Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กูรูฟันธงทางรอด ‘New Gen’ ถอดรหัสยุทธศาสตร์เปลี่ยนท่องเที่ยวไทย ต้องมีอะไรใหม่?

    กูรูฟันธงทางรอด ‘New Gen’ ถอดรหัสยุทธศาสตร์เปลี่ยนท่องเที่ยวไทย ต้องมีอะไรใหม่?

    ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งเคยยืนหยัดเป็นผู้นำระดับโลกมายาวนาน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน และสร้างรายได้ในทุกภูมิภาค กำลังเผชิญหน้ากับทางแพร่งครั้งสำคัญในปี 2025 แม้รัฐบาลจะเร่งใช้มาตรการกระตุ้นและการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า แต่ผู้ประกอบการยังคงประสบปัญหาการฟื้นตัวที่เชื่องช้า ความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป และการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความเข้มข้นขึ้น คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะทวงคืนบัลลังก์ผู้นำการท่องเที่ยวอาเซียนได้อย่างไร ในสถานการณ์ที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างน่ากังวล

    เวที The Nation Visionary Club Forum ภายใต้หัวข้อ “Rebuilding Thai Tourism Trend: Tavel for New Gen” ซึ่งจัดโดย The Nation Thailand ณ โรงแรม Skyview Hotel สุขุมวิท 24 ได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้ร่วมอภิปรายสำคัญ อาทิ มาริสา สุโกศล หนุนภักดี รองประธานบริหารโรงแรมสุโกศลและเดอะสยาม, นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านการสื่อสารการตลาด, ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย, ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย, ดร. กมลมาลย์ แจ้งล้อม นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์, สุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย, สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore, ศุภกาญจน์ จริยพิเชษฐ์ นักสร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยว โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องช็อกระยะสั้นอีกต่อไป แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างบูรณาการ

    ไทยกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวและเสียความเป็นผู้นำ

    ไทยกำลังเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการสูญเสียความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมักถูกมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ตลาดกว้าง (Mass) แทนที่จะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) ส่งผลให้ต้องพยายามตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกประเภทพร้อมกัน แต่ในปัจจุบัน ภาคการท่องเที่ยวของไทยกลับเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เพราะข้อมูลจากปี 2025 ระบุว่า ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในเอเชียปี 2024 และยังคงมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในปี 2025 ขณะที่เวียดนามก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจีนได้มากกว่าไทยในเวลานี้

    ปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบคือการขาดแคลนตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับไทย สาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงคือ “การรับรู้ด้านความปลอดภัย” ซึ่งเป็นประเด็นที่เฉพาะเจาะจงสำหรับนักท่องเที่ยวจีน แตกต่างจากนักท่องเที่ยวระยะยาวจากยุโรป

    ตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยรวมลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 (หลังเทศกาล) และเหตุการณ์ต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว หรือปัญหาการหลอกลวง (Scammer) ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวไม่ฟื้นตัว แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 8 เดือนแล้ว

    นอกจากนี้ การแข่งขันในภูมิภาคก็เพิ่มสูงขึ้นมาก ประเทศคู่แข่งได้ใช้กลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกัน เช่น การยกเว้นวีซ่าและการเชิญอินฟลูเอนเซอร์มาช่วยโปรโมท แต่สิ่งที่ไทยยังกระตุ้นไม่เพียงพอคือ “สถานที่ท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นใหม่” ซึ่งประเทศอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ให้ความสำคัญ ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนซ้ำได้

    ภาพลักษณ์ติดลบและความท้าทายของ “คนรุ่นใหม่”

    อีกประเด็นที่สำคัญคือ “ภาพลักษณ์” ของประเทศไทย ศุภกาญจน์ นักสร้างคอนเทนต์ด้านการท่องเที่ยว แจ้งว่าภาพลักษณ์ของไทยในสายตาชาวต่างชาติ นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ยังมีความเกี่ยวข้องกับ “การท่องเที่ยวทางเพศ” ซึ่งมักจะถูกพูดถึงเมื่อมีการกล่าวถึงภูเก็ตหรือพัทยา อย่างไรก็ตาม รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงมีความสนุกสนานกับธรรมชาติและวัฒนธรรมไทย และในโซเชียลมีเดียก็ยังมีการแชร์ประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับความเป็นมิตรและความปลอดภัยของคนไทย

    อีกหนึ่งความท้าทายคือการที่การท่องเที่ยวไทยถูกมองว่าเป็น “จุดหมายปลายทางสำหรับคนรุ่นเก่า” จากมุมมองของคนรุ่นใหม่ต่างชาติ กลุ่มนี้ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่าง ไม่ต้องการเดินตามรอยพ่อแม่ และต้องการค้นหาสิ่งใหม่ๆ ที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคลได้

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่อง “ราคา” โดยศุภกาญจน์ได้เปรียบเทียบว่าการเดินทางในจีนบางครั้งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการเดินทางในประเทศไทย และหากรัฐบาลจีนสนับสนุนการเดินทางในประเทศมากขึ้น พร้อมกับราคาใกล้เคียงกับการมาไทย หรือถ้าคู่แข่งใหม่อย่างเวียดนามเสนอมิติทางวัฒนธรรมที่แตกต่างในราคาที่ใกล้เคียงกัน ไทยก็อาจเสียเปรียบในตลาดนี้ได้เช่นกัน

    สร้างความเชื่อมั่นด้วย Soft Infrastructure

    การฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศนับเป็นเรื่องที่ต้องรีบทำในระยะสั้น นายกสมาคมโรงแรมไทย ได้กล่าวว่าปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญคือ “ปัญหาความไว้วางใจ” มากกว่าความปลอดภัยทางกายภาพ ดังนั้นการสร้างความเชื่อมั่นนี้จึงต้องทำอย่างจริงจัง ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับกลุ่มมิจฉาชีพ

    สุวิตา จรัญวงศ์ ได้เน้นว่า นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ เช่น ระบบรถไฟหรือ 5G แล้ว ประเทศไทยยังต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐาน” เนื่องจากการที่โลกออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดๆ และการควบคุมข่าวสารโดยกลุ่มอาชญากร ซึ่งต้องการให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสื่อสารภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศได้อย่างเป็นระบบ

    ในยุคปัจจุบัน การสื่อสารต้องใช้ “สื่อเฉพาะเจาะจง” จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันในการแก้ปัญหาที่มาจากตลาดจีน เช่น ปัญหาด้านความปลอดภัย และตลาดยุโรปที่มีปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนการเดินทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เริ่มใช้กลยุทธ์นี้แล้ว โดยมีการสร้างตราประทับ “Safe Travel Stamp” ร่วมกับการทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชาวจีนเพื่อสร้างคอนเทนต์ที่เน้นความปลอดภัย รวมถึงการใช้แพลตฟอร์มเฉพาะของจีน เช่น เสี่ยวหงชู (Siêu Hồng Sưu) เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย Gen Z

    การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและผลิตภัณฑ์ใหม่

    วิทยากรหลายท่านเห็นตรงกันว่า หากประเทศไทยต้องการรองรับนักท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง และที่สนใจการท่องเที่ยวแบบ FIT (Free Independent Travelers) มากขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแข็งอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านระบบรถไฟ

    เทียนประสิทธิ์เสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรพัฒนาระบบรถไฟที่เชื่อมต่อโดยตรงจากจีน และยังต้องเชื่อมต่อกับประเทศในอาเซียน เนื่องจากหลายเมืองในจีนประสบความสำเร็จจากการมีระบบรถไฟ นายกสมาคมสปาไทยก็เห็นด้วย โดยกล่าวว่าการเดินทางด้วยรถไฟจะทำให้ผู้คนมีโอกาสเห็นทิวทัศน์ของประเทศไทยในมุมมองที่แตกต่าง แต่ศุภกาญจน์ก็ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลควรควบคุม “ราคาตั๋วรถไฟ” ให้ต่ำกว่าตั๋วเครื่องบินเหมือนกับที่จีนทำ เพื่อส่งเสริมการใช้ระบบราง

    ดร. บุรณินกล่าวว่าการแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทั้งไทยและจีนเข้ามาเป็นนักลงทุนในระบบรถไฟ และควรเร่งพัฒนา “สิ่งดึงดูดที่มนุษย์สร้างขึ้น” เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ และเพื่อสร้างโอกาสในการจัดงานใหญ่ เช่น คอนเสิร์ตระดับโลก ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้บริการในภาคอื่นๆ เช่น ร้านนวดและเครื่องดื่มไทย

    ยกระดับ ‘Wellness’ และ ‘คุณค่า’ สู่ตลาดโลก

    ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เป็นจุดแข็งที่ประเทศไทยควรใช้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณค่า สุนัย วชิรวราการ เปิดเผยว่า แม้การเดินทางเพื่อสุขภาพจะมีสัดส่วนเพียง 7.8% ของการเดินทางทั้งหมด แต่รายได้จากตลาดนี้กลับสูงถึง 18% ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก

    อย่างไรก็ตาม สุนัยเสนอให้มีการ “นิยามใหม่” เกี่ยวกับคำว่า Wellness และสปา โดยไม่จำกัดอยู่ที่การนวดแผนไทยเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีการสร้าง “เมกะโปรเจกต์ด้านเวลเนส” ที่เน้นสิ่งอำนวยความสะดวก คล้ายกับการสร้างธีมปาร์คเวลเนสในรูปแบบไทย โดยให้ความสำคัญกับ 3 แนวโน้มการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ, สาธารณสุข/การแพทย์เฉพาะทาง และสุขภาวะทางจิต

    นอกจากนี้ สุนัยยังเน้นถึงจุดเด่นของ Soft Power ที่ไทยมีอยู่แล้ว โดยในปี 2005 การจัดอันดับดัชนี Soft Power ของโลกพบว่า “อาหารไทย” ติดอันดับที่ 6 และ “ความเป็นมิตร/รอยยิ้มไทย” อยู่ในอันดับที่ 4 สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งที่ควรนำมาใช้ในการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ ผ่านแคมเปญ “Do you love Thailand?” เพื่อเอาชนะความกลัวด้วยความรัก

    อีกจุดที่สำคัญสำหรับตลาดระยะไกลและ MICE คือ ความยั่งยืน มาริสากล่าวว่าความต้องการด้านความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องผิวเผิน แต่เป็นความจริง โดยเฉพาะในภาค MICE และองค์กรข้ามชาติ รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณในการให้ใบรับรองสีเขียวแก่ผู้ประกอบการ SME และโรงแรม เพื่อลดการพึ่งพาหน่วยงานรับรองระหว่างประเทศ และยังควรส่งเสริม “การท่องเที่ยวฟื้นฟู” ที่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติพร้อมกับการท่องเที่ยว

    สิ่งที่น่ากังวลคือ ความไม่สอดคล้องกันในนโยบายและการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มาริสาได้แนะนำว่าหน่วยงานทุกภาคส่วน เช่น BOI, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงสิ่งแวดล้อม ควรจะมารวมตัวกันเพื่อสร้าง “แผนงานเชิงกลยุทธ์” หรือ “Roadmap” เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน

    เมื่อได้มีการถามถึง “หนึ่งการกระทำ” ที่สำคัญที่สุดที่ไทยควรทำเพื่อกลับมาทวงคืนตำแหน่งผู้นำการท่องเที่ยวในอาเซียนภายในปี 2026 คำตอบที่ได้รับส่วนใหญ่ชี้ไปที่เรื่องของ “ความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย” 

    ชาย เอี่ยมศิริได้เน้นย้ำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด” และหน่วยงานที่ดูแลด้านความมั่นคงและความปลอดภัยควรต้องทำงานอย่างจริงจัง โดยเขาบอกว่า หากดำเนินการอย่างจริงจัง ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เทียนประสิทธิ์ยังได้เสริมว่า ต้องแสดงถึง “ความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง” ในการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยและอาชญากรรม พร้อมทั้งสื่อสารให้คนทั่วโลกรับรู้

    ในส่วนของการตลาดนั้น สุนัยได้เสนอให้ใช้ “ปฏิทินเทศกาล” ของไทยทั้งหมดในการสร้างเรื่องราวและจัดเป็น “ประเทศแห่งการเฉลิมฉลอง” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจในแต่ละเทศกาล ขณะที่มาริสาได้เน้นถึงความสำคัญของการสร้างแรงจูงใจและมาตรการกระตุ้นการเดินทาง (Incentivizing travel) สำหรับตลาดภายในประเทศ เพื่อรับมือกับช่วงโลว์ซีซั่นในปีหน้า ดร. บุรณิน ได้สรุปว่า ประเทศไทยควรพัฒนาแคมเปญ “Thailand is your destination” ที่สะท้อนถึงความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งปรับผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย

    สุดท้ายนี้ วิทยากรทุกคนมีความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งในด้านทรัพย์สินที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ โดยเฉพาะ “น้ำใจ” และ “รอยยิ้ม” ที่เป็นเอกลักษณ์ หากสามารถแก้ไขปัญหาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็วและมีระบบ พร้อมทั้งพัฒนาเนื้อหาใหม่ๆ และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ไทยจะสามารถกลับมาเป็นผู้นำและเป็นจุดหมายปลายทางที่มีมูลค่าสูงสำหรับคนไทยทุกคนได้ สถานการณ์นี้เหมือนนาฬิกาทรายที่กำลังจะหมดลง ดังนั้นการลงมือทำในวันนี้จึงถือเป็น “Last Call” สำหรับอนาคตการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/lifestyle/643290&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VbmJFQqMBexpOHyLSVojO

  • “นราพัฒน์ แก้วทอง” เปิดใจ! ทิ้ง ปชป. ร่วม รทสช. มั่นใจอุดมการณ์ตรงกัน สร้างอนาคตเกษตรกรไทย

    “นราพัฒน์ แก้วทอง” เปิดใจ! ทิ้ง ปชป. ร่วม รทสช. มั่นใจอุดมการณ์ตรงกัน สร้างอนาคตเกษตรกรไทย


    “นราพัฒน์ แก้วทอง” เปิดใจ! เลือกไปต่อกับ “รวมไทยสร้างชาติ” มั่นใจ DNA ตรงกัน มุ่งสร้างอนาคตเกษตรกร-ท่องเที่ยวไทย ชูนโยบาย “ปุ๋ยสั่งตัด-เกษตรพาณิชย์-เกษตรท่องเที่ยว”  เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

    นายนราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.หลายสมัย อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยถึงความท้าทายทางการเมืองครั้งใหม่ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติว่า  การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรคซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของตน นั่นคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ นอกจากนี้ การที่หัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็จะเป็นอีกกุญแจสำคัญในการผลักดันนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย
     
    “ผมเป็นคนชอบทำงาน และพรรครวมไทยสร้างชาติก็เป็นพรรคที่มุ่งหน้าทำงานและมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนเพื่อชาติและประชาชนเช่นกัน ดังนั้น DNA จึงตรงกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับการทำงานของผมด้วย ก็คือ กฎหมาย เพราะทุกเรื่องที่เราจะทำให้ชาวบ้านล้วนต้องอาศัยกฎหมายเป็นกลไกขับเคลื่อน เราต้องผลักดันกฎหมายบางฉบับให้ออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นแนวทางที่ชัดเจนของท่านพีระพันธุ์อยู่แล้ว เพราะท่านแม่นยำเรื่องกฎหมาย เมื่อนำมารวมกับนโยบายที่ผมอยากจะทำ โดยเฉพาะนโยบายด้านการเกษตร ผมมั่นใจว่าผมจะทำได้สำเร็จแน่นอน ผมก็เลยตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายนราพัฒน์กล่าว
     
    นายนราพัฒน์ยังบอกเล่าถึงเส้นทางการเมืองที่ผ่านมาว่า  ในวัยเด็กตนไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง เนื่องจากเห็นความเหนื่อยยากและเวลาที่หายไปของคุณพ่อ นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต สส. 12 สมัย ผู้ได้รับการขนานนามว่า “พ่อพระของพิจิตร”   โดยหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจ สาขาบัญชี จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง  ตนก็ได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ (M.B.A) ที่มหาวิทยาลัย National University ประเทศสหรัฐอเมริกา  ก่อนกลับมาทำงานในบริษัทภาคเอกชนอยู่ช่วงหนึ่ง
     
    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2540 เมื่อรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง  ทำให้นายไพฑูรย์ ผู้เป็นบิดาได้รับการวางตัวให้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ตนจึงเบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เดิมของคุณพ่อที่จังหวัดพิจิตร โดยเริ่มจากเป็นผู้ช่วย สส. ซึ่งต้องลงพื้นที่เพื่อพบปะชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในเขตเลือกตั้งเป็นเวลากว่า 2 ปีก่อนการเลือกตั้ง  จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต ติดต่อกัน 3 สมัย
     
    “ช่วง 3 เดือนแรกของการลงพื้นที่ ผมต้องเดินพบชาวบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ทำให้ผมได้สัมผัสและเข้าใจชีวิตประชาชนได้ลึกซึ้งมากขึ้น” นายนราพัฒน์กล่าว
     
    นายนราพัฒน์ยังได้เปิดเผยมุมมองด้านนโยบายการพัฒนาประเทศว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างรายได้หลักจาก 2 ด้าน คือ การเกษตรและการท่องเที่ยว ซึ่งต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง และควรส่งเสริมให้เป็นเสาหลักเศรษฐกิจ โดยในด้านการเกษตรนั้น เกษตรกรต้องได้กำไรที่เป็นธรรม มีการบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานให้สมดุล ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการประกันรายได้ที่มีการวางแผนเพาะปลูกอย่างมียุทธศาสตร์ และต่อยอดสู่ “เกษตรท่องเที่ยว” สร้างรายได้เพิ่มจากการเชื่อมโยงสองเสาหลักเข้าด้วยกัน  ส่วนนโยบายด้านการท่องเที่ยว ควรปรับ Mindset การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและอุทยานต่างๆ เพื่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว โดยยังคงรักษาธรรมชาติไว้
     
    “ประเทศไทยมีจุดแข็งอีกเรื่อง คือ การท่องเที่ยว ที่สามารถผูกโยงกับการเกษตรได้ เราสามารถต่อยอดเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะช่วยให้พ่อแม่พี่น้องมีรายได้เพิ่มได้” นายนราพัฒน์ กล่าว
     
    นายนราพัฒน์กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ สส. เขต 3 สมัย และการเข้ารับหน้าที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ตนมองเห็นปัญหาและทางแก้ของภาคการเกษตรอย่างชัดเจน 
     
    “เราต้องมีใจ เข้าใจชีวิตพี่น้องเกษตรกร และทำหน้าที่ ‘ผู้แทน’ ของพวกเขา ในการนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขในสภา” นายนราพัฒน์กล่าว พร้อมยกตัวอย่างนโยบายเด่นที่เคยผลักดันและจะดำเนินการสานต่อ ก็คือ การลดต้นทุนปุ๋ย และผลักดันโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัด” โดยให้กรมพัฒนาที่ดินสำรวจความต้องการสารอาหารในดินเฉพาะพื้นที่ เพราะดินในแต่ละพื้นที่ต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน  ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ตรงกับสภาพของดิน ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนปุ๋ยของเกษตรกรได้  
     
    นอกจากนี้  นายนราพัฒน์ยังกล่าวถึงนโยบายเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ต้องผลักดันต่อไป เช่น โครงการ Young Smart Farmer เพื่อเปลี่ยนวิธีทำการเกษตรแบบเดิมให้เป็นธุรกิจการเกษตร และใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในการขายสินค้าโดยตรง ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตการเกษตรราคาดีขึ้น  และส่งเสริมการบริหารจัดการด้วยการควบคุมอุปทาน (Supply) ให้เหมาะสมกับอุปสงค์ (Demand) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกได้เป็นอย่างดี 
     
    นายนราพัฒน์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยการยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะรับฟังทุกความคิดเห็นและทุกปัญหาจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์นโยบายและขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติให้ประสบความสำเร็จในการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแก่พี่น้องประชาชน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/37231&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S7-dLu9KOjAWOLSUINDOZ

  • การท่องเที่ยวไต้หวัน พาแฟนคลับไทยบินลัดฟ้าร่วมงานแฟนมีต

    การท่องเที่ยวไต้หวัน พาแฟนคลับไทยบินลัดฟ้าร่วมงานแฟนมีต

    การท่องเที่ยวไต้หวัน พาแฟนคลับไทยบินลัดฟ้าร่วมงานแฟนมีต ‘อาเล็ก-ธีรเดช’ พร้อมเปิดตัวแพ็กเกจตามรอยศิลปิน

    วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.59 น.

    “อาเล็ก-ธีรเดช” จัดงานแฟนมีตติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พาแฟนคลับไทยบินลัดฟ้ามาไต้หวัน สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันต่อยอดกระแส จัดแพ็กเกจท่องเที่ยวพิเศษโพรโมตการท่องเที่ยว

    ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” แบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน ได้จัดงานแฟนมีตติ้งในต่างประเทศครั้งแรก ณ ศูนย์จัดแสดงอเนกประสงค์ CORNER MAX กรุงไทเป โดยกิจกรรมครั้งนี้ผสานเสน่ห์ของศิลปินเข้ากับการส่งเสริมการท่องเที่ยว สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันได้ร่วมมือกับบริษัททัวร์ สายการบิน และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) เปิดตัวแพ็กเกจ “ทริปแฟนมีต อาเล็ก มหัศจรรย์แดนไต้หวัน” ซึ่งมาพร้อมสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เชิญชวนเหล่าแฟนคลับชาวไทยเดินทางมาท่องเที่ยวไต้หวันพร้อมตามรอยศิลปินภายใต้สโลแกนประจำปี “ไต้หวันมะ?” ที่ชวนให้ชาวไทยออกมาสำรวจเสน่ห์อันหลากหลายของไต้หวันด้วยตนเอง กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากเหล่าแฟนคลับชาวไทยที่เดินทางมาร่วมงาน ได้ใกล้ชิด พบปะ ถ่ายภาพ และเก็บเกี่ยวความทรงจำอันงดงามจากการมาเยือนไต้หวันในครั้งนี้

    ไต้หวันใช้เวลาเดินทางจากไทยเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง อีกทั้งยังมี นโยบายยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย จึงเป็นโอกาสอันดีที่สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันได้เชิญ “อาเล็ก–ธีรเดช เมธาวรายุทธ” นักแสดงชื่อดังจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ของประเทศไทย มารับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวันประจำปี 2025 พร้อมเปิดตัวสโลแกน “ไต้หวันมะ?” ซึ่งเป็นคำเชิญชวนที่อบอุ่นและเป็นมิตร มาใช้เป็นสโลแกนประจำปี พร้อมจัดกิจกรรมทางการตลาดหลากหลายเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาเยือนไต้หวันมากยิ่งขึ้น อาเล็ก-ธีรเดชนั้นเป็นนักแสดงหนุ่มขวัญใจของคนไทยทุกช่วงวัย ด้วยภาพลักษณ์สดใส เป็นมิตร และมีบุคลิกเข้าถึงง่าย อีกทั้งยังชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว เขาเคยมาเยือนไต้หวันหลายครั้ง ทั้งที่เกาสงและหมาจู่ พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านภาพยนตร์สั้นเพื่อโพรโมตการท่องเที่ยวไต้หวันซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ ชาวไทย

    ภายในงาน คุณหวงอี้เฉิง ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ได้กล่าวขอบคุณอาเล็กสำหรับการสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไต้หวัน พร้อมกล่าวว่า

    “ไต้หวันมะ?” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนคำเชิญชวนที่อบอุ่นและจริงใจจากชาวไต้หวันที่อยากให้เพื่อนชาวไทยได้มาสัมผัสเสน่ห์และประสบการณ์การท่องเที่ยวสุดพิเศษด้วยตนเอง

    ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวต่างประเทศยอดนิยมของชาวไทย ซึ่งตรงกับช่วงที่ไต้หวันมีอากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การท่องเที่ยว งานแฟนมีตติ้งในครั้งนี้จึงถือเป็นตัวอย่างของการนำ เสน่ห์ของศิลปินมาผสานกับกิจกรรมการท่องเที่ยว สร้างกระแสความสนใจและเพิ่มแรงจูงใจให้คนไทยเดินทางมาเยือนไต้หวันมากยิ่งขึ้น

    ในอนาคต สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ จะยังคงเดินหน้าร่วมมือกับสายการบินไต้หวัน  บริษัททัวร์ไทย และผู้ให้บริการบัตรเครดิต เปิดตัวโปรโมชันพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวไทย พร้อมผนึกกำลังกับคนดังและอินฟลูเอนเซอร์ไทยในการประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวหลากหลาย เช่น การสักการะวัดดัง, การชิมอาหาร Michelin Bib Gourmand, การท่องเที่ยวรถไฟ–จักรยาน (Rail & Bike Tourism) และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อทุกเพศ (Gender-friendly Tourism) ผ่านกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อขยายการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไต้หวันและเพิ่มแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาเยือนไต้หวันมากยิ่งขึ้น

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/925835&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u9vBzPwz-7u8EvtVPkEWT

  • กกร. คาดส่งออกปี’68 โต 10.5% ลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กกร. คาดส่งออกปี’68 โต 10.5% ลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.23 น.

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ( กกร.)  ว่า เศรษฐกิจโลกขยายตัวดีกว่าที่คาด นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ขยายตัวดีต่อเนื่องแม้จะเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี โดยล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ประเมินผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( GDP)  โลกปี 2568 โต 3.2% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3 % ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก

    อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ขยายตัวดีส่งผลให้แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้มาก  เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าส่งออกของไทยที่ขยายตัวแรงมี สัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศต่ำ (Local Content ) จึงส่งผลต่อ GDP อย่างจำกัด โดยตลาดแรงงานที่เปราะบางเป็นปัจจัยท้าทายการปรับตัวของเศรษฐกิจไทย อัตราว่างงานในระบบประกันสังคมล่าสุดในไตรมาส 2/68 แตะ 2.1% สูงสุดในรอบ 2 ปี และอัตราการว่างงานภาคอุตสาหกรรมและเด็กจบใหม่เร่งตัว จากเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศ ซึ่งซ้ำเติมแผลเป็นจากช่วงโควิดที่แรงงานนอกระบบสูงขึ้น กระทบต่อผลิตภาพแรงงาน

    ทั้งนี้คาดเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม แม้การส่งออกอาจโตได้ประมาณ 9.5%-10.5%  จากเดิม 2- 3% แต่เป็นสินค้าที่มี local content ต่ำมาก และทองคำซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจริง ประกอบกับการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 10.2% ขณะที่เงินเฟ้อต่ำเพียงราว  -0.1% ถึง 0.1% จากเดิม 0.5.%- 1% ตามราคาพลังงานที่แผ่วลง  ถ้าสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส สนับสนุน SMEs และ Made In Thailand ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้เติบโตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5%

    อย่าไรก็ตามทางสมาคมธนาคารไทย ร่วมกับภาครัฐ และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ให้ครัวเรือนหลุดพ้นจากกับดักหนี้ โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง (Debtor Centric) ด้วยการรวมศูนย์หนี้ไปที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) สำหรับลูกหนี้รายย่อย ผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมทุน (JV AMC) เพื่อแก้หนี้รายย่อยที่มียอดหนี้ NPL ต่ำกว่า 1 แสนบาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 3.4 ล้านราย คิดเป็นยอดหนี้รวม 122,000 ล้านบาท พร้อมมีแนวทางในการยกระดับรายได้ โดยมีแรงจูงและให้แต้มต่อเพื่อให้ลูกหนี้มีความพร้อมและสามารถเข้าสู่ระบบกลไกตลาดตามปกติ โดยมีการพัฒนาฐานข้อมูลศักยภาพของลูกหนี้ พร้อมมุ่งเน้นให้มีการรวมประเภทหนี้ทั้งหมดจากเจ้าหนี้ทุกประเภทใบอนุญาต ที่เข้ามาในการแก้หนี้ในครั้งนี้

    นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. ยังรับทราบความคืบหน้าโครงการ “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับประเทศไทย โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อน 6 อุตสาหกรรม (Priority Sectors) ที่บทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน ได้แก่ 1) เกษตรและอาหาร 2) ยานยนต์ 3) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) 4) สุขภาพและการแพทย์ 5) ท่องเที่ยว และ 6) ค้าปลีก โดย กกร. จะมีเจ้าภาพในการผลักดันในแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งทั้ง Supply Chain และผลักดันการช่วยเหลือในรูปแบบ “พี่ช่วยน้อง” ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยประคอง SMEs อีกทั้ง ยังเชื่อมโยงกับมาตรการช่วยเหลือและโครงการต่างๆ ของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมศักยภาพความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมกกร. ยังไม่เห็นด้วยและมีความกังวลกับร่างกฎหมายที่ขาดการประเมินผลกระทบกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment: RIA) อย่างรอบด้านและเป็นระบบ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด และร่างพระราชบัญญัติโรงงาน ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จะต้องเผชิญกับภาระต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากข้อกำหนดทางกฎหมายใหม่ และยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและลดความน่าสนใจของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ดังนั้น กกร. จึงเห็นว่าการจัดทำกฎหมายที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้างต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง พร้อมจัดทำการประเมินผลกระทบกฎหมาย (RIA) ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้กฎหมายมีความสมดุลระหว่างการคุ้มครองและการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ที่ประชุมกกร. ได้มีมติสนับสนุนแนวทางดำเนินงานของภาครัฐในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย พ.ศ. .. เพื่อปลดล็อคข้อจำกัดระบบราชการให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการประชาชนได้ทันเวลา พร้อมทั้ง สนับสนุนการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. …. (ร่างฯ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯฉบับใหม่) ให้มีผลใช้บังคับ รวมไปถึง สนับสนุนแนวทางปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ (Regulatory Guillotine) เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการให้บริการประชาชนไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย โดย กกร. จะดำเนินการร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/925739&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01EsEzj-_048MEXIfIq-PV

  • “นฤมล” เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 ปั้น “ช้างเผือกไทยสู่เวทีโลก”

    “นฤมล” เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 ปั้น “ช้างเผือกไทยสู่เวทีโลก”

    “นฤมล” เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน สู่โอกาสเรียนต่อ ปั้น “ช้างเผือกไทย สู่เวทีโลก” ย้ำ การศึกษาเป็นกุญแจสร้างคน พัฒนาชาติ

    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการปฐมนิเทศออนไลน์โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship: ODOS) นักเรียนและนักศึกษาทุนรุ่นที่ 3 ปีการศึกษา 2568 ทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) กว่า 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่ง ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์ Teleconference

    ดร.นฤมล กล่าวว่า การปฐมนิเทศครั้งนี้ ถือเป็นโครงการ ODOS รุ่นที่ 3 สำหรับให้ทุนการศึกษาระดับ ม.4 และ ปวช.ปีที่ 1 ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้น 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่ง ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และจากข้อมูลที่ทาง ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ถึงจำนวนผู้สมัครรับทุน ODOS รุ่นที่ 1 กว่า 100 คน และสำนักงาน ก.พ. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ จำนวน 62 คนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องคอยให้กำลังใจและช่วยเสริมเติมเต็มในส่วนที่น้องๆ ยังขาด เพราะต้องยอมรับว่า การสอบแข่งขันเพื่อเรียนต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยต่างประเทศย่อมมีการแข่งขันที่สูง และต้องแข่งกับเด็กจากประเทศต่าง ๆ ยิ่งต้องเข้าไปในมหาวิทยาลัยที่เป็นระดับท็อปของโลกด้วย ก็ยิ่งมีการแข่งขันสูงขึ้นไปอีก แต่อาจารย์ก็เชื่อว่าเด็กไทยที่เรียนในสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยไทย ไม่ได้แพ้กับเด็กในต่างประเทศ เช่นเดียวกับอาจารย์ที่มาจากครอบครัวธรรมดา และเรียนในมหาวิทยาลัยไทย ก็ต้องใช้ความพยายามในการสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศเช่นกัน

    ขอน้องๆเก็บเกี่ยวประสบการณ์

    “ขอให้น้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาใช้โอกาสไปเรียนในต่างประเทศ มากกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ถือเป็นโอกาสได้เรียนรู้ด้านอื่นๆ ให้มีประสบการณ์ชีวิต มีเพื่อน ได้เรียนรู้วัฒนธรรม พร้อมนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ สิ่งสำคัญคือต้องไม่ลืมพระคุณผู้ให้โอกาสเรา ทั้งพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ สถานศึกษาที่ส่งเสริมสนับสนุน กระทรวงศึกษาธิการ กองทุน กสศ. ตลอดจนรัฐบาลที่มีโครงการดี ๆ เช่นนี้ และสุดท้ายคือประชาชนในชาติที่เสียภาษี เพื่อนำมาสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับพวกเราทุกคน เพราะการศึกษา ถือเป็นทางลัดที่เร็วที่สุดในการที่พัฒนาคนและพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะการก้าวไปสู่ประเทศที่มีการศึกษาและมีรายได้ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณ กสศ. คณะครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ส่งน้อง ๆ เข้ามารับทุนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศ และขอให้ช่วยกันสนับสนุนในเรื่องของการเตรียมตัวสอบ การเตรียมโปรไฟล์ การเรียนภาษาต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ส่วนตัวนักเรียนเอง ก็ต้องมีความพยายามและทุ่มเท เพื่อเตรียมตัวไปแข่งขันกับผู้คนทั่วโลกต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ผ่านคัดเลือก 1,200 คน

    สำหรับโครงการ ODOS รุ่น 3 มีผู้ผ่านการคัดเลือก 1,200 คน แบ่งเป็น ชาย 850 คน และหญิง 350 คน ในสังกัด สพฐ. 1,124 คน สอศ. 66 คน อว. 7 คน และอปท. 3 คน ครอบคลุม 77 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาในครอบครัวรายได้ไม่ถึง 150 บาท/วัน มีเกรดเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ที่ 3.75 ขึ้นไป (725 คน เป็นปวช. 1 จำนวน 19 คน ม.4 จำนวน 706 คน) มีเป้าหมายให้โอกาสแก่เยาวชนที่ มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มีศักยภาพ แต่ขาดแคลนโอกาส ให้ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM)

    คัดช้างเผือก ที่ขาดโอกาส

    ทั้งนี้ โครงการ ODOS ได้ดำเนินการมาแล้ว 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 รวมผู้ได้รับการคัดเลือกทั้งสิ้น 3,600 คน และจากการดำเนินงานพบว่า นักเรียนนักศึกษากว่าครึ่งหนึ่งมาจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษ และอีกส่วนหนึ่งมาจากครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 12,000 บาท เป็นการชี้ให้เห็นว่า เด็กไทยจำนวนมากมีความสามารถ แต่ยังขาดโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน “ช้างเผือก” ที่แม้มีศักยภาพสูง แต่หากไม่ได้รับโอกาส ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาได้เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2893663&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20B_86vjEtRO5MIPdwUKQk

  • สร้างแน่! ยืนยันเดินหน้า  “โครงการทางพิเศษ จ.ภูเก็ต” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    สร้างแน่! ยืนยันเดินหน้า “โครงการทางพิเศษ จ.ภูเก็ต” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110475&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BFyZY6lIeKQ7Zzg_DQvE3

  • เปิดกลุ่ม 2 ล้านคนอาจเสียสิทธิคนละครึ่งพลัสใน 11 พ.ย. – คนรอเก็บตกรอบนี้อาจผิดหวัง

    เปิดกลุ่ม 2 ล้านคนอาจเสียสิทธิคนละครึ่งพลัสใน 11 พ.ย. – คนรอเก็บตกรอบนี้อาจผิดหวัง

     
              2 ล้านคนที่ได้สิทธิคนละครึ่งพลัส ควรรีบใช้ก่อน 11 พ.ย. มิเช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ คลังเปิดเผยแล้ว สิทธินี้จะไปอยู่ที่ไหน คนที่รอตอนนี้อาจผิดหวัง

    คนละครึ่งพลัส
    ภาพจาก tete_escape / Shutterstock.com

             เหลืออีกราว 1 สัปดาห์ก็จะครบเดดไลน์การบังคับใช้คนละครึ่งพลัสครั้งแรก ซึ่งถ้าหากใครไม่ใช้ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ก็จะถูกตัดสิทธิ

              วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า ตอนนี้มีผู้ใช้สิทธิไปแล้ว 18 ล้านราย เหลืออีก 2 ล้านรายที่ยังไม่ได้ใช้

              ทั้งนี้ ถ้ามีการตัดสิทธิคนที่ยังไม่ใช้เงินภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 จะนำสิทธินั้นไปเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ แต่ไม่ได้เปิดลงทะเบียนใหม่ในเฟสนี้ทันที จะเอาสิทธินั้นไปลงทะเบียนในคนละครึ่งพลัส เฟสที่ 2 แทน

    ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

              – คนละครึ่งพลัส ใช้ในห้างสรรพสินค้าได้ไหม หลายคนคิดว่าไม่ได้ อาจต้องคิดใหม่
              – โครงการคนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มรับเงิน 1 พ.ย. นี้ ไม่ต้องสแกน ไม่ต้องแอปฯ

    ขอบคุณข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296256.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22J4dC73vXoeWh-O5QwW3S

  • “อนุทิน” กางแผน “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 เผยไทม์ไลน์ เริ่มเมื่อไหร่?

    “อนุทิน” กางแผน “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 เผยไทม์ไลน์ เริ่มเมื่อไหร่?

    “อนุทิน” กางแผน “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 เผยไทม์ไลน์ เริ่มเมื่อไหร่?

    5 พ.ย. 2568 เมื่อเวลา 09.00 น. ณ พารากอนฮออล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการแสดงวิสัยทัศน์ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier: A Notional Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” 

    นายอนุทิน กล่าวถึงประเด็นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ว่ามีความเข้าใจกลไกของรัฐ และสามารถลงมือปฏิบัตินโยบายได้จริง โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน เช่น นโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” คิดว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ประชาชนได้ใช้จ่าย และรู้สึกมีส่วนร่วมในส่วนของกลุ่มคนเปราะบาง

    “รัฐบาลมีนโยบายเติมเงินให้ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์กับประชาชนทุกคน ถือเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ และสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่รัฐบาล 4 เดือนทำสำเร็จ และได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากประชาชน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยจะปรับโครงสร้างหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญด้านการเงินสำหรับประชาชน รวมถึงนโยบายด้านพลังงาน ที่ได้ผลักดันโครงการไฟฟ้าชุมชน เดินหน้าสู่ Green economy โดยต้องทำให้ประชาชนเข้าใจบริบทพลังงานสีเขียว สร้างความคุ้นเคยกับพลังงานสะอาด ปรับตัวตามกติกาใหม่ของโลก สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันระดับโลก อีกทั้งการดำเนินดังกล่าวนี้ เป็นการวางกรอบให้รัฐบาลในอนาคตสามารถต่อยอดได้อย่างยั่งยืน

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง 3 สิ่งที่โฟกัสที่สุดที่อยากทำให้สำเร็จ เรื่องแรก คือการยุบสภาวันที่ 31 มกราคม 2569 เรื่องที่สองคือเรื่องปากท้องของประชาชน และที่ทำสำเร็จแล้ว โครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริงภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จริง นอกจากนี้จะผลักดันคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 เพื่อเกิด After Shock ภายในเดือนธันวาคม 2568 ส่วนเรื่องที่สามการแก้ไขปัญหาหนี้สิน และเรื่องของลดค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/609469&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eQJftkL8PJl_EVrpcNp4F

  • “รมว.นฤมล” เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน สู่โอกาสเรียนต่อ

    “รมว.นฤมล” เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน สู่โอกาสเรียนต่อ

    “รมว.นฤมล” เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน สู่โอกาสเรียนต่อ ปั้น “ช้างเผือก” ไทยสู่เวทีโลก ย้ำ การศึกษาเป็นกุญแจสร้างคน พัฒนาชาติ

    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการปฐมนิเทศออนไลน์โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship: ODOS) นักเรียนและนักศึกษาทุนรุ่นที่ 3 ปีการศึกษา 2568 ทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) กว่า 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่ง ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์ Teleconference

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การปฐมนิเทศครั้งนี้ ถือเป็นโครงการ ODOS รุ่นที่ 3 สำหรับให้ทุนการศึกษาระดับ ม.4 และ ปวช.ปีที่ 1 ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้น 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่ง ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

    และจากข้อมูลที่ทาง ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ถึงจำนวนผู้สมัครรับทุน ODOS รุ่นที่ 1 กว่า 100 คน และสำนักงาน ก.พ. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ จำนวน 62 คนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องคอยให้กำลังใจและช่วยเสริมเติมเต็มในส่วนที่น้องๆ ยังขาด เพราะต้องยอมรับว่า การสอบแข่งขันเพื่อเรียนต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยต่างประเทศย่อมมีการแข่งขันที่สูง และต้องแข่งกับเด็กจากประเทศต่าง ๆ ยิ่งต้องเข้าไปในมหาวิทยาลัยที่เป็นระดับท็อปของโลกด้วย ก็ยิ่งมีการแข่งขันสูงขึ้นไปอีก

    แต่อาจารย์ก็เชื่อว่าเด็กไทยที่เรียนในสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยไทย ไม่ได้แพ้กับเด็กในต่างประเทศ เช่นเดียวกับอาจารย์ที่มาจากครอบครัวธรรมดา และเรียนในมหาวิทยาลัยไทย ก็ต้องใช้ความพยายามในการสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศเช่นกัน

    “ขอให้น้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาใช้โอกาสไปเรียนในต่างประเทศ มากกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ถือเป็นโอกาสได้เรียนรู้ด้านอื่น ๆ ให้มีประสบการณ์ชีวิต มีเพื่อน ได้เรียนรู้วัฒนธรรม พร้อมนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ สิ่งสำคัญคือต้องไม่ลืมพระคุณผู้ให้โอกาสเรา ทั้งพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ สถานศึกษาที่ส่งเสริมสนับสนุน กระทรวงศึกษาธิการ กองทุน กสศ. ตลอดจนรัฐบาลที่มีโครงการดี ๆ เช่นนี้ และสุดท้ายคือประชาชนในชาติที่เสียภาษี เพื่อนำมาสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับพวกเราทุกคน เพราะการศึกษา ถือเป็นทางลัดที่เร็วที่สุดในการพัฒนาคนและพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะการก้าวไปสู่ประเทศที่มีการศึกษาและมีรายได้ที่สูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณ กสศ. คณะครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ส่งน้อง ๆ เข้ามารับทุนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศ และขอให้ช่วยกันสนับสนุนในเรื่องของการเตรียมตัวสอบ การเตรียมโปรไฟล์ การเรียนภาษาต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ส่วนตัวนักเรียนเอง ก็ต้องมีความพยายามและทุ่มเท เพื่อเตรียมตัวไปแข่งขันกับผู้คนทั่วโลกต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    โครงการ ODOS รุ่น 3 มีผู้ผ่านการคัดเลือก 1,200 คน แบ่งเป็น ชาย 850 คน และหญิง 350 คน ในสังกัด สพฐ. 1,124 คน สอศ. 66 คน อว. 7 คน และอปท. 3 คน ครอบคลุม 77 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาในครอบครัวรายได้ไม่ถึง 150 บาท/วัน มีเกรดเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ที่ 3.75 ขึ้นไป (725 คน เป็นปวช. 1 จำนวน 19 คน ม.4 จำนวน 706 คน) มีเป้าหมายให้โอกาสแก่เยาวชนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มีศักยภาพ แต่ขาดแคลนโอกาสให้ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM)

    ทั้งนี้ โครงการ ODOS ได้ดำเนินการมาแล้ว 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 รวมผู้ได้รับการคัดเลือกทั้งสิ้น 3,600 คน และจากการดำเนินงานพบว่า นักเรียนนักศึกษากว่าครึ่งหนึ่งมาจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษ และอีกส่วนหนึ่งมาจากครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 12,000 บาท เป็นการชี้ให้เห็นว่า เด็กไทยจำนวนมากมีความสามารถ แต่ยังขาดโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน “ช้างเผือก” ที่แม้มีศักยภาพสูง แต่หากไม่ได้รับโอกาส ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาได้เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2893571&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u8M8aPFK2UEy0lxjBdm8e

  • กยศ. อนุมัติกู้ยืมปี 68 ครบแล้ว ย้ำผู้กู้รายใหม่-เก่า เร่งทำสัญญาฯภายใน 15 พ.ย.

    กยศ. อนุมัติกู้ยืมปี 68 ครบแล้ว ย้ำผู้กู้รายใหม่-เก่า เร่งทำสัญญาฯภายใน 15 พ.ย.

    ทั่วไป

    04 พ.ย. 2025 เวลา 17:54 น.

    กยศ. อนุมัติกู้ยืมปี 68 ครบแล้ว ย้ำผู้กู้รายใหม่-เก่า เร่งทำสัญญาฯภายใน 15 พ.ย.

    กยศ. อนุมัติผู้กู้ยืมเงิน รายใหม่-เปลี่ยนระดับ ปีการศึกษา 1/2568 เสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว แนะผู้กู้ยืมและสถานศึกษาเร่งดำเนินการทุกขั้นตอนให้แล้วเสร็จ ภายใน 15 พ.ย. 68

    กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อนุมัติการกู้ยืม ให้แก่ ผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษา และ ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ ปีการศึกษา 1/2568 เสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว ขอให้นักเรียน/นักศึกษาที่ได้รับอนุมัติคำขอกู้ยืม เร่งดำเนินการจัดทำสัญญากู้ยืมเงินและต้องจัดทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืมภายในวันที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนด โดยสถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

    ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. ได้อนุมัติคำขอกู้ยืมเงินให้แก่ผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษาและผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ครบถ้วนแล้ว โดยขอให้ผู้กู้ยืมเงินเร่งดำเนินการจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน และจัดทำแบบยืนยันแบบเบิกเงินกู้ยืม ลงนามเอกสารภายในวันที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนด จากนั้นสถานศึกษาต้องยืนยันข้อมูลพร้อมแนบไฟล์สัญญาฯ และแบบยืนยันเบิกเงินกู้ยืมเข้าระบบ DSL ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน กยศ. ปิดระบบการกู้ยืมสิ้นสุดภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เท่านั้น

    สำหรับ ปีการศึกษา 2568 กยศ. ได้ขยายกรอบการให้กู้ยืมส่งผลให้นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินได้รับโอกาสทางการศึกษาจำนวนกว่า 800,000 ราย เป็นงบประมาณให้กู้ยืมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียน/นักศึกษา และแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา

    ทั้งนี้ งบประมาณกู้ยืมที่ใช้ในการปล่อยกู้ในปีการศึกษา 2568 ประกอบด้วย เงินที่ได้รับสนับสนุนจากรัฐบาลและเงินที่ได้รับชำระคืนจากผู้กู้ยืมรุ่นพี่ ซึ่งเป็นทุนหมุนเวียนสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน/นักศึกษารุ่นน้อง โดย กยศ. ขอความร่วมมือสถานศึกษาเร่งดำเนินการให้ทันตามกำหนดการด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1206170&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vvD1JCvU8N7j031uyEbcr