Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ร.29 มอบ 97 ทุนการศึกษา ดูแลลูกหลานกำลังพล สร้างขวัญกำลังใจดุจครอบครัวเดียวกัน

    ร.29 มอบ 97 ทุนการศึกษา ดูแลลูกหลานกำลังพล สร้างขวัญกำลังใจดุจครอบครัวเดียวกัน

    ภูมิภาค

    ร.29 มอบ 97 ทุนการศึกษา ดูแลลูกหลานกำลังพล สร้างขวัญกำลังใจดุจครอบครัวเดียวกัน

    วันศุกร์ ที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารเกรียงไกร กรมทหารราบที่ 29 กองพลทหารราบที่ 9 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพล กรมทหารราบที่ 29 ประจำปี 2569 จำนวน 97 ทุนการศึกษา เพื่อเป็นการดูแลเอาใจใส่สวัสดิการ และขวัญกำลังใจของกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับครอบครัวกำลังพลทุกนาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารบก, แม่ทัพภาคที่ 1 และ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ให้ความสำคัญต่อการดูแลเอาใจใส่สวัสดิการของกำลังพลและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

    สำหรับ กรมทหารราบที่ 29 ได้รับมอบหมายให้จัดกำลังเข้าปฏิบัติภารกิจสำคัญ เช่น ภารกิจป้องกันชายแดน ในนาม หน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ กองกำลังสุรสีห์ ซึ่งรับผิดชอบแนวชายแดนจังหวัดราชบุรี และจังหวัดเพชรบุรี ภายใต้การปฏิบัติตามพันธกิจ 5 ประการ ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/475398&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rgKNrA3GAxVPr5aW-rS0B

  • ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

    ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

    ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

    วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

    “ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน -วุฒิสภา-สส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน -ภาคเอกชน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. โดยมี นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา , นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, และมีผู้วแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จาก พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลผู้ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

     นายประเสริฐกล่าวว่า วันนี้ได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเวิร์กช็อปและหารือร่วมกัน มีทั้งผู้บริหาร ศธ. ผู้แทนจาก วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษาเอกชน  การศึกษาพิเศษ และนักวิชาการ และได้มีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วย ทั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้คนที่มาประชุมไม่ทันวันนี้ สามารถนำเสนอข้อความที่เป็นเอกสารเข้ามาได้ในช่วงเวลาที่กำหนด

    นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า  เดิมได้กำหนดกรอบไว้ 3 ทาง   ทางเลือกที่ 1 เป็นการยืนยันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…… ซึ่งเคยเข้าครม. ไปแล้ว แต่มีเหตุ ต้องหยุดการพิจารณา เนื่องจากยุบสภา  ทางเลือกที่ 2 คือเอาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  2542 เข้ามาแก้ไขปรับปรุงใหม่   ทางเลือกที่ 3 ยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่  ซึ่งแต่ละทางมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เปิดโอกาสให้มีการเสนอทางเลือกอื่นๆได้อีก ถ้าเห็นว่าดีกว่า

    “วันนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ หลายท่านในที่ประชุมได้เสนอให้มีการตั้งกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา เพื่อเร่งขับเคลื่อน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ เนื่องจากเป็นความตั้งใจของหลายภาคส่วน ที่มองว่าร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ได้มีการดำเนินการมานานหลายปีแล้ว ดังนั้น ทุกคนจึงอยากเห็น พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่  ที่เป็น พรบ. การศึกษาแห่งชาติที่มีความพร้อม ภายใต้เวลาที่หวังไว้ว่ารัฐบาลนี้ จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ  และทุกฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องเร่งดำเนินการ แต่ต้องได้สาระสำคัญที่ออกมาตรงกับความต้องการของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”

    รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ข้อคิดเห็นในวันนี้คณะทำงานจะเร่งสรุป และรอข้อคิดเห็นบางส่วนที่ยังมาไม่ถึงด้วย ก็รอดูว่าจะมีข้อเสนอทางเลือกที่ 4 เพิ่มหรือไม่ 

    อย่างไรก็ตาม ภายในเดือน พ.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปว่า พรบ.การศึกษาแห่งชาติจะหน้าตาเป็นอย่างไร  ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็เห็นพ้องตรงกันว่าอยากเห็น พรบ.การศึกษานี้คลอดออกมาเร็วที่สุด และภายใต้คุณภาพที่ดีที่สุดด้วย โดยวันนี้ที่ประชุมไม่ได้มีข้อเสนอที่แตกต่างกันมาก แต่มองว่าควรมีหลักการที่ชัดเจนไม่ต้องลงรายละเอียดลึกในตัวร่าง พรบ. ฉบับใหม่นี้ เพราะจะทำให้ปฏิบัติยาก  ตัวรายละเอียดลึกๆขอให้ไปอยู่ในกฎหมายประกอบ ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่ก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน 

    รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนได้เสนอในที่ประชุมว่า กฏหมายฉบับนี้ ถ้าเข้าสภา ขอให้มีการทำงานคู่ขนานกันในการที่จะพิจารณาทั้งในรูปแบบของกรรมาธิการฯ และกรรมการพิเศษ จะต้องมีการหารือกันในประเด็นที่มีความสำคัญในวงเล็กก่อน  เพื่อให้การทำงานในวงใหญ่ง่ายขึ้น และที่ประชุมก็ยังไม่ได้กำหนดว่าจะใช้ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ของใคร 
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963205&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1elbR5NGz36lHxO3i4Iznd

  • ‘ประเสริฐ’ ตั้งทีมพิเศษ ดัน ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ลั่นต้องคลอดทันรัฐบาลนี้ | เดลินิวส์

    ‘ประเสริฐ’ ตั้งทีมพิเศษ ดัน ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ลั่นต้องคลอดทันรัฐบาลนี้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 พ.ค.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. ว่า  การประชุมดังกล่าวเป็นการจัดทำเวิร์กช็อปร่วมกัน โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องทุกจากภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจากสภาผู้แทนราษฎรจาก วุฒิสภา ตัวแทนพรรคการเมือง และองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น การศึกษาเอกชน การศึกษาพิเศษ และนักวิชาการ  รวมถึงได้เปิดแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย โดยที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นหนึ่งชุด เพื่อทำหน้าที่เร่งการขับเคลื่อนการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. เนื่องจากที่ประชุมมองว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นความตั้งใจของทุกภาคส่วนที่อยากให้กฎหมายการศึกษาเกิดขึ้นเป็นฉบับสมบูรณ์และพร้อมภายใต้รัฐบาลชุดนี้

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า  สำหรับการหารือถึงการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ..นั้นที่ประชุมไม่ได้มีการลงเนื้อหารายละเอียดในตัวกฎหมายฉบับนี้ แต่เป็นการยืนยันทางเลือกของการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่เปิดให้มี 3 ทางเลือก คือ 1. การใช้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับเดิมที่เคยผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว แต่กลับมีเหตุให้หยุดชะงัก เนื่องจากมีเหตุการณ์ยุบสภา 2.การนำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาปรับปรุงแก้ไขใหม่ และ3.ยกร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ หรือเปิดให้มีการนำเสนอทางเลือกอื่นเพิ่มเติมได้อีก  ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าแต่ละทางเลือกมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน

    “วันนี้เป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ โดยผู้เข้าร่วมประชุมต่างได้แสดงความคิดเห็นและเสนอข้อเสนอแนะอย่างหลากหลาย   ทุกฝ่ายต้องการเห็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เป็นกฎหมายที่มีความพร้อมและสามารถประกาศใช้ได้ภายในอายุของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะต้องรวบรวมสาระสำคัญและข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการของทุกฝ่ายมากที่สุด โดยหลังจากนี้คณะทำงานจะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดไปสรุป เพราะมีข้อเสนอทางเลือกหลายรูปแบบ โดยบางฝ่ายเห็นว่าร่างกฎหมายควรวางเฉพาะหลักการสำคัญ ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเชิงลึกมากนัก และให้รายละเอียดในเชิงปฏิบัติไปกำหนดไว้ในกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องแทน เพื่อให้กฎหมายหลักมีความคล่องตัวมากขึ้นรวมถึงข้อเสนอเพิ่มเติมที่ยังทยอยส่งเข้ามา เพื่อให้ได้ข้อยุติภายในเดือนพ.ค.“ รมว.ศธ.กล่าว

    ต่อข้อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ..จะหยุดชะงักอีกเหมือนที่ผ่านมา นายประเสริฐ กล่าวว่า  ตนคิดว่าไม่น่ากังวล เพราะการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้วางแนวทางการทำงานคู่ขนานระหว่างคณะกรรมาธิการและคณะกรรมการพิเศษ เพื่อร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ้าง โดยมองว่าหากสามารถพูดคุยทำความเข้าใจกันในวงย่อยก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในสภา จะช่วยให้การทำงานในภาพรวมเป็นไปได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5844530/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XFLSxyPIIEjBVV0ym5mjA

  • กสม. ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ ขอเร่งแก้ปัญหาผู้เรียนโรงเรียนสังกัด สพฐ. ค้างจ่ายเงินจนหลุดจากระบบการศึกษา

    กสม. ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ ขอเร่งแก้ปัญหาผู้เรียนโรงเรียนสังกัด สพฐ. ค้างจ่ายเงินจนหลุดจากระบบการศึกษา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/146244&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EXKa-_63qs-NdwDgnEaEj

  • กรมท่องเที่ยว ลุยจับกองถ่ายจีน ลักลอบถ่ายหนังไม่ขออนุญาต

    กรมท่องเที่ยว ลุยจับกองถ่ายจีน ลักลอบถ่ายหนังไม่ขออนุญาต

    จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ได้รับรายงานจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ กรณีได้รับแจ้งเบาะแสการลักลอบถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 โดยร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ งานสืบสวน กก.2 บก.ทท.2 เดินทางไปตรวจสอบที่ร้านแกลเลอรี่แห่งหนึ่งในอำเภอหางดง พบกลุ่มบุคคลชาวจีนขณะกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและขอตรวจสอบเอกสารการได้รับอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ปรากฏว่าไม่สามารถนำมาแสดงได้ จึงรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และนำกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาสอบปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรหางดง

    economic-business-thai-filming-permit-hina-SPACEBAR-Photo02.jpg

    economic-business-thai-filming-permit-hina-SPACEBAR-Photo01.jpg

    จากการสอบปากคำทราบว่า กลุ่มชาวจีนดังกล่าวได้มีการยื่นขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ในชื่อเรื่อง The Puppet ในนามบริษัท InfluXCo.Ltd. ซึ่งสำนักงานตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น และมี Ms. RONGGUI WEI สัญชาติจีน ทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ โดยมีผู้ประสานงานการถ่ายทำ คือ บริษัท บี.วี.พี.แมกนัสกรุ๊ป จำกัด เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าภาพยนตร์เรื่อง The Puppet ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในประเทศไทย จึงเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 20 ประกอบมาตรา 75 มีโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำหนังสือส่งมายังกรมการท่องเที่ยว เพื่อพิจารณาดำเนินการปรับตามกฎหมายต่อไป รวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกรณีเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต

    economic-business-thai-filming-permit-hina-SPACEBAR-Photo03.jpg

    economic-business-thai-filming-permit-hina-SPACEBAR-Photo04.jpg

    “การดำเนินคดีดังกล่าวแสดงถึงความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานระดับโลก และขอขอบคุณประชาชนที่ให้ข้อมูลจนนำไปสู่การจับกุมในครั้งนี้ หากพบการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งเบาะแสไปยังกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว ผ่านทางอีเมล [email protected] หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3114 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างทันท่วงที”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-filming-permit-china&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VMKzl23PoYSkJECjHuZ5I

  • พาณิชย์ลุยกวาดล้างนอมินีต่างชาติบนสมุย-พะงัน พบเป็นบริษัทร่วมทุนต่างชาติถึง 67%

    พาณิชย์ลุยกวาดล้างนอมินีต่างชาติบนสมุย-พะงัน พบเป็นบริษัทร่วมทุนต่างชาติถึง 67%

    พาณิชย์ลุยกวาดล้างนอมินีต่างชาติบนสมุย-พะงัน พบเป็นบริษัทร่วมทุนต่างชาติถึง 67%

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลเกาะสมุย-พะงัน หลังต่างชาติลงทุนกว่า 67% เร่งปราบนอมินี ล้างภาพทุนต่างชาติยึดพื้นที่ท่องเที่ยว ส่ง DSI สอบเชิงลึก หลังพบคนไทยรายเดียวถือหุ้น 87 บริษัท

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจสอบนิติบุคคลในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะ เกาะพะงัน และ เกาะสมุย หลังพบสัดส่วนบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนสูงถึง 67.97% ของบริษัททั้งหมดในพื้นที่ พร้อมประกาศยกระดับมาตรการปราบปรามการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนต่างชาติ เพื่อสกัดการครอบงำธุรกิจผิดกฎหมายและฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทย

    นาย พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เร่งตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย” โดยจากการสำรวจพบว่า ทั้ง 2 เกาะมีบริษัทจดทะเบียนรวม 16,811 ราย และในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย หรือเกือบ 68%

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยอมรับว่า ในอดีตภาครัฐให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน หรือ Ease of Doing Business มากกว่าการตรวจสอบเชิงลึก ส่งผลให้เกิดช่องโหว่ที่นักลงทุนบางกลุ่มใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นไป กรมฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน หากเป็นการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย รัฐพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่หากเข้ามาในลักษณะใช้ “นอมินี” เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย จะถูกดำเนินคดีในฐานะอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

    ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีบริษัทจำกัดรวม 21,717 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 11,649 ราย หรือคิดเป็น 53.6% ของทั้งหมด ขณะที่เกาะพะงันมีบริษัทต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย ส่วนเกาะสมุยมี 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย

    สำหรับสัญชาติที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดบนเกาะพะงัน ได้แก่ อิสราเอล ฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซีย ส่วนเกาะสมุย นักลงทุนหลักมาจากฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย จีน และอิสราเอล สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของทุนต่างชาติในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

    หนึ่งในกรณีที่ถูกตรวจสอบ คือสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน ซึ่งพบว่าเจ้าของมีชื่อถือหุ้นในบริษัทถึง 66 แห่ง และมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลรวมกว่า 89 บริษัท โดยบางแห่งไม่พบการประกอบธุรกิจจริง เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบเส้นทางการถือหุ้นและการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง

    อีกกรณีคือโครงการวิลล่าหรูริมทะเลบนเกาะพะงัน ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเช่าพักคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม พร้อมพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท ผ่านบริษัทไทยที่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอลในสัดส่วนสูง จนอาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษีและการถือหุ้นอำพราง

    ขณะที่บนเกาะสมุย พบผู้ถือหุ้นชาวไทยบางรายมีชื่อถือหุ้นร่วมกับต่างชาติในหลายบริษัท เพื่อทำให้บริษัทมีสถานะเป็น “บริษัทไทย” ตามกฎหมาย โดยมีรายหนึ่งถือหุ้นมากถึง 87 บริษัท กรมฯ ได้ส่งข้อมูลให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หลังพบว่าแต่ละบริษัทมีสินทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจที่เข้าข่ายต้องห้ามตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/742072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SpYyUlHOJ_cF_N-n-nLW6

  • ปักหมุดทะเลไทยสากล “อ่าวเกือก” สิมิลัน คว้าอันดับ 10 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026

    ปักหมุดทะเลไทยสากล “อ่าวเกือก” สิมิลัน คว้าอันดับ 10 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026

    ทะเลไทยสร้างความภาคภูมิใจในระดับสากลอีกครั้ง ล่าสุดเว็บไซต์ World’s 50 Best Beaches ได้ประกาศผลการจัดอันดับชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026 ซึ่งรวบรวมข้อมูลและผลโหวตจากการลงพื้นที่สำรวจจริงของกลุ่ม Beach Ambassadors และผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางกว่า 1,000 คนทั่วโลก โดยในปีนี้ “อ่าวเกือก” (Donald Duck Bay) แห่งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา สามารถผงาดคว้าอันดับ 10 ของโลกมาครองได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    ถอดรหัสความงาม ทำไม “อ่าวเกือก” ถึงมัดใจชาวโลก

    อ่าวเกือก ตั้งอยู่บนเกาะหมายเลข 8 ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและเปรียบเสมือนศูนย์กลางการท่องเที่ยวของหมู่เกาะสิมิลัน โดยทาง World’s 50 Best Beaches ได้นิยามความโดดเด่นของชายหาดแห่งนี้ไว้ 3 ประการหลัก ได้แก่

    เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน โดยที่นี่มีภูมิทัศน์โดยรอบมีความงดงามแปลกตา โดดเด่นด้วยโขดหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่เรียงตัวกันตามธรรมชาติ โดยมีแลนด์มาร์กสำคัญคือ “หินเรือใบ” อันเป็นสัญลักษณ์ประจำหมู่เกาะ

    พร้อมทำเลที่ตั้งที่ห่างไกลจากความวุ่นวาย ทำให้ชายหาดแห่งนี้ยังมีสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติสูงมาก พร้อมหาดทรายขาวละเอียดราวกับแป้งที่ทอดยาวขนานไปกับชายฝั่ง และน้ำทะเลที่อ่าวเกือกมักจะมีความสงบนิ่งและมีสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ใสกระจ่าง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการลงเล่นน้ำ พักผ่อนหย่อนใจ และการดำน้ำตื้นเพื่อชมความงามใต้ท้องทะเล

    สุดท้าย คือ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” เบื้องหลังความอุดมสมบูรณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความโชคดีทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นผลสำเร็จจากการบริหารจัดการอย่างเข้มงวดของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อ่าวเกือกอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เฉพาะช่วงฤดูกาลเปิดเกาะ และจะปิดเกาะในช่วงฤดูมรสุม

    การจำกัดเวลาและควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวนี้ คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธรรมชาติได้หยุดพักและฟื้นฟูตัวเอง ส่งผลให้สภาพแวดล้อมเงียบสงบ ไม่แออัด และรักษาระบบนิเวศทางทะเลไว้ได้อย่างยั่งยืนเมื่อเทียบกับเกาะอื่นๆ

    3 ชายหาดไทย ผงาดบนเวที World’s 50 Best Beaches

    นอกจากอ่าวเกือกแล้ว ความสวยงามแบบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์ของทะเลไทย ยังส่งให้ชายหาดอีก 2 แห่งติดอันดับโลกในปีนี้ ได้แก่

    อันดับที่ 23 คือ เกาะกระดาน (Paradise Beach) จังหวัดตรัง และอันดับที่ 27 อย่าง หาดฟรีดอม (Freedom Beach) จังหวัดภูเก็ต

    การติดอันดับโลกของทั้ง 3 ชายหาด เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าทะเลไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางทั่วโลก และเป็นเครื่องเตือนใจให้พวกเราทุกคนร่วมกันท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ นอกจากรอยเท้า เพื่อให้มนต์เสน่ห์ของทะเลไทยคงความงดงามระดับโลกนี้ไว้ตลอดไป

    ข้อมูล : worlds50beaches

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2931438&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i4XhgdW4PlgWIuBvdo5lF

  • ดร.ธีระศักดิ์ (สว.) ลุยดอยตุง ศึกษาต้นแบบพัฒนาท่องเที่ยวระดับโลก หวังดันเชียงรายสู่เวทีสากล | TOPNEWS

    ดร.ธีระศักดิ์ (สว.) ลุยดอยตุง ศึกษาต้นแบบพัฒนาท่องเที่ยวระดับโลก หวังดันเชียงรายสู่เวทีสากล | TOPNEWS

    ดร.ธีระศักดิ์ (สว.) ลุยดอยตุง ศึกษาต้นแบบพัฒนาท่องเที่ยวระดับโลก หวังดันเชียงรายสู่เวทีสากล

    • เผยแพร่ : 08/05/2026 12:23

    ปก web ยกระดับปราบค้ามนุษย์

    SOCAIL 16-9

    “โทน บางแค” ควงทนาย เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน สอบปากคำเพิ่ม

    เปิดร่าง “พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ฯ” พรรคภูมิใจไทย เสนอสภาฯปี 66 ชี้ชัดแนวคิด “แลนด์บริดจ์” ไม่มีผุดแทรกกาสิโน

    “กรมพัฒนาธุรกิจ” ลุย “เกาะพะงัน-สมุย” ปราบนอมินีธุรกิจต่างด้าว เจอต่างชาติลงทุนกว่า 1.6 หมื่นราย อึ้งพบ 1 คนไทยถือหุ้น 87 บริษัท

    ฉะเชิงเทรา กองทัพให้ความสำคัญทหารใหม่ ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน

    สส.บุรีรัมย์ เขต 7 เปิดงาน “บุญบั้งไฟ 2569” หนองกี่ จุดบั้งไฟแสนบูชาพญาแถน สืบสานวัฒนธรรมอีสานคึกคัก

    รองผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เปิดเวทีสรุปผลศึกษา “มอเตอร์เวย์ M61” ชลบุรี–หนองคาย ยกระดับโลจิสติกส์ เชื่อมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1568793&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WlUa0l2TPd_hmts47sY1g

  • ผู้ว่า สตง.ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการคลองชองเกชอนเมืองโคราช โยธาฯ ระบุโครงการล่าช้าเพราะปัญหาโควิด ด้านนายกเล็กเมืองโคราชพร้อมรับมอบพื้นที่ไปบริหารจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ | TOPNEWS

    ผู้ว่า สตง.ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการคลองชองเกชอนเมืองโคราช โยธาฯ ระบุโครงการล่าช้าเพราะปัญหาโควิด ด้านนายกเล็กเมืองโคราชพร้อมรับมอบพื้นที่ไปบริหารจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ | TOPNEWS

    ผู้ว่า สตง.ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการคลองชองเกชอนเมืองโคราช โยธาฯ ระบุโครงการล่าช้าเพราะปัญหาโควิด ด้านนายกเล็กเมืองโคราชพร้อมรับมอบพื้นที่ไปบริหารจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่

    • เผยแพร่ : 08/05/2026 11:48

    ผู้ว่า สตง.ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการคลองชองเกชอนเมืองโคราช โยธาฯ ระบุโครงการล่าช้าเพราะปัญหาโควิด ด้านนายกเล็กเมืองโคราชพร้อมรับมอบพื้นที่ไปบริหารจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่

    วันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าของโครงการพัฒนา และปรับปรุงภูมิทัศน์ลำตะคอง ตามผังเมืองรวมเมืองนครราชสีมา (คลองชองเกชอน) ที่บริเวณด้านข้างวัดสุสาน ตำบลในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมี นายไพรัตน์ ทรงเย็น โยธาธิการ และผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา วิศวกร และนายช่างโยธา สำนักงานโยธาธิการ และผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ให้การต้อนรับ และให้ข้อมูลรายละเอียด

    นายไพรัตน์ ทรงเย็น โยธาธิการ และผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ได้รายงานความคืบหน้าของโครงการว่า รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาในเขตผังเมืองรวมเมืองนครราชสีมา ได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการ และผังเมือง ศึกษาเพื่อพัฒนาพื้นที่ในเขตผังเมืองรวมเมืองนครราชสีมาให้เกิดการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางภาพให้เป็นมาตรฐาน มีความเป็นระเบียบสวยงาม ปลอดภัย และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี กรมโยธาธิการ และผังเมือง จึงได้วางแผนจัดทำโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ และสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวพื้นที่ลำตะคอง ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมา โดยโครงการนี้มีจุดเริ่มต้นจากการนำโมเดล “คลองชองเกซอง” ของเกาหลีใต้ มาเป็นต้นแบบ โดยปรับโฉมให้เข้ากับเอกลักษณ์ “เมืองเครื่องปั้นดินเผา” ของนครราชสีมา ภายใต้งบประมาณรวม 238 ล้านบาท ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานโครงการออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้

    ระยะที่ 1 มีการจัดสรรงบประมาณกว่า  118  ล้านบาท เพื่อพัฒนาคลองช่วงสะพานโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา ถึงบริเวณวัดสุสาน  ระยะทางประมาณ 725  เมตร เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564  และกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2567 แต่การก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19  และมีการขยายระยะเวลาสัญญาให้กับผู้รับจ้าง จนได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นไปตามสัญญา และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจรับงานในระยะที่ 1 ไปแล้ว ช่วงปลายปี 2568 แต่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างในระยะที่ 2 ต่อได้ทันที เนื่องจากต้องรอการอนุมัติงบประมาณปี 2569 ทำให้โครงการภายหลังก่อสร้างในระยะที่ 1 แล้วเสร็จ ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลรักษาความสะอาดพื้นที่ ทำให้โครงการมีสภาพเหมือนก่อสร้างไม่เสร็จ และถูกทิ้งร้างระหว่างรอกระบวนการจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่มาดำเนินการ

    ล่าสุดการก่อสร้างในระยะที่ 2 ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลแล้วจำนวน 120  ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการก่อสร้างสะพาน งานสถาปัตยกรรม และการตกแต่งภูมิทัศน์ ซึ่งจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ 2569 และจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2571 จากนั้นก็จะส่งมอบให้กับทางเทศบาลนครนครราชสีมาเป็นผู้ดูแลบริหารจัดการต่อไป

    นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า จากการรับฟังรายงาน และตรวจความคืบหน้าของโครงการฯ ทราบว่าโครงการระยะที่ 1 ได้รับงบประมาณไม่ต่อเนื่อง และล่าช้า เพราะติดปัญหาการระบาดของโควิด-19 และปัญหาการร้องเรียนในระหว่างก่อสร้าง และปัจจุบันได้รับงบประมาณในระยะที่ 2 มาแล้วและกำลังจะเริ่มก่อสร้างในระยะที่ 2 ซึ่งกรมโยธาธิการ และผังเมืองจะรับผิดชอบเฉพาะเรื่องของโครงสร้าง และปรับปรุงภูมิทัศน์ เมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้นก็จะส่งมอบพื้นที่ให้กับทางเทศบาลนครนครราชสีมาไปดูแลบริหารจัดการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป

    นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า ทางเทศบาลฯ ยินดีพร้อมที่รับมอบพื้นที่โครงการฯ ซึ่งคาดว่าจะได้รับมอบในปี 2571 หลังสิ้นสุดสัญญาก่อสร้าง โดยทางเทศบาลนครนครราชสีมาได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้วว่าจะดำเนินการต่อในส่วนใดบ้าง เพื่อให้โครงการนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เป็นสถานที่พักผ่อนออกกำลังกายของคนเมืองได้ พร้อมกันนี้ก็มีแผนงานที่จะตกแต่งภูมิทัศน์ มีแสง สี เสียงที่สวยงาม มีการจำหน่ายสินค้าจากชุมชน  เพื่อให้เป็นแลนมาร์คแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดนครราชสีมาต่อไป

    ภาพ/ข่าว ศรัณย์ วงศ์สารสิน / ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ปก web ยกระดับปราบค้ามนุษย์

    SOCAIL 16-9

    “โทน บางแค” ควงทนาย เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน สอบปากคำเพิ่ม

    เปิดร่าง “พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ฯ” พรรคภูมิใจไทย เสนอสภาฯปี 66 ชี้ชัดแนวคิด “แลนด์บริดจ์” ไม่มีผุดแทรกกาสิโน

    “กรมพัฒนาธุรกิจ” ลุย “เกาะพะงัน-สมุย” ปราบนอมินีธุรกิจต่างด้าว เจอต่างชาติลงทุนกว่า 1.6 หมื่นราย อึ้งพบ 1 คนไทยถือหุ้น 87 บริษัท

    ฉะเชิงเทรา กองทัพให้ความสำคัญทหารใหม่ ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน

    สส.บุรีรัมย์ เขต 7 เปิดงาน “บุญบั้งไฟ 2569” หนองกี่ จุดบั้งไฟแสนบูชาพญาแถน สืบสานวัฒนธรรมอีสานคึกคัก

    รองผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เปิดเวทีสรุปผลศึกษา “มอเตอร์เวย์ M61” ชลบุรี–หนองคาย ยกระดับโลจิสติกส์ เชื่อมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1568723&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wg6XVMUFNVqdbjEfgZ4pP

  • ถังแตก-สิ้นคิด ! “เก็บภาษีท่องเที่ยว” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง “อ.เจษฎ์” แนะ เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    ถังแตก-สิ้นคิด ! “เก็บภาษีท่องเที่ยว” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง “อ.เจษฎ์” แนะ เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    ถังแตก-สิ้นคิด !

    ถังแตก-สิ้นคิด ! “เก็บภาษีท่องเที่ยว” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง “อ.เจษฎ์” แนะ เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายรัฐบาลเตรียมเก็บเงินคนไทยเดินทางไปต่างประเทศและนักท่องเที่ยว ว่า เป็นภาพสะท้อนของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะ “ถังแตก” และ “สิ้นคิด” พร้อมเตือนนโยบายดังกล่าวสร้างภาระให้ชนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มคนรวยไม่สะเทือน แนะควรหันไปโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแทน

    ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีแล้ว การกระทำของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะถังแตกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการเตรียมเก็บเงินคนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งในอดีตเคยมีความพยายามจัดเก็บเงินในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ท้ายสุดก็ต้องยกเลิกไป เนื่องจากพิจารณาแล้วว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ

    ถังแตก-สิ้นคิด !

    “รู้สึกเหมือนเราถังแตกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินด้วยการอาสามา กำลังทำให้เราเห็นว่าเราถังแตกมาก ตอนนี้ถ้าคนไทยจะไปเที่ยวต่างประเทศ จะต้องถูกเก็บเงิน แต่เดิมเคยมีการเก็บเงินแบบนี้ แล้วก็ได้มีการพิจารณากันว่าท้ายสุดมันไม่ได้มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ใช้วิธีการอื่นดีกว่า”

    ถังแตก-สิ้นคิด !

    นายเจษฎ์ ได้เสนอไปยังรัฐบาล ด้วยว่า หากรัฐบาลต้องการรักษาสภาพคล่องและดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควรใช้วิธีการเชิงบวกในการจูงใจมากกว่าการบังคับเก็บเงิน ได้แก่ การส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวและใช้สินค้าภายในประเทศให้มากขึ้น ไปจนถึงการสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหาแนวทางกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนและตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

    “ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเขาเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่าท่านถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้”

    นายเจษฎ์ ยังได้เปรียบเทียบนโยบายดังกล่าวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได ที่มองว่าเป็นการดึงเงินจากกระเป๋าคนชั้นกลางไปชดเชยให้คนรายได้น้อย ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ พร้อมระบุว่า ไปเที่ยวแบบนี้ คนมีรายได้มากก็จ่ายได้สบายมาก ไม่ได้เดือดร้อนอะไร คนมีรายได้กลางๆ  จ่ายกันตายเลย แม้จะเพิ่มแค่เป็นพันก็ตาม ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทบทวนและยุติแนวคิดดังกล่าว แล้วหาวิธีอื่นในการสร้างเม็ดเงินแทน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/616878&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XQhsT9VZn3GTQ7u-GyMeJ