Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ฐานทัพจับมืออินเดียลิ่วชิงชายคู่ ศึกเทนนิสแคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เมนส์ หัวหิน

    ฐานทัพจับมืออินเดียลิ่วชิงชายคู่ ศึกเทนนิสแคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เมนส์ หัวหิน

    ฐานทัพจับมืออินเดียลิ่วชิงชายคู่ ศึกเทนนิสแคล-คอมพ์ ไอทีเอฟ เมนส์ หัวหิน

    ฐานทัพ สุขสำราญ นักหวดหนุ่มไทย ผนึกกำลัง ซาย คาร์ทีก เรดดี้ กันตา จากอินเดีย ผ่านเข้าชิงชายคู่ ศึกเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เอ็ม15 หัวหิน 2025 หลังเฉือนคู่มือวาง 3 ไปแบบสุดระทึก

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพชาย ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เอ็ม15 หัวหิน รายการ “แคล-คอมพ์ แอนด์ ซีซีเอยู อินดัสตรี 4.0 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 516,000 บาท) ที่ อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ

    ประเภทชายคู่ ฐานทัพ สุขสำราญ นักเทนนิสหนุ่มไทย จับคู่กับ ซาย คาร์ทีก เรดดี้ กันตา จากอินเดีย คู่มือวาง 2 ของรายการ โชว์ฟอร์มเฉียบเฉือนชนะ ดาเนียล ซาร์คเซียน จากอาร์เมเนีย และ ไมเคิล จู้ จากสหรัฐฯ คู่มือวาง 3 ไปอย่างสุดมัน 2-1 เซต 6-3, 3-6 และซูเปอร์ไทเบรก 10-8

    คู่ของฐานทัพและพาร์ทเนอร์จากอินเดียผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ไปพบกับ ชินจิ ฮาซาวะ และ ลีโอ วิฑูรย์เธียร จากญี่ปุ่น คู่มือวาง 1 ของรายการ ที่รอบรองฯ เอาชนะ อิกอร์ มาร์คอนเดส จากบราซิล กับ หว่อง จื่อฟู่ จากฮ่องกง คู่มือวาง 4 ไปได้ 2-0 เซต 6-1, 6-3

    ส่วนประเภทชายเดี่ยว “โอเว่น” ธนเพชร ฉันทะ มือวางอันดับ 8 ของรายการ มือ 907 ของโลก และชาวประจวบคีรีขันธ์ ต้องหยุดเส้นทางไว้ที่รอบก่อนรองชนะเลิศ หลังพ่าย ไอแซค เบครอฟต์ จากนิวซีแลนด์ มือ 971 ของโลก ไปแบบสูสี 1-2 เซต 7-6 (8-6), 4-6, 4-6

    จากผลงานดังกล่าว ธนเพชร ได้รับเงินรางวัล 438 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15,067 บาท) พร้อมคะแนนสะสมอันดับโลก 2 คะแนน ขณะที่ เบครอฟต์ ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับ อาเธอร์ เวเบอร์ มือวาง 1 และมือ 485 ของโลกจากฝรั่งเศส

    สรุปผลชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ

    อิกอร์ มาร์คอนเดส (2-บราซิล) ชนะ มูฮัมหมัด ริฟกี ฟิเตรียดี้ (7-อินโดนีเซีย) 6-3, 6-2

    อาเธอร์ เวเบอร์ (1-ฝรั่งเศส) ชนะ ชินจิ ฮาซาวะ (6-ญี่ปุ่น) 6-0, 7-6(0)

    หลุยส์ ลารู (ฝรั่งเศส) ชนะ โอลิเวอร์ คลาร์ก แอนเดอร์สัน (5-ออสเตรเลีย) 4-1 Ret.(เจ็บต้นขา)

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/92853/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xCzwM6vCF8FTcFkARbjSJ

  • SPREME ทุ่ม 1.3 พันล้าน ลุยโครงการเช่าอุปกรณ์ไอทีภาครัฐ

    SPREME ทุ่ม 1.3 พันล้าน ลุยโครงการเช่าอุปกรณ์ไอทีภาครัฐ

    นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SPREME เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ ลงทุนใน สินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 1,300 ล้านบาท สำหรับโครงการที่มีการประกาศจัดซื้อจัดจ้างแล้ว และอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินลงทุนอีกไม่เกิน 3,200 ล้านบาท สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (TOR)

    ทั้งนี้ จากการคำนวณขนาดรายการตามงบการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 พบว่าการลงทุนดังกล่าวมี ขนาดรายการสูงสุดถึง 366.11% ของมูลค่ารวมสิ่งตอบแทน ซึ่งเข้าข่ายเป็นรายการประเภทที่ 4 หรือ “การเข้าจดทะเบียนโดยอ้อม” (Backdoor Listing) ตามประกาศของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    โดยโครงการให้เช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ขยายธุรกิจในกลุ่ม IT Solution Service โดยมุ่งเน้นให้บริการเช่าอุปกรณ์แก่หน่วยงานภาครัฐที่ต้องการเทคโนโลยีทันสมัยโดยไม่ต้องลงทุนเอง ซึ่งเป็นตลาดที่มีความมั่นคงสูงและเติบโตต่อเนื่องจากแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลของภาครัฐ

    นอกจากนี้ บริษัทฯยังวางแผนให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การติดตั้ง การบำรุงรักษา และบริการหลังการขายตลอดระยะเวลาเช่า 5 ปี พร้อมติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดทั้งรายเดือนและรายไตรมาส เพื่อรักษาคุณภาพและผลตอบแทนอย่างมีประสิทธิภาพ

    “ด้วยฐานลูกค้าหลักเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีงบประมาณได้รับการอนุมัติแล้ว รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการสินทรัพย์ เชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ให้กับบริษัทฯ และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างรายได้โดยรวมในระยะยาว”นายภานุวัฒน์ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม หากบริษัทฯ ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะการประมูลในแต่ละโครงการ จะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/790833&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AUFTlHDcHtlxhYjimUCPu

  • รู้จัก “อีฟ กาญจนา สถาวร” ประธานมูลนิธิ กัน จอมพลัง คนนี้เคยมาออกโหนกระแสด้วย

    รู้จัก “อีฟ กาญจนา สถาวร” ประธานมูลนิธิ กัน จอมพลัง คนนี้เคยมาออกโหนกระแสด้วย

    รู้จัก “อีฟ กาญจนา สถาวร” ประธานมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ ผู้ยุติบทบาทท่ามกลางกระแสข่าว

    กำลังเป็นที่สนใจของสังคม สำหรับ “อีฟ” กาญจนา สถาวร ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ หลังจากที่มูลนิธิฯ ตกอยู่ท่ามกลางประเด็นดรามาเรื่องความโปร่งใส จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยล่าสุด “กัน จอมพลัง” ได้ประกาศจะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ เอง

    บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก “อีฟ กาญจนา” ว่าเธอคือใคร และมีบทบาทอย่างไรในมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้

    ประวัติและบทบาทของ อีฟ กาญจนา

    อีฟ กาญจนา สถาวร เป็นจิตอาสาที่ร่วมงานใกล้ชิดกับทีมงานของ กัน จอมพลัง มานานหลายปี โดยมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเคสผู้ได้รับความเดือดร้อนต่างๆ ที่ผ่านมา เธอยังเคยเป็นตัวแทนพาผู้เสียหายไปร่วมรายการโหนกระแส ในวันที่ กัน จอมพลัง ติดภารกิจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ กัน จอมพลัง มีต่อเธอเป็นอย่างมาก

    สำหรับประวัติส่วนตัว อีฟ กาญจนา เป็นชาวจังหวัดชลบุรี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนชลกันยานุกูล และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)

    ประเด็นดรามาและการเปลี่ยนแปลงในมูลนิธิฯ

    ล่าสุด อีฟ กาญจนา ในฐานะประธานมูลนิธิฯ ได้ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นด้านการเงินและความโปร่งใสของมูลนิธิฯ ที่ถูกตั้งคำถามจากสังคม

    จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ กัน จอมพลัง ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า เพื่อความโปร่งใสและสร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่าย ตนเองจะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ แทน อีฟ กาญจนา หลังจากนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9852714/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LkiPPFIvrMpTgGL_LlPdf

  • กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมกับ ปตท.สผ. มอบทุนศึกษาวิจัย แก่ 7 สถาบัน พัฒนาองค์ความรู้ CCS สนับสนุนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมกับ ปตท.สผ. มอบทุนศึกษาวิจัย แก่ 7 สถาบัน พัฒนาองค์ความรู้ CCS สนับสนุนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นประธานในพิธีมอบทุนภายใต้โครงการวิจัยเพื่อการศึกษาวิจัยด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS Development Project in Thailand) รวม 41 ล้านบาท ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ ปตท.สผ.อีดี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นการต่อยอดนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน โดยส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2050

    โครงการวิจัยเพื่อการศึกษาวิจัยด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS Development Project in Thailand) เป็นการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ ปตท.สผ.อีดี โดยได้เปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัยจากสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม ถึง 22 มีนาคม 2568 ซึ่งเมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและ ปตท.สผ.อีดี ได้พิจารณาคัดเลือกโครงการที่ได้รับทุน จำนวน 9 โครงการ มูลค่าทุนการศึกษาวิจัยรวมประมาณ 41 ล้านบาท และมีระยะเวลาการศึกษาวิจัยประมาณ โครงการละ 2-3 ปี จากสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยชั้นนำ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย โดยขอบเขตการศึกษา
    ของโครงการศึกษาวิจัยที่ได้รับคัดเลือกมีความครอบคลุมด้านต่าง ๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของกิจกรรม CCS อย่าง
    ครบวงจร ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ด้านการสร้างแบบจำลองและการทดลองแบบปัญหา (Modeling and Simulation) ไปจนถึงด้านสังคมศาสตร์และนโยบายเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนธุรกิจ CCS

    นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า “เทคโนโลยี CCS หรือ Carbon Capture and Storage เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีความสำคัญมากสำหรับประเทศไทย และเป็นกระบวนการที่มีศักยภาพในการลด
    การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งหลายประเทศได้นำมาใช้ ซึ่งการผลักดันโครงการ CCS ในประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน รวมทั้งกลไกหลายด้านที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ การสนับสนุนทุนวิจัยครั้งนี้นับเป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการระดมความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและพัฒนา CCS ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย

    โดยดำเนินการควบคู่ไปกับนโยบายการพัฒนาพลังงานสะอาด ที่จะช่วยส่งเสริมให้การลดก๊าซเรือนกระจก
    จากภาคพลังงานเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง และเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะสนับสนุนการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
    ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลที่เราต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้และ
    เตรียมความพร้อมบุคลากรของประเทศด้วย”

    ทั้งนี้ ในประเทศไทย ได้เริ่มมีการศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS ตั้งแต่ปี 2564 โดยบริษัท ปตท.
    สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้นำร่องการศึกษาและพัฒนาโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย และได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ไปเมื่อเดือนกันยายน 2568 คาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปี 2571 ซึ่งจะเป็นการนำร่องการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ อีกทั้ง โครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ยังได้รับความเห็นชอบให้เป็นโครงการสำคัญที่ควรดำเนินการและผลักดัน ในระดับนโยบายภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปีพ.ศ. 2564 – 2573 (NDC Action Plan on Mitigation 2021 – 2030) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติพร้อมให้การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี CCS เพื่อให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์พร้อมส่งเสริมการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/24/588602/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KcRAA8JVvntylZihslVib

  • ปะการังฟลอริดาใกล้สูญพันธุ์หลังคลื่นความร้อนทำลายร้ายแรง

    ปะการังฟลอริดาใกล้สูญพันธุ์หลังคลื่นความร้อนทำลายร้ายแรง

    คลื่นความร้อนใต้ทะเลที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2023 ส่งผลให้ปะการังสองสายพันธุ์สำคัญในแนวปะการังฟลอริดากลายเป็น “การสูญพันธุ์เชิงหน้าที่” จากการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Science เมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเน้นย้ำถึงอันตรายที่เพิ่มมากขึ้นของภาวะโลกร้อนต่อมหาสมุทรโลก

    ปะการัง Elkhorn และ Staghorn ที่ได้ชื่อมาจากรูปร่างคล้ายเขากวางและอยู่ในวงศ์ Acropora เป็นสายพันธุ์ “สร้างแนวปะการัง” ที่เติบโตเร็วและครองธรรมในน่านน้ำนอกชายฝั่งฟลอริดาและทะเลแคริบเบียนมายาวนาน สองสายพันธุ์นี้ โดยเฉพาะ Elkhorn สร้างโครงสร้างแบบกิ่งก้านที่ซับซ้อนเหมือนหลังคาป่าทึบ ทำหน้าที่เป็นที่อยู่อาศัยสำคัญของปลาและเป็นเกราะธรรมชาติป้องกันคลื่นแรงและการกัดเซาะชายฝั่ง

    ปะการังลดลงต่อเนื่องกว่า 50 ปี

    ทั้งสองสายพันธุ์ลดจำนวนลงมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 จากภัยคุกคามหลายด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคภัยไข้เจ็บ และการประมงที่ไม่ยั่งยืน จนทำให้อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤต

    อย่างไรก็ตาม คลื่นความร้อนปี 2023 ที่ยาวนานเกือบสามเดือนและนำมาซึ่งอุณหภูมิทะเลสูงสุดเป็นประวัติการณ์นอกชายฝั่งฟลอริดา กลายเป็นระฆังมรณะสำหรับสองสายพันธุ์นี้ในแนวปะการังฟลอริดา ซึ่งเป็นแนวปะการังกั้นที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก

    Ross Cunning นักชีววิทยาวิจัยจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Shedd ในชิคาโก และผู้เขียนร่วมหลักของงานวิจัย กล่าวกับ AFP ว่า “จำนวนของสายพันธุ์เหล่านี้ที่เหลืออยู่ในแนวปะการังในปัจจุบันต่ำมากจนไม่สามารถทำหน้าที่ในระบบนิเวศได้อีกต่อไป”

    อัตราการตายสูงถึง 100%

    การวิจัยที่เก็บข้อมูลจากนักดำน้ำติดตามปะการัง Staghorn และ Elkhorn กว่า 52,000 โคโลนีใน 391 จุด ยืนยันความกลัวที่เลวร้ายที่สุดของนักวิทยาศาสตร์ สองสายพันธุ์นี้ถูกทำลายเกือบสิ้นเชิง โดยมีอัตราการตาย 98-100% ในเขต Florida Keys และ Dry Tortugas นอกชายฝั่งใต้ของรัฐ

    ปะการังในบริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของฟลอริดามีสภาวะดีกว่า ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดของแนวปะการัง มีอัตราการตายประมาณ 38% เนื่องจากสภาวะที่เย็นกว่าเล็กน้อย

    ความสูญเสียส่งผลกระทบต่อทั้งปะการัง Acropora ป่าและที่ผ่านการฟื้นฟู ซึ่งปลูกในแหล่งเพาะเลี้ยงและนำไปปลูกในแนวปะการังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูที่ดำเนินการมาตั้งแต่ทศวรรษ 2000

    ความหวังในการอนุรักษ์

    นักวิทยาศาสตร์อนุรักษ์ปะการัง Acropora ที่เหลืออยู่ของฟลอริดาไว้ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและแหล่งเพาะเลี้ยง รวมถึงตัวอย่างที่รอดชีวิตจากคลื่นความร้อนปี 2023 เพื่อศึกษายีนที่ช่วยให้ทนความร้อนและนำความหลากหลายทางพันธุกรรมจากประชากรนอกฟลอริดามาเสริม

    Cunning กล่าวว่า “การฟื้นฟูมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์สิ้นเชิง แต่เราทราบว่าวิธีการฟื้นฟูจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐาน ไม่สามารถปลูกปะการังให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้อย่างเดิมต่อไป”

    ท้ายที่สุด ความพยายามช่วยปะการังปรับตัวต้องไปควบคู่กับการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อช่วยแนวปะการัง ซึ่งหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตในทะเลหนึ่งในสี่ ให้อาหารและรายได้แก่ผู้คนหลายร้อยล้าน ปกป้องชายฝั่งจากคลื่นและน้ำท่วม และสร้างชายหาดทรายขาวที่งดงาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/florida-coral-extinction-heat-wave-2023&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0prUEpF9ARw9Dduua2Qw4M

  • “นฤมล” น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 เน้นสอนประวัติศาสตร์ให้เด็กคิดวิเคราะห์

    “นฤมล” น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 เน้นสอนประวัติศาสตร์ให้เด็กคิดวิเคราะห์

    “นฤมล” น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 เน้นสอนประวัติศาสตร์ให้เด็กคิดวิเคราะห์ – 29 ต.ค. เตรียมเซ็น MOU ซ่อมบ้านพักครู เตรียมปรับเกณฑ์วิทยฐานะใหม่

    ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568 ที่โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้บริหารจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผู้อำนวยการเขตพื้นที่กว่า 500 คนเข้าร่วม

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจะผลักดันการจัดสัมมนาเชิงนโยบายในระดับภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำทางการศึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสะท้อนปัญหาจากพื้นที่ได้โดยตรง พร้อมย้ำแนวทางดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวเน้นย้ำถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ โดยมุ่งให้ผู้เรียน “เข้าใจและคิดวิเคราะห์” แทนการท่องจำ เพื่อให้เยาวชนรู้เท่าทันเหตุการณ์และพัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผล จึงขอให้ทุกเขตพื้นที่ให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง

    ในด้านสวัสดิการครู ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า วันที่ 29 ตุลาคมนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับการเคหะแห่งชาติ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาบ้านพักครูทั่วประเทศ โดยให้ สพฐ. และ สพท. สำรวจสภาพบ้านพักในพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติจะเป็นหน่วยจัดหาแหล่งเงินทุนเบื้องต้น ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการ เพื่อให้สามารถจัดตั้งงบประมาณผูกพันรองรับได้อย่างต่อเนื่อง

    “นฤมล” น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 เน้นสอนประวัติศาสตร์ให้เด็กคิดวิเคราะห์

    นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการยังกล่าวถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์และกระบวนการประเมินวิทยฐานะครู โดยคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ทบทวนรายละเอียดแล้ว และจะนำร่างหลักเกณฑ์ใหม่เข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 30 ตุลาคมนี้

    สำหรับปัญหาด้านงบประมาณช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบภัยพิบัติ และงบดำเนินงานของเขตพื้นที่ ศ.ดร.นฤมล มอบหมายให้เลขาธิการ กพฐ. รวบรวมเสนอแนวทางแก้ไขต่อไป พร้อมทั้งเตรียมรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับโครงสร้างตำแหน่งศึกษานิเทศก์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

    ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรแก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น รวมทั้งสิ้น 140 เขตพื้นที่ทั่วประเทศ.

    “นฤมล” น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 เน้นสอนประวัติศาสตร์ให้เด็กคิดวิเคราะห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732329&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QbOwCsZI0wSibum_JGHEE

  • ศธ.น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 ขับเคลื่อนการศึกษาสร้างเด็กคิด วิเคราะห์

    ศธ.น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 ขับเคลื่อนการศึกษาสร้างเด็กคิด วิเคราะห์

    วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568 เพื่อมอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการทำงาน โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมผู้บริหารระดับสูง และผู้อำนวยการ สพท. กว่า 500 คนเข้าร่วม

                     ศธ.น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 ขับเคลื่อนการศึกษาสร้างเด็กคิด วิเคราะห์

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวเปิดการประชุมว่า การพบปะระหว่างผู้บริหารส่วนกลางกับผู้อำนวยการเขตพื้นที่เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสะท้อนปัญหาจากพื้นที่จริง โดยตั้งใจให้มีการจัดสัมมนาเช่นนี้แบบเวียนไปแต่ละภูมิภาค เพื่อให้เกิดการสื่อสารสองทางระหว่างนโยบายระดับกระทรวงกับผู้ปฏิบัติในพื้นที่

    พร้อมกันนี้ รมว.ศธ. ได้กล่าวถึง พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งพระราชทานแก่เยาวชนไทย ให้ตระหนักถึง “ความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์” โดยเน้นว่า “มิใช่ให้เด็กท่องจำว่าเกิดอะไรขึ้น” แต่ให้เรียนรู้เพื่อคิดวิเคราะห์ว่า “ทำไมเหตุการณ์นั้นถึงเกิดขึ้น” และ “เหตุใดผู้นำในยุคนั้นจึงตัดสินใจเช่นนั้น” เพื่อให้เด็กเกิดทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล เข้าใจบริบทสังคมและโลกได้รอบด้าน

                           ศธ.น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 ขับเคลื่อนการศึกษาสร้างเด็กคิด วิเคราะห์

    “ครูควรสอนให้เด็กรู้จักตั้งคำถาม และมองเห็นเหตุและผลของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีวิจารณญาณ และเข้าใจหน้าที่ของตนในระบอบประชาธิปไตย” รมว.ศธ. กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในส่วนของสวัสดิการและความเป็นอยู่ของครู เป็นเรื่องที่รัฐบาลและ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะปัญหา “บ้านพักครู” ที่หลายพื้นที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม ไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย

    “ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ กระทรวงศึกษาธิการโดย สพฐ. จะลงนาม MOU กับการเคหะแห่งชาติ เพื่อร่วมกันปรับปรุง ซ่อมแซม และสร้างบ้านพักครูทั่วประเทศใหม่ตามลำดับความจำเป็น โดยให้ สพท. แต่ละเขตสำรวจสภาพบ้านพักในพื้นที่ให้ครบถ้วน เพื่อเป็นฐานข้อมูลประกอบการจัดลำดับการดำเนินงาน” รมว.ศธ. กล่าว

                        ศธ.น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 ขับเคลื่อนการศึกษาสร้างเด็กคิด วิเคราะห์

    นอกจากนี้ รมว.ศธ. เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนมาดำเนินการได้ก่อน ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการจะเสนอให้ คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองโครงการ เพื่อให้ สพฐ. ตั้งงบประมาณแบบ “ผูกพัน” จ่ายคืนในระยะยาว ซึ่งจะช่วยให้โครงการเดินหน้าได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องรอจัดสรรงบใหม่ทุกปี

    ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงการปรับปรุงระบบ “วิทยฐานะครู” ว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากครูทั่วประเทศเกี่ยวกับความยุ่งยากของหลักเกณฑ์และกระบวนการประเมิน ซึ่งบางกรณีไม่สะท้อนผลงานจริงของผู้สอน โดยขณะนี้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ทบทวนหลักเกณฑ์แล้วในระดับหนึ่ง และจะเสนอร่างใหม่เข้าสู่ที่ประชุม ก.ค.ศ. ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้

                  ศธ.น้อมนำพระราชดำรัส ร.10 ขับเคลื่อนการศึกษาสร้างเด็กคิด วิเคราะห์

    ส่วนประเด็นอื่น ๆ เช่น การจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบภัยพิบัติ และงบดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รมว.ศธ. ได้มอบหมายให้เลขาธิการ กพฐ. รวบรวมข้อมูลและเสนอแนวทางต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

    นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับโครงสร้างงาน “ศึกษานิเทศก์” ให้เหมาะสมกับสภาพการศึกษาในยุคใหม่ โดยเน้นการสนับสนุนเชิงวิชาการมากกว่าการตรวจสอบ

    ในโอกาสเดียวกัน รมว.ศธ. ได้มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น รวม 140 เขตพื้นที่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642235&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wmA5kun9UBtAAjQaA2Qa1

  • “ธฤตา” ควงสาวไต้หวัน ครองแชมป์หญิงคู่ ศึกเทนนิสจีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส | เดลินิวส์

    “ธฤตา” ควงสาวไต้หวัน ครองแชมป์หญิงคู่ ศึกเทนนิสจีเอสบี-ไอทีเอฟ จูเนียร์ส | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5235648/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wdlEg0m52lyxrwE9FT6Xa

  • N

    N

    • ความร่วมมือในครั้งนี้จะส่งเสริมการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวจีนผ่านพร้อมเพย์และ Alipay ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านอี-วอลเล็ต ของ Alipay+ เพื่ออำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น
    • สานต่อความมุ่งมั่นของ Alipay+ ในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวไทยและเปิดโอกาสให้ร้านค้าท้องถิ่นเข้าถึงนักท่องเที่ยวจากจีนและทั่วโลก

    ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย แอนท์ อินเตอร์เนชันแนล ผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการชำระเงินและบริการทางการเงินชั้นนำระดับโลก บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (NITMX) จะร่วมมือกันเพื่อยกระดับและส่งเสริมการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ โดยจะเริ่มให้บริการแก่ร้านค้าในประเทศไทยและนักท่องเที่ยวชาวจีนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ ธนาคารกรุงไทยจะทำหน้าที่เป็น Settlement Bank สำหรับความร่วมมือด้านระบบชำระเงินข้ามพรมแดนผ่านคิวอาร์โค้ดในครั้งนี้ โดยในระยะเริ่มต้น นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาไทยสามารถใช้ Alipay ซึ่งเป็นพันธมิตรอี-วอลเล็ต ของ Alipay+ เพื่อชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด PromptPay ได้ที่ร้านค้าท้องถิ่นกว่าหลายล้านรายทั่วประเทศ

    NITMX แอนท์ อินเตอร์เนชันแนล และธนาคารกรุงไทย ขยายการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างไทย-จีน ผ่านพร้อมเพย์

    พร้อมเพย์ ซึ่งริเริ่มโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2559 และบริหารจัดการโดย NITMX เป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินหลักของประเทศไทย ที่รองรับบริการชำระเงินหลากหลายช่องทาง รวมถึงการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านแอปพลิ เคชันดิจิทัลในภูมิภาค

    คุณฉัตรชัย ดุษฎีโหนด กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (National ITMX) กล่าวว่า

    “การเปิดตัวบริการชำระเงินข้ามประเทศระหว่าง PromptPay และ Alipay ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ ตั้งแต่ธุรกิจรายย่อยไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินของไทยสู่เครือข่ายการเงินระดับโลก

    ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ National ITMX ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบการเงินดิจิทัลของประเทศไทย ที่มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีสากล ผ่านนวัตกรรมและการเชื่อมโยงที่ไร้รอยต่อ

    เราเชื่อมั่นว่าการเชื่อมต่อระบบ QR Payment ระหว่างไทยและจีนครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว National ITMX ยังคงยึดมั่นในพันธกิจในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในทุกภาคส่วนต่อไป”

    คุณเอ็ดเวิร์ด ยู ผู้จัดการทั่วไป Alipay+ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และเอเชียใต้ แอนท์ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ NITMX และธนาคารกรุงไทยในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารแห่งประเทศไทยในการลดอุปสรรคระหว่างผู้บริโภคทั่วโลกและผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่เรายึดถือ เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างไทยและจีน ความร่วมมือของเราจะช่วยปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ ในก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ในโอกาสการเฉลิมฉลองมิตรภาพครบรอบ 50 ปี เราจะยังคงเดินหน้ายกระดับการเชื่อมโยงทั่วโลก ระหว่างนักท่องเที่ยวและธุรกิจท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสที่มากขึ้นในการค้าข้ามพรมแดนและการเติบโตที่ครอบคลุม”

    คุณนารีรัชย์ อริยประยูร ผู้บริหารสายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า “การได้รับคัดเลือกให้ธนาคารกรุงไทยเป็น Settlement Bank สำหรับโครงการ QR Cross-Border ระหว่างไทย-จีน ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของระบบการเงินไทย และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของกรุงไทยในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐที่มีระบบดิจิทัลรองรับการเชื่อมต่อระดับนานาชาติได้อย่างปลอดภัย มั่นคง และมีประสิทธิภาพ”

    คุณนารีรัชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า “บทบาทของกรุงไทยในครั้งนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจีนในการใช้จ่ายในประเทศไทย และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้แก่ร้านค้าขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (SME) ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและส่งเสริมให้ภาคการท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในเฟสแรกนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยสามารถใช้ Alipay สแกนจ่ายผ่าน QR ร้านค้าในไทยได้ ซึ่งคาดว่าการขยายการใช้งานการชำระเงินด้วย QR Code ในครั้งนี้ จะส่งเสริมการเติบโตด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในทั้งสองประเทศ”

    Alipay ซึ่งเป็นพันธมิตรในระบบนิเวศอี-วอลเล็ตจาก Alipay+ ของแอนท์ อินเตอร์เนชันแนล เป็นที่ยอมรับในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2558 และสามารถใช้ชำระเงินได้ครอบคลุมสถานการณ์การท่องเที่ยวที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายซื้อของ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม สถานที่ท่องเที่ยว ร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงการเดินทาง ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขยายการรองรับการชำระเงินด้วย Alipay ไปยังร้านค้าจำนวนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดเล็กและร้านค้าในเมืองรอง นอกเหนือจากการชำระเงินแล้ว ในปี 2567 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับแอนท์ อินเตอร์เนชันแนล ได้เป็นหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวแห่งแรกของโลกที่เปิดตัวศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวแบบอินแอป (in-app travel hub) ภายในแอปพลิเคชัน Alipay

    ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากความพยายามอย่างต่อเนื่องของ Alipay+ ในการส่งเสริมการทำงานร่วมกันของระบบการชำระเงินในประเทศไทย โดยเชื่อมโยงพันธมิตรการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึง Alipay เข้ากับธุรกิจในท้องถิ่น เพื่อให้ธุรกิจเหล่านั้นได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.newswit.com/th/ieyyv8htp4sapvmm1sxhqh0sauwyq2kq&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mw2gS5LqbrtMQjlbMZJFA

  • ตร.ท่องเที่ยวจับมัคคุเทศก์ไทยยอมให้ต่างด้าวทำหน้าที่แทน วัดใหญ่ชัยมงคล

    ตร.ท่องเที่ยวจับมัคคุเทศก์ไทยยอมให้ต่างด้าวทำหน้าที่แทน วัดใหญ่ชัยมงคล

    ภูมิภาค

    ตร.ท่องเที่ยวจับมัคคุเทศก์ไทยยอมให้ต่างด้าวทำหน้าที่แทน วัดใหญ่ชัยมงคล

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.36 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 11.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.1 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ ผกก.2 บก.ทท.1 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ได้ร่วมกันจับกุม นายสิรภพ อายุ 67 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร ขณะอยู่บริเวณ หน้าวัดใหญ่ชัยมงคล จ.พระนครศรีอยุธยา

    จากการตรวจสอบพบว่า นายสิรภพ ยินยอมให้บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ทำหน้าที่แทนตน ซึ่งเป็นการกระทำผิดตาม พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2560 เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451658&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gXqt_3frP2EBlJ7KBHNJX