่วนหนึ่งมาจากผลงานสำคัญในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่เป็นฟันเฟืองหลักในการประสานงานเพื่อจัดหา “วัคซีน” ให้กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและความเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

    ภายใต้บริบทดังกล่าว นางพิมพ์ใจ ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายในวาระปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5I” เพื่อวางรากฐานการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้

    I1 : Intelligent Industry ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยการใช้ AI & Automation เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และก้าวสู่ Smart Factory & Smart OEM การขับเคลื่อนในมิตินี้มุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตได้จริง โดยเริ่มจากการประเมินศักยภาพของสถานประกอบการ เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของแต่ละโรงงาน

    โดยจะมีการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เช่น AI & Automation Transition Loan สำหรับสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ 

    ในเชิงปฏิบัติ จะเน้นการนำระบบ Digital Technology, Artificial Intelligence (AI), Automation, Robotics และ Data Analytics มาใช้ โดยเฉพาะแนวทาง Data-driven Manufacturing เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตแบบ Real-time การควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดสายการผลิต แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ลดความสูญเสีย และยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของโรงงาน พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม

    I2 : Innovation & Creative Industry สร้างความแตกต่าง พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยจากรับจ้างผลิต (OEM) สู่การสร้างแบรนด์เพิ่มมูลค่า (Brand & IP) นโยบายนี้มุ่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจากรูปแบบที่พึ่งพาการผลิตตามคำสั่งซื้อ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน Innovation และ Creativity โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เป็นเครื่องมือสำคัญโดยแนวทางหลักคือการผลักดันแนวคิด “อุตสาหกรรมกำหนดโจทย์งานวิจัย” (Industry-driven R&D) เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้

    การดำเนินงานจะเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และแหล่งทุน เพื่อพัฒนานวัตกรรมในลักษณะ Agenda-based Innovation และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ 

    ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการสร้างแบรนด์ไทย และพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพใหม่ อาทิ Health & Wellness และอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าและขยายตลาดในอนาคต

    I3 : International Alliance & Network ใช้ความเป็นกลางของไทย สร้างโอกาสเป็น Global Supply Chain HUB เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่

    นโยบายนี้มุ่งใช้จุดแข็งของประเทศไทยในด้าน ความเป็นกลาง ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Neutrality) และเชิงภูมิศาสตร์ (Geographic Advantage) เพื่อสร้างบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

    การดำเนินงานจะมุ่งสร้าง Strategic Alliance กับประเทศคู่ค้าและนักลงทุน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ พร้อมกันนี้ จะพัฒนาการเชื่อมโยง Supply Chain Integration ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อให้ประเทศไทยสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตและการกระจายสินค้า (Regional Industry HUB) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในด้านตลาด จะดำเนินนโยบายเชิงรุกด้าน Market Penetration Enhancement โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจข้ามประเทศ

    I4 : Industrial Infrastructure Reform ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมไทย ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับสู่เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นโยบายนี้มุ่งแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมหลายมิติสำคัญ

    ในด้านพลังงาน จะสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานต้นทุนเหมาะสม โดยเฉพาะ Direct PPA และ Green & Clean Energy เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ

    ในด้านกฎหมาย จะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ผ่านแนวทาง Regulatory Guillotine และ Omnibus Law

    ในด้านการค้า จะพัฒนามาตรการปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ด้วย Trade Remedy Early Warning System เฝ้าระวังการทุ่มตลาดล่วงหน้าด้วย AI และเร่งรัดการดำเนินมาตรการ AD/CVD/SG อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในเชิงรุก จะผลักดันนโยบาย MiT Plus (Made in Thailand) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าไทย และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเน้น Upskill / Reskill, การทำงานร่วมกับ AI & Robotics, และการดึงดูด Global Talents เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานไทย

    I5 : Inclusive & Sustainable Growth ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน นโยบายนี้มุ่งสร้างการเติบโตที่สมดุล ครอบคลุม และยั่งยืน โดยผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

    ในระดับอุตสาหกรรม จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Transition) และการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    ในระดับองค์กร จะส่งเสริมการนำหลัก ESG มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระยะยาว พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลและโครงสร้างองค์กรให้ทันสมัย (Modernized Database & Organization) เพื่อสนับสนุนสมาชิกได้อย่างตรงเป้าหมาย

    ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือภายในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืนในภาพรวม

    “แนวทาง 5I เป็นกรอบนโยบายที่เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การค้า โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลกได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”

    การก้าวขึ้นมาเป็นประธาน ส.อ.ท.ของ “พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล” ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวผู้นำตามวาระ แต่เป็นการประกาศความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยที่จะก้าวผ่านวิกฤติด้วยความรู้ เทคโนโลยี และความเป็นเอกภาพ ภายใต้การนำของผู้บริหารหญิงที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์จากการ “ทำจริง” ใน 700 วันต่อจากนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231863&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cd7fpGeDXaZdYA4Pphcsz

  • เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,197 ระหว่างวันที่ 3-6 พ.ค. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** สถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” ในปี 2569 กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่อันตรายอย่างยิ่ง เมื่อ “ปัจจัยลบ” จากภายนอกอย่าง สงครามตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 เดือน หลังเหตุการณ์เกิด 28 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มแปรสภาพเป็น “สึนามิเศรษฐกิจ” ที่ซัดถล่มโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรง ล่าสุด กระทรวงการคลัง โดย วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ต้องจำใจหั่นประมาณการจีดีพี ปีนี้ลงเหลือเพียง 1.6% ซึ่งเป็นการยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยกำลังโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นอย่างมาก โดยมีเงาของเงินเฟ้อที่ระดับ 3% คอยตามหลอกหลอนจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งทะยาน

    *** หันไปมองที่ “ภาคแรงงาน” และ “ปากท้องประชาชน” สถานการณ์เข้าขั้น “โคม่า” ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดย ธนวรรธน์ พลวิชัย เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า แรงงานไทย 98% แบกหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละเกือบ 5 แสนบาท และที่น่าเศร้าคือ ส่วนใหญ่เป็นการกู้มาเพื่อ “ประทังชีวิต” และ “จ่ายหนี้เก่า” ไม่ใช่การกู้เพื่อสร้างรายได้ใหม่ เมื่อรายได้ไม่พอกับค่าครองชีพที่แพงขึ้นทุกหย่อมหญ้า การใช้จ่ายจึงหยุดชะงัก สะท้อนผ่านเม็ดเงินที่ “ติดลบ” ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เป็นสัญญาณชัดเจนว่ากำลังซื้อภายในประเทศพังทลายลงแล้ว

    *** ฟากภาคอุตสาหกรรม เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงว่า โรงงานไทยกำลังทยอยปิดตัวลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ อุตสาหกรรมแปรรูปที่สู้ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบไม่ไหว ซ้ำร้ายยังต้องรับศึกหนักจาก “สินค้าจีน” ที่แห่ทะลักเข้ามาดัมพ์ราคาแย่งตลาดในอาเซียนและไทยแบบไร้ทางสู้ ขณะที่อุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว ที่เคยเป็นความหวังเดียว ก็กำลังถูกบีบด้วยต้นทุน น้ำมันอากาศยาน ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า จนการบินไทยต้องตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนเพื่อลดภาวะขาดทุน

    *** เสียงสะท้อนจาก แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ย้ำชัดว่า ไทยต้องการ “Quick Big Change” หรือ การผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรม หรือการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ มิเช่นนั้นเราจะเห็นการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้

    *** ท้ายที่สุด สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่ “ยาแรง” จากรัฐบาล ทั้งมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” และโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (แจกเงิน 4,000 บาท รัฐ 60 ประชาชน 40) ที่หวังจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบกว่า 2 แสนล้านบาท แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นเพียงการ “ต่อลมหายใจ” ชั่วคราวในช่วง 4 เดือน แต่ในนาทีที่ “เศรษฐกิจไทย” กำลังถูกพิษสงครามเล่นงานแบบนี้ ยาชนิดไหนที่ช่วยประคองให้จีดีพีไม่ดิ่งลงเหวไปมากกว่านี้…ก็คงต้องรีบคว้าไว้ก่อน 

                                        กอบบุญ ศรีชัย

    *** ปรบมือดังๆ ให้กับ “ผู้บริหารหญิง” ที่มีผลงานโดดเด่นระดับแถวหน้าของไทย จนได้รับคัดเลือกโดยผลสำรวจของ  FinanceAsia ที่มาจากการเสนอชื่อโดยกลุ่มนักลงทุนและนักวิเคราะห์ทางการเงินที่มีอิทธิพลในเอเชีย ประเมินจากผลงานและผลการดำเนินงานของบริษัท ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มอบรางวัล Woman’s Leader ให้  3 ผู้บริหารที่มีบทบาทในตลาดทุนและอุตสาหกรรมการเงินในเอเชีย ระดับ Gold ได้แก่ “มุกดา ไพรัชเวทย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอสถสภา,  Silver “กอบบุญ ศรีชัย” ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ บริษัทผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก และ Bronze “จรีพร จารุกรสกุล” ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (CEO) WHA

                                 เมื่อสึนามิเศรษฐกิจถล่มไทย จีดีพีวูบ-หนี้ท่วม-โรงงานปิดตัว

    ปิดท้ายปฏิทินข่าว… จังหวัดชลบุรี ร่วมกับ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF จัดงาน “คาราวาน CPF ลดค่าครองชีพประชาชน” ขนทัพสินค้าคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน สอดรับนโยบายภาครัฐ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างวันที่ 4–8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/658064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EHeFJVb2Ntr1zqUJkl8PI

  • ฟื้นรถไฟเชื่อมไทย – มาเลเซีย เร่ง 3 ทางคู่ใหม่ บูมเศรษฐกิจใต้

    ฟื้นรถไฟเชื่อมไทย – มาเลเซีย เร่ง 3 ทางคู่ใหม่ บูมเศรษฐกิจใต้

    กระทรวงคมนาคมประกาศแผนพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งทางรางให้เป็นขนส่งสำคัญของไทยเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและผลักดันสู่เป้าหมายการบินศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยนโยบายของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งเร่งรัดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ 3 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 แสนล้านบาท

    โดย รฟท. ตั้งเป้าหมายจะเปิดประมูลรถไฟทางคู่ 3 เส้นทางหลักในภาคใต้ภายในปี 2569 ประกอบด้วย

    • ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร วงเงิน 30,422 ล้านบาท
    • ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร วงเงิน 66,270 ล้านบาท
    • ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร วงเงิน 7,772 ล้านบาท

    ฟื้นรถไฟเชื่อมไทย - มาเลเซีย เร่ง 3 ทางคู่ใหม่ บูมเศรษฐกิจใต้

    โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จะเป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากเป็นหนึ่งในโครงข่ายที่จะใช้เชื่อมต่อการขนส่งทางรางกับมาเลเซีย ซึ่งขณะนี้กรมการขนส่งทางราง ได้หารือร่วมกับมาเลเซีย เพื่อฟื้นชีพเส้นทางประวัติศาสตร์ “สุไหงโก-ลก – รันเตาปันจัง”

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นประธานในการประชุมหารือเพื่อกำหนดท่าทีความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยการประชุมครั้งนี้ได้กำหนดท่าทีประเทศไทยต่อความร่วมมือด้านรางไทย-มาเลเซีย ในการรื้อฟื้นเส้นทางประวัติศาสตร์สุไหงโก-ลก เพื่อยกระดับการค้าชายแดนและโลจิสติกส์ภูมิภาค

    ฟื้นรถไฟเชื่อมไทย - มาเลเซีย เร่ง 3 ทางคู่ใหม่ บูมเศรษฐกิจใต้

    นายพิเชฐ กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อเสนอมาเลเซีย ที่ต้องการให้มีการรื้อฟื้นเส้นทางรถไฟระหว่างสถานีสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และสถานีรันเตาปันจัง รัฐกลันตัน ซึ่งหยุดให้บริการไปนานกว่า 20 ปี โดยที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการฟื้นฟูเพื่อกลับมาเชื่อมต่อการเดินทางและขนส่งสินค้าอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ได้

    ฟื้นรถไฟเชื่อมไทย - มาเลเซีย เร่ง 3 ทางคู่ใหม่ บูมเศรษฐกิจใต้

    ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญที่จะส่งผลต่อโครงข่ายรางในอนาคต ได้แก่

    โครงการพัฒนาระบบรางชายฝั่งตะวันออกของมาเลเซีย (East Coast Rail Link: ECRL) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือน ม.ค. 2570 โดยมีสถานีโกตาบารู ห่างจากจุดเชื่อมต่อสุไหงโก-ลก เพียง 30 กิโลเมตร

    โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก ระยะทางประมาณ 215 กิโลเมตร ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณการขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นจากการเชื่อมต่อกับมาเลเซียในอนาคต

    พิจารณาแนวทางปรับปรุงพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าทางราง ณ ด่านปาดังเบซาร์ โดยมีแผนพัฒนาพื้นที่รองรับการขนส่งสินค้า (Container Yard) เพิ่มเติม เพื่อลดความแออัดและแก้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ของสถานีเดิม ซึ่งจะช่วยให้อำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

    “การหารือในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม และการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการสัญจรของประชาชน แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว” นายพิเชฐ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232134&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xv6FOz42hmxkJ_1K9-RI7

  • “ซาบีดา” หนุนยกระดับ “แหล่งโบราณคดีนาหนองจอก” หลังพบโบราณวัตถุ อายุ 3,000 ปี

    “ซาบีดา” หนุนยกระดับ “แหล่งโบราณคดีนาหนองจอก” หลังพบโบราณวัตถุ อายุ 3,000 ปี

    “รมว.ซาบีดา” ลงพื้นที่ จ.นครพนม รับมอบโบราณวัตถุ อายุ 3,000 ปี ที่ค้นพบจากแหล่งโบราณคดีกุดฉิม หนุนยกระดับ ”แหล่งโบราณคดีนาหนองจอก“ สู่แหล่งเรียนรู้ทางโบราณคดีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม

    วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม ตรวจเยี่ยมแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลกุดฉิม บ้านกุดฉิม ตำบลกุดฉิม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม 

    นางสาวซาบีดา ยังเป็นประธานในพิธีรับมอบโบราณวัตถุอายุ  3,000 – 2,300 ปี ซึ่งขุดค้นเมื่อปี 2553 จากแหล่งโบราณคดีกุดฉิม อาทิ ภาชนะดินเผาก้นกลม ภาชนะดินเผาเนื้อดินและเศษภาชนะดินเผา ตราประทับดินเผา ชิ้นส่วนเครื่องมือเหล็ก เครื่องประดับสำริด ลูกปัดแก้ว ก่อนส่งมอบโบราณวัตถุดังกล่าวให้องค์การบริหารส่วนตำบลกุดฉิม เพื่อเก็บรักษาและพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของจังหวัดนครพนม 

    นอกจากนี้ นางสาวซาบีดา ได้มอบเกียรติบัตรให้กับผู้ส่งมอบโบราณวัตถุ จำนวน 18 ราย ซึ่งมอบโบราณวัตถุให้เก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑ์บ้านกุดฉิม เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของจังหวัดนครพนมต่อไป

    นางสาวซาบีดา เปิดเผยว่า จังหวัดนครพนมมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศาสนา วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการสร้างประเทศไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค และต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าสูง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม  ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมงานด้านโบราณคดี ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า สะท้อนรากฐานประวัติศาสตร์ของชาติ และเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญ ในการต่อยอดสู่ความมั่นคงของชุมชนและประเทศ แนวทางดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมที่มุ่งสร้างสังคมเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยวัฒนธรรม พร้อมสืบสาน รักษา และต่อยอดมรดกวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรม สร้างงาน สร้างรายได้ อย่างยั่งยืน 

    วธ. และจังหวัดนครพนม พร้อมจะร่วมมือพัฒนาแหล่งโบราณคดีนาหนองจอก ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย ส่วนการรับมอบโบราณวัตถุอายุ 3,000 – 2,300 ปีจากแหล่งโบราณคดีกุดฉิมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของชุมชนให้ประชาชน เยาวชน และนักท่องเที่ยวได้ศึกษาเรียนรู้รากเหง้าทางวัฒนธรรมของพื้นที่

    “ขอชื่นชมพี่น้องชาวตำบลกุดฉิม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่ร่วมกันอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีนาหนองจอกและมุ่งพัฒนายกระดับ

    ในระดับสากล และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันเผยแพร่ “UNSEEN ไท ไทย” ให้สังคม ได้เห็นคุณค่า ตลอดจนการรวบรวมโบราณวัตถุ อันเป็นสมบัติของชาติ มอบเก็บรักษา ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพื่อให้เยาวชน ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้ศึกษาและชื่นชมต่อไป” รมว.วธ. กล่าว

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมยังได้ตรวจเยี่ยมและติดตามแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ณ วัดพระธาตุเรณู ลานวัฒนธรรม และโรงละครเมืองเรณูนคร อำเภอเรณูนคร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมเยี่ยมชมถนนสายวัฒนธรรมเมืองพนม อำเภอธาตุพนม เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้าไทย ผลิตภัณฑ์ชุมชน และเศรษฐกิจฐานราก

    นางสาวซาบีดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะเดินหน้าต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเน้นพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ เชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ ศาสนสถาน ถนนสายวัฒนธรรม สินค้าชุมชน และวิถีชีวิตท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อให้นครพนมเป็นต้นแบบเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zAYA_43RFWlIrM-2KHei8

  • เนรมิตรพื้นที่จัด “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น

    เนรมิตรพื้นที่จัด “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น

    ภูมิภาค

    เนรมิตรพื้นที่จัด “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น

    วันศุกร์ ที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 1 พ.ค 2569 นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางลมะมุง เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” บริเวณที่ว่าการอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ กิ่งกาชาดอำเภอบางละมุง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มพัฒนาสตรีทุกตำบล และประชาชนจำนวนมากที่มารอรับบริการและเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดอย่างคึกคัก

    สำหรับกิจกรรม “ตลาดชุมชน คนบางละมุง ไทยช่วยไทย” ในครั้งนี้เป็นการเปิดพื้นที่นำสินค้าและของดี สินค้า OTOP ของชุมชนมาจำหน่ายอย่างหลากหลาย ช่วยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น เนื่องด้วยตรงกับวันแรงงานประจำปี 2569 ทำให้มีผู้สนใจร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก ผู้ประกอบการก็มีพื้นที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น
     
    ภายในงานมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดเป็นพิเศษ อาทิ เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำมันพืช ข้าวหอมมะลิ  น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน สินค้า OTOP มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสม 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474662&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ErFN0gWhEtWJW2iHEBVQB

  • ครม.เศรษฐกิจยังไม่ตายตัว ส่วน พ.ร.ก.กู้เงิน ต้องประชุมหลายรอบดูเหตุผลความจำเป็น

    ครม.เศรษฐกิจยังไม่ตายตัว ส่วน พ.ร.ก.กู้เงิน ต้องประชุมหลายรอบดูเหตุผลความจำเป็น

    ครม.เศรษฐกิจยังไม่ตายตัว ส่วน พ.ร.ก.กู้เงิน ต้องประชุมหลายรอบดูเหตุผลความจำเป็น

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมนี้ เป็นวันหยุด จึงต้องเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า ไม่ได้มีอะไรตายตัวว่า จะต้องประชุม ครม.เศรษฐกิจทันที เราเพิ่งตั้งองค์ประกอบเสร็จ เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะไปตั้งระเบียบวาระที่เป็นวาระประจำ และวาระอะไรที่จะต้องนำ แต่ไม่มีกฎระเบียบอะไรว่า จะต้องผ่าน ครม.เศรษฐกิจถึงจะเข้า ครม.วันอังคารได้ อันนั้นเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ และจริงๆ เรียก ครม.เศรษฐกิจไม่ได้ เพราะคนที่เป็นกรรมการมีภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย อะไรต่างๆ

    เมื่อถามถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินจะเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามเร่งเต็มที่ เมื่อถามย้ำว่า กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอ รอให้ผ่าน ครม. เมื่อถามว่า ในที่ประชุมหารือเมื่อวันที่ 30 เมษายน มีข้อเห็นแย้งอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการประชุมกันหลายรอบแล้ว คิดถึงเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000041101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00_petbXzb0LalcrjEZFF6