Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯ สั่ง “เอกนิติ” เร่งศึกษาใน 90 วัน

    คืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯ สั่ง “เอกนิติ” เร่งศึกษาใน 90 วัน

    ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้มีการศึกษา โดยให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ดำเนินการภายใน 90 วัน

    ซึ่งการศึกษาครอบคลุมทั้งความคุ้มค่าในการลงทุน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบในด้านอื่นๆ รวมถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการ

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์

    โดยรูปแบบโครงการไม่ได้จำกัดเฉพาะระบบราง แต่รวมถึงระบบถนน และระบบท่อสำหรับขนส่งของเหลวหรือพลังงาน เช่น ก๊าซและน้ำมัน

    ทั้งนี้ยังต้องรอผลการศึกษาอย่างเป็นทางการต่อไป โดยต้องทำการศึกษาผลกระทบทั้งหมด ดังนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ ก็ถือว่านายเอกนิติก็ต้องไปตั้งทีมมาเพื่อทำการศึกษา

    ส่วนแนวทางการชี้แจงต่อกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการ นายพิพัฒน์ เผยว่า จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจทั้งในด้านผลดีและผลเสีย โดยต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้านและสื่อสารกับประชาชน โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรได้รับสิทธิในการประกอบอาชีพในพื้นที่ของตนเอง

    พร้อมพิจารณาว่าจะมีการสงวนหรือจัดหาอาชีพใดเพื่อทดแทนให้กับผู้ที่อาจเสียโอกาส เช่น กลุ่มประมงพื้นบ้านที่อาจได้รับผลกระทบ ทั้งนี้เห็นว่ามีหลายอาชีพที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อรองรับและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว

    ส่วนจะหยุดกลุ่มผู้ที่จะมาเคลื่อนไหวที่จะมาปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่สามารถห้ามได้ เนื่องจากเป็นสิทธิของแต่ละบุคคลในการชุมนุมหรือแสดงออก

    อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงอย่างชัดเจนถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น ทั้งในระดับโครงการและสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ

    เมื่อถามว่ามั่นใจว่าโครงการนี้จะได้ผลดีมากกว่าผลเสียต่อประเทศใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จำเป็นต้องรอผลการศึกษาก่อน เนื่องจากหากให้ความเห็นในขณะนี้อาจคลาดเคลื่อนได้ จึงขอให้รอผลการศึกษาอย่างเป็นทางการออกมาก่อน

    ส่วนกลุ่มคนจะออกมาคัดค้านเป็นคนในพื้นที่หรือนอกพื้นที่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเองไม่ทราบว่ามีคนนอกพื้นที่หรือในพื้นที่ ก็น่าจะมีทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ แต่ก็อย่าลืมว่าทุกครั้งที่เราจะมีการ ในอดีตเราก็เคยมีสิ่งต่างๆ ที่มาทำให้เราไม่สามารถขยับหน้าได้ แต่ในปัจจุบันบริบทโลกเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องศึกษาความคุ้มค่าใหม่อย่างรอบด้าน

    เนื่องจากเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศ โดยโครงการแลนด์บริดจ์ในครั้งนี้จะไม่ใช้วิธีขุดคลองเหมือนแนวคิดในอดีต ซึ่งเคยถูกตั้งข้อกังวลเรื่องการแบ่งแยกประเทศ แต่จะใช้ระบบขนส่งทางถนน ทางราง และท่อแทน

    ขณะที่ข้อห่วงใยของผู้คัดค้านยังคงอยู่ที่ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งภาครัฐระบุว่าสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การก่อสร้างอุโมงค์ เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศได้ และทุกประเด็นยังต้องผ่านการศึกษาอย่างละเอียดต่อไป

    เมื่อถามว่าโครงการนี้จะไม่แท้งเหมือนโครงการคอคอดกระใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังต้องรอผลการศึกษาเป็นหลัก และไม่ต้องการชี้ขาดในขณะนี้ว่าอะไรถูกหรือผิด อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้บริหารกระทรวง เห็นว่าหากมีโครงการใดที่มีศักยภาพช่วยฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ก็ควรถูกนำมาพิจารณา

    พร้อมตั้งคำถามว่าขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ในการพัฒนาโครงการดังกล่าว แต่ย้ำว่าทุกอย่างต้องยึดตามผลการศึกษาที่ถูกต้องและรอบด้านเป็นสำคัญ

    ส่วนกรณีที่โครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้ทำไมถึงไม่มีการบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่แรก นายพิพัฒน์ ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่ปี 2562 และเคยถูกนำเสนอเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงอยู่แล้ว โดยเมื่อเข้ามาดูแลกระทรวง ก็ได้นำนโยบายดังกล่าวมาต่อยอดผลักดันอีกครั้ง พร้อมย้ำว่ายังคงต้องรอผลการศึกษาให้แล้วเสร็จเป็นสำคัญ แต่ตนจะยังไม่ลงพื้นที่ในขณะนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อน โดยจะรอผลการศึกษาของนายเอกนิติออกมาอย่างชัดเจนก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274704&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iD1yS65h7HQOayPvLsCa_

  • ฟูจิฟิล์ม มอบอุปกรณ์ระบบเอกซเรย์ดิจิทัลให้ 3 สถาบันการศึกษา มุ่งสนับสนุนการเรียนการสอนและพัฒนา …

    ฟูจิฟิล์ม มอบอุปกรณ์ระบบเอกซเรย์ดิจิทัลให้ 3 สถาบันการศึกษา มุ่งสนับสนุนการเรียนการสอนและพัฒนา …

    บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศด้วยการมอบเครื่องอ่านและแปลงสัญญาณข้อมูลภาพเอกซเรย์เป็นระบบดิจิทัล (Computed Radiography …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipr.net/education/3717508&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3akUEg-gcp_UEkBZpSai8Z

  • จี้หน่วยงานรัฐจัดการจริงจัง พบต่างชาติพาลูกเดินขอทานในป่าตอง | เดลินิวส์

    จี้หน่วยงานรัฐจัดการจริงจัง พบต่างชาติพาลูกเดินขอทานในป่าตอง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 พ.ค. เพจ “โหดจัง จังหวัดภูเก็ต” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ชายชาวต่างชาติรายหนึ่ง จูงมือลูกชายเดินขอเงินจากนักท่องเที่ยวด้วยกัน รวมถึงคนขับรถตุ๊กๆ บริเวณถนนทวีวงศ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต พร้อมระบุข้อความว่า “คนขับ #รถตุ๊กๆ ทนไม่ไหว ร้องต่างชาติเดินขอเงิน ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการด่วน ปัญหาสังคมมากตอนนี้!”

    จากคลิปดังกล่าวจะเห็นชายชาวต่างชาติพาเด็กซึ่งคาดว่าเป็นลูก เดินเข้าไปขอเงินจากผู้คนในพื้นที่ท่องเที่ยว สร้างความไม่สบายใจให้กับผู้พบเห็น รวมถึงผู้ประกอบอาชีพในบริเวณดังกล่าว

    หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ระบุว่าเคยพบเห็นพฤติกรรมลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางสังคมในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างป่าตอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวในระยะยาว หากไม่มีการจัดการอย่างเป็นรูปธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5835556/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OX8L4EQSdUtvilnIIvJo4

  • นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก


    5/05/2569 | 45 |

    ในปัจจุบัน ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และมาตรฐานการส่งออกที่เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผลไม้เมืองร้อน (Tropical Fruits) เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก การนำแนวคิด “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farming) มาบูรณาการร่วมกับ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” (Agri-tourism) ภายใต้โครงการ “Smart Orchard & Fruit Trail” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    1. ยกระดับคุณภาพด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)

    การเปลี่ยนผ่านจากสวนผลไม้แบบดั้งเดิมสู่ “Smart Orchard” มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการที่มีความแม่นยำสูง (Precision Agriculture) โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:

    • ระบบ Internet of Things (IoT) และเซนเซอร์: การติดตั้งเซนเซอร์วัดความชื้นในดิน อุณหภูมิ และปริมาณธาตุอาหาร ช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยผ่านระบบอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็นและลดต้นทุนแรงงาน

    • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data: การใช้โดรนสำรวจพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สุขภาพของต้นไม้และการใช้ AI ในการคัดเกรดผลไม้เพื่อการส่งออก ช่วยลดอัตราการถูกตีคืนสินค้า (Zero Claim) ทำให้ผลไม้ไทยมีมาตรฐานสม่ำเสมอ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    • การจัดการความรู้: การจัดเก็บข้อมูลกระบวนการผลิตในรูปแบบ Digital Profile ช่วยในการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    2. การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากและ SME/OTOP

    หัวใจสำคัญของ Smart Orchard ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิต แต่คือการเพิ่มมูลค่าผ่านกลไกเศรษฐกิจชุมชน:

    • การแปรรูปด้วยนวัตกรรม: สนับสนุนกลุ่ม SME และ OTOP ในพื้นที่ให้นำผลไม้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออก (แต่ยังมีคุณภาพดี) มาแปรรูปโดยใช้นวัตกรรม เช่น การทำ Freeze-dry หรือการสกัดสารสำคัญเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริม

    • การสร้างแบรนด์ท้องถิ่น: การนำเรื่องราว (Storytelling) ของภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับความทันสมัยของเทคโนโลยี ช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า OTOP ประจำถิ่น ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการขายผลสดเพียงอย่างเดียว

    3. กลยุทธ์ Fruit Trail: เมื่อสวนผลไม้กลายเป็นจุดหมายการท่องเที่ยว

    การขับเคลื่อน “Fruit Trail” คือการนำการท่องเที่ยวมาเป็นแรงผลักดันการบริโภคและการกระจายรายได้ในระดับพื้นที่:

    • Smart Tourism Experience: นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) หรือมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเกษตรสมัยใหม่ เช่น การควบคุมโดรนเกษตร หรือการเรียนรู้วิธีการคัดเลือกทุเรียนคุณภาพผ่านแอปพลิเคชัน

    • เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง: การจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อระหว่าง “สวนอัจฉริยะ” กับ “วิถีชุมชน” และ “ร้านค้า OTOP” ช่วยขยายระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยว และกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับเศรษฐกิจฐานราก


    บทสรุป (Summary)

    แนวทางการพัฒนา Smart Orchard & Fruit Trail คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” ผ่าน 3 มิติหลัก คือ:

    1. Efficiency: ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานโลก

    2. Value Creation: ต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรผ่าน SME และ OTOP ด้วยนวัตกรรมแปรรูป

    3. Integration: เชื่อมโยงภาคเกษตรเข้ากับภาคการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

    การดำเนินการตามแนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลผลิตสูง แต่ยังเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่เข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนในระยะยาว


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน

    • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2567). ยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Strategy). สืบค้นจาก www.moac.go.th

    • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa). (2566). โครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมเกษตร.

    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). (2567). แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์.

    • Food and Agriculture Organization (FAO). Digital Agriculture: Transformation of the value chain for smallholder farmers.


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/500073&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LQ2kOire-PCoDeX2pkrjJ

  • “สุชาติ” ปลื้ม! “อ่าวเกือก” สิมิลัน ติด Top 10 ชายหาดโลกปี 2026 ย้ำรักษามาตรฐานเข้ม เดินหน้าท่องเที่ยวยั่งยืนไทยสู่เวทีโลก

    “สุชาติ” ปลื้ม! “อ่าวเกือก” สิมิลัน ติด Top 10 ชายหาดโลกปี 2026 ย้ำรักษามาตรฐานเข้ม เดินหน้าท่องเที่ยวยั่งยืนไทยสู่เวทีโลก

    “สุชาติ” ปลื้ม! “อ่าวเกือก” สิมิลัน ติด Top 10 ชายหาดโลกปี 2026 ย้ำรักษามาตรฐานเข้ม เดินหน้าท่องเที่ยวยั่งยืนไทยสู่เวทีโลก


    5/05/2569 | 69 |

    “สุชาติ” ปลื้มความสำเร็จ “อ่าวเกือก” แห่งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026 พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มแข็ง และกำชับให้รักษามาตรฐานการบริหารจัดการอย่างเคร่งครัด เพื่อคงความงดงามระดับโลกอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 จากผลการจัดอันดับ “50 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026” (The World’s 50 Best Beaches 2026) ซึ่งจัดทำโดยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวกว่า 1,000 คนทั่วโลก ปรากฏว่า “อ่าวเกือก” (Donald Duck Bay) ภายในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ได้รับการจัดอันดับเป็นชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 10 ของโลก สะท้อนถึงความโดดเด่นด้านความงดงามทางธรรมชาติ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจกับความสำเร็จครั้งนี้ พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้เน้นย้ำให้ “รักษามาตรฐานการจัดการอย่างเคร่งครัด” และใช้ความสำเร็จครั้งนี้เป็นต้นแบบในการยกระดับอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและได้รับการยอมรับในเวทีโลก

    ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย สะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการบริหารจัดการเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวตามศักยภาพรองรับ (Carrying Capacity) การปิดฟื้นฟูทรัพยากรในช่วงฤดูกาล และการจัดการขยะอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ระบบนิเวศทางทะเลและชายหาดยังคงความสมบูรณ์ในระดับสูง

    ขณะที่นายศิริวัฒน์ สืบสาย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน กล่าวว่า “อ่าวเกือก” ตั้งอยู่บนเกาะแปด หรือเกาะสิมิลัน มีจุดเด่นทั้งน้ำทะเลใส หาดทรายขาวละเอียด และ “หินเรือใบ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยการบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ รวมถึงความร่วมมือจากผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับในระดับโลก

    ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยืนยันความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่า เพื่อส่งต่อความงดงามระดับโลกให้คงอยู่กับประเทศไทยและคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/500045&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gWR913R8LniBmkdOs7m1i

  • “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธานศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้สถานการณ์โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับตัว

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธานศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้สถานการณ์โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับตัว


    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาฯโครงการแลนด์บริดจ์  ชี้สถานการณ์โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับตัว จะได้ไม่ต้องกินน้ำใต้ศอก เน้นความคุ้มค่าและผลประโยชน์ประเทศ บอกไม่ต้องกลัวเอื้อนายทุน  

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการแสดงความเห็นที่ไม่ตรงกันในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยระหว่างนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ว่า  เรื่องนี้ไม่มีอะไร ไม่มีปัญหาเป็นเพียงการพูดกันคนละที ซึ่งเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์จะมีการตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการดังกล่าว ฃโดยจะต้องพิจารณาทุกรูปแบบ  ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์  ความคุ้มค่าของการลงทุนเรื่องของโลจิสติกส์ และสิ่งที่ต้องผูกอยู่กับโครงการแลนด์บริดจ์   ถ้าจะเอาเรื่องของคาร์โก้และการขนส่ง อาจจะไม่คุ้มทุน แต่ดูเรื่องทุนอย่างเดียวไม่ได้ต้องดูเรื่องความสะดวกด้วยเป็นการดูภาพรวมเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าโดยให้เร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน ให้สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน ซึ่งผลการศึกษาที่เคยดำเนินการมาในอดีต อยู่บนสถานการณ์โลกอีกบริบทหนึ่งแต่ขณะนี้เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งเรื่อง ความมั่นคงทางพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ การที่จะทำให้ประเทศไทยไม่มีผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากเกิดสถานการณ์หรือความขัดแย้งใดๆ ที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบด้วยดังนั้นต้องหายุทธศาสตร์ที่ให้ไทยยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ และหากจะมีผลกระทบ จะต้องมีน้อยที่สุด 

    “แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ แต่เป็นนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทย และแฟนๆ ของพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ำ เราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 และสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรมว.คมนาคม ในรัฐบาลที่ผ่านมา  ก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้น ดังนั้นครั้งนี้ จึงเป็นงานที่ต่อเนื่อง” นายอนุทิน  กล่าว

    ส่วนผลนิด้าโพล ที่ระบุว่าประชาชนภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องรายละเอียดนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลต้องสื่อสารให้เห็นถึงคุณประโยชน์ เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร จะต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวม และต่อประเทศชาติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด 

    เมื่อถามว่าประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้จะยื่นหนังสือคัดค้านต่อ สส.ในพื้นที่เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า แต่ก็มีคนเห็นด้วย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อมูลจากผลการศึกษา ความคุ้มทุน และประโยชน์ใช้สอยจากโครงการ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จำที่ตนเคยพูดได้หรือไม่ ว่าประเทศไทยไม่มีน้ำมันแต่มีอาหารทุกวันนี้ประเทศไทยต้องเริ่มให้ความสำคัญกับการขายความมั่นคงทางอาหารต่อทั่วโลกดังนั้นโครงการแลนด์บริดจ์จะทำให้ระบบการขนส่งอาหารไปถึงปลายทางได้เร็วกว่า และตอนนั้นที่พูดคือปี 2562 ยังไม่มีใครมาขู่ว่าช่องแคบฮอร์มุชจะปิดหรือช่องแคบมะละกาจะเก็บค่าผ่านทางไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าขอแต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว 

    “เราจึงต้องดูว่าจะมีกลไกไหน หรือทรัพยากรอันไหน ที่จะทำให้เราไม่ต้องพึ่งพา คนที่ไม่พอใจก็จะมาขู่ หรือขึ้นราคา ประเทศไทยเราก็ต้องกินน้ำใต้ศอกอยู่ตลอดเราจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบบ้าง” นายอนุทิน กล่าว 

    เมื่อถามว่ามีความห่วงใยว่าโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน นายอนุทินกล่าวว่าเอาแค่ตรงนี้ก่อน เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้วยังเห็นเอื้อใครสักที 7-8 ปีก็ไม่เคยเอื้อใครมีแต่คนเกลียดเอาเกลียดเอา มีแต่ขัดใจเขามีแต่ทำให้เขาโกรธ เพราะไม่ได้ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นเรื่องเอื้อเอาพวกพ้องเพื่อนฝูง เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่ สส.แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42475&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bXIwEdson289-lWi2yyND

  • เปิดเงื่อนไขจริง โครงการทหาร “1 ปี 1 วุฒิ” ต้องทำอะไรบ้างถึงได้? : เช็กข่าวชัวร์

    เปิดเงื่อนไขจริง โครงการทหาร “1 ปี 1 วุฒิ” ต้องทำอะไรบ้างถึงได้? : เช็กข่าวชัวร์

    Fact Check เปิดเงื่อนไขจริง โครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ต้องทำอะไรบ้างถึงได้วุฒิการศึกษา

    ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 มีการแชร์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่า “เรียนจบ ป.6 สมัครเป็นทหาร 2 ปี การันตีได้วุฒิเทียบเท่า ม.6” ภายใต้โครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ของกองทัพบก ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเพียงเข้ารับราชการทหารก็สามารถได้วุฒิการศึกษาเทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลายโดยอัตโนมัติ

    ประเด็นดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นข่าวปลอม (Fake News) กองบรรณาธิการ Sanook News จึงตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่ผู้จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 หากสมัครเป็นทหารกองประจำการ 2 ปี จะได้รับวุฒิการศึกษาเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยอัตโนมัติ ตามที่มีการแชร์ในโลกออนไลน์?

    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบข้อมูลกับเพจทางการของกองทัพภาคที่ 1 พบว่า โครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” เป็นนโยบายของกองทัพบกที่มุ่งส่งเสริมการศึกษาให้กับทหารกองประจำการ โดยมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมสามารถ “ยกระดับวุฒิการศึกษาได้ 1 ระดับภายใน 1 ปี” ไม่ใช่การการันตีว่าจะได้วุฒิ ม.6 โดยอัตโนมัติ

    โครงการดังกล่าวใช้วิธีการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างการศึกษานอกระบบ (กศน./สกร.) กับหลักสูตรการฝึกของทหาร พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เรียนผ่านระบบออนไลน์ 100% ซึ่งผู้เข้าร่วมต้องเรียนและผ่านเกณฑ์การประเมินตามหลักสูตรที่กำหนด

    นอกจากนี้ การได้รับวุฒิการศึกษาจะขึ้นอยู่กับการเรียนจริง การสอบผ่าน และการประเมินผลตามระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ไม่ใช่ได้จากการเป็นทหารเพียงอย่างเดียว

    สำหรับกำหนดการ โครงการเริ่มนำร่องกับทหารกองประจำการผลัดที่ 1/2569 ที่เข้าประจำการวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมอย่างน้อยร้อยละ 80 สามารถยกระดับวุฒิได้สำเร็จ ซึ่งเป็น “เป้าหมาย” ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์รายบุคคล

    ดังนั้น ข้อความที่สื่อว่า “เป็นทหาร 2 ปี ได้วุฒิ ม.6 แน่นอน” จึงเป็นการสื่อสารที่เกินจริง และอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงของโครงการ

    ข้อเท็จจริง

    ข่าวที่ระบุว่า “จบ ป.6 เป็นทหาร 2 ปี ได้วุฒิเทียบเท่า ม.6 โดยอัตโนมัติ” เป็นข้อมูลบิดเบือน ไม่เป็นความจริง เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการเปิดโอกาสทางการศึกษา ผู้เข้าร่วมต้องเรียนและผ่านเกณฑ์ตามระบบ จึงจะได้รับวุฒิการศึกษา ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ทุกคน

    อ้างอิง

    1. เพจทางการกองทัพภาคที่ 1
    2. ข้อมูลโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” กองทัพบก
    3. คำชี้แจงกองบรรณาธิการ Sanook News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9887398/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a8J1_8rp_izgQWVfdT1Z6

  • นายกฯ ดัน ‘แลนด์บริดจ์’ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานบอร์ดศึกษาใหม่

    นายกฯ ดัน ‘แลนด์บริดจ์’ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานบอร์ดศึกษาใหม่

    นายกฯ ดัน ‘แลนด์บริดจ์’ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานบอร์ดศึกษาใหม่

    นายกฯ ดัน ‘แลนด์บริดจ์’ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานบอร์ดศึกษาใหม่

    รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนโครงการ “แลนด์บริดจ์” (Land Bridge) อย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษารายละเอียดโครงการใหม่อีกครั้ง เพื่อทบทวนความเหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกำหนดกรอบเวลาศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

    โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณาในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน โลจิสติกส์ ความมั่นคง และผลกระทบในภาพรวม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่รอบด้านก่อนเดินหน้าโครงการในระยะถัดไป

    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า การศึกษาครั้งนี้จะไม่พิจารณาเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะครอบคลุมถึงบริบทโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าโลก รวมถึงปัจจัยด้านพลังงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ของโครงการในระยะยาว

    ขณะที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการทบทวน “สมมติฐานเดิม” ของโครงการ เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ และแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค

    ในเชิงเศรษฐกิจ รัฐบาลประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารสดที่ต้องอาศัยความรวดเร็วในการขนส่ง รวมถึงสร้างโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และกระตุ้นการจ้างงานในพื้นที่

    อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่ยังมีข้อกังวลในบางประเด็น ทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน และจะมีการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเข้าใจในทุกภาคส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658230&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25amwJFBfXOQbQdiRyC17Q

  • นายกฯ เดินหน้าแลนด์บริดจ์ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาขีดเส้น 90 วัน ปัดข้อครหาเอื้อนายทุน ย้ำยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง

    นายกฯ เดินหน้าแลนด์บริดจ์ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาขีดเส้น 90 วัน ปัดข้อครหาเอื้อนายทุน ย้ำยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง

    วันนี้ (4 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ระหว่าง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่าประเด็นดังกล่าวไม่ได้มีความขัดแย้งหรือเป็นปัญหาแต่อย่างใด เป็นเพียงการสื่อสารในต่างกรรมต่างวาระเท่านั้น

    เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรอบด้าน รัฐบาลเตรียมแต่งตั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

    โดยมีเป้าหมายหลักในการพิจารณารายละเอียดทุกมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าของการลงทุน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้า (Cargo) ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การประเมินโครงการนี้จะไม่พิจารณาเพียงแค่ต้นทุนและกำไร แต่ต้องมองภาพรวมถึงความสะดวกสบายและผลสัมฤทธิ์ระดับมหภาค เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยได้กำหนดกรอบเวลาให้เร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

    อนุทิน ชี้ให้เห็นว่า ผลการศึกษาโครงการในอดีตถูกจัดทำขึ้นภายใต้สถานการณ์โลกที่แตกต่างจากปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้ และลดผลกระทบจากความขัดแย้งในเวทีโลกให้น้อยที่สุด

    “โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่นโยบายที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยได้ผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 และในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา สมัยที่สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น การดำเนินงานในปัจจุบันจึงถือเป็นการสานต่องานอย่างต่อเนื่อง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ส่วนกรณีที่ผลสำรวจของนิด้าโพลระบุว่า ประชาชนในภาคใต้ส่วนใหญ่สนับสนุนโครงการ แต่ยังขาดความเข้าใจในรายละเอียดเชิงลึกนั้น นายกรัฐมนตรียอมรับว่าเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลที่ต้องเร่งลงพื้นที่สื่อสารให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์ส่วนรวมและผลดีที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ

    และเมื่อสื่อสอบถามถึงกรณีที่อาจมีกลุ่มประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้เตรียมยื่นหนังสือคัดค้านต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในพื้นที่ อนุทินตอบกลับทันทีว่า ในขณะที่มีผู้คัดค้าน ก็ย่อมมีผู้ที่เห็นด้วย ท้ายที่สุดทุกอย่างจะต้องถูกตัดสินบนพื้นฐานของข้อมูลจากผลการศึกษา ความคุ้มทุน และประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริง

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เชื่อมโยงความสำคัญของโครงการแลนด์บริดจ์เข้ากับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะไม่มีทรัพยากรน้ำมัน แต่ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก โครงการนี้จะช่วยพัฒนาระบบการขนส่งอาหารไปยังประเทศปลายทางได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

    เช่น ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือการเรียกเก็บค่าผ่านทางบริเวณช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้ รัฐบาลจึงต้องแสวงหากลไกใหม่ ๆ เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากการต้องพึ่งพาผู้อื่น

    ในตอนท้าย เมื่อถูกตั้งคำถามถึงข้อกังวลที่ว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใหญ่ นายกรัฐมนตรีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าตลอดระยะเวลา 7-8 ปีของการทำงานการเมือง ตนไม่เคยมีนโยบายเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มใด หากสิ่งนั้นไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ

    “เรื่องข้อครหาว่าเอื้อนายทุน ผมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผมไม่ได้ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีแต่ทำให้เขาโกรธหรือขัดใจด้วยซ้ำ จนถึงตอนนี้ผมแทบจะเหลือแค่เพื่อนที่เป็น สส. ด้วยกันแล้ว ส่วนเพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว” อนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/landbridge-anutin-ekniti-study-90-days/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09Z_g5BAOXcfoY0PuTOf0Q

  • แผนและผลการดำเนินงาน ปี 2569

    แผนและผลการดำเนินงาน ปี 2569

    แผนและผลการดำเนินงาน ปี 2569

    ในปี 2569 การไฟฟ้านครหลวงได้มีแผนการดำเนินการกิจกรรมและการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การไฟฟ้านครหลวง (อพ.สธ. – กฟน.) ดังนี้

    –  ให้บริการพิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย  MEA SPARK แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์การไฟฟ้าไทย โดยรวบรวมเรื่องราวการเดินทางของ “แสงแรกแห่งสยามสู่แสงสว่างแห่งความยั่งยืน”  ตั้งอยู่ที่ การไฟฟ้านครหลวงเขตวัดเลียบ ถนนจักรเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

      

    –  บำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบไฟฟ้า อาคาร อพ.สธ. สวนจิตรลดา จำนวน 2 ครั้ง  ในเดือน มิถุนายน และ ธันวาคม 2569

    –  บำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และระบบไฟฟ้าบริเวณ เกาะแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จำนวน 2 ครั้ง  ในเดือน มิถุนายน และ ธันวาคม 2569

    –  ดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมให้เจ้าของอาคารเกิดแรงจูงใจในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพอากาศได้มาตรฐาน”  MEA ENERGY AWARDS 

    –  ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกันดูแลผืนป่าและส่งเสริมอาชีพให้คนอยู่ร่วมกับป่า ภายในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และ น่าน จำนวน 5,000 ไร่ และ ร่วมกับฐานทัพเรือกรุงเทพ ได้จัดทำแนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง MEA’s Model รวมเป็นระยะทาง 2,200 เมตร และปลูกป่าชายเลนและพื้นฟูอย่างต่อเนื่องทุกปี

     

    ร่วมกับสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ  โดยเน้นการศึกษารอกตำราในด้านการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการพลังงานที่ดี ใช้พลังงานและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดการนำเข้าพลังงานสิ้นเปลืองแล้ว ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงานให้กับนักเรียน นักศึกษา ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต ภายใต้การดำเนินงาน Energy Mind Award Season 2

    –  ดูแลและส่งเสริมการดำเนินงานของ อพ.สธ. – กฟน. เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mea.or.th/sdgs-csr/plant-genetic-conservation/QmxWVVSP/Mx9qsgJDr&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C0QsJJrW3PpnRzWpxlS1Z