Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ภาพรวมเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียงเล็กน้อย

    ภาพรวมเศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียงเล็กน้อย

    ข้อมูลล่าสุดจาก Statistics Netherlands (CBS) ซึ่งวิเคราะห์ผ่านเครื่องมือ Business Cycle Tracer ที่ใช้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ในเดือนเมษายน 2569 มีสัญญาณเชิงลบมากขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 โดยพบว่า ตัวชี้วัดเศรษฐกิจจำนวน 10 จากทั้งหมด 13 ตัว อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนถึงภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

    เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดสำคัญ พบว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงอย่างชัดเจนและอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพและแนวโน้มเศรษฐกิจ ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้ผลิตยังคงอยู่ในระดับลบใกล้เคียงเดิม แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปริมาณการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องจักร แร่ธาตุ และอุปกรณ์ขนส่ง อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนกลับลดลงร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนตัวลง

                ภาคการผลิตยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลงร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลงร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในภาคการผลิต

    ในทางกลับกัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีแรงหนุน โดยในเดือนมีนาคม 2569 ราคาบ้านที่อยู่อาศัย (ไม่รวมบ้านสร้างใหม่) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สำหรับตลาดแรงงาน แม้ยังคงมีเสถียรภาพ แต่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว โดยในเดือนมีนาคม 2569 มีผู้ว่างงานประมาณ 407,000 คน คิดเป็นร้อยละ 4.0 ของกำลังแรงงาน และในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ว่างงานลดลงเฉลี่ยเดือนละ 1,000 คน อย่างไรก็ตาม จำนวนชั่วโมงทำงานรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่กว่า 3.7 พันล้านชั่วโมง และลดลงร้อยละ 0.2 จากไตรมาสก่อน ขณะที่จำนวนตำแหน่งงานว่างลดลงเหลือ 378,000 ตำแหน่ง ลดลง 6,000 ตำแหน่งจากไตรมาสก่อน และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565

    ในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการประเมินเบื้องต้นของ CBS พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเนเธอร์แลนด์ในไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งชะลอลงจากร้อยละ 0.4 ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงการเติบโตในระดับต่ำ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 โดยเฉพาะในเครื่องบินและเครื่องจักร และการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและค่าจ้างแรงงาน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตยังคงมีอยู่ โดยการบริโภคของภาคครัวเรือนยังคงทรงตัว แม้จะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในหมวดเสื้อผ้าและอาหาร แต่ลดลงในหมวดอุปกรณ์การขนส่งและเชื้อเพลิง ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าและบริการลดลงร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ 1.2 โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง แม้ว่าการส่งออกบริการจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 ก็ตาม ด้านการนำเข้าสินค้าและบริการยังคงทรงตัว ส่งผลให้ดุลการค้าเป็นปัจจัยลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ พบว่า ภาคสถาบันการเงินมีการเติบโตสูงสุดที่ร้อยละ 2.1 ขณะที่ภาครัฐเติบโตร้อยละ 0.6 และเมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสองภาคส่วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้ ในทางตรงกันข้าม ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการธุรกิจเป็นภาคส่วนที่ส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตของ GDP

    เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ยังคงขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาครัฐที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 การบริโภคภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 และการลงทุนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 แต่การนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่ร้อยละ 2.3 ส่งผลให้ดุลการค้ายังคงเป็นปัจจัยลบต่อการเติบโต

    ในด้านเสถียรภาพราคา อัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 2.8 ตามการประมาณการเบื้องต้น เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.7 ในเดือนมีนาคม โดยราคาสินค้าในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่อยู่ประมาณร้อยละ 0.6 อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรายเดือนดังกล่าวอาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยตามฤดูกาล เช่น การลดราคาสินค้าในบางช่วงเวลา

    บทวิเคราะห์และความเห็น สคต. 

               จากรายงานข้อมูลสถานการณ์เศรษฐกิจสะท้อนว่า เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ในช่วงไตรมาส ปี 2569 มีการเติบโตในระดับต่ำ พึ่งพาการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนเป็นหลัก ขณะที่ภาคการส่งออกยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอย่างชัดเจน ภาคการผลิตอ่อนแอ การบริโภคภาคครัวเรือนยังอยู่ในภาวะทรงตัว ตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวแม้ยังคงมีเสถียรภาพ และเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับปานกลางแต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ยังสามารถขยายตัวได้ แต่มีลักษณะเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vw4dd4ja6geft987kwpofeyj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AJCNW9j32V4UrWTqoB1Ye

  • แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 1 ปี 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 1 ปี 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ ไตรมาสที่ 1 ปี 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวเล็กน้อย

    rn

    จากรายได้ทุเรียนที่ขยายตัวตามผลผลิตนอกฤดูที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ยางพาราปรับดีขึ้นจากราคาตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ รายได้ปาล์มน้ำมันขยายตัวดีต่อเนื่อง จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี

    rn

     

    rn

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว

    rn

    โดยโรงงานกลับมาผลิตได้ปกติหลังน้ำท่วม ซึ่งการผลิตยางพาราแปรรูปและน้ำมันปาล์มขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ถุงมือยางขยายตัวตามปริมาณการส่งออก อย่างไรก็ตาม หมวดอาหารสัตว์หดตัวหลังเร่งไปในช่วงก่อน ด้านอาหารทะเลกระป๋องหดตัวตามการส่งออกไปตะวันออกกลางจากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาค

    rn

     

    rn

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้หดตัว

    rn

    ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้สายการบินปรับลดเที่ยวบิน และต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น รวมถึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียยังฟื้นตัวช้า ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวหดตัว แม้ว่านักท่องเที่ยวไทยปรับดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาสจากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    rn

     

    rn

    การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว

    rn

    ตามหมวดยานยนต์ ส่วนหนึ่งจากการซื้อทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วม และการเร่งจดทะเบียนรถยนต์ก่อนหมดมาตรการ EV 3.0 รวมถึงการเร่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงช่วงปลายไตรมาส จากความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคหดตัวหลังหมดมาตรการภาครัฐ

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว

    rn

    จากหมวดยานพาหนะทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะ ส่วนหนึ่งเป็นการซื้อทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วมปลายปีก่อน หมวดเครื่องจักรขยายตัวตามการนำเข้าสินค้าทุนในธุรกิจการผลิตน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ยาง หมวดก่อสร้างปรับดีขึ้น แต่ยังคงกระจุกตัวในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร 

    rn

    มูลค่าการส่งออก ขยายตัว ตามการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสิงคโปร์ รวมทั้งน้ำมันปาล์มดิบไปอินเดีย ขณะที่การส่งออกยางพาราแปรรูปหดตัวตามการส่งออกยางแท่งไปจีน

    rn

    มูลค่าการนำเข้า หดตัว ตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลางบางประเภทที่ลดลง อาทิ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า ปลาสำหรับผลิตปลากระป๋อง

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบน้อยลง จากราคาอาหารสดเพิ่มขึ้น และหมวดพลังงานติดลบน้อยลงตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน ปรับแย่ลงเล็กน้อย

    rn

    จำนวนผู้ประกันตน ม.33 ปรับลดลงเล็กน้อย หลังจากเร่งไปในไตรมาสก่อน ขณะที่ตำแหน่งงานเปิดรับใหม่เพิ่มขึ้นตามความต้องการแรงงานภาคท่องเที่ยวและการค้า 

    rn

     

    rn

    แนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 2/2569

    rn

    คาดว่า “หดตัวจากไตรมาสก่อน” จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการผลิตและส่งออกหดตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรมีแนวโน้มขยายตัวจากด้านราคาที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    6 พฤษภาคม 2569

    rn

     

    rn

     

    rn

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    rnโทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    rnE-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    rn”}}” id=”text-cfffaa9206″>

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวเล็กน้อย

    จากรายได้ทุเรียนที่ขยายตัวตามผลผลิตนอกฤดูที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ยางพาราปรับดีขึ้นจากราคาตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ รายได้ปาล์มน้ำมันขยายตัวดีต่อเนื่อง จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว

    โดยโรงงานกลับมาผลิตได้ปกติหลังน้ำท่วม ซึ่งการผลิตยางพาราแปรรูปและน้ำมันปาล์มขยายตัวตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ถุงมือยางขยายตัวตามปริมาณการส่งออก อย่างไรก็ตาม หมวดอาหารสัตว์หดตัวหลังเร่งไปในช่วงก่อน ด้านอาหารทะเลกระป๋องหดตัวตามการส่งออกไปตะวันออกกลางจากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาค

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้หดตัว

    ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้สายการบินปรับลดเที่ยวบิน และต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น รวมถึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียยังฟื้นตัวช้า ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวหดตัว แม้ว่านักท่องเที่ยวไทยปรับดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาสจากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว

    ตามหมวดยานยนต์ ส่วนหนึ่งจากการซื้อทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วม และการเร่งจดทะเบียนรถยนต์ก่อนหมดมาตรการ EV 3.0 รวมถึงการเร่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงช่วงปลายไตรมาส จากความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคหดตัวหลังหมดมาตรการภาครัฐ

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว

    จากหมวดยานพาหนะทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะ ส่วนหนึ่งเป็นการซื้อทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วมปลายปีก่อน หมวดเครื่องจักรขยายตัวตามการนำเข้าสินค้าทุนในธุรกิจการผลิตน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ยาง หมวดก่อสร้างปรับดีขึ้น แต่ยังคงกระจุกตัวในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก

    การค้าผ่านด่านศุลกากร 

    มูลค่าการส่งออก ขยายตัว ตามการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสิงคโปร์ รวมทั้งน้ำมันปาล์มดิบไปอินเดีย ขณะที่การส่งออกยางพาราแปรรูปหดตัวตามการส่งออกยางแท่งไปจีน

    มูลค่าการนำเข้า หดตัว ตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลางบางประเภทที่ลดลง อาทิ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า ปลาสำหรับผลิตปลากระป๋อง

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ติดลบน้อยลง จากราคาอาหารสดเพิ่มขึ้น และหมวดพลังงานติดลบน้อยลงตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

    ตลาดแรงงาน ปรับแย่ลงเล็กน้อย

    จำนวนผู้ประกันตน ม.33 ปรับลดลงเล็กน้อย หลังจากเร่งไปในไตรมาสก่อน ขณะที่ตำแหน่งงานเปิดรับใหม่เพิ่มขึ้นตามความต้องการแรงงานภาคท่องเที่ยวและการค้า 

    แนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 2/2569

    คาดว่า “หดตัวจากไตรมาสก่อน” จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการผลิตและส่งออกหดตัว ขณะที่รายได้เกษตรกรมีแนวโน้มขยายตัวจากด้านราคาที่เพิ่มขึ้น

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    6 พฤษภาคม 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    โทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    E-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/southern-economy/the-state-of-southern-economy/press-so-q1-69.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_burkd51yt9HQ9-jOn_no

  • สงครามอิหร่านเริ่มกระทบส่งออกจีน-การท่องเที่ยวเวียดนาม

    สงครามอิหร่านเริ่มกระทบส่งออกจีน-การท่องเที่ยวเวียดนาม

    Logo

    Logo

    สงครามอิหร่านเริ่มกระทบส่งออกจีน-การท่องเที่ยวเวียดนาม

    กรุงเทพฯ, วันที่ 5 พ.ค. –  ศูนย์วิจัยกสิกรไทยอัพเดตเศรษฐกิจอาเซียน-จีน เดือนพฤษภาคม 2569 ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกเริ่มส่งผลกระทบกับการส่งออกของจีน ช่วงที่เหลือของปี 2026 เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง ขณะที่อินโดนีเซียยังคุมเงินเฟ้อได้ เนื่องจากมีนโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเศรษฐกิจเริ่มเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน และแรงกดดันภายนอก

    ส่วนเวียดนาม ภาคท่องเที่ยวเริ่มชะลอตัวจากการลดเที่ยวบินและขึ้นค่าโดยสาร เศรษฐกิจเวียดนามปี 2026 มีแนวโน้มชะลอตัวและเงินเฟ้อเสี่ยงเกินกรอบ 4.5%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/293630&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O3B09K_5k13OHXZPHmH5Z

  • ‘วิรไท’ แนะโรดแมป 4 กลยุทธ์ดัน ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ ฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกซึม

    ‘วิรไท’ แนะโรดแมป 4 กลยุทธ์ดัน ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ ฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกซึม

    เรื่องราวความสำเร็จด้าน “ความยั่งยืน” ที่ยิ่งใหญ่ล้วนเริ่มต้นจากสภาวะที่ยากลำบาก บนเวทีงานประชุมใหญ่ “Global Sustainable Tourism Conference 2026” (GSTC 2026) ใน จ.ภูเก็ต เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องยกระดับความมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืน แม้จะเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง

    ดร.วิรไท กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เราจะสร้างความยั่งยืนที่ยั่งยืนได้อย่างไร ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย?” บนเวทีงาน GSTC 2026 ว่า โลกในปัจจุบันมีความผันผวน ไม่แน่นอน และเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบรุนแรงและบ่อยครั้งมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล (Digital Transformation) กำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็วเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการจ้างงานและความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล รวมถึงโครงสร้างประชากรสูงวัยกำลังกดดันผลิตภาพและการคลังสาธารณะ

    “ประเด็นที่ทับซ้อนบนความไม่แน่นอนเหล่านี้คือ เรากำลังเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ทั่วโลก”

    ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บางองค์กรเริ่มถอยหลัง เช่น การล่มสลายของพันธมิตรธนาคารเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Banking Alliance) ในเดือน ต.ค. 2568 และบริษัทพลังงานรายใหญ่บางแห่งลดระดับเป้าหมาย Net Zero ของตนลง

    “คำถามที่อยู่ตรงหน้าเราจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนว่าบริษัทที่มุ่งมั่นต่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง จะรักษาหรือเร่งแรงขับเคลื่อนของพวกเขาได้อย่างไรเมื่อต้องเผชิญลมต้านที่รุนแรง เราจะโน้มน้าวผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างไรว่าต้องผลักดันสร้างความยั่งยืนต่อ”

    อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นว่าวิกฤติมักนำมาซึ่งโอกาส หลังจากโลกเผชิญความท้าทายทั้งวิกฤติการเงินโลกปี 2008-2009 การแพร่ระบาดของโควิด-19 และความขัดแย้งระดับภูมิภาค แต่ในช่วงเวลาเหล่านั้นก็ได้เห็นบริษัททั้งขนาดใหญ่และเล็กเดินหน้าวาระความยั่งยืน เช่น “Unilever” เมื่อปี 2010 หลังวิกฤติการเงินโลก ได้เปิดตัว “แผนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน” (Sustainable Living Plan) ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงครึ่งหนึ่งพร้อมกับการขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ

    ขณะที่ “Patagonia” ในปี 2022 ผู้ก่อตั้งได้ตัดสินใจทางธุรกิจอันน่าทึ่งที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยโอนกรรมสิทธิ์ของบริษัททั้งหมดให้แก่ทรัสต์และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อให้แน่ใจว่ากำไรในอนาคตทั้งหมดจะนำไปใช้ในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์ที่ได้คือความจงรักภักดีต่อแบรนด์ที่แข็งแกร่ง พนักงานที่ทุ่มเทอย่างลึกซึ้ง และเครื่องพิสูจน์ถึงจุดมุ่งหมายอันทรงพลัง

    นอกจากนี้ ผลการศึกษาในปี 2025 ยังพบว่าบริษัทในสหรัฐ ถึง 87% ยังคงเดินหน้าลงทุนด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง แม้จะลดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ลง แต่กลับฝังความยั่งยืนลงในกระบวนการทำงานอย่างจริงจังและลึกซึ้งมากขึ้น

    ดร.วิรไท กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโอกาสใน “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” พบว่าความต้องการ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ไม่เคยแข็งแกร่งเท่านี้มาก่อน งานวิจัยยืนยันถึงเทรนด์การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism), การพักผ่อนเพื่อสุขภาพ (Wellness Quietcation) และการเดินทางแบบคาร์บอนเป็นลบ (Carbon-negative Travel) ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวในหลายตลาดกำลังให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อชุมชนและการเชื่อมต่อกับท้องถิ่นอย่างแท้จริง

    อย่างไรก็ตาม “ช่องว่างระหว่างคำพูดกับการกระทำ” (Say-Do Gap) ยังคงเป็นความท้าทาย นักท่องเที่ยวหลายคนที่บอกว่าต้องการเดินทางอย่างยั่งยืน แต่กลับลังเลเมื่อเห็นราคาที่ต้องจ่าย แต่ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ และเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจะต้องร่วมมือกัน

    และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “ความยั่งยืนที่ยั่งยืน” (Sustainable Sustainability) ทาง ดร.วิรไท ได้เสนอแนะ “4 แนวทางหลัก” ดังนี้

    1.การขยายผล (Scale) ต้องก้าวข้ามการทำเพียงโรงแรมหรือกิจกรรมเดี่ยวๆ ไปสู่การสร้าง “จุดหมายปลายทางที่ยั่งยืน” (Sustainable Destinations) เพื่อลดต้นทุนและสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวเต็มใจจ่าย เช่น โครงการ Green Fins ในเกาะเต่า, โมเดลการท่องเที่ยวโดยชุมชนในแม่กำปอง, ศูนย์อนุรักษ์ช้างในภาคเหนือ และการรวมกลุ่มของโรงแรมบนหาดกะตะและหาดกะรน

    2.ธรรมาภิบาล (Governance) เมื่อพูดถึงคำว่า “ESG” มักจะโฟกัสที่ E (สิ่งแวดล้อม) และ S (สังคม) จนมองข้าม G (ธรรมาภิบาล) แต่การสร้างผลกระทบในวงกว้าง ตัว G ต้องมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำกับดูแลที่โปร่งใสและยั่งยืน หากปราศจากธรรมาภิบาล แม้เจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนที่ดีที่สุด ก็อาจแตกสลายภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันและความล้มเหลวในการประสานงาน

    3.การบูรณาการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Integration) ความยั่งยืนต้องไม่อยู่แค่ในรายงาน แต่ต้องเป็นเนื้อเดียวกับกลยุทธ์หลักของธุรกิจ โดยเปลี่ยนจากเป้าหมายทางศีลธรรมมาเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่วัดผลได้ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความภักดีต่อแบรนด์ ยกระดับการบริหารความเสี่ยง และเดินหน้าธุรกิจให้พร้อมรับอนาคตด้วยเทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัล

    และ 4.หัวใจและความตระหนักรู้ (Heart) การมีความรู้และกลยุทธ์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัย “หัวใจ” และ “ความมีสติ” (Mindfulness) ให้พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตระหนักถึงผลกระทบจากการเลือกและการดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนให้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1232016&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S8KXx71GEB571GbVzLOgj

  • นราพัฒน์ ตั้งคำถาม แลนด์บริดจ์ ดีจริงแค่ไหน?  หวั่นคุ้มทุนไม่จริง-กลายเป็นภาระยาว

    นราพัฒน์ ตั้งคำถาม แลนด์บริดจ์ ดีจริงแค่ไหน? หวั่นคุ้มทุนไม่จริง-กลายเป็นภาระยาว

    วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทะเลที่สงบสวยงาม ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

    จุดแข็งของประเทศไทยที่คนทั้งโลกยอมรับ และเป็นคำถามสำคัญว่า เราจะพัฒนาโดยไม่ทำลายสิ่งนี้ได้อย่างไร

    สำหรับโครงการ “แลนด์บริดจ์” หากถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ผมขอตอบตรงๆ ว่าเป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะยังต้องการ “ข้อมูลที่มากพอ” เพื่อประกอบการตัดสินใจ

    แลนด์บริดจ์คือแนวคิดการสร้างเส้นทางลัดในการขนส่ง เชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา ทำให้ระยะทางสั้นลง เวลาเร็วขึ้น ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง ก็ฟังดูดีแต่คำถามสำคัญคือ “ดีจริงแค่ไหน ???” สร้างแล้วจะให้เกิดการใช้บริการได้มากพอ คุ้มค่าการลงทุนไหม ตัวเลขความประหยัดลดต้นทุนลง จะดึงดูดผู้ใช้บริการได้มากน้อยแค่ไหน และตัวเลขทางเศรษฐกิจ จะคุ้มทุนกับเงินลงทุนมหาศาลหรือไม่ ยังเป็นข้อกังวล

    หากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจชัดเจน เป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ สามารถเพิ่มศักยภาพ ทั้งในด้านการจ้างงาน การลงทุน และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของประเทศ ก็น่าสนใจ แต่ในทางกลับกัน หากตัวเลขไม่ชัด หรือไม่สามารถดึงดูดการใช้งานจริงได้เพียงพอ โครงการขนาดใหญ่นี้ก็อาจกลายเป็นภาระในระยะยาว

    ที่สำคัญเราต้องไม่ลืมว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ “โลจิสติกส์” แต่เรามี “การท่องเที่ยว” ที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ เป็นรายได้หลักของประเทศ เรามีทะเลที่สวยงาม มีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ และมีพี่น้องประชาชนที่ประกอบอาชีพประมงเป็นจำนวนมาก

    คำถามคือ ผลกระทบจากการถมทะเล มลพิษ น้ำมันรั่ว การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และการสูญเสียแหล่งประมง

    จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน และเรารับได้หรือไม่

    ในมิติการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ “ทะเลที่สงบสวยงาม ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์” ซึ่งเป็นจุดขายระดับโลกของประเทศไทย จะได้รับผลกระทบเพียงใด ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เรื่องนี้ต้องมี “คำตอบทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน” ไม่ใช่เพียงความคาดเดา 

    ต้องกล้าตั้งคำถามด้วยว่า หากงบประมาณที่อาจใช้น้อยกว่าในโครงการนี้ ถูกนำไปลงทุนเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ท้องทะเล และชายฝัง เราจะสามารถสร้างรายได้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้ในระดับที่คุ้มค่ากว่า หรือยั่งยืนกว่า หรือไม่ โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่

    ผมคงยังไม่ถึงกับปฏิเสธโครงการนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะเห็นด้วยทันทีเช่นกัน และในฐานะที่เคยทำงานที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือการศึกษาผลกระทบทั้งระดับยุทธศาสตร์และระดับโครงการ ไม่ว่าจะเป็น SEA, EIA และ EHIA ซึ่งต้องเปิดเผย โปร่งใส ตรงไปตรงมา และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    ประเทศไทยต้องการการพัฒนา แต่การพัฒนานั้น ไม่ควรต้องแลกด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ชีวิตของสัตว์ทะเล ป่าชายเลน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน หากจะเดินหน้า ต้องเดินหน้าบนพื้นฐานของ “ข้อมูลที่ชัดเจน” “ความโปร่งใส” และ “ความยินยอมของคนในพื้นที่” เพราะการพัฒนาที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ทำให้ประเทศเติบโต แต่ต้องทำให้ประชาชนอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย

    ขอบคุณครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962658&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3l9V332HxpPyDlois1GtLI

  • ปฏิกิริยาของกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านต่อข้อกล่าวหาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    ปฏิกิริยาของกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านต่อข้อกล่าวหาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    1️⃣ คำเตือนถึงอาบูดาบี

    ▪️กระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ขอประณามการกระทำอันเป็นภัยของผู้ปกครองอาบูดาบีที่สมคบกับฝ่ายศัตรูต่อต้านสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และขอเตือนถึงผลกระทบอันตรายต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค อันเกิดจากการที่อาบูดาบียังคงให้การสนับสนุนฐานทัพและยุทโธปกรณ์ทางทหารของฝ่ายดังกล่าว

    2️⃣ อาบูดาบีกล่าวหาอิหร่านอย่างน่าสงสัย

    ในช่วงสองวันที่ผ่านมา พร้อมกับการยกระดับการกระทำที่ผิดกฎหมายและยั่วยุของกองกำลังสหรัฐฯ ซึ่งอิหร่านระบุว่าเป็น “กองกำลังก่อการร้าย” ในภูมิภาค รวมถึงความเคลื่อนไหวทางทะเลภายใต้ชื่อที่อิหร่านเรียกว่า “โครงการเสรีภาพ” อย่างหลอกลวง ทางการอาบูดาบีได้ดำเนินแนวทางที่ขัดต่อหลักการเพื่อนบ้านที่ดี และละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ ด้วยการกล่าวหาอิหร่านอย่างน่าสงสัย อย่างไรก็ตาม สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยังคงใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุดด้วยท่าทีที่มีความรับผิดชอบ เพื่อเคารพต่อผลประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาคและประชาชาติอิสลาม

    3️⃣ ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลของอาบูดาบี

    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาของอาบูดาบีที่ระบุว่าอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมยืนยันว่าปฏิบัติการป้องกันประเทศของกองกำลังติดอาวุธแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในระยะนี้ มุ่งเป้าเฉพาะเพื่อขัดขวางการกระทำอันเป็นภัยจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

    4️⃣ เรียกร้องผู้ปกครองอาบูดาบีหยุดสมคบกับฝ่ายศัตรู

    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านย้ำถึงความมุ่งมั่นของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต่อหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ กฎพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการเพื่อนบ้านที่ดีต่อทุกประเทศในภูมิภาค พร้อมเรียกร้องให้ผู้ปกครองอาบูดาบียุติการสมคบและร่วมมือกับฝ่ายศัตรู (สหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์) ในการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศต่ออิหร่าน

    5️⃣ จะไม่ละเว้นมาตรการใดในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ

    สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอยืนยันว่า จะไม่ละเว้นมาตรการใด ๆ ที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติของตนเอง

  • ‘เจ้าของโรงงาน’ อ้าง ‘ปลานิลกระป๋อง’ เป็นสินค้าทดลอง ยังไม่ได้ขาย จี้หาเหตุหลุดตลาด | เดลินิวส์

    ‘เจ้าของโรงงาน’ อ้าง ‘ปลานิลกระป๋อง’ เป็นสินค้าทดลอง ยังไม่ได้ขาย จี้หาเหตุหลุดตลาด | เดลินิวส์

    จากกรณี องค์การอาหารและยา (อย.) ประสาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร (สสจ.สมุทรสาคร) ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องต้องสงสัยที่พบปลาชนิดอื่นแทนปลาแมคเคอเรล สั่งเก็บตัวอย่างตรวจพิสูจน์ความจริงสายพันธุ์ปลา เบื้องต้นพบว่าเป็น “ปลานิล” ทั้งนี้แม้บริษัทจะเยียวยาผู้บริโภค หรือลูกค้าที่ซื้อปลากระป๋องไม่ตรงปกแล้วก็ตาม แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงชนิดปลาโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.อาหาร ไม่สามารถยอมความได้ ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ไปแล้วนั้น

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการลงพื้นที่ของ อย. และ สสจ.สมุทรสาคร ทางเจ้าของโรงงานได้ชี้แจงในเบื้องต้นว่า ปลากระป๋องที่ทำจากเนื้อ “ปลานิล” นั้น เป็นสินค้าทดลอง ไม่มีการจัดจำหน่ายแต่อย่างใด ตอนนี้กำลังหาสาเหตุว่าทำไมถึงหลุดไปยังตลาดได้ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้อายัดสินค้าไปตรวจสอบแล้วกว่า 1.2 หมื่นกระป๋อง

    อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทุกจังหวัด ตรวจสอบในรายละเอียดจนถึงโรงงาน อีกทั้งยังจะลงพื้นที่ตรวจโรงงานผลิตปลากระป๋องต้นเรื่องนี้ด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5837326/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sJRNPjigY9RVCAIb9yzXV

  • จับนายทุนเงินกู้สุดหื่น บังคับสาวลูกหนี้เอาตัวขัดดอก | เดลินิวส์

    จับนายทุนเงินกู้สุดหื่น บังคับสาวลูกหนี้เอาตัวขัดดอก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 พ.ค. พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ สั่งการให้ พ.ต.ท.ภูษิณธร ยี่ภู่ รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.ประชา ฮุงหวลวีรกุล สว.สส. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสิบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ ร่วมกันจับกุม นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี ชาว จ.นนทบุรี เจ้าของโต๊ะสนุ๊กเกอร์แห่งหนึ่ง ใน 3 ข้อหา ประกอบด้วย 1. ประกอบสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาตและเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ตาม พรบ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 2.รีดเอาทรัพย์ และ 3.ข่มขืนกระทำชำเราฯ โดยจับกุมได้ที่หน้าบ้านพัก ต.บางไผ่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

    การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอดพร้อมทีมงาน ได้พา น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ผู้เสียหาย เดินทางนำหลักฐาน เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.อาทิตย์ รุ่งเชตุ สว.(สอบสวน) สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อดำเนินคดีกับนายทุนเงินกู้ที่ข่มขู่คุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 120 ต่อเดือน

    โดย น.ส.บี ผู้เสียหายได้เคยรู้จักกับผู้ต้องหา ซึ่งเป็นนายทุนเงินกู้ ขณะที่ทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมื่อประมาณปี 2568 จนเริ่มสนิทสนมกันและคบหากัน โดยผู้ต้องหา เคยบอกกับน.ส.บี ว่า ช่วงไหนเดือดร้อนเรื่องเงินให้ส่งข้อความมาบอกได้ เนื่องจากปล่อยเงินกู้

    จนต่อมาได้มีการติดต่อกู้ยืมเงินกันในครั้งแรก 5,000 บาท โดยผู้ต้องหาเรียกเก็บดอกเบี้ยวันละ 200 บาท ซึ่งทางผู้เสียหายก็ส่งดอกเบี้ยให้เป็นเวลาหลายเดือน ต่อมาทางผู้เสียหายได้ไปกู้ยืมเงินเพิ่มอีกในครั้งที่ 2 อีก 5,000 บาท ก่อนทั้งคู่จะเลิกลากันไป แต่ในครั้งนี้ทางผู้ต้องหา ได้บังคับให้ถ่ายคลิปโป๊เปลือยของผู้เสียหายเอาไว้ ทำให้ผู้เสียหายซึ่งกำลังเดือดร้อนต้องใช้เงินทำตามข้อเสนอดังกล่าว

    จนต่อมาหญิงผู้เสียหายเริ่มขาดส่งดอกเบี้ยรายวันซึ่งตกวันละ 400 บาท ทำให้ผู้ต้องหา บังคับข่มขู่ขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย และยังคงบังคับข่มขู่จะปล่อยคลิปโป๊เปลือยของผู้เสียหายอีก หากไม่หาเงินมาจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยที่ติดค้าง ทำให้หญิงสาวรายนี้มาขอความช่วยเหลือจากทางเพจสายไหมต้องรอด กระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ื รวบรวมพยานหลักฐานและติดตามไปจับกุมตัว

    จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธ ในข้อกล่าวหา ก่อนคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5835440/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JuduBmdAluxGMgBS1pV06

  • พายุ 2 ทิศทางเศรษฐกิจไทย.!!

    พายุ 2 ทิศทางเศรษฐกิจไทย.!!

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “พายุสองทิศทาง” ที่โถมเข้ามาจากความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โฟกัสที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไร้ข้อยุติ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน กลายเป็นตัวขับเคลื่อนเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน ที่ยากควบคุมด้วยเครื่องมือทางการเงินแบบเดิมๆ สถานการณ์นี้สร้าง “รอยปริแตก” ชัดเจนขึ้นกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    โดยเฉพาะสิ่งที่ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียกว่า “ความไม่เท่ากัน” หรือความลักลั่น ของผลกระทบที่แต่ละภาคส่วนได้รับ..

    ความกังวลสูงสุดเวลานี้ไม่ใช่ตัวเลข GDP ที่ชะลอตัว แต่คือสถานะของ “กลุ่มเปราะบาง” และ “ผู้ประกอบการรายย่อย” หรือ SMEs ที่กำลังเผชิญกับแรงกระแทกหนักกว่าใครเพื่อน เมื่อราคาน้ำมันดีเซลดีดตัวขึ้นจากฐานเดิม 30 บาท สู่ระดับฐานใหม่ 40 บาทต่อลิตร ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่มันซึมลึกเข้าทุกอณูของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับครัวเรือนรายได้สูง ภาระที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพียงรายจ่ายส่วนเกินพอจัดการได้ แต่สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและการเดินทางสูงเกือบทั้งหมดของรายได้..

    นี่คือวิกฤติการดำรงชีพที่บีบคั้นสภาพคล่องจนแทบไม่เหลือทางออก

    “ภาคธุรกิจ” เห็นภาพความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนเช่นกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาว มีนวัตกรรม และมีอำนาจในการต่อรองราคาสามารถใช้ “กันชนทางการเงิน” ประคองตัวผ่านวิกฤติไปได้ ในทางตรงกันข้าม SMEs ไทย ส่วนใหญ่ยังติดกับดักการแข่งขันเชิงปริมาณ มีกำไรบางเฉียบและขาดนวัตกรรมที่จะช่วยลดต้นทุนระยะยาว เมื่อเจอทั้งเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและกำลังซื้อภายในประเทศที่หดตัว SMEs จึงเป็นกลุ่มแรกๆ ที่สัญญาณไฟสีแดงเริ่มกะพริบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนส่งและท่องเที่ยวที่ต้นทุนพลังงานคือหัวใจหลักของกำไรขาดทุน

    ความท้าทายของภาครัฐคือการแยกแยะว่าวิกฤติรอบนี้เกิดจาก Supply Shock ไม่ใช่ Demand Shock การใช้ยาแรงอย่างการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสกัดเงินเฟ้อในสถานการณ์ที่คนไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว อาจกลายเป็นการซ้ำเติมบาด แผล ธปท.จึงส่งสัญญาณชัดว่า นโยบายการคลังควรเป็น “พระเอก” ในการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือการสร้างงานจะส่งผลยั่งยืนกว่าการแจกเงินเยียวยาเพียงระยะสั้นที่อาจสร้างฐาน GDP ที่สูงเกินจริงและส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในปีถัดไป

    “มิติหนี้ครัวเรือน” การขอความร่วมมือสถาบันการเงินในการ “ปรับโครงสร้างหนี้”  ไม่ใช่เพียงการเลื่อนจ่าย แต่ต้องเป็นการปรับให้สอดคล้องกับความสามารถที่แท้จริง มาตรการอย่าง Credit Boost หรือ การลดค่าธรรมเนียม FIDF เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้โดยตรง เป็นเครื่องมือที่ธปท.พร้อมนำมาใช้เพื่อป้องกัน ไม่ให้หนี้ครัวเรือนกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ในวงกว้าง ซึ่งจะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายระบบสถาบันการเงินไทยในอนาคต

    สิ่งที่น่ากังวลสุด คือ การคาดการณ์ที่ว่าแม้ความขัดแย้งตะวันออกกลางจะยุติลง แต่ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตอาจไม่กลับไปอยู่ที่จุดเดิมก่อนเกิดวิกฤติ เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มจะค้างอยู่ระดับ 3-4% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เศรษฐกิจไทยจึงต้องเร่งปรับตัวจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและแรงงานราคาถูก สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อให้รายได้ของประชาชนเติบโตทันกับค่าครองชีพที่ขยับฐานสูงขึ้นอย่างถาวร

    สิ่งสำคัญคือ “ความรอบคอบ” การก้าวผ่านวิกฤติที่ไม่เท่ากันนี้ ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างนโยบายการเงินที่รักษาสมดุลเสถียรภาพและนโยบายการคลัง ต้องฉีดเงินลงไปให้ตรงจุด เพื่อประคองกลุ่มอ่อนแอสุดไม่ให้ล้มหายไปก่อนที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจจะกลับมาเดินหน้าได้เต็มกำลังอีกครั้งช่วงปี 2570

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/829057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M23uRJryrCTMB53RsoXWY

  • เที่ยววังบางขุนพรหม 2569 ชมนิทรรศการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมวิธีเดินทาง

    เที่ยววังบางขุนพรหม 2569 ชมนิทรรศการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมวิธีเดินทาง

    ชวนเที่ยวชมนิทรรศการ “เสน่ห์วังบางขุนพรหม” ณ ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ เข้าชมฟรี! สัมผัสความงามของสถาปัตยกรรมและวิถีชาววัง พร้อมแจกพิกัดวันเวลาและวิธีเดินทางแบบจัดเต็ม

    หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมเก่าแก่และประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร วังบางขุนพรหม คือหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด! วังแห่งนี้เป็นวังเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2444 และได้รับการยกย่องว่าเป็นวังที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคบาโรกและโรโกโกที่วิจิตรงดงาม

    ในวันนี้ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เปิดพื้นที่ชวนคุณมาย้อนรอยความทรงจำและสัมผัสความประณีตของวิถีชาววัง ผ่านนิทรรศการสุดพิเศษที่สายมิวเซียมและผู้ที่ชอบถ่ายรูปไม่ควรพลาด!

    ไฮไลต์ห้ามพลาดในงานนิทรรศการ “เสน่ห์วังบางขุนพรหม” 

    งานนิทรรศการนี้จะพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์ทางศาสตร์และศิลป์ที่สะท้อนเอกลักษณ์และรสนิยมของเจ้านายแห่งวังบางขุนพรหม โดยเน้นการถ่ายทอดศิลปะที่ผสานความเป็นไทยและตะวันตกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ภายในงานมีกิจกรรมและจุดจัดแสดงที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่

    • ชมโมเดลอาหารจานเด่น: จัดแสดงสำรับอาหารของวังบางขุนพรหมถึง 11 สำรับ พร้อมของใช้บนโต๊ะอาหารตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ “ทูนกระหม่อมบริพัตร”
    • เรียนรู้วัฒนธรรมการดำรงชีวิต: สัมผัสเรื่องราวของอาหาร ดนตรี ศิลปะ ที่สะท้อนความประณีตพิถีพิถันของชาววังในอดีต
    • กิจกรรม Hands on: สนุกกับมุมทดลองถัก Knitting และกิจกรรมปั๊มตรายางลวดลายสุด Unique จากวังบางขุนพรหม
    • พิเศษสำหรับผู้ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ 7 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. จะได้ลิ้มลอง “ขนมบุงัด” ขนมโบราณที่ปรากฏในตำราอาหารวังบางขุนพรหมภายในงาน

    สถานที่ วันและเวลาในการเข้าชม

    • สถานที่จัดงาน: ลานนิทรรศการ ชั้น 1 ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand Learning Center)
    • ระยะเวลาจัดแสดง: 7 พฤษภาคม – 28 มิถุนายน 2569
    • เวลาเปิด-ปิด: 09.30 – 20.00 น.
    • ค่าเข้าชม: เข้าชมฟรี! ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า (Walk-in ได้เลย)

    หมายเหตุเพิ่มเติมสำหรับการเที่ยวชมวังบางขุนพรหมองค์จริง: หากต้องการเข้าชมภายในวังบางขุนพรหม จะมีการเปิดให้บริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ โดยต้องทำการจองล่วงหน้าทางออนไลน์เท่านั้น และอาจต้องตรวจสอบสถานะการเปิดให้บริการเป็นระยะเนื่องจากบางช่วงอาจมีการปรับปรุงพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่นิทรรศการที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ สามารถเข้าชมได้ตามปกติ

    การเดินทางไปศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย 

    การเดินทางไปยัง ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ นั้นสะดวกสบายและสามารถมาได้หลายเส้นทาง ดังนี้

    1. รถยนต์ส่วนตัว: ใช้เส้นทางสะพานพระราม 8 มุ่งหน้าไปยังถนนสามเสน สามารถขับรถเข้าทางประตูธนาคารแห่งประเทศไทย หรือประตูฝั่งใต้สะพานพระราม 8 (ประตู 2) โดยภายในมีอาคารจอดรถของศูนย์การเรียนรู้ให้บริการ

    2. รถไฟฟ้า BTS:

    • ลงสถานีราชเทวี (ทางออก 3) แล้วต่อรถประจำทางสาย 99
    • ลงสถานีสะพานตากสิน (ทางออก 2) ต่อเรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่าสาทร มาขึ้นที่ท่าพระราม 8 แล้วเดินเท้าตามถนนวิสุทธิกษัตริย์

    3. เรือโดยสาร:

    • เรือด่วนเจ้าพระยา (ธงส้ม, ธงเขียว, ธงเหลือง) หรือเรือข้ามฟาก มาลงที่ ท่าเรือเทเวศร์
    • เรือประจำทาง (ไม่มีธง) ลงที่ ท่าเรือวัดสามพระยา

    4. รถประจำทาง (รถเมล์): มีรถเมล์ผ่านหลายสาย เช่น สาย 3, 9, 30, 32, 33, 43, 49, 53, 64, 65, และ 524 โดยสามารถเลือกลงได้ที่ป้ายหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ป้ายวัดสามพระยา

    วันหยุดนี้ หากยังไม่มีแพลนไปไหน ลองแวะมาดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์และถ่ายรูปสวยๆ กันที่นิทรรศการ เสน่ห์วังบางขุนพรหม รับรองว่าจะได้รับทั้งความรู้และความประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2930805&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lYhZ5Eb4WYgtucJP0AGgp