Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ป้าวัย 56 ร้องสื่อ ถูกรถไฟท่องเที่ยวชนเจ็บสาหัส อ้างคู่กรณีเป็นตำรวจไร้เยียวยา

    ป้าวัย 56 ร้องสื่อ ถูกรถไฟท่องเที่ยวชนเจ็บสาหัส อ้างคู่กรณีเป็นตำรวจไร้เยียวยา

    ภูมิภาค

    ป้าวัย 56 ร้องสื่อ ถูกรถไฟท่องเที่ยวชนเจ็บสาหัส อ้างคู่กรณีเป็นตำรวจไร้เยียวยา

    วันจันทร์ ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.01 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    หญิงวัย 56 ปี ชาวจังหวัดพัทลุง เข้าร้องขอความเป็นธรรม หลังประสบอุบัติเหตุถูกรถไฟท่องเที่ยวเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องนอนรักษาตัวนาน 20 วัน พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องการเยียวยาและความคืบหน้าคดี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสุมาลี เอียดสกุล อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 197 หมู่ 6 ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง นำหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ประกอบด้วยภาพจากกล้องวงจรปิด ใบรับรองแพทย์ และเอกสารค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล รวมเกือบ 100,000 บาท หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพัทลุง และโรงพยาบาลหาดใหญ่

    นางสุมาลี ระบุว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง-ดำ ทะเบียน 1กจ-6220 กลับจากซื้อของเพื่อไปจำหน่ายที่ตลาดนัดใกล้บ้าน บนถนนสายสนามกีฬา–เขาเจียก บริเวณปากทางเข้าบ้านป่าไส หมู่ 4 ตำบลเขาเจียก อำเภอเมืองพัทลุง ระหว่างขับตามหลังรถยนต์คันหนึ่ง รถไฟท่องเที่ยวได้ขับออกจากซอยกะทันหัน ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนจนตนหมดสติ

    ผู้เสียหายอ้างว่า คู่กรณีเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยศร้อยตำรวจตรี ชื่อบุญเลิศ (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี สังกัดสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุง และระหว่างรักษาตัวไม่ได้รับการติดต่อหรือการช่วยเหลือเบื้องต้นแต่อย่างใด

    ภายหลังออกจากโรงพยาบาล ผู้เสียหายได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี โดยมีการเรียกคู่กรณีมาเจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากอีกฝ่ายปฏิเสธการชดใช้ และให้ไปดำเนินการทางศาล ทำให้ผู้เสียหายกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

    นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรถไฟท่องเที่ยวที่ใช้ในวันเกิดเหตุ ว่าสามารถนำมาวิ่งบนถนนสาธารณะได้หรือไม่ เนื่องจากไม่แน่ใจว่ามีการจดทะเบียนและได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

    ด้าน ร.ต.อ.เมธพนธ์ โพธิกุล พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทลุง ระบุว่า เบื้องต้นเมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474830&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WwrMlzkFjMZyEZ0DIok6G

  • หญิงร้องถูกรถไฟท่องเที่ยวชน คู่กรณีเป็น ตร.ไม่รับผิดชอบ ท้าให้ไปฟ้องศาลเอง

    หญิงร้องถูกรถไฟท่องเที่ยวชน คู่กรณีเป็น ตร.ไม่รับผิดชอบ ท้าให้ไปฟ้องศาลเอง

    หญิงชาวพัทลุง ร้องขอความเป็นธรรม ถูกรถไฟท่องเที่ยวถอยชน นอนรักษาตัว 20 วัน คู่กรณีเป็นตำรวจไม่เหลียวแล แถมบอกถ้าอยากให้เยียวยาหรือชดใช้ค่าเสียหาย ให้ไปฟ้องศาลเอาเอง

    นางสุมาลี อายุ 56 ปี เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดพัทลุง หลังถูกรถไฟท่องเที่ยวเฉี่ยวชนจนอาการสาหัส โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่ญาติหามาเอง และใบรับรองแพทย์ ใบรักษาค่าพยาบาล และค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรักษาตัวเกือบ 1 แสนบาท เป็นหลักฐาน

    นางสุมาลี บอกว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตนเองขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับมาจากซื้อของบนถนนสายสนามกีฬา-เขาเจียก บริเวณปากทางเข้าบ้านป่าไส หมู่ 4 ตำบลเขาเจียก อำเภอเมืองพัทลุง โดยขี่มาทางตรงไม่ได้ใช้ความเร็ว แต่พอถึงทางแยก จู่ๆ รถไฟท่องเที่ยวพื้นที่เขาเจียก ก็ถอยหลังออกมาจากซอยโดยไม่มีการชะลอ แล้วมาชนรถตนเองจนได้รับบาดเจ็บและสลบไป

    มารู้ตัวอีกทีว่า คนขับรถไฟท่องเที่ยวและเป็นเจ้าของ เป็นตำรวจยศร้อยตำรวจตรี สังกัด สภ.เมืองพัทลุง ซึ่งในช่วงที่รักษาตัวนั้น คู่กรณีไม่เคยมาเยียวมา หรือสอบถามอาการเลยแม้แต่น้อย พอออกจากโรงพยาบาล ตนเองไปพบพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้เรียกทั้ง 2 ฝ่ายมาไกล่เกลี่ยตกลงค่าเสียสายกัน แต่คู่กรณีที่เป็นตำรวจ กลับบอกว่าถ้าอยากได้เยียวยาหรือชดใช้ค่าเสียหาย ให้ไปฟ้องศาลเอาเอง ทำให้ตนเองกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากคู่กรณีเป็นตำรวจ และยังอยู่โรงพักในพื้นที่เกิดเหตุด้วย จึงต้องหวังพึ่งสื่อช่วยเหลือให้ตนเองได้รับความเป็นธรรม

    นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังตั้งคำถามว่า รถไฟท่องเที่ยวที่จัดสร้างขึ้นมาเองนั้น สามารถวิ่งบนถนนสาธารณะได้ด้วยเหรอ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ต่อทะเบียนและขอใบอนุญาต จากกรมการขนส่งทางบก

    ด้านร้อยตำรวจเอก เมธพนธ์ โพธิกุล ร้อยเวร สภ.เมืองพัทลุง เจ้าของคดี กล่าวว่า ในเบื้องตน เมื่อทั้งคู่ไม่สามารถไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ ทางพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเพื่อส่งอัยการและศาลต่อไป

    ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปที่ขนส่งจังหวัดพัทลุง ถึงกรณีที่รถไฟท่องเที่ยวเขาเจียก ที่วิ่งรับนักท่องเที่ยวชมทัศนียภาพรอบๆ สวนสาธารณะของเทศบาลเขาเจียก อำเภอเมือง ที่เป็นคู่กรณีกับผู้เสียหาย เบื้องต้นทางขนส่งจังหวัดพัทลุง บอกว่า รถไฟดังกล่าวยังไม่ได้มีการขอใบอนุญาตกับทางขนส่งจังหวัดในการวิ่งบริการบนถนนสาธารณะ และที่นำมาวิ่งอยู่ได้นั้นน่าจะมาจากการขอความอนุเคราะห์ และขอความร่วมมือจากเทศบาล จึงนำออกมาวิ่ง ทางขนส่งจะขอตรวจสอบอีกครั้งว่าถูกต้องหรือไม่

    สำหรับการให้บริการรถไฟนักท่องเที่ยวนั้น รอบหนึ่งมีค่าบริการ คนละ 30 บาท จากหน้าสวนสาธารณะวนรอบภูเขาเจียก เส้นทาง เกือบ 2 กิโลเมตร โดยดำเนินการวิ่งมาแล้ว 3 ปี

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/RUIGupFOyvo

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/middaynews/462266&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D97kjZPU5D2WefSswDDEB

  • นักวิชาการ มธ.เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ดันภาพลักษณ์ แนะดึงท่องเที่ยวคุณภาพ

    นักวิชาการ มธ.เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ดันภาพลักษณ์ แนะดึงท่องเที่ยวคุณภาพ

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุนยกเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” ช่วยสกัดนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย ระบุโอกาสดีที่ท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอตัว ผลกระทบไม่มาก

    ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะพิจารณายกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน พร้อมกับปรับกลยุทธ์ในการให้ฟรีวีซ่าในรูปแบบอื่นๆ เพราะการให้ฟรีวีซ่าเหมารวมกับทุกประเทศมีข้อเสียคือเปิดช่องให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และอาจมีการแย่งอาชีพคนไทย

    รวมถึงเปิดให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัด-ใช้จ่ายต่ำเข้ามาในปริมาณมาก หรือกระทั่งกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนเทาแฝงตัวเข้ามา

    ศ.วิทวัส กล่าวว่า หลังโควิด-19 ประเทศไทยได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมาเน้นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น มาตรการฟรีวีซ่าจึงเหมือนเป็นการเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามา

    สำหรับการมีนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำหรือนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ย่อมมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการยกระดับ หรือดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายจุดจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกินขีดความสามารถในการให้บริการหรือการจัดการ

    รวมทั้งส่งผลให้ค่าครองชีพในพื้นที่นั้นๆ พุ่งสูงขึ้น เช่น กรณีที่เกิดขึ้นช่วงหนึ่งที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ไปจนถึงการเกิดกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อ หรือเช่าพื้นที่เพื่อเปิดให้บริการด้านต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน หรือชาติอื่นๆ รวมถึงการเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ

    นักวิชาการ มธ.เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ดันภาพลักษณ์ แนะดึงท่องเที่ยวคุณภาพ

    ขณะนี้เป็นจังหวะดีที่จะยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกอยู่ภาวะวิกฤตพลังงานทำให้ต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่ การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วงนี้จึงส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีเวลาปรับตัว และวางแผน เพื่อรองรับกับการยกเลิกฟรีวีซ่าในครั้งนี้ด้วย

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพิ่มเติม และลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพต่ำควบคู่ด้วย เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee)

    ทั้งนี้ อาจนำไปจัดสรรเป็นกองทุนสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือกองทุนการดูแลรักษาพยาบาลของนักท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ไทยได้ทั้งนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาษีของรัฐที่ต้องมาดูแลนักท่องเที่ยวทางอ้อม

    นอกจากนี้ ควรพิจารณาให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวรายประเทศ เช่น ทำเป็นทวิภาคีต่างฝ่ายต่างทำฟรีวีซ่าให้กันและกัน หรือกำหนดเงื่อนไขอื่น อาทิ กำหนดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองล่วงหน้าแบบที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นทำ เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศทำ ซึ่งหากเห็นว่าคนของประเทศใดแฝงเข้ามาหรือไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงแต่อาศัยประโยชน์จากฟรีวีซ่าก็ยกเลิกเป็นกรณีไป

    รวมถึงการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนร่วมกับการบินไทย เพื่อให้ฟรีวีซ่ากับบางพื้นที่ที่เป็นการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ

    ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ต้องพิจารณาปรับสมดุลการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพระดับกลาง และระดับต่ำเข้ามาบ้าง เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดก็มีโอกาสที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากได้พอสมควร ด้วยการไปจับจ่ายใช้สอยจากร้านค้าตามท้องถิ่น หรือพักโรงแรมระดับรองที่มีส่วนใหญ่คนไทยเป็นเจ้าของจริงๆ

    ขณะที่ธรรมชาติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจะเน้นพักโรงแรมห้าดาว ซึ่งมักอยู่ในเครือข่ายของบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่อาหารก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ 

    ศ.วิทวัส กล่าวว่า แนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมขาออกนอกสำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Fee เพื่อนำรายได้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนตัวคิดว่าในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะเป็นการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศโดยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน และช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลด้วยอีกทาง

    รวมถึงเกิดผลกระทบกับคนไม่มาก ทว่า ก็ควรมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทบกับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน หรือองค์กรธุรกิจที่จำเป็นต้องให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

    อีกทั้ง ทางรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองก็ควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งที่จัดเก็บได้ทำเป็นแคมเปญ หรือโครงการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง หรือพื้นที่ที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น คูปองเงิน โครงการไทยเที่ยวไทย รวมถึงอาจมีการอุดหนุนเงินให้สำหรับการท่องเที่ยวรายคนอีกส่วน ก็น่าจะช่วยให้คนที่พอมีกำลังทรัพย์จะไปท่องเที่ยวนอกประเทศมีทางเลือก และรู้สึกว่าได้อะไรคืนกลับมาจากเงินที่เสียไปตอนออกนอกประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/economics/1232268&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3izPWgGxw3JjvVc4A1Jimd

  • ผงาดติดอันดับโลก!

    ผงาดติดอันดับโลก!

    ผงาดติดอันดับโลก! ‘อ่าวเกือก’ คว้าชายหาดดีที่สุด-ตอกย้ำพังงาคือจุดหมายระดับสากล

    วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

    ผงาดอันดับ 10 ของโลก! ‘อ่าวเกือก’ สิมิลัน คว้าชายหาดที่ดีที่สุดในโลกปี 2026 ตอกย้ำพังงาคือจุดหมายระดับสากล

    แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทยสร้างชื่อเสียงในระดับสากลอีกครั้ง เมื่อ ‘อ่าวเกือก’ หรือ Donald Duck Bay ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 10 ของโลก ประจำปี 2026 โดย ‘World’s 50 Best Beaches’

    การจัดอันดับในครั้งนี้มาจากการคัดเลือกอย่างพิถีพิถันโดยเครือข่าย ‘Beach Ambassadors’ และผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวมากกว่า 1,000 คนทั่วโลก โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญคือ 1.ความสวยงามตามธรรมชาติที่ไร้การปรุงแต่ง 2.ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล 3.ความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่และความเงียบสงบ และ 4.การบริหารจัดการจำนวนผู้มาเยือนอย่างเหมาะสม

    สำหรับอ่าวเกือก (Donald Duck Bay) ตั้งอยู่บริเวณเกาะ 8 มีจุดเด่นที่เป็นสัญลักษณ์คือ ‘หินเรือใบ’ โขดหินแกรนิตขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตาตั้งตระหง่านเหนือหาดทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลสีฟ้าใส การที่อ่าวเกือกยังคงความอุดมสมบูรณ์และคว้าอันดับโลกมาได้นั้น เป็นผลมาจากการจำกัดช่วงเวลาเปิด-ปิดการท่องเที่ยวเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัว

    นอกจากอ่าวเกือกแล้ว ในปี 2026 นี้ ประเทศไทยยังมีชายหาดติดอันดับโลกอีก 2 แห่ง ได้แก่ Paradise Beach (อันดับ 23) และ Freedom Beach (อันดับ 27) ซึ่งถือเป็นแรงผลักดันสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาและประเทศไทย ตอกย้ำความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มองหาจุดหมายปลายทางทางธรรมชาติที่สวยงามและได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/962211&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R69G5FUJ0kcMnfRzbuDOb

  • ปังไม่ไหว! ‘อ่าวเกือก’ เกาะสิมิลัน ติดอันดับ 10 ชายหาดดีที่สุดในโลก 2026 | เดลินิวส์

    ปังไม่ไหว! ‘อ่าวเกือก’ เกาะสิมิลัน ติดอันดับ 10 ชายหาดดีที่สุดในโลก 2026 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า“อ่าวเกือก” หรือ Donald Duck Bay แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 10 ของโลก ประจำปี 2026 จากการจัดอันดับของ “World’s 50 Best Beaches” การจัดอันดับดังกล่าวมาจากการคัดเลือกของผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวและเครือข่าย “Beach Ambassadors” กว่า 1,000 คนทั่วโลก โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งความสวยงามตามธรรมชาติ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ความสงบ ความเป็นเอกลักษณ์ และจำนวนผู้มาเยือน

    สำหรับ “อ่าวเกือก”หรือ Donald Duck Bay ตั้งอยู่บริเวณเกาะ8 หรือเกาะสิมิลัน มีจุดเด่นคือหาดทรายขาวละเอียด น้ำทะเลสีฟ้าใส และโขดหินแกรนิตขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตาที่เรือกกันว่าหินเรือใบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ลักษณ์ของหมู่เกาะสิมิลัน อีกทั้งยังเป็นชายหาดที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีการจำกัดช่วงเวลาเปิด–ปิดการท่องเที่ยว เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

    นอกจากนี้ ในปี 2026 ประเทศไทยยังมีชายหาดติดอันดับโลกถึง 3 แห่ง ได้แก่ อ่าวเกือก (อันดับ 10), Paradise Beach (อันดับ 23) และ Freedom Beach (อันดับ 27) สะท้อนศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทยที่ยังคงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การได้รับการจัดอันดับในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาและประเทศไทย พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามติดอันดับโลกอย่างต่อเนื่อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5832954/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VCKkxUY0XtDzPwzepeoy0

  • สงครามส่งผลต่อเมืองศักดิ์สิทธิ์อิรัก นักท่องเที่ยวหายไป 95%

    สงครามส่งผลต่อเมืองศักดิ์สิทธิ์อิรัก นักท่องเที่ยวหายไป 95%

    เมืองศักดิ์สิทธิ์นาจัฟและคาร์บาลาในอิรักเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจรุนแรง หลังสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้นักแสวงบุญจากต่างประเทศหายไปเกือบหมด ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงศาสนาที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของท้องถิ่น

    อับเดล ราฮิม ฮาร์มูช เจ้าของร้านเครื่องประดับอายุ 71 ปี ที่ประกอบธุรกิจในตลาดเก่าใกล้สุสานอิหม่าม อะลีเป็นเวลา 38 ปี เล่าว่า “นักแสวงบุญชาวอิหร่านเคยทำให้เรามีงานทำ ไม่ว่าจะเป็นร้านเครื่องประดับ ร้านผ้า หรือคนขับแท็กซี่ ตอนนี้ไม่มีเลย” เขากล่าวเสริมว่าเมื่อก่อนแม้แต่การเดินเข้าไปในตลาดยังยากเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมาย

    วิกฤติโรงแรมและธุรกิจท้องถิ่น

    สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อซาเอบ อาบู กไนม หัวหน้าสมาคมโรงแรมในนาจัฟ เปิดเผยว่าโรงแรม 80% จากทั้งหมด 250 แห่งในเมืองต้องปิดตัวลง พร้อมเลิกจ้างพนักงานกว่า 2,000 คน หรือให้ลาโดยไม่ได้รับเงินเดือน

    อาบู อะลี เจ้าของโรงแรมวัย 52 ปี ต้องเลิกจ้างพนักงาน 5 คน เหลือเพียงคนเดียวดูแลห้องพักเกือบ 70 ห้องที่ว่างเปล่า “จะจ่ายเงินเดือนได้อย่างไรถ้าไม่มีงาน” เขากล่าวด้วยความท้อแท้

    มูสตาฟา อัล-ฮาบูบี วัย 28 ปี ผู้ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา เล่าว่าเมื่อก่อนแทบจะรับมือกับคิวนักแสวงบุญที่มาแลกเงินดีนาร์อิรักไม่ไหว แต่ปัจจุบันต้องใช้เวลาว่างเล่นโทรศัพท์หรือคุยกับเพื่อนบ้าน “เรารับลูกค้าได้แค่วันละ 1-2 คนเท่านั้น ตอนนี้ไม่มีนักแสวงบุญเลย ไม่ว่าจะเป็นชาวอิหร่านหรือชาติอื่น”

    คาร์บาลาเผชิญปัญหาเดียวกัน

    เมืองคาร์บาลาซึ่งอยู่ห่างจากนาจัฟประมาณ 80 กิโลเมตร และเป็นที่ประดิษฐานของอิหม่าม ฮุสเซนและอิหม่าม อับบาส หลานชายของศาสดามุฮัมมัด เผชิญสถานการณ์เดียวกัน อิสรา อัล-นัสราวี หัวหน้าคณะกรรมการการท่องเที่ยวคาร์บาลา เรียกสถานการณ์ปัจจุบันว่า “หายนะ” โดยระบุว่านักท่องเที่ยวลดลงประมาณ 95%

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงศาสนา

    อัครัม รอดี ผู้ทำงานในธุรกิจนำเที่ยวนักแสวงบุญมา 16 ปี เล่าว่าบริษัทของเขาเคยดูแลนักท่องเที่ยวได้เดือนละ 1,000 คน แต่ปัจจุบันทำงานได้เพียง 10% ของกำลังการผลิต “ผมอาจต้องปิดกิจการและหางานอื่นทำ” เขากล่าว

    แม้ว่าจะมีการหยุดยิงชั่วคราวเมื่อ 8 เมษายนและอิรักเปิดน่านฟ้าใหม่ แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น มีเพียงนักแสวงบุญจำนวนน้อยที่เดินทางมาในช่วงสัปดาห์ ส่วนช่วงสุดสัปดาห์จะมีชาวอิรักมาเยี่ยมชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นเล็กน้อย

    การท่องเที่ยวเชิงศาสนาถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของเศรษฐกิจอิรักนอกภาคน้ำมัน และหากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไป จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเจ้าของร้านค้า คนขับรถ และแรงงานในพื้นที่ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก

    The golden-domed Imam Ali Shrine in Iraq's holy city of Najaf is the ornate burial place of the first Shia Imam

    The golden-domed Imam Ali Shrine in Iraq’s holy city of Najaf is the ornate burial place of the first Shia Imam

    The Middle East war has stemmed the usual influx of pilgrims to the Imam Ali Shrine

    The Middle East war has stemmed the usual influx of pilgrims to the Imam Ali Shrine

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/iraq-holy-cities-pilgrims-decline-regional-war&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30mgss9acXHIQfJsSnH062

  • แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง ผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อคนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว ซึ่งพบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน ส่วนใหญ่ 67.22% เห็นด้วยกับโครงการ 

    โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% ค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% และไม่เห็นด้วย 32.78% สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการและบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

    นางสาวรัชดา ระบุว่า ผลสำรวจดังกล่าวที่พบว่ากว่าครึ่งหรือ 54.53% เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย ถือเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น

    “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” 

    แลนด์บริดจ์เดิมพันเศรษฐกิจไทย นายกฯสั่งเร่งสื่อสารลดช่องว่างความเข้าใจ

    สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ เช่น มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

    “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658204&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dwhhuML4prZKoFCF1o0tz

  • “วราวุธ” เปิดบ้านสุพรรณบุรี เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    “วราวุธ” เปิดบ้านสุพรรณบุรี เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    การเมือง

    “วราวุธ” เปิดบ้านสุพรรณบุรี เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า ตั้งเป้า SME- SMEs โตแบบก้าวกระโดด ดัน GDP ไทยพุ่ง 2-2.5%

    วันจันทร์ ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.55 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาตนพร้อมด้วยนายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่สุพรรณบุรี ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 ต.กำยาน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี 

    นายวราวุธ  กล่าวตอนหนึ่งว่า การนำทีมผู้บริหารของกระทรวงอุตสาหกรรมมาที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) มารับฟังเสียงความต้องการของประชาชน เพื่อให้เข้าถึงปัญหาและสอดคล้องนโยบาย ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว เสาที่ 1 จาก 4 เสาหลักของนโยบายดังกล่าว และส่วนตัวยังดีใจที่มาตรวจเยี่ยมงานพื้นที่สุพรรณบุรีในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม เพราะศูนย์ DC8 แห่งนี้ก่อตั้งสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา  เป็น รมว.อุตสาหกรรม เมื่อ 36 ปีก่อน ซึ่งศูนย์ DC8 เกิดจากความคาดหวังที่กระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าของสุพรรณบุรี และจังหวัดโดยรอบของสุพรรณบุรี มาตั้งแต่ปี 2533 โดยนายบรรหาร ที่จากพวกเราไป 10 ปีแล้ว จึงอยากจะมารื้อฟื้นความหวัง และทำให้ SME- SMEs เติบโตได้ และจะทำให้หอการค้ามีแฟลตฟอร์มผลักดันสินค้าชุมชนต่อยอดระดับประเทศ และระดับโลก

    “ยืนยันว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่ดูแลแค่ผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่จะโฟกัสถึงคนตัวเล็กตัวน้อย SME ขนาดกลางขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน เพราะเป็นหัวใจและเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามสถานการณ์ความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร คาดว่าภายในสิ้นปี 2569 จะเห็นอุตสาหกรรมระดับ SME- SMEs เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเป็นฟันเฟืองทำให้จีดีพีของไทยแตะ 2-2.5% โดยกระทรวงอุตสาหกรรม จะเร่งทำงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาขอสินเชื่อ SME D Bank กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีวงเงินถึง 20,000 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี  วงเงินกู้สูงสุดรายละ 30 ล้านบาท การมาเปิดบ้านสุพรรณบุรีในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการเปิดบ้านต้อนรับผู้ประกอบการ พร้อมรวบรวมการ “ให้” ทั้งหมดนี้ไว้ด้วยกัน เพื่อเป็น One Stop Service สำหรับผู้ประกอบการในทุกมิติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารชุมชน ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ“ นายวราวุธ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวราวุธพร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมได้เยี่ยมชมบูธต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงโดยมีทั้งคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจเบื้องต้น โซนตลาดนัดอุตสาหกรรม กระบวนการทดลองเครื่องจักร เครื่องสกัดด่วน เครื่องระเหยข้น สเปรย์ดราย (มะพร้าวน้ำหอม) เครื่องอบลมร้อน (ผำ) เครื่องปั่นบดละเอียด (ข้าว) และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “8-พร้อม-พัฒน์ : (8 PROM PLUS)” อาทิ นมข้นจากน้ำมะพร้าว เครื่องแกงป่าพร้อมรับประทาน แป้งข้าวผงและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผำผงอบแห้ง มะพร้าวน้ำหอมผงพร้อมดื่ม ซอสซีอิ๊วพร้อมปรุงอเนกประสงค์ แป้งข้าว กข.43 ยกระดับมาตรฐานGHPs เพื่อควบคุมความสะอาดปลอดภัยของอาหาร ปรับปรุงพัฒนาเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าได้ดีขึ้น
     
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/474813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eHkelKRkm1X7pf6l7M0v5

  • เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ‘ธีระชุณ บุญสิทธิ์’ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1–11 ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือทันทีตามสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการจัดหาน้ำกินน้ำใช้ น้ำต้นทุนผลิตประปา และช่วยเหลือภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ

    ผลการดำเนินงานในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาทิ จังหวัดลำปาง นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ชุมพร กระบี่ และอุบลราชธานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ แจกจ่ายน้ำสะอาด และสนับสนุนภารกิจภาคสนามอย่างครบวงจร ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชาชนกว่า 43,200 คน พร้อมสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าดับไฟป่าเกือบ 2,000 ขวด สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ลดความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

    พามาดูการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) จัดสัมมนา “Triple Planetary Crisis” เพื่อชวนทุกภาคส่วนร่วมรับมือ 3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมสำคัญของโลก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ พร้อมผลักดันการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

    ภายในงาน ผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่า วิกฤตทั้ง 3 ด้านเชื่อมโยงกันโดยตรง และกำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการผลักดันแนวคิด Nature Positive ที่ชวนภาคธุรกิจปรับบทบาทจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “ฟื้นฟูธรรมชาติ” ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านเครื่องมือใหม่อย่างคาร์บอนเครดิต การเงินสีเขียว และการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส

    เร่งรับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เติมน้ำกินน้ำใช้ 21,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ สู้ภัยแล้ง

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญ ทั้งเป้าหมาย Net Zero 2050, กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลไกราคาคาร์บอน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ไทยแข่งขันได้ภายใต้กติกาเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    เวทีเสวนายังสะท้อนเสียงจากภาคธุรกิจชั้นนำที่เริ่มปรับตัวอย่างจริงจัง ทั้งด้านพลังงาน การเงิน เกษตร และวัสดุก่อสร้าง โดยมุ่งพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

    สารสำคัญของงานครั้งนี้ชัดเจนว่า “วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่โจทย์ของโลก แต่คือโจทย์อนาคตเศรษฐกิจไทย” และหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ วิกฤตครั้งใหญ่ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/863222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Sc0oYa-TClkfQyYk9N_nK

  • เร่งปราบนอมินีต่างชาติ เตือน ‘คนไทยช่วยถือหุ้น’ เสี่ยงโทษหนัก

    เร่งปราบนอมินีต่างชาติ เตือน ‘คนไทยช่วยถือหุ้น’ เสี่ยงโทษหนัก

    ‘นอมินีต่างชาติ’ ไม่ใช่เพียงช่องโหว่ทางธุรกิจ แต่เป็นความผิดตามกฎหมายไทยที่มีบทลงโทษชัดเจน ทั้งจำคุก ปรับ และอาจถูกดำเนินคดีกับคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือหรือรู้เห็นเป็นใจด้วย

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกมาย้ำเตือนอีกครั้งให้คนไทยระวังการเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงสร้างธุรกิจที่เข้าข่าย ‘นอมินี’ หรือการถือหุ้นแทนให้ต่างชาติหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายไทย โดยระบุชัดว่า การให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจต่างด้าวที่ฝ่าฝืนกฎหมาย อาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดได้ทันที

    การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเดินหน้าตรวจสอบเชิงรุกของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หลังใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลและเชื่อมโยงฐานข้อมูลนิติบุคคลทั่วประเทศ คัดกรองพบ นิติบุคคลต่างด้าวจำนวน 6,551 ราย ที่อาจเข้าข่ายลักลอบประกอบธุรกิจในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

    จับตา 6,551 ราย เสี่ยงฝ่าฝืนกฎหมายธุรกิจต่างด้าว

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบรอบนี้มุ่งเป้าไปที่นิติบุคคลต้องสงสัยซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 และมีพฤติการณ์เข้าข่ายประกอบธุรกิจใน ‘3 บัญชีท้าย’ ของกฎหมาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ

    ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ระหว่างขยายผลเชิงลึก พร้อมบูรณาการข้อมูลกับหลายหน่วยงาน ทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านภาษี เพื่อสาวไปถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

    foreign-nominee-6551-thai-penalty-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘3 บัญชีท้าย’ กรอบกฎหมายสำคัญที่ต่างชาติต้องรู้

    กฎหมายไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด แต่กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนใน ‘3 บัญชีท้าย’ ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

    บัญชีที่ 1: ห้ามโดยเด็ดขาด

    เป็นกิจการที่รัฐสงวนไว้เพื่อประโยชน์พื้นฐานของคนไทย เช่น
    • การทำนา ทำสวน ทำไร่
    • การประมงในน่านน้ำไทย
    • การทำไม้จากป่าธรรมชาติ
    • การค้าขายที่ดิน

    ธุรกิจเหล่านี้ ชาวต่างชาติไม่สามารถประกอบกิจการได้โดยเด็ดขาด

    บัญชีที่ 2: เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและทรัพยากรประเทศ

    ธุรกิจในกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ระดับประเทศ เช่น
    • ธุรกิจด้านความมั่นคง
    • คมนาคมและขนส่ง
    • ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ

    ชาวต่างชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

    บัญชีที่ 3: คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน

    เป็นกลุ่มธุรกิจที่กฎหมายยังต้องการคุ้มครองผู้ประกอบการไทย เช่น
    • ธุรกิจบริการ
    • บัญชีและกฎหมาย
    • ค้าปลีก ค้าส่ง
    • ท่องเที่ยว
    • โรงแรม

    ต่างชาติสามารถเข้ามาประกอบกิจการได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

    คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ เสี่ยงโทษเท่ากัน

    ประเด็นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหยิบขึ้นมาย้ำครั้งนี้ คือ “นอมินี” หรือการที่คนไทยเข้าไปถือหุ้นแทน หรือช่วยอำพรางโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่อให้ต่างชาติหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย

    กรณีเช่นนี้ ไม่ได้มีความผิดเฉพาะนักลงทุนต่างชาติเท่านั้น แต่ คนไทยที่รู้เห็นเป็นใจ ช่วยเหลือ หรือไม่ป้องกันการกระทำผิดทั้งที่สามารถป้องกันได้ อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย

    บทลงโทษตามกฎหมายมีดังนี้
    • จำคุกไม่เกิน 3 ปี
    • ปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท
    • หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

    มาตรการนี้สะท้อนโจทย์เศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า

    การกวาดล้างนอมินีในรอบนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังสะท้อนนโยบายเชิงเศรษฐกิจของรัฐในการรักษาสมดุลระหว่าง การเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ กับ การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม

    เพราะหากปล่อยให้เกิดโครงสร้างธุรกิจอำพรางต่อเนื่อง ย่อมกระทบทั้งการแข่งขันทางการค้า รายได้ภาษี ความโปร่งใสของระบบธุรกิจ และความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบเชิงรุกต่อเนื่อง โดยใช้ฐานข้อมูลเชื่อมโยงและเทคโนโลยีวิเคราะห์ความเสี่ยง พร้อมเปิดรับเบาะแสจากประชาชนผ่านช่องทางของกรม เพื่อร่วมกันปกป้องระบบเศรษฐกิจไทยจากธุรกิจผิดกฎหมาย

    foreign-nominee-6551-thai-penalty-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/foreign-nominee-6551-thai-penalty&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mjEMqYZmzrKbVBG47u63E