Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หอการค้าภาคใต้จี้รัฐเร่งเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” อัดฉีดเศรษฐกิจ แก้วิกฤตท่องเที่ยวซบหนัก

    หอการค้าภาคใต้จี้รัฐเร่งเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” อัดฉีดเศรษฐกิจ แก้วิกฤตท่องเที่ยวซบหนัก

    หอการค้าภาคใต้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ไทยช่วยไทย” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน-ฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว หลังพบนักท่องเที่ยวลดลงในช่วงนี้

    วันนี้ (3 พ.ค.2569) นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวว่า แนวคิดของโครงการดังกล่าวซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง วงเงินรวม 4,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน ใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท โดยรัฐช่วยออก 90% และประชาชนจ่าย 10% ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้ดี และมีประสิทธิภาพมากกว่ารูปแบบเดิมที่รัฐและประชาชนจ่ายคนละครึ่ง

    แม้ประชาชนจะต้องเติมเงินเพื่อใช้สิทธิ์ในแอปฯ แต่ก็ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้ โครงการลักษณะนี้แม้เป็นมาตรการระยะสั้น แต่สามารถสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้จริง อย่างไรก็ตาม ควรเพิ่มจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้สะดวกใกล้บ้าน ลดภาระค่าเดินทาง

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวควบคู่กัน เนื่องจากปัจจุบันทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติปรับตัวลดลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและภาคเกษตรเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ทั้งสองภาคส่วนยังไม่ฟื้นตัว จึงเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถบริหารภาระหนี้สินได้ดีขึ้น และช่วยประคองเศรษฐกิจโดยรวมให้กลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/462216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VX1yfzkX4NzNCHjwWrJO5

  • สวนดุสิตโพลชี้ ดัชนีการเมืองไทยดิ่งเหว พิษเศรษฐกิจ-ตะวันออกกลางฉุดรั้ง

    สวนดุสิตโพลชี้ ดัชนีการเมืองไทยดิ่งเหว พิษเศรษฐกิจ-ตะวันออกกลางฉุดรั้ง

    ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวลดลงในทุกตัวชี้วัด สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของรัฐบาลลดลง ในขณะที่ผลงานของพรรคฝ่ายค้านกลับได้รับคะแนนประเมินสูงสุด

    มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยสวนดุสิตโพล ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศผ่านทางออนไลน์และภาคสนาม จำนวน 2,214 คน ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 ในหัวข้อ ‘ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569’ พบว่า คะแนนภาพรวมของดัชนีการเมืองไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.79 คะแนน ซึ่งลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่เคยได้ 3.89 คะแนน

    เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า ตัวชี้วัดที่ได้รับคะแนนประเมินสูงสุดคือผลงานของฝ่ายค้าน ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ย 4.31 คะแนน ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ที่ได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 3.22 คะแนน

    บทบาทนักการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ‘อนุทิน’ รั้งที่ 1 ขณะ ‘อภิสิทธิ์’ ขึ้นแซง ‘รักชนก-ณัฐพงษ์’

    ในส่วนของการประเมินบทบาทของนักการเมือง พบว่า นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีความโดดเด่นมากที่สุดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ 39.07% ตามมาด้วย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ 28.22% ศุภจี สุธรรมพันธุ์ อยู่ที่ 17.01% เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 9.78% และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 5.92%

    ทางด้านนักการเมืองฝ่ายค้าน บุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ 27.82% รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ที่ 23.25% ตามด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.24% รังสิมันต์ โรม 16.07% และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า 15.62%

    ขอรัฐบาลแก้ปัญหาปากท้องเร่งด่วนสุด

    นอกจากนี้ ประชาชนได้ส่งข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล โดยสิ่งที่ต้องการให้เร่งดำเนินการมากที่สุดคือการแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพ สูงถึง 49.82% ตามด้วยการลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน 31.03% และขอให้รัฐบาลตั้งใจทำงาน พัฒนาประเทศตามที่หาเสียงไว้ 19.15%

    ขณะที่ความคาดหวังต่อการทำงานของฝ่ายค้าน คือการทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ที่ 44.37% รองลงมาคือ ขอให้ฝ่ายค้านตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ยึดมั่นในหลักการ 34.57% และเป็นปากเสียงให้ประชาชน 21.06%

    ดัชนีดิ่งลงทุกมิติ สะท้อนรัฐบาลขาดทางแก้เป็นรูปธรรม

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล วิเคราะห์ผลสำรวจดังกล่าวว่า การที่ดัชนีการเมืองไทยลดลงในทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้มีความกังวลจำกัดอยู่เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นการประเมินภาพรวมที่ครอบคลุมทั้งการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ซึ่งประชาชนมองว่ายังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจและปากท้องที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ สิ่งนี้เป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลที่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง มากกว่าการนำเสนอนโยบายเพียงอย่างเดียว

    ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนเดียวกัน

    วิกฤตการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการออกมาตรการควบคุมราคาและบรรเทาผลกระทบ ซึ่งความล่าช้า ขาดความชัดเจน หรือขาดความโปร่งใสในการรับมือ จะทำให้ความไม่พอใจของประชาชนพุ่งเป้ามาที่ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลแทนที่จะเป็นปัจจัยภายนอก ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างความคาดหวังของประชาชนกับการกระทำของรัฐบาลกว้างขึ้น

    การจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้ รัฐบาลจำเป็นต้องแปลงวิกฤตภายนอกให้เป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพการบริหารจัดการภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-political-index-plunges/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cceCKix1GafLHToS_BSwz

  • ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

    ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

    วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

    3 พฤษภาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน เฉลี่ย 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้ 3.89 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.31 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.22 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 39.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 28.22 ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 27.82 รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 23.25 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ร้อยละ 49.82 และสิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน คือ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 44.37

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาล ในการบรรเทาผลกระทบแทน วิกฤตภายนอกครั้งนี้จึงเป็น “บททดสอบ” ความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤตตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ “ระยะห่างของความคาดหวัง” ระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนต่อไป

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MqnMi_kaRLOsMDb3McAhs

  • ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    จีนเดินหน้าผสาน “อัปเกรดอุตสาหกรรม” ควบคู่ “กระตุ้นการบริโภค” ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) เพื่อสร้างสมดุลใหม่ระหว่างอุปสงค์และอุปทาน หนุนเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ท่ามกลางฐานผู้บริโภคกว่า 1.4 พันล้านคน

    พร้อมใช้นโยบายลงทุน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นแรงขับเคลื่อนการจ้างงาน รายได้ และการใช้จ่าย ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนอัดฉีดงบผ่านพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวรวมกว่า 3.5 แสนล้านหยวน เพื่อกระตุ้นการลงทุนเอกชนและโครงการเทรดอินสินค้าอุปโภคบริโภค

    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ให้ความสำคัญกับการสร้าง “ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก” ระหว่างการบริโภค การลงทุน อุปสงค์ และอุปทาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยรัฐบาลจีนมองว่าการขยายอุปสงค์ภายในประเทศและการยกระดับภาคการผลิตต้องดำเนินไปพร้อมกันจีนในฐานะตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก ที่มีชนชั้นกลางมากกว่า 400 ล้านคน กำลังเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตระดับไฮเอนด์ เพื่อสร้างรากฐานรายได้และกำลังซื้อให้ครัวเรือนในระยะยาว

    ข้อมูลระบุว่า ในช่วงปี 2021-2025 ภาคการผลิตของจีนมีแนวโน้มครองสัดส่วนมากกว่า 30% ของการเติบโตด้านการผลิตทั่วโลก พร้อมรักษาสถานะ “ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ขณะที่ระบบอุตสาหกรรมของจีนยังรองรับการจ้างงานหลายร้อยล้านตำแหน่ง ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญของการเติบโตด้านรายได้และการบริโภคภายในประเทศ

    หนึ่งในตัวอย่างสำคัญ คือโครงการก่อสร้างโรงงานกระดาษและเยื่อกระดาษของบริษัท กุ้ยก่าง ลีแอนด์แมน เปเปอร์ แมนูแฟกเจอริง จำกัด ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มูลค่า 27,500 ล้านหยวน ซึ่งจะผลิตกระดาษทิชชูระดับไฮเอนด์และวัสดุย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ต่อปีราว 10,000 ล้านหยวน และจ้างงานมากกว่า 3,000 อัตรา หลังเฟสแรกแล้วเสร็จในปี 2027

    ขณะเดียวกัน การพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมยังช่วยลดต้นทุนผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่จีนครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้าทั่วโลกถึง 68.4% จากการพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในประเทศและการผลิตในระดับขนาดใหญ่ ส่งผลให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าปรับลดลง และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางสีเขียว

    ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จีนยังเร่งลงทุนเครือข่าย 5G อินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรม และระบบประมวลผลระดับชาติ ซึ่งช่วยขยายรูปแบบการบริโภคใหม่ๆ ตั้งแต่การไลฟ์ขายสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล การจัดส่งอาหารด้วยโดรน ไปจนถึงบริการ AI สำหรับเรียกรถ สั่งอาหาร และจองคิวโรงพยาบาล

    ฝั่งภาคการบริโภคเองก็กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการยกระดับอุตสาหกรรม โดยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตจีนเร่งพัฒนาสินค้าใหม่และเพิ่มคุณภาพการผลิต

    ’ผลิตในจีน บริโภคในจีน‘ โมเดลใหม่ขับเศรษฐกิจแดนมังกร

    บริษัท เจ้อเจียง เฟยหม่า เอาดอร์ โปรดักส์ จำกัด ในมณฑลเจ้อเจียง ระบุว่า ความต้องการสินค้าพักผ่อนกลางแจ้งในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายภายในประเทศคิดเป็น 65% ของรายได้ทั้งหมด และคาดว่ายอดขายช่วงฤดูร้อนจะเติบโตอีก 3-5 เท่า ขณะที่งาน Zhongguancun Forum 2026 ในกรุงปักกิ่ง สะท้อนกระแสความนิยมสินค้าอัจฉริยะในจีน ทั้งแว่นตา AI หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ และอุปกรณ์สมาร์ตโฮม ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก

    ข้อมูลยอดค้าปลีกออนไลน์ช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2025 ยังพบว่า ยอดขายอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ เช่น แว่นตา AI และสมาร์ตวอตช์ เติบโต 23.1% เมื่อเทียบรายปี สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่าง “ตลาดขนาดใหญ่” และ “การอัปเกรดอุตสาหกรรม” ของจีนอย่างชัดเจน

    รายงานการทำงานของรัฐบาลจีนปี 2026 ยังระบุให้ “การขยายอุปสงค์ภายในประเทศ” เป็นภารกิจหลัก พร้อมจัดสรรพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวพิเศษ 250,000 ล้านหยวน สำหรับโครงการเทรดอินสินค้าอุปโภคบริโภค และอีก 100,000 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายของผู้บริโภค

    นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาคแห่งชาติจีน มองว่า มาตรการดังกล่าวไม่เพียงกระตุ้นตลาดผู้บริโภคโดยตรง แต่ยังสร้างโอกาสเติบโตให้กับอุตสาหกรรมเกิดใหม่ และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่โมเดลการเติบโตคุณภาพสูง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนพยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างสมดุล ผ่านการผสาน “ผลิตในจีน” เข้ากับ “บริโภคในจีน” โดยใช้ทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เงินอุดหนุนสินค้าอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสนับสนุนงานวิจัย เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    แนวทางดังกล่าวกำลังสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นต่อความผันผวนจากภายนอก พร้อมเปิดพื้นที่การลงทุนใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลก ผ่านทั้งตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/658140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03pC94jcaPc0s-o2aEcVGl

  • “ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน

    “ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน

    “ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน


    2/05/2569 | 282 |

    วันนี้ (2 พฤษภาคม 2569)  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ซึ่งดำเนินการผ่านที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรก โดยมีประชาชนเข้าร่วมแล้วกว่า 283,894 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)

    ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.45 น. พบว่า มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 12,491 ร้าน และมีสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายมากถึง 249,515 ชิ้น ครอบคลุมทั้งสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน สินค้า OTOP และสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs

    ในด้านผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ พบว่า โครงการสามารถสร้าง เม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 33,738,292.45 บาท และที่สำคัญสามารถช่วย ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้แล้วกว่า 7,429,275 บาท สะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง

    สำหรับจังหวัดที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    1. สุรินทร์ 1,192,891 บาท

    2. นครราชสีมา 1,167,683 บาท

    3. เชียงใหม่ 1,057,660 บาท

    4. ขอนแก่น 1,056,944 บาท

    5. ยะลา 836,991 บาท
     

    ขณะที่อำเภอที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่

    อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา 468,956 บาท

    อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 277,000 บาท

    อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 269,870 บาท

    ในส่วนของประเภทสินค้า พบว่าสินค้าจำเป็นยังคงเป็นที่ต้องการสูง โดยกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ น้ำมันพืช ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว ขณะที่สินค้า OTOP และสินค้า SMEs ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าด้วยกันในระบบเดียว

    “นี่ไม่ใช่แค่การขายของราคาถูก แต่คือการทำให้เงินหมุนในชุมชน ผู้ประกอบการมีรายได้ และประชาชนได้ของจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้จริง”

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะยาว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163645


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/499774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Jz2zOCbs39nC6pEUmUXW

  • เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุนยกเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” ช่วยสกัด นทท. คุณภาพต่ำทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย ระบุขณะนี้โอกาสดีที่จะดำเนินการ เหตุท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอตัว ผลกระทบไม่มาก พร้อมเสนอเครื่องมือควบคู่ เช่น ค่าเหยียบแผ่นดิน-ฟรีวีซ่าทวิภาคีบางประเทศ และสำหรับประเทศที่มีการเปิดเส้นทางการบินใหม่ ส่วน “เก็บค่าออกประเทศ-Exit Fee” ในหลักการรับได้ แต่ต้องไม่สร้างภาระให้กับคนที่เดินทางไปทำงาน ตปท.

    3 พฤษภาคม 2569 ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะพิจารณายกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน พร้อมกับปรับกลยุทธ์ในการให้ฟรีวีซ่าในรูปแบบอื่นๆ เพราะการให้ฟรีวีซ่าเหมารวมกับทุกประเทศมีข้อเสียคือเปิดช่องให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และอาจมีการแย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเปิดให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัด-ใช้จ่ายต่ำเข้ามาในปริมาณมาก หรือกระทั่งกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนเทาแฝงตัวเข้ามา

    ศ.วิทวัส กล่าวว่า หลังโควิด-19 ประเทศไทยได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมาเน้นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น มาตรการฟรีวีซ่าจึงเหมือนเป็นการเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามา ซึ่งการที่มีนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำหรือนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ย่อมมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และการยกระดับ หรือดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายจุดจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกินขีดความสามารถในการให้บริการหรือการจัดการ หรือส่งผลให้ค่าครองชีพในพื้นที่นั้นๆ พุ่งสูงขึ้น เช่น กรณีที่เกิดขึ้นช่วงหนึ่งที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ไปจนถึงการเกิดกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อ หรือเช่าพื้นที่เพื่อเปิดให้บริการด้านต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน หรือชาติอื่นๆ รวมถึงการเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ

    นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดว่าขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะดำเนินการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่ การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วงนี้จึงส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีเวลาปรับตัว และวางแผน เพื่อรองรับกับการยกเลิกฟรีวีซ่าในครั้งนี้ด้วย

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพิ่มเติม และลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพต่ำควบคู่ด้วย เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) โดยอาจนำไปจัดสรรเป็นกองทุนสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือกองทุนการดูแลรักษาพยาบาลของนักท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ไทยได้ทั้งนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาษีของรัฐที่ต้องมาดูแลนักท่องเที่ยวทางอ้อม

    นอกจากนี้ ควรพิจารณาให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวเป็นรายประเทศ เช่น ทำเป็นทวิภาคีต่างฝ่ายต่างทำฟรีวีซ่าให้กันและกัน หรือมีการกำหนดเงื่อนไขอื่น อาทิ กำหนดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองล่วงหน้าแบบที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นทำ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศทำ ซึ่งหากเห็นว่าคนของประเทศใดแฝงเข้ามาหรือไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงแต่อาศัยประโยชน์จากฟรีวีซ่าก็ทำการยกเลิกเป็นกรณีๆ ไปได้ รวมถึงการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนร่วมกับการบินไทย เพื่อให้ฟรีวีซ่ากับบางพื้นที่ที่เป็นการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังจำเป็นต้องพิจารณาปรับสมดุลการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพระดับกลาง และระดับต่ำเข้ามาบ้าง เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดก็มีโอกาสที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากได้พอสมควร ด้วยการไปจับจ่ายใช้สอยจากร้านค้าตามท้องถิ่น หรือพักโรงแรมระดับรองที่มีส่วนใหญ่คนไทยเป็นเจ้าของจริงๆ ขณะที่ธรรมชาติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจะเน้นพักโรงแรมห้าดาว ซึ่งมักอยู่ในเครือข่ายของบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่อาหารก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

    ศ.วิทวัส กล่าวอีกว่า แนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมขาออกนอกสำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Fee เพื่อนำรายได้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนตัวคิดว่าในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะเป็นการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศโดยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน และช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลด้วยอีกทาง รวมถึงเกิดผลกระทบกับคนไม่มาก ทว่า ก็ควรมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทบกับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน หรือองค์กรธุรกิจที่จำเป็นต้องให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

    อีกทั้ง ทางรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองก็ควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งที่จัดเก็บได้ทำเป็นแคมเปญ หรือโครงการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง หรือพื้นที่ที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น คูปองเงิน โครงการไทยเที่ยวไทย รวมถึงอาจมีการอุดหนุนเงินให้สำหรับการท่องเที่ยวรายคนอีกส่วน ก็น่าจะช่วยให้คนที่พอมีกำลังทรัพย์จะไปท่องเที่ยวนอกประเทศมีทางเลือก และรู้สึกว่าได้อะไรคืนกลับมาจากเงินที่เสียไปตอนออกนอกประเทศ

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962113&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lLzY60Jf3LDDV35dX3BqX

  • หนุ่มจบ ป.6 ต่อยอดความรักเสียงเพลง สร้างแบรนด์เครื่องเสียงชื่อดัง โกยรายได้หลักแสน | เดลินิวส์

    หนุ่มจบ ป.6 ต่อยอดความรักเสียงเพลง สร้างแบรนด์เครื่องเสียงชื่อดัง โกยรายได้หลักแสน | เดลินิวส์

    “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ประโยคนี้พิสูจน์ได้จากเรื่องราวของ นายชาลี ปุ่มแก้ว อายุ 53 ปี ชาวอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ผู้ที่จบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ใช้ “ความรัก” ในเสียงดนตรี และ “ความเพียร” พลิกชีวิตจากช่างไม้บ้านๆ สู่เจ้าของอาณาจักร “โชคชาลีซาวด์ เครื่องเสียงเมืองช้าง” ที่มียอดสั่งซื้อจำนวนมากจากทั่วประเทศ

    เส้นทางของนายชาลีไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเริ่มจากเด็กชายที่หลงใหลในมิติของเสียงตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่ออายุ 17 ปี ในวันที่ความรู้เรื่องอิเล็กทรอนิกส์ยังหาได้ยาก เขาตัดสินใจหยิบเครื่องไม้เครื่องมือมาลองผิดลองถูกประกอบตู้ลำโพงเครื่องเสียงใบแรกด้วยตัวเอง อาศัย “หู” เป็นตัววัด และอาศัย “ใจ” เป็นแรงผลักดัน

    จากงานอดิเรกในหมู่บ้าน พัฒนาสู่การศึกษาทางเทคนิคอย่างจริงจังผ่านโลกออนไลน์ในยุคต่อมา จนวันนี้กว่า 20 ปีในวงการ ชื่อของ “โชคชาลีซาวด์” กลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่คนรักเครื่องเสียงกลางแจ้งต้องรู้จัก

    เบื้องหลังความสำเร็จของ โชคชาลีซาวด์ คือความพิถีพิถันในกระบวนการผลิตลำโพงที่ไม่ได้เน้นแค่ความสวยงาม แต่เน้น “คุณภาพเสียง” เป็นหัวใจหลัก ทั้งการคัดสรรวัสดุจะเลือกใช้ทั้งไม้แท้และไม้อัดคุณภาพสูง เพื่อให้ได้ความหนาแน่นที่เหมาะสม และการออกแบบตู้ลำโพง ต้องอาศัยความชำนาญเพื่อให้ได้เสียงเบสที่นุ่มลึก และเสียงกลางที่พุ่งไกล รวมถึงการเดินสายไฟภายในที่เก็บงานอย่างประณีต เพื่อป้องกันอาการไฟรั่วหรือเสียงรบกวน

    ในวันนี้ “โชคชาลีซาวด์” ไม่ได้มีเพียงนายชาลีเพียงลำพัง แต่ยังมีลูกชายทั้ง 4 คน เป็นกำลังหลักในการสืบสานธุรกิจ ช่วยกันดูแลตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาดออนไลน์บนเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามกว่า 1 แสนคน

    ด้วยยอดการผลิตกว่า 100 ตู้ต่อเดือน และราคาที่มีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงชุดใหญ่หลักหมื่นบาท ทำให้ธุรกิจนี้สร้างรายได้รวมแตะหลักแสนบาทต่อเดือน มีลูกค้าจากทุกภาคทั่วไทยเดินทางมารับของถึงบ้าน หรือสั่งจองล่วงหน้าจนผลิตแทบไม่ทัน

    นายชาลี ทิ้งท้ายไว้ว่า “กำไรเพียงเล็กน้อยต่อตู้ ไม่สำคัญเท่าความภูมิใจที่เห็นลูกค้าพอใจในเสียงลำโพงของเรา และฝากเป็นกำลังใจกับคนที่กำลังท้อแท้ จะทำสิ่งใดขอให้มีความมุ่งมั่น เพราะคือกุญแจที่แท้จริงสู่ความสำเร็จในอนาคต”

    นิยายชีวิต โดย : อสงไขย
    เรื่องและภาพโดย : นพรัตน์ กิ่งแก้ว จ.สุรินทร์
    [[คลิก]] อ่านเรื่องราว “นิยายชีวิต” ได้ที่นี่..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5823972/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i-E4he6aFMVF9y_oWY0yf

  • คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส

    คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส

    คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส

    วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.17 น.

    3 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28-30 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคใต้ (จำนวน 14 จังหวัด ประกอบด้วย ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง สตูล นราธิวาส ปัตตานี และยะลา อ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเรื่อง การจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด (ฉบับที่ 3) (2560, 17 พฤศจิกายน) ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 134 [ตอนพิเศษ 281 ง]. หน้า [14]) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,455 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของคนภาคใต้ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample)ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 26.67 ระบุว่า เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง เกี่ยวกับโครงการฯ ร้อยละ 10.52 ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เกี่ยวกับโครงการฯ ร้อยละ 7.08 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินใด ๆ เลย เกี่ยวกับโครงการฯ และร้อยละ 1.30 ระบุว่า เคยได้ยิน แต่ไม่เข้าใจเลย เกี่ยวกับโครงการฯ

    เมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างที่ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง และเคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ (จำนวน 1,333 หน่วยตัวอย่าง) ถึงเรื่องที่คนภาคใต้มีความกังวลใจเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.03 ระบุว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเล รองลงมา ร้อยละ 33.16 ระบุว่า ไม่กังวลใจใด ๆ เลย ร้อยละ 29.71 ระบุว่า ผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น เช่น การถูกเวนคืนที่ดิน วิถีชีวิตท้องถิ่นที่อาจจะเปลี่ยนไป ร้อยละ 25.81 ระบุว่า การทุจริตและความไม่โปร่งใสของโครงการฯ ร้อยละ 15.30 ระบุว่า ความคุ้มค่าในระยะยาว ร้อยละ 12.08 ระบุว่า การถูกต่อต้านจากชุมชน คนในพื้นที่ ร้อยละ 11.78 ระบุว่า คนใต้จะได้ประโยชน์อะไร ร้อยละ 11.40 ระบุว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะได้ประโยชน์อะไร ร้อยละ 10.50 ระบุว่า ปัญหาการก่อสร้างโครงการฯ ที่ล่าช้าหรือไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ร้อยละ 7.58 ระบุว่า ปัญหางบประมาณของรัฐ หากต้องลงทุนทำโครงการเอง ร้อยละ 6.30 ระบุว่า ปัญหาการหาผู้ลงทุนในโครงการฯ ร้อยละ 6.15 ระบุว่า ในอนาคต ประเทศไทยอาจจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแข่งขันกันของประเทศมหาอำนาจ ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ปัญหาโครงการฯ อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง ร้อยละ 3.98 ระบุว่า การถูกต่อต้านจาก NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) นักวิชาการ นักการเมือง และร้อยละ 0.98 ระบุว่า การถูกต่อต้านจากต่างประเทศ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างที่ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง และเคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ (จำนวน 1,333 หน่วยตัวอย่าง) ถึงความคิดเห็นของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.21 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 33.01 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 19.43 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 13.35 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962101&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03ehlN3QpAuZzZ0wYtCQib

  • “พรรคประชาชน” ขน สส. ออนทัวร์รถไฟสายมหาชัย รับฟังเสียงสะท้อน

    “พรรคประชาชน” ขน สส. ออนทัวร์รถไฟสายมหาชัย รับฟังเสียงสะท้อน

    สส.ค่ายส้ม สมุทรสาครและกรุงเทพฯ ร่วมสำรวจเส้นทางรถไฟสายมหาชัย-วงเวียนใหญ่ รับฟังเสียงสะท้อนโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม

    วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พร้อมด้วยคณะ สส. พรรคประชาชนจากจังหวัดสมุทรสาครและกรุงเทพมหานคร ร่วมลงพื้นที่สำรวจเส้นทางรถไฟสายมหาชัย-วงเวียนใหญ่ รับฟังเสียงสะท้อนประชาชนที่รอคอยความชัดเจนโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้มมานานกว่าทศวรรษโดยระบุว่า การมาครั้งนี้ต้องการรวมข้อมูลส่งตรงถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  ประชาชนอยากทราบความชัดเจนว่าโครงการนี้จะเกิดหรือไม่ เพื่อจะได้วางแผนชีวิตถูก ไม่ใช่ศึกษาแล้วศึกษาเล่าจนงบประมาณสูญเปล่า แต่กลับไม่มีอะไรคืบหน้า” นายณัฐพงษ์ กล่าวและว่า นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต สส.พรรคประชาชน ยังพบปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขทันที สถานีขาดแสงสว่าง ชานชาลาบางจุดสูงเกินไปทำให้ขึ้นลงลำบาก และบนขบวนรถยังไม่มีกล้อง CCTV

    นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ (สส.กทม. เขต 27) ตั้งคำถามแทนพ่อค้าแม่ค้าว่า หากเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าลอยฟ้า จะยังขนส่งสินค้าได้เหมือนเดิมหรือไม่ และอัตราค่าโดยสารจะกระทบรายได้ประชาชนเพียงใด การเชื่อมต่อมีข้อเสนอให้พิจารณาเชื่อมเส้นทางจากวงเวียนใหญ่ไปยังหัวลำโพง เพื่อให้ระบบรางเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องลงรถต่อหลายต่อ

    นายพงษ์สรณัฐ ทองลี (สส.กทม. เขต 26) ตั้งข้อสังเกตว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากขาดการติดป้ายประชาสัมพันธ์ตามสถานีอย่างทั่วถึง พร้อมเรียกร้องให้ รฟท. และที่ปรึกษาโครงการเร่งกระจายข่าวโดยด่วน

     นางสาวธัญธร ธนินวัฒนาธร (สส.กทม. เขต 30) เผยว่า แผนรถไฟฟ้ายังไม่สอดคล้องกับการตัดถนนใหม่ของ กทม. (พุทธมณฑลสาย 1) และขาดความชัดเจนเรื่องการเวนคืนที่ดิน

    ขณะทีนายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา (สส.กทม. เขต 24) ย้ำให้พิจารณาผลกระทบต่อวัดและสถานที่ประวัติศาสตร์ตลอดเส้นทางจนถึงอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินฯ

    “เราหวังว่าการศึกษาครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย และขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้คำตอบที่ชัดเจนกับประชาชนเสียที” นายณัฐพงษ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930264&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R81RK4sJRB8Eyi-QHQWhT

  • นักวิชาการ มธ. เชียร์ เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน
 ชี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    นักวิชาการ มธ. เชียร์ เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน
 ชี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    ท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยหลังวิกฤตโควิด เสียงจากภาควิชาการเริ่มสะท้อนข้อกังวลต่อมาตรการ ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาว โดยเฉพาะในมิติของคุณภาพนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศ

    ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดการยกเลิกมาตรการดังกล่าว พร้อมเสนอให้ปรับกลยุทธ์การดึงดูดนักท่องเที่ยวใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางที่ประเทศไทยต้องการยกระดับสู่ ‘การท่องเที่ยวคุณภาพ’

    ฟรีวีซ่าแบบเหมารวม เปิดช่อง ‘นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ’

    ศ.วิทวัส ระบุว่า การให้ฟรีวีซ่าแบบเหมารวมกับทุกประเทศ แม้จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น แต่กลับมีข้อเสียสำคัญ คือเปิดโอกาสให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศในสัดส่วนที่มากขึ้น

    กลุ่มดังกล่าวรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เน้นการใช้จ่ายต่ำ เลือกจุดหมายปลายทางราคาประหยัด หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ และทุนสีเทาที่แฝงตัวเข้ามาใช้ประโยชน์จากช่องว่างของนโยบาย

    นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ที่ตามมา เช่น การเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ หรือการที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหรือเช่าพื้นที่เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน ซึ่งลดโอกาสของผู้ประกอบการไทยในระบบ

    กระทบภาพลักษณ์-ดันต้นทุนพื้นที่ท่องเที่ยว

    หลังโควิดประเทศไทยได้ปรับยุทธศาสตร์ไปสู่การดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงมากขึ้น แต่มาตรการฟรีวีซ่ากลับสวนทางกับเป้าหมายดังกล่าว

    การมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เน้นราคาประหยัด ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งเกิดภาวะ ‘โอเวอร์ทัวริซึม’ หรือมีนักท่องเที่ยวเกินขีดความสามารถในการรองรับ ส่งผลต่อคุณภาพการบริการ และภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศ

    ในบางพื้นที่ยังเกิดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ เช่น กรณีของอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เคยเผชิญกับการปรับตัวของราคาสินค้าและบริการจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    จังหวะเหมาะ ยกเลิกช่วงท่องเที่ยวโลกชะลอตัว

    ศ.วิทวัส มองว่า ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เนื่องจากสถานการณ์ท่องเที่ยวทั่วโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว จากปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

    การปรับนโยบายในช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวน้อยกว่าช่วงที่ตลาดกำลังคึกคัก ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวและวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลง

    เสนอ ‘Travel Fee’ และวีซ่าเฉพาะกลุ่มประเทศ

    เพื่อทดแทนมาตรการเดิม นักวิชาการธรรมศาสตร์เสนอให้รัฐบาลใช้เครื่องมือใหม่ในการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว เช่น

    • การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (Travel Fee) หรือค่าเหยียบแผ่นดินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    รายได้สามารถนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือเป็นกองทุนดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยว ลดภาระงบประมาณภาครัฐ

    • การให้ฟรีวีซ่าแบบเฉพาะเจาะจง เช่น

    1.ฟรีวีซ่าทวิภาคี (แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ)

    2.ฟรีวีซ่าสำหรับประเทศที่เปิดเส้นทางการบินใหม่

    3.ระบบลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยว (คล้ายเกาหลีหรือญี่ปุ่น)

    แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น และยกเลิกสิทธิ์ได้เป็นรายกรณีหากพบความเสี่ยง

    ยังต้องรักษาสมดุล ‘นักท่องเที่ยวทุกระดับ’

    แม้จะเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง แต่ ศ.วิทวัส ชี้ว่า รัฐบาลไม่ควรมองข้ามนักท่องเที่ยวระดับกลางและระดับล่าง

    เนื่องจากกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก เช่น การใช้จ่ายในร้านค้าท้องถิ่น หรือการเข้าพักโรงแรมขนาดเล็กที่คนไทยเป็นเจ้าของ

    ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวระดับสูงมักใช้บริการโรงแรมหรูที่อยู่ในเครือบริษัทต่างชาติ และบริโภคสินค้านำเข้า ซึ่งอาจไม่ได้กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากนัก

    ‘Exit Fee’ ทำได้ แต่ต้องไม่กระทบคนทำงานต่างประเทศ

    สำหรับแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินทางออกนอกประเทศ (Exit Fee) จากคนไทย เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ศ.วิทวัส เห็นว่าเป็นแนวคิดที่ ‘รับได้ในหลักการ’

    เนื่องจากช่วยสร้างรายได้ให้รัฐ ลดการพึ่งพางบประมาณ และกระทบคนในวงจำกัด

    อย่างไรก็ตาม ควรกำหนดเงื่อนไขยกเว้นให้กับผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ หรือองค์กรธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องส่งพนักงานเดินทางบ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดภาระเกินควร

    ใช้รายได้คืนสู่ระบบท่องเที่ยวไทย

    ท้ายที่สุด ศ.วิทวัส เสนอว่า รายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ควรถูกนำกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ไม่ว่าจะเป็นการทำแคมเปญส่งเสริมเมืองรอง โครงการคูปองท่องเที่ยว หรือมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเที่ยวในประเทศ

    แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยกระจายรายได้ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเลือกท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น และรู้สึกถึง “ผลตอบแทน” จากเงินที่จ่ายออกไป

    การปรับนโยบายฟรีวีซ่าอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวน แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางการท่องเที่ยวไทย ว่าจะเดินไปสู่การเติบโตเชิงปริมาณ หรือเลือกยกระดับสู่คุณภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/end-free-visa-travel-fee/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jy3lriQMp9gDKP8tPkbxL