Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สหรัฐฯ เปิดโผ 10 อาชีพที่จะ “ขาดแคลนสุดขีด” ในอีก 10 ปีข้างหน้า เงินเดือนพุ่งสูง!!

    สหรัฐฯ เปิดโผ 10 อาชีพที่จะ “ขาดแคลนสุดขีด” ในอีก 10 ปีข้างหน้า เงินเดือนพุ่งสูง!!

    เช็กด่วน! 10 อาชีพทำเงินสูงสุดแห่งทศวรรษหน้า การันตีรายได้หลักล้าน

    เปิดโผ 10 อาชีพ “ขาดแคลนหนัก” สายงานที่ใน 10 ปีข้างหน้า โลกจะต้องการที่สุด (2024-2034) หมอ-ไอที มาแรงแซงโค้ง

    ใครที่กำลังวางแผนอนาคตหรือมองหาลู่ทางเปลี่ยนสายงาน ห้ามพลาดข้อมูลนี้เด็ดขาด เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ได้เปิดเผยข้อมูลคาดการณ์ 10 อาชีพที่จะเติบโตเร็วที่สุดไปจนถึงปี 2034 ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางของโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และที่สำคัญบางอาชีพมีรายได้สูงปรี๊ดแตะหลักล้านบาทต่อปี

    ภาพรวมตลาดแรงงานโลกปี 2024-2034

    จากรายงานล่าสุดระบุว่า แม้การจ้างงานในทศวรรษหน้าอาจจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงต้องการแรงงานเพิ่มอีกกว่า 5.2 ล้านตำแหน่ง หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 3.1% โดยมี 2 ภาคส่วนหลักที่เป็น “ดาวรุ่ง” พุ่งแรงที่สุด คือ:

    • กลุ่มบริการสุขภาพและสังคม (Healthcare and Social Assistance): คาดว่าจะโตถึง 8.4%
    • กลุ่มบริการวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคนิค: คาดว่าจะโต 7.5%

    เจาะลึกกลุ่มอาชีพมาแรง: “แพทย์” และ “ไอที” ครองแชมป์

    เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด พบว่าอาชีพสายสนับสนุนทางการแพทย์ เช่น พยาบาลวิชาชีพ (Nurse Practitioners) และ ผู้ช่วยแพทย์ (Physician Assistants) มีแนวโน้มเติบโตพุ่งกระฉูดถึง 12.4% ในขณะที่สายเทคโนโลยีอย่าง นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists) และ นักวิเคราะห์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Analysts) ก็ตามมาติดๆ ที่ 10.1%

    Emily Krutsch หัวหน้าแผนกจาก BLS อธิบายถึงสาเหตุสำคัญไว้ว่า:

    • สังคมผู้สูงอายุ: ประชากรที่อายุยืนขึ้น ต้องการการดูแลรักษาที่มากขึ้นและซับซ้อนขึ้น ผลักดันให้ความต้องการบุคลากรทางการแพทย์พุ่งสูง
    • ยุคทองของ AI: การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาพัฒนา ทดสอบ และดูแลระบบ รวมถึงต้องการคนมาสร้างเกราะป้องกันข้อมูลในโลกไซเบอร์ให้ปลอดภัย

    “เปอร์เซ็นต์สูง” ไม่ได้แปลว่า “ตำแหน่งเยอะ” เสมอไป

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอย่าดูแค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์การเติบโตเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ช่างเทคนิคกังหันลมและช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ แม้จะเป็นอาชีพที่โตเร็วที่สุดในแง่เปอร์เซ็นต์ (เนื่องจากกระแสพลังงานสะอาด) แต่เมื่อดูจำนวนตำแหน่งงานจริงที่จะเพิ่มขึ้น อาจมีไม่ถึง 20,000 ตำแหน่งในปี 2034

    10 อันดับอาชีพที่เติบโตเร็วที่สุด (2024-2034)

    อ้างอิงข้อมูลจาก BLS นี่คือรายชื่อ 10 อาชีพที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด พร้อมคาดการณ์รายได้ต่อปี (แปลงเป็นเงินไทยโดยประมาณ):

    อันดับ อาชีพ จุดเด่น/สาเหตุการเติบโต รายได้เฉลี่ยต่อปี (บาท)*
    1 ช่างเทคนิคกังหันลม พลังงานสะอาด ~2.2 ล้านบาท
    2 ช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ พลังงานแสงอาทิตย์ ~1.8 ล้านบาท
    3 พยาบาลเวชปฏิบัติ (Nurse Practitioners) สังคมผู้สูงอายุ ~4.6 ล้านบาท
    4 นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientists) Big Data & AI ~4.0 ล้านบาท
    5 นักวิเคราะห์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ป้องกันภัยคุกคามดิจิทัล ~4.4 ล้านบาท
    6 ผู้จัดการฝ่ายการแพทย์และสุขภาพ บริหารจัดการโรงพยาบาล ~4.2 ล้านบาท
    7 ผู้ช่วยนักกายภาพบำบัด ฟื้นฟูผู้ป่วย/ผู้สูงอายุ ~2.3 ล้านบาท
    8 นักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuaries) วิเคราะห์ความเสี่ยง ~4.5 ล้านบาท
    9 นักวิเคราะห์วิจัยการดำเนินงาน แก้ปัญหาธุรกิจด้วยข้อมูล ~3.2 ล้านบาท
    10 ผู้ช่วยแพทย์ (Physician Assistants) ดูแลผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ ~4.8 ล้านบาท

    *หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ (1 USD = ~35.5 THB) อ้างอิงรายได้เฉลี่ยปี 2024 จาก BLS

    ใครที่กำลังมองหาลู่ทางศึกษาต่อหรือเปลี่ยนงาน ข้อมูลชุดนี้น่าจะเป็นเข็มทิศชั้นดีให้คุณเตรียมตัวรับมือกับอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

    อ้างอิง

    1. U.S. Bureau of Labor Statistics (BLS)
    2. Soha.vn (Source)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9859974/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Evk3Ck07DI-6Wq5aiZvtG

  • แสงสว่างในตลาดไอทีไทย

    แสงสว่างในตลาดไอทีไทย

    AI

    แสงสว่างในตลาดไอทีไทย

    แสงสว่างในตลาดไอทีไทย

    ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกของเราต้องเผชิญกับภาวะผันผวนอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับหลายประเทศผลัดกันเปิดฉากเจรจาต่อรอง กดดันกันไปมาอย่างไม่รู้จบ

    ขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกก็มีความตึงเครียดทางการทหารในหลายภูมิภาค ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก แอฟริกา รวมถึงบ้านเราที่เกิดความขัดแย้งทางพรมแดนกับกัมพูชาเช่นกัน

    นี่คือสภาวะโลกอึมครึม ที่ไม่ใช่แค่ฟ้าครึ้มฝน แต่คือความไม่แน่นอนที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ซึ่งทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาเป็นเงาตามตัว

    แม้รัฐบาลพยายามผลักมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเหมือนนักดับเพลิงที่พยายามฉีดน้ำใส่เชื้อไฟ ซึ่งต้องใช้เวลา อาจเพราะคำถามใหญ่ที่สังคมยังตอบไม่ได้ เช่น จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ เลือกตั้งอย่างไร จะมีใครมารับช่วงบริหารประเทศต่อ

    เมื่อภาพอนาคตไม่ชัด นักลงทุนย่อม “ชะลอ” คนทั่วไปก็ “ชะงัก” ไม่กล้าใช้จ่ายเหมือนที่ผ่านมา กลไกเศรษฐกิจจึงหมุนช้าลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

    ขณะที่ภาคธุรกิจอื่นยังซึมเซา แต่โลกไอทีดูเหมือนจะยังมีแสงสว่างให้เห็นอยู่ เพราะเทคโนโลยีได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลัก ของเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาที่มูลค่าสูงที่สุดล้วนเป็นบริษัทเทคโนโลยีไม่ว่าจะ NVIDIA, Apple, Microsoft, Meta หรือ Amazon ทั้งหมดต่างสะท้อนเรื่องเดียวกันคือ “โลกเดินด้วยเทคโนโลยี”

    เมืองไทยก็ไม่ต่างกัน และงานที่พิสูจน์ปรากฏการณ์นี้ได้ชัดที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ก็คืองาน Commart Thailand 2025 ที่เพิ่งปิดฉากลงไป ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสมรภูมิเทคโนโลยีที่ระอุที่สุด

    ด้วยทุกแบรนด์ต่างยกกองทัพผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม AI มาเปิดตัวชนกันโดยไม่มียั้งมือ ราวกับกำลังส่งสัญญาณให้คนไทยรู้ว่า ยุค AI ไม่ใช่อนาคต แต่เกิดขึ้นแล้วตอนนี้

    แต่สิ่งที่เปลี่ยนฉากตลาดมากที่สุดคือความจริงที่ว่า เทคโนโลยี AI ไม่ได้จำกัดอยู่กับองค์กรใหญ่ หรือบริษัทที่ต้องการลงทุนแทนแรงงานอีกต่อไป แต่มันขยายไปสู่ผู้บริโภคทั่วไปอย่างรวดเร็ว

    เมื่อก่อนเราเคยมีสมาร์ทโฟนแต่วันนี้สิ่งที่เปิดตัวคือ AI Phone เราเคยมี “โน้ตบุ๊ก” แต่วันนี้คือ AI Laptop ที่มีฟีเจอร์ด้านการประมวลผลอัจฉริยะเต็มรูปแบบ

    ผู้บริโภคไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นของเล่น แต่เริ่มมองว่า AI เป็นสิ่งจำเป็นทั้งในเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว

    ทุกคนจึงไม่อยากตกขบวนรถไฟสายอนาคต และนั่นทำให้ดีมานด์ทางด้านประมวลผลเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จนชิปหน่วยความจำก็เริ่มขาดตลาด ความเชื่อแบบปากต่อปากจึงเกิดขึ้นว่า ถ้าจะซื้อ ต้องรีบซื้อ เพราะราคาจะยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ

    กระแสนี้ผลักให้ผู้คนไหลเข้าช้อปในงานคอมมาร์ตวันแรกแบบล้นหลาม จนมีตัวเลขยอดขายเป็นประวัติการณ์ ทั้งร้านค้าปลีกและผู้จัดงานต่างยืนยันตรงกันว่าไม่เคยเห็นคิวแน่นตั้งแต่วันแรกของการจัดงานเหมือนในครั้งนี้

    เศรษฐกิจไทยในภาพรวมอาจยังอึมครึมเพราะความผันผวนทางการเมืองและความไม่แน่นอนหลายด้านแต่ตลาดไอทีได้แสดงให้เห็นว่าความหวังยังมีอยู่

    และเป็นความหวังที่มาจากกำลังซื้อจริง ไม่ใช่แรงเชียร์หรือมาตรการกระตุ้นชั่วคราว ซึ่งงานคอมมาร์ตครั้งนี้เป็นดัชนีที่เราวัดผลได้อย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/tech/ai/1210214&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KA21oI5EHg-fO-xDhG9yZ

  • นายกฯ ญี่ปุ่นยกประโยคเด็ดมังงะ “ผ่าพิภพไททัน” อ้อนนักลงทุนกลางเวทีเศรษฐกิจซาอุฯ

    นายกฯ ญี่ปุ่นยกประโยคเด็ดมังงะ “ผ่าพิภพไททัน” อ้อนนักลงทุนกลางเวทีเศรษฐกิจซาอุฯ

    นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น สร้างสีสันและเรียกเสียงฮือฮาในเวทีเศรษฐกิจที่กรุงโตเกียว ด้วยการหยิบยกวลีสุดโด่งดังจากมังงะเรื่อง “ผ่าพิภพไททัน” (Attack on Titan) ที่ว่า “แค่หุบปากซะ และลงทุนทั้งหมดในตัวฉัน!!” (Just shut your mouths. And invest everything in me!!) มาใช้ในการกล่าวปิดสุนทรพจน์ เพื่อเรียกร้องให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นและมาลงทุนในญี่ปุ่น ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญกับแรงกดดัน

    ในเวทีเศรษฐกิจ FII PRIORITY Asia 2025 ที่จัดขึ้นที่กรุงโตเกียวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 ธ.ค.) นางทาคาอิจิกล่าวต่อผู้เข้าร่วมงานว่า “ดิฉันเข้าใจว่ามังงะและอนิเมะของญี่ปุ่นได้รับความนิยมอย่างสูงในซาอุดีอาระเบีย มังงะอย่าง “กัปตันซึบาสะ” (Captain Tsubasa), “วันพีซ” (One Piece) และ “ดาบพิฆาตอสูร” (Demon Slayer) เป็นที่รู้จักกันดี”

    จากนั้น เธอได้กล่าวสรุปสุนทรพจน์ด้วยการหยิบยืมประโยคที่โด่งดังจากมังงะเรื่อง “ผ่าพิภพไททัน” (Attack on Titan) โดยระบุว่า “แต่ในวันนี้ ดิฉันขออนุญาตยืมประโยคที่มีชื่อเสียงจาก “Attack on Titan” มาใช้ในการสรุปคำพูดของดิฉันค่ะ “แค่หุบปากซะ และลงทุนทั้งหมดในตัวฉัน!!” (Just shut your mouths. And invest everything in me!!)

    การประชุม FII PRIORITY Asia 2025 เป็นการจัดงานย่อยที่ต่อยอดมาจากงาน Future Investment Initiative (FII) ประจำปีของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “การประชุมดาวอสกลางทะเลทราย”

    นางทาคาอิจิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการดึงดูดการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก หลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลงในไตรมาสที่สามที่ผ่านมา

    การประชุมระยะเวลาสองวันนี้ในกรุงโตเกียวยังมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมด้วย รวมถึง นายมาซาโยชิ ซัน ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เขาได้หลั่งน้ำตาเกี่ยวกับการขายหุ้นล่าสุดของบริษัทใน Nvidia บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ

    นายซนกล่าวว่า “ผมไม่อยากขายแม้แต่หุ้นเดียว แต่ผมมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเพื่อนำไปลงทุนใน OpenAI” และโครงการอื่น ๆ “ผมร้องไห้ตอนที่ต้องขายหุ้น Nvidia”.

    ที่มา AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2899303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o20X3ubho45x4xdvrj3L4

  • น้ำท่วมใต้ 1 เดือน ฉุดเศรษฐกิจ กว่า 40,000 ล้าน  กระทบจีดีพี 0.22%

    น้ำท่วมใต้ 1 เดือน ฉุดเศรษฐกิจ กว่า 40,000 ล้าน กระทบจีดีพี 0.22%

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ (ณ เดือน พฤศจิกายน 2568) มีผู้ที่ได้รับผลกระทบ 2.19 ล้านคน 798,695 ครัวเรือน ใน 10 จังหวัด สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านใน 1 เดือน กระทบ GDP ที่ 0.22% ซึ่งความเสียหายประมาณจากระบบเศรษฐกิจที่เป็นอัมพาต 

    ภาพจาก : ผู้สื่อข่าว PPTV
    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกปิดชั่วคราว ตลาด-ห้างสรรพสินค้าปิดกิจการ / การคมนาคมหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยกเลิกการท่องเที่ยว ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูง จากการยกเลิกเที่ยวบิน/ กิจกรรมระดับชาติถูกยกเลิก โดยเฉพาะซีเกมส์ 2025 ที่ถูกย้ายออกจากสงขลาทั้งหมด

    สำหรับมูลค่าความเสียหาย หากจำแนกภาคเศรษฐกิจ พบว่า การท่องเที่ยวและบริการเสียหายมากกว่า 22,440 ล้านบาท / เกษตรกรรม 10,720 ล้านบาท / การผลิตและสาธารณูปโภค 6840 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลที่ภาคบริการเสียหายหนักที่สุด เนื่องจากมีการยกเลิกการจองและปิดสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น ธุรกิจค้าปลีกร้านอาหารและโรงแรมในเมืองหลักปิดกิจการชั่วคราว และผลกระทบต่อเนื่องจากการยกเลิกกิจกรรมระดับชาติ คือ ซีเกมส์ ที่ทำลายความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจ

    “จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ เบื้องต้นรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังประเมิน ส่งผลให้เกิดความเสียหายในกรอบวงเงินเบื้องต้นประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีมูลค่าความเสียราว 1.4 ล้านล้านบาท กรณีนี้จึงถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับที่ 2 ของไทย“ 

    ทั้งนี้ เสียงจากผู้ประกอบการ ต้องการ “เงินสด” ไม่ใช่“หนี้สิน” โดยสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐโดยเร็วที่สุด 56.5% คือ เงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชย 14.7% ต้องการให้ซ่อมแซมสาธารณูปโภค และ 10.6% ต้องการช่วยทำความสะอาดพื้นที่

    ส่วนข้อเสนอเชิงรุก ขอให้มี 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1. อัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรง 2. เร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และ3. จัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมปรับบทบาท “สินเชื่อ” ให้เป็นทางเลือกเสริม ไม่ใช่มาตรการหลัก ซึ่งมาตรการหลัก คือ “เงินเยียวยา” โดยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) ควรมีไว้ใช้สำหรับการลงทุนฟื้นฟูในระยะถัดไป ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า 

    นอกจากนี้ หอการค้าไทย ยังได้ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 2% โดยเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการส่งออกที่โต 11.1% และการลงทุนของภาครัฐ 6.4% แต่ถูกฉุดรั้งด้วยการอุปโภคภาครัฐที่หดตัวแรงในไตรมาสที่ 3 และผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี

    โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 (ณ ธ.ค.68) จะขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% โดยการท่องเที่ยว /การบริโภคภาคเอกชน / การลงทุนของภาครัฐและเอกชน จะเป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

    สำหรับปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1.ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวที่ที่ 35 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท / 2. อุปสงค์ในประเทศขยายตัว การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน คาดว่า จะขยายตัวที่ 2% / 3. งบลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 18.2% โดยมีเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนสูงถึง 70% ในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 / 4. ภาคเกษตรได้ประโยชน์จากสภาพอากาศมีความเป็นกลางและปริมาณน้ำเพียงพอ/ 5. เม็ดเงินจากการเลือกตั้ง ที่คาดว่า จะอยู่ที่ 5-6 หมื่นล้านบาท

    ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. ภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่า การส่งออกของไทยในปี 68 จะหดตัว -1.0% จากการที่ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้า 19% ทั้งปี รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่อาจสูงถึง 40% หากการเจรจา Local Content ไม่สำเร็จ / 2. ปัจจัยการเมือง หากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจฉุด GDP ลง -0.32% / 3. หนี้ครัวเรือน โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงอยู่ที่ 86.3% ซึ่งกดดันให้สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ / 4. สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะหากมีการปิดด่านชายแดนตลอดทั้ง ปี 69 คาดว่า จะสร้างความเสียหายต่อมูลค่าส่งออกกว่า 1.4 แสนล้านบาทและกระทบกับ GDP ประมาณ -0.74% / 5. การค้าโลกชะลอ กดดันภาคการส่งออกสินค้าของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262745&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HpQqGzwPy2yK6obIFkqSB

  • ม.หอการค้า หั่น GDP 68 เหลือ 1.9% ปีหน้ารอรับเศรษฐกิจชะลอตัว

    ม.หอการค้า หั่น GDP 68 เหลือ 1.9% ปีหน้ารอรับเศรษฐกิจชะลอตัว

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย คาดว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2568 จะลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 2% โดยเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการส่งออกที่โต 11.1% และการลงทุนของภาครัฐ 6.4% แต่ถูกฉุดรั้งด้วยการอุปโภคภาครัฐที่หดตัวแรงในไตรมาสที่ 3 และผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี

    โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 (ณ ธ.ค.68) จะขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% โดยการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนของภาครัฐและเอกชน จะเป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 

    สำหรับปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    1. ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวที่ที่ 35 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท

    2. อุปสงค์ในประเทศขยายตัว การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน คาดว่า จะขยายตัวที่ 2%

    3. งบลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 18.2% โดยมีเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนสูงถึง 70% ในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 

    4. ภาคเกษตรได้ประโยชน์จากสภาพอากาศมีความเป็นกลางและปริมาณน้ำเพียงพอ

    5. เม็ดเงินจากการเลือกตั้ง ที่คาดว่า จะอยู่ที่ 5-6 หมื่นล้านบาท

    ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม มีดังนี้

    1. ภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่า การส่งออกของไทยในปี 68 จะหดตัว -1.0% จากการที่ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้า 19% ทั้งปี รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่อาจสูงถึง 40% หากการเจรจา Local Content ไม่สำเร็จ 

    2. ปัจจัยการเมือง หากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจฉุด GDP ลง -0.32% 

    3. หนี้ครัวเรือน โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงอยู่ที่ 86.3% ซึ่งกดดันให้สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ

    4. สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะหากมีการปิดด่านชายแดนตลอดทั้งปี 69 คาดว่า จะสร้างความเสียหายต่อมูลค่าส่งออกกว่า 1.4 แสนล้านบาทและกระทบกับ GDP ประมาณ -0.74% 

    5. การค้าโลกชะลอ กดดันภาคการส่งออกสินค้าของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WTAobZVgi-9zIqVUyB7FG

  • ม.หอการค้าไทย คาดการณ์ GDP ปี 68 เหลือโต 1.9% ผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้

    ม.หอการค้าไทย คาดการณ์ GDP ปี 68 เหลือโต 1.9% ผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้

    วันนี้, 14:22น.

              ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2568 ลงเหลือ 1.9% จากเดิมที่คาดไว้ 2.0% โดยสาเหตุหลักที่ปรับลด GDP มาจากผลกระทบและความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าใหญ่ของภาคใต้

              นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯประเมินว่า ผลกระทบน้ำท่วมที่หาดใหญ่ จ.สงขลา จะมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท (ช่วง 1 เดือน) ซึ่งกระทบต่อ GDP ให้ลดลงราว 0.22%

              นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบอื่น ๆ กดดัน เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 32.8 ล้านคน จากเดิมคาดไว้ 33 ล้านคน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ อีกทั้งการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่ลดลง จากพฤติกรรมที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงอุปสงค์ภาครัฐในช่วงไตรมาส 3/68 ที่ลดลงเกือบ 4% ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ ส่งผลให้มีการปรับลด GDP ของปีนี้ลงเหลือ 1.9%

                ขณะที่ในปี 2569 ประเมินว่า GDP มีแนวโน้มขยายตัวได้ 1.6% ชะลอตัวลงจากปีนี้ โดยปัจจัยที่เป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คือ ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และข้อจำกัดทางการเงิน ซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งสำคัญที่ต้องระวัง ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง, ภาวะสุญญากาศด้านงบประมาณ ซึ่งอาจมีความล่าช้าในเรื่องของงบประมาณรายจ่าย ปี 2570 ที่จะกระทบต่อการลงทุนภาครัฐในไตรมาส 4/69 และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีอยู่ และกระทบต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทาน

    #ปรับคากการณ์GDPปี68

    #ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

    #มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G6y5Hi5rUn1Cj1Oaqk2Ny

  • น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจเสียหาย 5 แสนล้านบาท : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00น./ วันที่ 2 ธ.ค. 68

    น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจเสียหาย 5 แสนล้านบาท : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00น./ วันที่ 2 ธ.ค. 68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/YRzmP4GmplQ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cFdy5VY92Mc2YVAXxLwpt

  • น้ำท่วมใต้ทำเศรษฐกิจอัมพาต คาด 30 วันแรกเสียหายกว่า 4 หมื่นล้าน

    น้ำท่วมใต้ทำเศรษฐกิจอัมพาต คาด 30 วันแรกเสียหายกว่า 4 หมื่นล้าน


    ม.หอการค้าฯประเมินน้ำท่วมภาคใต้กระทบเศรษฐกิจ 10 จังหวัด ฉุด GDP ทั้งปีโตแค่ 1.9 % มองปี’69 ยังชะลอตัวจากปัจจัยเสี่ยงกำแพงภาษี มีผลให้ส่งออกไม่ขยายตัว  

    รศ.ดร. ธนวรรธน์  พลวิชัย   อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงการสำรวจผลกระทบสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ว่า ภาพรวมมีผลกระทบทั้งหมด 10 จังหวัดโดยเฉพาะที่หาดใหญ่ จ.สงขลา  มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรอบเวลา 30 วัน อยู่ที่กว่า 4 หมื่นล้านบาทในภาคบริการและท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนักสุดคิดเป็นมูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาท รองลงเป็นเกษตรกรรม 1.07 หมื่นล้านบาทและการผลิตและสาธารณูปโภค 6,840 ล้านบาท

    ทั้งนี้ได้พิจารณาปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2568 ลงเหลือ 1.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2 %  โดยมีสาเหตุหลักจากปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ภาคใต้ ถือเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจเนื่องจากหาดใหญ่ ถือเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าใหญ่ของภาคใต้

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบอื่น ๆ กดดัน เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 32.8 ล้านคน จากเดิมคาดไว้ 33 ล้านคน  ขณะที่พฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวลดลง รวมถึงอุปสงค์ภาครัฐในช่วงไตรมาส 3/68 ที่ลดลงเกือบ 4% ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ ส่งผลให้มีการปรับลด GDP ของปีนี้ลงเหลือ 1.9%

    สำหรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี  2569  มีแนวโน้มชะลอตัวลงขยายตัวได้ 1.6% โดยมีปัจจัยลบจากความเสี่ยงกำแพงภาษีสหรัฐ การค้าโลกชะลอตัว ที่อาจมีผลให้ส่งออกกลับมาติดลบ 1%  หนี้ครัวเรือนสูง รวมถึงสุญญากาศการเมืองในช่วงจัดตั้งรัฐบาลมีผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570  และความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

    ทั้งนี้ในเรื่องปัจจัยการเมืองไตรมาสแรกของปีหน้าแม้ยังมีความกังวลด้านเสถียรภาพแต่ก็เป็นดาบสองคมจเศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงเลือกตั้งราว 5-6 หมื่นล้านบาท แต่ในไตรมาสสุดท้ายเสี่ยงเกิด “สุญญากาศงบประมาณ” จากความล่าช้าของงบปี 2570 ซึ่งอาจฉุด GDP ลง -0.32% หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wvlq_YOGiQNm3HVdb5lDN

  • สหรัฐฯ รับมอบตำแหน่งประธาน G20 ปีหน้า พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-เพิ่มความเจริญรุ่งเรือง : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ รับมอบตำแหน่งประธาน G20 ปีหน้า พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-เพิ่มความเจริญรุ่งเรือง : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่งประธานกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติหรือ G20 เป็นเวลา 12 เดือน เมื่อวานนี้ (1 ธ.ค.) โดยประกาศชัดว่าจะเดินหน้าแผนงานที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศสมาชิก แม้กำลังเผชิญความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นประธาน G20 ที่เพิ่งพ้นวาระ

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า การเป็นประธาน G20 ในรอบนี้จะเน้นผลักดันการปฏิรูปที่จำเป็น และนำ G20 กลับไปสู่ภารกิจหลักด้านเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่อประเทศสมาชิก

    ทั้งนี้ สหรัฐฯ วางกรอบการทำงานไว้สามด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจผ่านการลดภาระด้านกฎระเบียบ การสนับสนุนให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ และการผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ

    ความตึงเครียดยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากสหรัฐฯ ไม่เข้าร่วมประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพในปีนี้ และกล่าวหาแอฟริกาใต้ว่าใช้อำนาจประธานกลุ่ม G20 เป็นอาวุธทางการเมือง ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การประชุมสุดยอด G20 ในปีหน้าที่ไมอามีซึ่งจะจัดขึ้นที่รีสอร์ตสนามกอล์ฟของเขานั้น จะไม่เชิญแอฟริกาใต้เข้าร่วม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mKXjWJrBdeXDPnIMnxsk6

  • เทรนด์หลักสูตรใหม่ ‘ม.กรุงเทพ’ ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    เทรนด์หลักสูตรใหม่ ‘ม.กรุงเทพ’ ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    การศึกษา

    เทรนด์หลักสูตรใหม่ ‘ม.กรุงเทพ’ ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    01 ธ.ค. 2025 เวลา 16:38 น.

    การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคมเกิดขึ้นแทบจะรายวัน คำถามที่ก้องอยู่ในใจของนักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมากคือ “จะเลือกเรียนอะไรดี?” “ปริญญาใบไหนที่จะไม่หมดอายุในอีก 4 ปีข้างหน้า?”

    ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการลงทุนกับการศึกษาคือการลงทุนเพื่ออนาคต และไม่มีใครอยากเลือกเส้นทางที่อาจกลายเป็นทางตัน

    ท่ามกลางความไม่แน่นอน สถาบันการศึกษาบางแห่งได้เริ่มเปลี่ยนมุมมอง พวกเขาไม่ได้มองแค่การ “สอน” ความรู้ที่มีอยู่ แต่กำลัง “ออกแบบ” หลักสูตรเพื่อสร้าง “คน” ที่อุตสาหกรรมในอนาคตกำลังมองหาอย่างจริงจัง เป็นการสร้างบุคลากรที่ไม่ได้มีแค่ความรู้ในตำรา แต่มีทักษะ ทัศนคติ และประสบการณ์ที่พร้อมจะก้าวเข้าไปขับเคลื่อนโลกที่กำลังจะมาถึง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    เจาะกลยุทธ์ ‘Denla Group’ สร้าง Ecosystem การศึกษา สู่มหาวิทยาลัยโลก

    ‘ม.กรุงเทพ’ สร้างคนที่โลกอนาคตต้องการ 6  หลักสูตรสุดล้ำ! ไม่ได้สอนแค่ตำรา

    วิศวกร AI ที่เป็น CEO ได้

    อ.ภัทรารัตน์ ตั้งนิสัยตรง ผู้อำนวยการหลักสูตรวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และการเป็นผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่าปัญหาใหญ่ที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ใช่เพียงความต้องการวิศวกร AI แต่เป็นวิกฤตการขาดแคลนบุคลากรด้านนี้  ข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ระบุว่า ประเทศไทยขาดแคลนวิศวกร AI ถึงปีละ 80,000 ตำแหน่ง แต่ทักษะด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียวกลับไม่เพียงพออีกต่อไป วิศวกรแบบดั้งเดิมมักเก่งเรื่องเทคโนโลยี แต่ขาดทักษะการเป็นผู้ประกอบการ เช่น การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และการวางแผนธุรกิจ ทำให้ไอเดียดีๆ หลายอย่างไม่สามารถเกิดขึ้นจริงในเชิงพาณิชย์ได้

    “ม.กรุงเทพได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สร้างหลักสูตรที่ผสมผสานความรู้ด้านวิศวกรรม AI  เข้ากับทักษะการเป็นผู้ประกอบการ โดยใช้ปรัชญา “ล้มให้เร็ว เรียนรู้ให้เร็ว” (fail fast, learn fast) ทำให้นักศึกษาได้เริ่มสร้างไอเดียธุรกิจและออกไปพูดคุยกับลูกค้าตัวจริงตั้งแต่ปี 1 พวกเขาไม่ได้เรียนแค่ทฤษฎี แต่เรียนรู้จากโลกการทำงานจริงๆ ผ่านการลงมือทำและแก้ไขปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอด 4 ปี” อ.ภัทรารัตน์ กล่าว

    เทรนด์หลักสูตรใหม่ 'ม.กรุงเทพ' ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    เชี่ยวชาญ AI เข้าใจความเป็น ‘คน’

    เป้าหมายของหลักสูตรดังกล่าว ไม่ได้เพียงผลิตวิศวกร แต่เป็นการสร้างบุคลากรสายพันธุ์ใหม่ บัณฑิต จะเป็นนวัตกร AI ที่มีหัวใจและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งคำว่ามีหัวใจ หมายถึงความลึกซึ้งกว่าแค่ความรู้สึก เพราะผู้ประกอบการที่ดีต้องเข้าใจคน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้จริง

    “หลักสูตรนี้จะช่วยแก้ปัญหาสำคัญของวงการวิศวกร เพราะบัณฑิตวิศวกรรมที่เก่งเชิงเทคนิค ส่วนใหญ่จะขาดทักษะด้านการสื่อสาร พรีเซนเตอร์ไอเดีย หรือนวัตกรรมที่คิดค้นไม่ได้ รวมถึงความเป็นผู้ประกอบการ  ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการหลอมรวมความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมจาก สจล. โดย 2 ปีแรกเด็กจะเรียนที่สจล. เข้ากับความแข็งแกร่งด้านความคิดสร้างสรรค์และจิตวิญญาณผู้ประกอบการของ ม.กรุงเทพ จากการเรียนที่ม.กรุงเทพ ไป 2 ปีสุดท้าย แต่เด็กจะได้เรียนจากอาจารย์ทั้ง 2 สถาบัน บ่มเพาะความเป็นวิศวกร AI และความเป็นผู้ประกอบการ” อ.ภัทรารัตน์ กล่าว

    ในยุคที่ AI ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การสร้าง “นวัตกรที่มีหัวใจ” จึงไม่ใช่แค่จุดขายของหลักสูตร แต่เป็นเกราะป้องกันสำคัญต่อความเสี่ยงทางจริยธรรมของเทคโนโลยี เป็นหลักประกันว่านวัตกรรมแห่งอนาคตจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรับใช้และยกระดับมวลมนุษยชาติ

    เทรนด์หลักสูตรใหม่ 'ม.กรุงเทพ' ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    เรียนรู้ผ่าน Incubation Program

    อ.ภัทรารัตน์ กล่าวอีกว่าหลักสูตรนี้ผนวกผ่าน Incubation Program (โครงการบ่มเพาะธุรกิจ) เข้าไปตั้งแต่อยู่ปีที่ 1 ซึ่งมีโครงสร้าง 3 ส่วน คือ 1.Talks เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ AI 2.Workshops การฝึกฝนทักษะจำเป็น เช่น การวางแผนการเงินและการพัฒนาไอเดีย และ 3.Events เวทีที่นักศึกษาจะได้นำเสนอแผนธุรกิจของตนเองต่อนักลงทุนตัวจริง

    วิศวกร AI ทั่วไปอาจถามว่า “ฉันจะใช้เทคโนโลยีอะไรสร้างสิ่งนี้ได้บ้าง?” แต่วิศวกรที่จบจากม.กรุงเทพจะถามว่า “นวัตกรรมชิ้นนี้จะช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นได้อย่างไร?” นี่คือการเปลี่ยนนิยามของวิศวกรจากผู้สร้างเทคโนโลยีไปสู่นักแก้ปัญหาเพื่อมนุษย์อย่างแท้จริง อยากชวนคนรุ่นใหม่เรียนรู้ความเป็นนวัตกร AI ที่หลักสูตรนี้

    เทรนด์หลักสูตรใหม่ 'ม.กรุงเทพ' ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    นักการตลาดดิจิทัลที่ทำงานจริง

    ขณะที่ “หลักสูตรการตลาดดิจิทัล” อีกหนึ่งหลักสูตรที่ให้ความสำคัญกับการลงมือทำจริง มากกว่าทฤษฎีในห้องเรียน ดร.กิตติภูมิ ศุภมนตรี ผู้อำนวยการหลักสูตรการตลาดดิจิทัล กล่าวว่าหากไปถามนักศึกษาที่เรียนม.กรุงเทพว่าเรียนเป็นอย่างไร พวกเขาอาจไม่ได้ตอบว่า “เรียนหนัก” แต่จะตอบว่า “งานเยอะ” เพราะสิ่งที่ได้เรียนรู้ในหลักสูตรการตลาดดิจิทัล ไม่ใช่การท่องจำเพื่อสอบ แต่เป็นการทำงานจริง

    “หลักสูตรการตลาดดิจิทัล ม.กรุงเทพ เป็นสนามจำลองที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง เช่น เมื่อนักศึกษาเสนอไอเดียแคมเปญสุดสร้างสรรค์ อาจเจอคำถามเรียบง่ายแต่ทรงพลังจากลูกค้าตัวจริงว่า “ไอเดียที่จะใช้ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอาจดีมาก แต่รู้ไหมว่าค่าตัวเขาเท่าไหร่?” คำถามแบบนี้จะหล่อหลอมให้นักศึกษาคิดอย่างรอบด้านและปฏิบัติได้จริงภายใต้ข้อจำกัดทางธุรกิจ ดร.กิตติภูมิ กล่าว

    โครงงานของนักศึกษากว่า 70% เป็นโจทย์ที่ได้รับมอบหมายจากลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมจริงๆ เช่น แบรนด์ดังอย่าง AMD นักศึกษาต้องทำวิจัยตลาดจริง วางแผนจริง และสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ใช้งานได้จริง จนมีหลายโปรเจกต์ที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อไปใช้งานต่อ ทำให้พวกเขาสะสมผลงานระดับมืออาชีพ (Portfolio) ที่จับต้องได้ และพร้อมทำงานทันทีที่เรียนจบ หรืออาจจะถูกดึงตัวไปทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ

    เทรนด์หลักสูตรใหม่ 'ม.กรุงเทพ' ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    สอนใช้เทคโนโลยี เป็น ‘นาย’ AI

    ดร.กิตติภูมิ กล่าวต่อไปว่าหลักสูตรดังกล่าว เปิดรับนักศึกษามา 8-9 รุ่น และมีการปรับตัวตลอดเวลาเพื่อให้ก้าวทันโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI  สถาบันการศึกษาบางแห่งอาจกังวลหรือปิดกั้นการใช้เครื่องมือ AI แต่ “ม.กรุงเทพ” กลับมีมุมมองที่สวนกระแส “หลักสูตรการตลาดดิจิทัล” ไม่เพียงไม่ห้ามการใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT แต่ยังสอนให้นักศึกษารู้จักใช้งานอย่างชาญฉลาด เข้าใจข้อจำกัด และมีจริยธรรมในการนำไปใช้

    “เป้าหมายสูงสุด คือ การสร้างคนที่สามารถเป็น “ผู้ริเริ่ม” และ “ผู้ตัดสินใจ” ได้โดย AI เป็นเพียงผู้ช่วยที่ทรงพลัง ไม่ใช่คนที่จะเชื่อทุกอย่างที่เครื่องมือบอก เพราะมนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและใช้งานเครื่องมือใหม่ๆ ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ทักษะที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ไม่ใช่แค่การกดปุ่มสั่งงาน AI ต้องมีความสามารถในการยืนหยัด ปกป้อง และถกเถียงแนวคิดที่ได้มากับผู้เชี่ยวชาญในโลกธุรกิจจริงได้” ดร.กิตติภูมิ กล่าว

    นี่คือการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานจริง ที่ซึ่งประสบการณ์กับลูกค้าและทักษะการใช้เครื่องมือล่าสุด มีค่ามากกว่าความรู้ทางทฤษฎีในตำรา

    อย่างไรก็ตาม หลักสูตรนี้ตอบโจทย์นักศึกษารุ่นใหม่อย่างตรงจุด ที่หลายคนมีความฝันอยากจะมีธุรกิจหรือช่องคอนเทนต์เป็นของตัวเอง แต่การสร้างคอนเทนต์ให้มีส่วนร่วม นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่นี่สอนให้คิดไกลกว่านั้น คือการวางโมเดลธุรกิจ  และการสร้างรายได้ เพื่อให้ช่องหรือธุรกิจนั้นสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    เทรนด์หลักสูตรใหม่ 'ม.กรุงเทพ' ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    ประชาคมโลกขนาดย่อมในห้องเรียน

    ดร.นิธิวดี จรรยาสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน และหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน) กล่าวว่า การรู้ภาษาจีนคือตัวสร้างสมดุลที่สำคัญระหว่างวัฒนธรรมธุรกิจโลกตะวันออกและตะวันตก หลักสูตรบริหารธุรกิจ (BBA) ที่เน้นการใช้ภาษาจีนและอังกฤษเพื่อธุรกิจระหว่างประเทศของ ม.กรุงเทพ ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมสำหรับเวทีโลก

    “ความแตกต่างของการเรียนรู้ในหลักสูตรดังกล่าว จะเป็นการเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นประชาคมโลกขนาดย่อม ห้องทดลองมีชีวิตสำหรับการพัฒนาธุรกิจข้ามวัฒนธรรม เรียนรู้และสร้างเครือข่ายจากนักศึกษาหลากหลายเชื้อชาติที่มาเรียนร่วมกัน และการรับโจทย์จากธุรกิจ ผู้ประกอบการจริงๆ พวกเขาจะมี ต้นทุนของแต่ละชาติมาผสมผสาน  ก่อให้เกิดโมเดลธุรกิจแบบผสมผสานที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในห้องเรียนที่มีแต่วัฒนธรรมเดียว”

    การเรียนการสอนจะมุ่งเน้นการลงมือทำผ่าน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การค้าระหว่างประเทศ, ธุรกิจสร้างสรรค์ (Creative Business), ธุรกิจบันเทิง (Entertainment Business) และอีกสองกลุ่มอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจโลก นักศึกษาจะได้แก้โจทย์จริงจากบริษัทพันธมิตร และเรียนรู้การใช้เครื่องมือทางธุรกิจในต่างแดนแต่คนไทยอาจยังไม่คุ้นเคย เช่น แพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซของจีนอย่าง เสี่ยว หงชู (Xiaohongshu) ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะทางที่สร้างความได้เปรียบในตลาด

    เทรนด์หลักสูตรใหม่ 'ม.กรุงเทพ' ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    อาชีพหลากหลาย ไม่จำกัดแค่พนักงาน

    ดร.นิธิวดี  กล่าวต่อว่า เป้าหมายสูงสุดของหลักสูตรคือการสร้างบุคลากร Mobility ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์การทำงานต่างประเทศ แต่เป็นบุคลากรที่มีความคล่องตัวสูง สามารถดำเนินธุรกิจในบริบทสากลได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ไม่ว่าจะเปิดบริษัทในไทยโดยมีคู่ค้าเป็นชาวต่างชาติ หรือย้ายไปสร้างโอกาสในประเทศอื่นๆ  ดังนั้น การศึกษาด้านบริหารธุรกิจในศตวรรษที่ 21 ต้องเรียนรู้ทฤษฎี ผ่านการบ่มเพาะวิธีคิดแบบสากล (Global Mindset) การฝึกฝนทักษะความร่วมมือข้ามวัฒนธรรม และการติดอาวุธด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อนำทางในโลกที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงถึงกัน

    “ธุรกิจในยุคใหม่ที่กว้างไกลกว่าเดิม นักศึกษาไม่ได้ตั้งเป้าเป็นพนักงานออฟฟิศ พวกเขาพร้อมประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อสร้างเส้นทางของตัวเอง เช่น การเป็น KOL ที่เจาะตลาดวงการบันเทิงจีนโดยตรง หลักสูตรดังกล่าว เหมาะสำหรับคนที่มองกว้าง และต้องการสร้างอาชีพที่ไร้พรมแดน คว้าโอกาสในอุตสาหกรรมที่หลากหลายด้วยทักษะภาษาจีน และภาษาอังกฤษ เข้าใจการทำธุรกิจของประเทศต่างๆ”

    โลกดิจิทัลที่หมุนเร็วทำให้ทั้งอาจารย์และหลักสูตรต้อง “รีสกิล” อยู่ตลอดเวลา “ม.กรุงเทพ” มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ ต้องอัปเดตเครื่องมือและเนื้อหาการสอนให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยมีการนำเครื่องมือใหม่ๆ ที่องค์กรชั้นนำในต่างประเทศมาบรรจุไว้ในหลักสูตร เชิญผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการจริงมาร่วมพัฒนาหลักสูตร ปั้นบัณฑิตรุ่นใหม่ให้มีความพร้อมและก้าวนำคนอื่นอยู่เสมอ

    เทรนด์หลักสูตรใหม่ 'ม.กรุงเทพ' ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    เทรนด์หลักสูตรใหม่ 'ม.กรุงเทพ' ฉีกทุกกฎการเรียนแบบเดิมๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/education/1210095&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BohvGQZJ1fAEuS5zfyg1x