Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การศึกษาสำคัญ ทรูเร่งฟื้นฟูโรงเรียนบ้านบางเเฟบ ให้เด็กกลับมาเรียนเร็วที่สุด

    การศึกษาสำคัญ ทรูเร่งฟื้นฟูโรงเรียนบ้านบางเเฟบ ให้เด็กกลับมาเรียนเร็วที่สุด

    ไนซ์ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 5 ธ.ค. 2568, 12:42 1

    ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ

    น้ำท่วมหาดใหญ่ เด็กๆที่โรงเรียนบ้านบางแฟบ ไปเรียนไม่ได้ ต้องหยุดเรียน และไม่รู้ว่าต้องกลับไปเรียนวันไหน … วันนี้ทรูมาเติมกำลังใจให้น้อง มอบอุปกรณ์การเรียน

    นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำทีมคณะผู้บริหารและเพื่อนพนักงานลงพื้นที่ โรงเรียนบ้านบางเเฟ่บ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ดูสถานการณ์จริง หลังเกิดวิกฤตน้ำท่วมหนัก

    “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็วที่สุด” คุณซิกเว่ เบรกเก้ กล่าว

    เเม้ว่า น้ำท่วมหนักจะผ่านไปเเล้ว
    เเต่ชาวบ้าน เด็กนักเรียนยังทุกข์
    เพราะ … โรงเรียนของหนูเสียหายหนัก

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาสูงสุด ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปี ทรูมุ่งมั่นนำศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัล มาร่วมขับเคลื่อนการศึกษาผ่านโครงการทรูปลูกปัญญา และความร่วมมือกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมให้แก่เยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีใน จ.สงขลา ซึ่งมี 18 แห่งอยู่ภายใต้การดูแลของทรู มีนักเรียนกว่า 3,500 คนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

    ที่โรงเรียนบ้านบางแฟบ อ.หาดใหญ่ ได้รับความเสียหายหนักและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน จึงเร่งดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน เช่น โนตบุ๊คพร้อมใช้ 50 เครื่อง โต๊ะโรงอาหาร ชุดนักเรียน อุปกรณ์กีฬา ให้กับโรงเรียนบ้านบางแฟบ พร้อมเตรียมส่งมอบสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครบทั้ง 18 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้เร็วที่สุด !

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/news/3sypbbrz39ab&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sBDmIpeJs0WEgVmh6bEqB

  • ไม่ใช่น้ำ-ชา! กินขนมปังคู่กับ “เครื่องดื่ม 1 ชนิด” วิจัยชี้ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ถึง 30%

    ไม่ใช่น้ำ-ชา! กินขนมปังคู่กับ “เครื่องดื่ม 1 ชนิด” วิจัยชี้ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ถึง 30%

    กินขนมปังคู่กับ “เครื่องดื่ม 1 ชนิด” ผลวิจัยชี้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ถึง 30% ดีกว่าการดื่มน้ำเปล่าหรือชา

    ขนมปังเป็นอาหารที่สะดวกและอร่อย แต่ก็เป็นสาเหตุที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด

    โดย นพ.เกา ฮ่าวอวี่ แพทย์แผนจีน ได้แชร์ผลการศึกษาบนช่อง YouTube ของเขา “Dr. Daniel Kao 高醫師說 X 好康中醫” ซึ่งพบว่า หากรับประทานขนมปังร่วมกับน้ำมะนาว 250 มิลลิลิตร จะสามารถช่วยลดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Maria Fernanda Perez

    ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเทียบกับการดื่มน้ำหรือชาแดง การดื่มน้ำมะนาวสามารถลดระดับน้ำตาลสูงสุดหลังอาหารได้ถึง 30% และยังช่วยยืดเวลาที่น้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นออกไปประมาณ 35 นาที ทำให้ร่างกายมีเวลาในการตอบสนองมากขึ้นและสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้อย่างมั่นคง

    ในการวิจัยนี้ ได้มีการเชิญผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีมาร่วมทดลอง โดยให้ทุกคนทานขนมปัง 100 กรัม และดื่มน้ำ, ชาแดง หรือ น้ำมะนาว ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า กลุ่มที่ดื่มน้ำมะนาวมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงสุดที่ต่ำกว่าและมีเวลาที่น้ำตาลจะเพิ่มขึ้นช้ากว่า

    beytlik

    ทำไมการดื่มน้ำมะนาวถึงได้ผล?

    นพ.เกา กล่าวว่า ความสำคัญของน้ำมะนาวอาจมาจากคุณสมบัติของกรดในน้ำมะนาว ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ “α-amylase” ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยแป้งและคาร์โบไฮเดรต ทำให้กระบวนการย่อยอาหารช้าลงและลดการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือด

    เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากน้ำมะนาวแล้ว อาหารรสเปรี้ยวอื่นๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน เช่น ลูกพลับจีน หรือ ผลไม้จีนบางชนิด ก็อาจมีผลในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยมักจะถูกใช้ในชาเพื่อช่วยเสริมความสมดุลของร่างกายและการควบคุมระดับน้ำตาล

    1. ETtoday

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9860646/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36YTPN__I-EM2kAF4GBR6x

  • การศึกษาทางไกล น้ำพระทัยจากฟ้า สู่รากฐานความรู้ของไทย

    การศึกษาทางไกล น้ำพระทัยจากฟ้า สู่รากฐานความรู้ของไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/114956&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Im-4ToMdDtrWm9os6QNX6

  • ผลิตภาพแรงงานต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างฉุดศักยภาพการแข่งขันเวียดนาม

    ผลิตภาพแรงงานต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างฉุดศักยภาพการแข่งขันเวียดนาม

    เนื้อข่าว 

    ในบริบทที่เศรษฐกิจภูมิภาคมีการแข่งขันรุนแรงและเผชิญการปรับตัวด้านโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ระดับผลิตภาพแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำยังคงเป็นปัจจัยจำกัดสำคัญต่อศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจเวียดนาม โดยผลิตภาพของสถานประกอบการภายในประเทศยังด้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น เช่น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตลอดจนเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ซึ่งดำเนินกิจการในเวียดนาม ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวได้พัฒนาเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการ และระบบห่วงโซ่อุปทาน โดยจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านมาตรการเร่งด่วนในระยะสั้นควบคู่กับการปรับปรุงเชิงโครงสร้างในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

    image.png

    ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามอยู่ในระดับต่ำมาจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะการบริหารจัดการ โดยผู้ประกอบการภายในประเทศจำนวนมากยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีระดับปานกลางถึงระดับต่ำ และมีการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติ (automation) ในสัดส่วนที่จำกัด ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น มาเลเซียและไทย ได้ยกระดับการใช้ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมสำคัญอย่างแพร่หลายแล้ว นอกจากนี้ สมรรถนะด้านการจัดการซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มประสิทธิผลการใช้ปัจจัยการผลิต ยังคงเป็นจุดอ่อนของผู้ประกอบการเวียดนาม โดยหลายกิจการยังดำเนินงานบนพื้นฐานประสบการณ์ส่วนบุคคลมากกว่าการบริหารจัดการโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน (data-driven management) ประกอบกับการขาดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน และระบบติดตามประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียด้านผลิตภาพในกิจกรรมประจำวันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการต่างชาติภายใต้เงินทุน FDI ช่องว่างด้านเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และระบบบริหารจัดการมีความเด่นชัดมากขึ้น เนื่องจากสถานประกอบการ FDI โดยทั่วไปมีสายการผลิตที่ทันสมัย ใช้ระบบบริหารจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า (lean management) เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่มีประสิทธิภาพสูง และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ

    ในมิติของคุณภาพแรงงาน เวียดนามยังประสบข้อจำกัดด้านทักษะอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนแรงงานที่ผ่านการอบรมอย่างเป็นระบบยังมีไม่มาก ขณะที่ทักษะด้านดิจิทัลก็ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของกระบวนการผลิตยุคใหม่ แม้ผู้ประกอบการจะลงทุนในเครื่องจักรหรือซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น แต่ประสิทธิภาพการผลิตก็ไม่สามารถยกระดับได้ตามเป้าหมาย หากแรงงานไม่สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ส่งผลให้ข้อจำกัดด้านทักษะแรงงานกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับผลิตภาพของภาคธุรกิจในภาพรวม

    ผู้เชี่ยวชาญจึงเห็นว่า ผู้ประกอบการเวียดนามจำเป็นต้องกำหนดจุดเริ่มต้นสำคัญที่ควรดำเนินการก่อน (strategic interventions) และเดินหน้าปรับปรุงแบบเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง โดยในระยะสั้น ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมากหรือเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร แต่ควรเริ่มจากการจัดระเบียบกระบวนการทำงานให้ได้มาตรฐาน ลดงานที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า (non-value-added activities) และประยุกต์ใช้แนวทางจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า เช่น LEAN Kaizen และ 5S ซึ่งช่วยยกระดับผลิตภาพได้อีกร้อยละ 5–10 โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่ม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถทยอยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นรายขั้นตอน เช่น ระบบบริหารคลังสินค้า (warehouse management/ tracking) ระบบตรวจสอบสถานะการผลิต (production monitoring) และระบบวางแผนคำสั่งซื้อ (order planning) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและทรัพยากร

    สำหรับด้านแรงงาน แนวทางที่มีประสิทธิผลและประหยัดต้นทุนที่สุดคือการยกระดับทักษะแรงงานใหม่ (retraining) ให้ตรงกับความต้องการจริงของสถานประกอบการ โดยความร่วมมือกับสถาบันอาชีวศึกษาและศูนย์ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัท Hung Yen Garment Corporation ชี้ว่า การอบรมทักษะด้านการบริหารสายการผลิตเพียงหลักสูตรเดียวสามารถลดจำนวนงานผิดพลาดได้ร้อยละ 20 สะท้อนถึงประสิทธิผลที่จับต้องได้จากการลงทุนในทักษะแรงงาน

    ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ผู้ประกอบการเวียดนามจำเป็นต้องยกระดับยุทธศาสตร์ให้เข้มแข็งกว่าเดิม ทั้งการลงทุนด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนจากระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โรงงานอัจฉริยะ (smart factories) ที่ใช้เทคโนโลยี IoT ปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวไปสู่กระบวนการผลิตที่มีมูลค่าสูงในห่วงโซ่อุปทานโลก แทนการทำงานอยู่แค่ขั้นตอนการประกอบทั่วไปเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาระบบสนับสนุนด้านบุคลากรให้เข้มแข็งขึ้น เช่น จัดทำโครงการอบรมภายในองค์กร และเสริมทักษะให้วิศวกร ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2568)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    รายงานเศรษฐกิจเวียดนามปี 2568 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ระบุว่า แม้เวียดนามจะสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเติบโตต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ แต่ประเทศยังประสบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสำคัญ โดยเฉพาะระดับผลิตภาพแรงงานที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 ภายใต้สถานการณ์ที่สัดส่วนประชากรวัยทำงานเริ่มลดลงหลังผ่านช่วงที่แรงงานมีจำนวนมาก ส่งผลให้การเติบโตระยะต่อไปต้องอาศัยการใช้ทรัพยากรทั้งทุนและแรงงานให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    แม้ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.24 ต่อปี ยังไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ร้อยละ 6.5 และยังตามหลังหลายประเทศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไทย จีน และอินโดนีเซีย โดยข้อมูลปี 2566 ระบุว่า หากวัดตามกำลังซื้อเทียบเท่า (Purchasing Power Parity: PPP) ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามมีมูลค่าเพียงร้อยละ 11.2 ของสิงคโปร์ และอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของไทยและจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างด้านศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันที่ยังต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

    OECD ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของเวียดนามยังมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ด้านที่ส่งผลโดยตรงต่อระดับผลิตภาพแรงงาน ได้แก่ (1) คุณภาพแรงงานยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม แม้อัตราการฝึกอบรมจะเพิ่มขึ้น แต่แรงงานจำนวนมากยังขาดทักษะเทคนิคขั้นสูงและทักษะดิจิทัลที่จำเป็น (2) การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยังเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มยังอยู่ในระดับต่ำ และการใช้เทคโนโลยียังไม่ล้ำสมัยพอที่จะผลักดันการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (3) โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นหลัก ทำให้ศักยภาพในการเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยีใหม่ และระบบการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากลยังคงจำกัด

    ในระยะสั้น OECD เสนอว่า เวียดนามควรเร่งยกระดับผลิตภาพโดยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับลักษณะการผลิตของแต่ละสถานประกอบการมาใช้ พร้อมกับพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง การปรับปรุงขั้นตอนการทำงานด้วยระบบบริหารจัดการที่ลดความสูญเปล่า การยกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในทันที นอกจากนี้ ภาคธุรกิจควรปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานที่ต้องการทักษะเทคนิคมากขึ้น เช่น ระบบอัตโนมัติในระดับกลาง เทคโนโลยีด้านสารสนเทศ และบริการสนับสนุนการผลิตรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป

    ในระยะยาว OECD เสนอให้เวียดนามเร่งลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาโรงงานอัจฉริยะที่เชื่อมต่อระบบ IoT ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพัฒนากรอบกฎหมายที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม นอกจากนี้ เวียดนามจำเป็นต้องสร้างระบบพัฒนาบุคลากรที่เข้มแข็ง ให้มีวิศวกร ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูงกว่า และลดการพึ่งพาการผลิตมูลค่าต่ำในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    การประเมินของ OECD ยังชี้ว่า หากเวียดนามสามารถดำเนินมาตรการยกระดับผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจจะมีโอกาสเติบโตบนฐานโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ลดความเสี่ยงจากการติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap) และเพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไปยังอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ในทางตรงกันข้าม หากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเกิดความล่าช้า ช่องว่างด้านผลิตภาพระหว่างเวียดนามกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาจขยายตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันด้านการผลิต การส่งออก และความมั่นคงของการเติบโตในระยะยาว

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การที่ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนแฝงในกระบวนการผลิตสูงขึ้นและลดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามในบางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเปิดช่องว่างการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรกล การเกษตรแปรรูป และบริการโลจิสติกส์ที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความจำเป็นของเวียดนามในการยกระดับเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ ยังอาจเพิ่มความต้องการนำเข้าเครื่องจักร อะไหล่ และโซลูชันดิจิทัลจากไทย ซึ่งเป็นโอกาสเชิงพาณิชย์โดยตรงต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย

    อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามยังเผชิญความเสี่ยงจากผลิตภาพแรงงานของท้องถิ่นที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานอาเซียน เช่น ความล่าช้าในกระบวนการผลิต คุณภาพงานไม่สม่ำเสมอ และต้นทุนการฝึกอบรมเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการตามมาตรฐานสากล ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับระบบการจัดการภายใน โดยใช้กระบวนการบริหารจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า การกำหนด KPI ที่ชัดเจน การใช้ระบบติดตามผลการผลิตแบบเรียลไทม์ รวมถึงการร่วมมือกับสถาบันฝึกอบรมในพื้นที่ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และสายการผลิตที่ไทยต้องการควบคุมคุณภาพ

                   ในระยะยาว แนวโน้มที่เวียดนามจะลงทุนในโรงงานอัจฉริยะและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT และ AI จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้จัดหาระบบ อุปกรณ์ และซอฟต์แวร์สนับสนุนการผลิต ตลอดจนเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรม แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเวียดนามยกระดับผลิตภาพแรงงานได้ในระยะกลางถึงยาว ความสามารถในการแข่งขันก็จะสูงขึ้นและอาจลดความได้เปรียบเชิงต้นทุนของผู้ประกอบการไทยได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรมองเวียดนามไม่ใช่เพียงฐานการผลิต แต่เป็น ตลาดเทคโนโลยีและบริการอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต พร้อมทั้งพัฒนาความร่วมมือเชิงลึกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/w8ku6spq3gdglwxgq4finkep&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08Xqoh3DVV0DFqX1xSo-5P

  • ”ศุภจี“ จับมือ “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ” หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเป็น ประตูการค้า อาหารและบริการสู่ตะวันออกกลาง

    ”ศุภจี“ จับมือ “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ” หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเป็น ประตูการค้า อาหารและบริการสู่ตะวันออกกลาง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ GAFT กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ตนพร้อมด้วยนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับ ดร.มาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงเศรษฐกิจของซาอุฯ เพื่อหารือแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ พร้อมเร่งขยายโอกาสให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดตะวันออกกลาง

    นางศุภจี กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่ตนเดินทางมาเยือนหลังรับตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียต่อไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกระชับความร่วมมือในฐานะพันธมิตรระหว่างภูมิภาคที่เริ่มจาก “ความเชื่อใจ (trust)” ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยวางเป้าหมายให้ซาอุดีอาระเบียเป็นประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและกลุ่ม GCC ซึ่งในการหารือวันนี้ รัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดซาอุฯ และพร้อมสนับสนุนการนำเข้าสินค้าคุณภาพจากไทย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล วัตถุดิบด้านอาหาร และผลไม้ รวมทั้งพร้อมหารือกับไทยถึงมาตรฐานสินค้าเพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของซาอุฯ และเห็นว่าไทยสามารถเป็น “แหล่งความมั่นคงทางอาหาร” ให้แก่ซาอุฯได้ นอกจากนี้ ฝ่ายซาอุฯ ให้ที่ดินติดตั้งบูธ Thai Village เป็นการถาวร เพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการของไทยในตะวันออกกลาง

    “วันนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำแผนงานความร่วมมือด้านบริการ (hospitality) ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร สปา และบริการด้านสุขภาพ (wellness) รวมทั้งความร่วมมือด้านแรงงานมีฝีมือ อาทิ พ่อครัว พนักงานในสาขาท่องเที่ยว โดยไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตลอดจนสนับสนุนแรงงานมีฝีมือเข้าไปช่วยพัฒนาซาอุดีอาระเบียให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ “วิสัยทัศน์ซาอุฯ ค.ศ. 2030” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประเทศในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ลดการพึ่งพาน้ำมันและให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว” นางศุภจีกล่าว

    ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ซาอุดีอาระเบียครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยมูลค่าการค้ารวม 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่งออก 2,856.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ / นำเข้า 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 5,815.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 1,949.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 3,866.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (3) ผลิตภัณฑ์ยาง (4) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) น้ำมันดิบ (2) ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (3) เคมีภัณฑ์ (4) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (5) ก๊าซธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/114996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CuyhP8y7-FMbPEgbuWXnw

  • แฮ็กไอเดียสู่อินโนเวชั่น Crime Tech…ทรู เผยโฉมสุดยอดสตาร์ทอัพ ครีเอทโซลูชันสู้ภัยไซเบอร์

    แฮ็กไอเดียสู่อินโนเวชั่น Crime Tech…ทรู เผยโฉมสุดยอดสตาร์ทอัพ ครีเอทโซลูชันสู้ภัยไซเบอร์

    แฮ็กไอเดียสู่อินโนเวชั่น Crime Tech…ทรู เผยโฉมสุดยอดสตาร์ทอัพ ครีเอทโซลูชันสู้ภัยไซเบอร์

    บ่มเพาะนวัตกรไทยสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน…ทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีไทย ร่วมกับ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด เฟ้นหาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายในระดับประชาชนทั่วไปหรือสตาร์ทอัพ สู่เวทีไฟนอล Pitching Day ขึ้นประชันไอเดียเสนอโซลูชันรับมือภัยไซเบอร์ที่พัฒนาให้เกิดขึ้นจริงแล้ว พร้อมประกาศผลผู้ชนะโครงการ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ผลักดันสตาร์ทอัพไทยก้าวสู่ตลาด Crime Tech ที่กำลังเติบโตสูง โดยได้รับความร่วมมือจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเปิดประสบการณ์และชื่นชมผลงานนวัตกรรมจากพลังความคิดสร้างสรรค์นวัตกรไทยได้ที่เฟซบุ๊ก True Lab

    ส่อง 3 ทีมแชมป์ระดับประชาชนทั่วไป / สตาร์ทอัพ ในวัน Final Pitching Day

    กว่า 4 เดือนบนเส้นทางแห่งการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรม โครงการ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ได้คัดเลือก 6 ทีมสุดท้ายในระดับธุรกิจสตาร์ทอัพและประชาชนทั่วไปที่ได้รับเงินทุนพัฒนาผลงานต้นแบบ เรียนรู้ แก้ไข ผ่านการทดลอง ทดสอบอย่างเข้มข้น จนสามารถใช้งานได้จริง โดยทุกทีมที่ได้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายในรอบ Final Pitching Day และได้ประกาศผลผู้ชนะ ได้แก่

    ผู้ชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร และผู้ได้รับรางวัลขวัญใจสื่อมวลชน เงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

    ทีม Scamtify – AI ค้นหาและตรวจจับเพจปลอมบนโซเชียล มีเดีย พร้อมแจ้งเตือนลูกค้าทรูที่เสี่ยงถูกหลอก เพื่อแก้ไขปัญหาคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ถูกหลอกลวงจากการเข้าถึงเพจปลอมบนโซเชียล มีเดีย โดยตั้งเป้าหมายช่วยปกป้องผู้ใช้งานได้ 360,000 คน (3% ของสถิติผู้เป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์บน Facebook) ในปีแรก

    สมาชิกในทีม Scamtify
    • นายวริทธิ์ มหิตธิ
    • นายธนสาร เซ่งเจริญ
    • นายปารินทร์ ลิขิตวรศักดิ์
    • นายปวริศ เรืองจุติโพธิ์พาน

    ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท และประกาศนียบัตร

    ทีม Sudo Protect Me – เราเตอร์อัจฉริยะ ควบคุมเวลาใช้งาน พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานรายบุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาเยาวชนไทยตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ จากการเข้าถึงเว็บไซต์การพนันออนไลน์ และเว็บไซต์อนาจาร ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถช่วยปกป้องบุตรหลาน และคนในครอบครัวมีความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายสามารถป้องกันมากกว่า 10,000 ครัวเรือนในปีแรก

    สมาชิกในทีม Sudo Protect Me
    • นายอธิชา เจริญธนกิจกุล
    • นายณัชธพงศ์ พิมพ์ภสันต์
    • นางสาวธัญชนก เลิศเสถียรชัย
    • นางสาวสุชานรี ศรีเฉลิม

    ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท และประกาศนียบัตร

    ทีม แพรวา No.1 – AI ตรวจจับบทสนทนาทางโทรศัพท์ว่าเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ด้วยแนวคิดปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุมีปัญหาการถูกหลอกลวงจากการติดต่อผ่านการคุยโทรศัพท์ โดยตั้งเป้าหมายลดผู้เสียหายถูกหลอกลวงได้มากกว่า 2,500 คน ในปีแรก

    สมาชิกในทีม แพรวา No.1
    • นางสาวแพรวา มั่นคง
    • นางสาวนิภัสสา ชัยนิวัฒนา
    • นางสาวนิติวดี ลิมปยารยะ
    • นายปรเมศร์ เอี่ยมละออง
    • นางสาวมนัสวีรภัทร แก้วอุไร

    ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบ ในฐานะเทคคอมปานีของไทยที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนแนวทางแห่งความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในยุคที่ภัยไซเบอร์ทวีความซับซ้อนและกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในสังคม โดยปีนี้ โครงการ True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ได้เห็นพลังความคิดสร้างสรรค์ของนวัตกรไทยในการพัฒนาผลงานต้นแบบที่เป็นโซลูชันปกป้องภัยไซเบอร์ที่ใช้ได้จริง ทั้งช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยขึ้น หรือทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี อันเป็นกำลังสำคัญในการเสริมเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ ให้คนในสังคมดิจิทัลและโลกออนไลน์ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะยังคงมีการติดตามผล พร้อมสนับสนุนโอกาสในการก้าวสู่ตลาด Crime Tech ต่อไป”

    ร่วมภูมิใจในความสามารถของนวัตกรไทยรุ่นใหม่ กับสุดยอด 6 ผลงานนวัตกรรมสู้ภัยไซเบอร์ จากปฏิบัติการ “True CyberSafe x TrueMoney Hackathon Thailand 2025” ได้ที่ เฟซบุ๊ก ทรู แล็บ: https://www.facebook.com/truelab.trueinnovation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/457442&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SPQO9qQJlwNOBGNdkBIP8

  • แบงก์ชาติอินเดียลดดอกเบี้ย 0.25% หลังเงินเฟ้อต่ำ เปิดทางกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติอินเดียลดดอกเบี้ย 0.25% หลังเงินเฟ้อต่ำ เปิดทางกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในวันนี้ (5 ธ.ค.) โดยชี้ว่าเงินเฟ้อที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และแนวโน้มราคาที่ไม่รุนแรง ช่วยเปิดช่องให้สามารถเดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

    คณะกรรมการนโยบายการเงินของ RBI ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 6 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรีโป (repo rate) ลงเหลือ 5.25% ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนก.พ. 2568 เป็นต้นมา RBI ได้ลดดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 1.25% หลังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในเดือนส.ค.และต.ค.

    เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบการเงิน และช่วยให้ผลของการลดดอกเบี้ยส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น RBI ยังประกาศทำธุรกรรมในตลาดเปิด (OMO) มูลค่า 1 ล้านล้านรูปี หรือประมาณ 1.114 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงทำสวอปเงินตราต่างประเทศอีก 5 พันล้านดอลลาร์

    ด้านผู้ว่าการธนาคารกลาง ซานเจย์ มาลโฮตรา ระบุว่า เศรษฐกิจอินเดียกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง “โกลดิล็อกส์” (Goldilocks) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ยาก โดยเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/551587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HIczZ-YAuYW_mwyc2uBGc

  • ‘ไทยแอร์เอเชีย’ ลุยเปิด 5 เส้นทางใหม่ส่งท้ายปีกระตุ้นเศรษฐกิจรับไฮซีซั่น

    ‘ไทยแอร์เอเชีย’ ลุยเปิด 5 เส้นทางใหม่ส่งท้ายปีกระตุ้นเศรษฐกิจรับไฮซีซั่น

    ไทยแอร์เอเชียและไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์’ เปิด 5 เส้นทางบินครอบคลุมเส้นทางไกล ดอนเมือง–เซนได, อัลมาตี, ริยาด และเส้นทางข้ามภาค เชียงใหม่–อุดรธานี รวมถึงเส้นทาง Fifth Freedom ดอนเมือง–หลวงพระบาง–ฮานอย หวังดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไฮซีซั่น

    5 ธ.ค.2568 – นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่าสายการบินแอร์เอเชีย เริ่มให้บริการเที่ยวบินปฐมฤกษ์ 5 เส้นทางบินใหม่ ต้อนรับเดือนธันวาคมส่งท้ายปี โดยไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ให้บริการด้วยเส้นทางบินตรง ดอนเมือง-เซนได ประเทศญี่ปุ่น  4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์และอาทิตย์  ดอนเมือง-อัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกจันทร์ พุธ ศุกร์และอาทิตย์ ดอนเมือง-ริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย  4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์เเละอาทิตย์

    นอกจากนี้ ไทยแอร์เอเชีย ให้บริการด้วยเส้นทางข้ามภาคเชื่อม เชียงใหม่-อุดรธานี 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์  พร้อมเส้นทาง Fifth Freedom ดอนเมือง-หลวงพระบาง(เเวะรับส่ง)-ฮานอยเริ่มให้บริการตั้งเเต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยสายการบิน ท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดกิจกรรมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ในทุกเส้นทางอย่างเป็นกันเอง

    “เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น ที่เราบินปฐมฤกษ์พร้อมๆ กันถึง 5 เส้นทางทั้งไทยแอร์เอเชียและไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ตอกย้ำว่าฤดูกาลท่องเที่ยวได้กลับมาแล้ว ซึ่งทุกๆเส้นทาง เราได้จัดกิจกรรมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ถือเป็นโอกาสดีในการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยช่วงท้ายปี กระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่เป็นโอกาสของคนไทยในการสัมผัสเส้นทางบินใหม่ รวมทั้งเส้นทางภายในประเทศข้ามภาค เชื่อมเหนือ-อีสาน เชียงใหม่-อุดรธานี ก็เป็นเส้นทางบินที่คนเรียกร้อง ช่วยเพิ่มความสะดวกคุ้มค่า ประหยัดเวลาการเดินทางมากขึ้น”นายสันติสุข กล่าว

    ด้านนางภัทรา บุศรางวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์  กล่าวว่า ประเทศคาซัคสถาน กล่าวภูมิใจที่ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ สามารถเปิดเส้นทางบินใหม่ได้พร้อมๆ กัน ขอบคุณทีมงานที่ทำงานร่วมกันอย่างหนัก วันนี้เราพร้อมให้บริการเเล้วทั้งอัลมาตี ริยาด เเละเซนได แล้ว เชื่อว่าจะเป็นประสบการณ์เดินทางที่แปลกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/909414/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RXELQ956WA3FC8uq-8Zfp

  • “ศุภจี” ถก “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ”ดันไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร

    “ศุภจี” ถก “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ”ดันไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร

    เศรษฐกิจ

    “ศุภจี” ถก “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ”ดันไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร

    05 ธ.ค. 2025 เวลา 10:59 น.

    “ศุภจี” ถก “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ”ดันไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร

    “ศุภจี” ถก “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ”ยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า  2 ประเทศ  ดันไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารพร้อมกำหนดแผนงานความร่วมมือด้านบริการ  หนุน “Vision 2030 ซาอุฯ”

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ GAFT กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ตนพร้อมด้วยนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์

    เข้าพบหารือกับ ดร.มาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงเศรษฐกิจของซาอุฯ เพื่อหารือแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ พร้อมเร่งขยายโอกาสให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดตะวันออกกลาง

    นางศุภจี กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่ตนเดินทางมาเยือนหลังรับตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียต่อไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกระชับความร่วมมือในฐานะพันธมิตรระหว่างภูมิภาคที่เริ่มจาก “ความเชื่อใจ (trust)” ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยวางเป้าหมายให้ซาอุดีอาระเบียเป็นประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและกลุ่ม GCC 

    “ศุภจี” ถก “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ”ดันไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร

    ในการหารือวันนี้ รัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดซาอุฯ และพร้อมสนับสนุนการนำเข้าสินค้าคุณภาพจากไทย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล วัตถุดิบด้านอาหาร และผลไม้ รวมทั้งพร้อมหารือกับไทยถึงมาตรฐานสินค้าเพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของซาอุฯ และเห็นว่าไทยสามารถเป็น “แหล่งความมั่นคงทางอาหาร” ให้แก่ซาอุฯได้ นอกจากนี้ ฝ่ายซาอุฯ ให้ที่ดินติดตั้งบูธ Thai Village เป็นการถาวร เพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการของไทยในตะวันออกกลาง

    “ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำแผนงานความร่วมมือด้านบริการ (hospitality) ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร สปา และบริการด้านสุขภาพ (wellness) รวมทั้งความร่วมมือด้านแรงงานมีฝีมือ อาทิ พ่อครัว พนักงานในสาขาท่องเที่ยว โดยไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตลอดจนสนับสนุนแรงงานมีฝีมือเข้าไปช่วยพัฒนาซาอุดีอาระเบียให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ “วิสัยทัศน์ซาอุฯ ค.ศ. 2030” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประเทศในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ลดการพึ่งพาน้ำมันและให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว” นางศุภจีกล่าว

    ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ซาอุดีอาระเบียครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยมูลค่าการค้ารวม 7,757.03 ล้านดอลลาร์ แยกเป็นส่งออก 2,856.68 ล้านดอลลาร์ นำเข้า 4,900.36 ล้านดอลลาร์

    สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 5,815.82 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 1,949.00 ล้านดอลลาร์และการนำเข้า 3,866.81 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ได้แก่  รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ  ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง  อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป  เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ  ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์  เคมีภัณฑ์  สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210768&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a-Einl40EILq5dAcq0vlM

  • ผ่ารายงานธนาคารโลก 7 ปมใหญ่ทำไทยติดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล ตามหลังอาเซียน

    ผ่ารายงานธนาคารโลก 7 ปมใหญ่ทำไทยติดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล ตามหลังอาเซียน

    รายงานล่าสุดจากธนาคารโลก (World Bank) ภายใต้ชื่อ “Thailand Digital Data Infrastructure Roadmap (DDIR) Report” ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยถึงความล่าช้าและความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    รายงานนี้ไม่ได้เพียงชี้ถึงจุดอ่อน แต่ยังเปิดพิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง นำไปสู่การขับเคลื่อนนวัตกรรมและยกระดับบริการภาครัฐ

    ผ่ารายงานธนาคารโลก 7 ปมใหญ่ทำไทยติดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล ตามหลังอาเซียน ธนาคารโลกได้สรุป “7 ประเด็นติดล็อก” ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลดิจิทัล (Digital Data Infrastructure) ของไทย พร้อมเสนอ Policy Roadmap (2025–2029) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการปฏิรูปเร่งด่วน

    ผ่า 7 ปมติดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล ตามรายงานธนาคารโลก

    รายงาน DDIR ได้เจาะลึกถึงปัญหาคอขวดทั้งในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย ธรรมาภิบาล และทักษะ ดังนี้:

    1. ไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ: ช่องว่างด้านความครอบคลุมและทักษะ

    ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายพื้นฐานด้านการเข้าถึงดิจิทัล แม้ว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยรวมจะสูง แต่ความครอบคลุมของการเข้าถึงบรอดแบนด์ (Broadband) ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 18% ของครัวเรือนเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการเข้าถึงที่ไม่เท่าเทียมและจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกล

    นอกจากนี้ ในมิติของทักษะดิจิทัลขั้นสูง ไทยยังตามหลังประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI หรือ GenAI) ที่มีเพียง 6% ของประชากรเท่านั้นที่มีทักษะในด้านนี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปรับตัวของแรงงานในยุคเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย AI

    ผ่ารายงานธนาคารโลก 7 ปมใหญ่ทำไทยติดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล ตามหลังอาเซียน 2. กฎหมายและระเบียบข้อมูล: PDPA คือตัวแปรสกัดกั้นการใช้ประโยชน์ข้อมูล

    ปัญหาด้านกฎหมายข้อมูลถูกระบุว่ามีความซับซ้อนและเป็นอุปสรรคต่อการใช้ประโยชน์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ รายงานชี้ว่า กฎหมายข้อมูลมีความซ้ำซ้อนกันหลายฉบับ ทำให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติงาน

    จุดที่น่ากังวลที่สุดคือการตีความพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA – Personal Data Protection Act) ที่ธนาคารโลกมองว่า “เข้มงวดเกินไป” (Overly Strict Interpretation) การตีความเช่นนี้ทำให้เกิดความสับสนในการดำเนินงานทั้งในภาครัฐและเอกชน และจำกัดการแบ่งปันข้อมูล (Efficient Data Sharing) ที่จำเป็นต่อการสร้างนวัตกรรม นอกจากนี้ ปัญหาการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน (Cross-Border Data Flow) ยังเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศ

    3. รัฐบาลดิจิทัล: ระบบแยกส่วนและการกำกับดูแลที่ขาดเอกภาพ

    ระบบงานของหน่วยงานภาครัฐยังคงมีลักษณะ “แยกส่วน” (Fragmented) อย่างรุนแรง นำไปสู่ปัญหา ‘Data Silos’ ที่ข้อมูลถูกกักเก็บและไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การให้บริการประชาชนขาดความต่อเนื่องและซ้ำซ้อนกัน

    ธนาคารโลกจึงเสนอให้มีการจัดตั้ง National Data Governance Authority (NDGA) ซึ่งควรมีบทบาทในการกำกับดูแลข้อมูลของภาครัฐแบบบูรณาการอย่างชัดเจน เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนของบทบาทในปัจจุบัน และสร้างธรรมาภิบาลข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งภาครัฐ

    ผ่ารายงานธนาคารโลก 7 ปมใหญ่ทำไทยติดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล ตามหลังอาเซียน 4. โครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรม: รัฐบาลใช้คลาวด์ล่าช้าและขาดแพลตฟอร์มเปิด

    ไทยมีศักยภาพทางภูมิศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางข้อมูล (Data Hub) ของภูมิภาค แต่กลับเผชิญกับความล่าช้าในการนำเทคโนโลยีพื้นฐานมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ในหน่วยงานภาครัฐที่ยังเป็นไปอย่างจำกัดและล่าช้า

    นอกจากนี้ ยังไม่มีแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดรวมศูนย์ (Unified Open Data Platform) ที่สมบูรณ์แบบเพื่อปลดล็อกมูลค่าของข้อมูลภาครัฐให้ภาคเอกชนและประชาชนสามารถนำไปใช้สร้างนวัตกรรมได้ การขาดกลไกเหล่านี้ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายที่อาศัยข้อมูลขนาดใหญ่ทำได้อย่างยากลำบาก

    5. วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์: การตั้งเป้าหมาย EGDI Top 40

    ในแง่ของวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย ธนาคารโลกสนับสนุนการตั้งเป้าหมายเชิงรุก โดยไทยควรวางเป้าหมายให้ดัชนีการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Index หรือ EGDI) ติดอันดับ Top 40 ของโลก ซึ่งต้องอาศัยการให้บริการภาครัฐที่สะดวก โปร่งใส และที่สำคัญคือต้องเป็นบริการที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด

    6. กรณีศึกษาภาคสวัสดิการสังคม: การขาดการเชื่อมโยงเพื่อช่วยเหลือที่ตรงจุด

    ในภาคสวัสดิการสังคม (Social Welfare) ปัญหาความกระจัดกระจายของข้อมูลเป็นอุปสรรคสำคัญ ข้อมูลของผู้มีสิทธิ์รับความช่วยเหลือยังขาดการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน (Interoperability) อย่างสิ้นเชิง ทำให้การช่วยเหลือขาดความแม่นยำ ไม่สามารถระบุตัวกลุ่มเปราะบางได้อย่างตรงจุด และนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น

    แนวทางแก้ไขคือการเพิ่มการใช้ Big Data Analytics เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายและออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่ “ตรงจุด” (Targeted Policy) ได้มากขึ้น และจำเป็นต้องมีการจัดตั้งระบบทะเบียนสังคมแบบรวมศูนย์ (Federated Social Registry) เพื่อให้ข้อมูลด้านสวัสดิการถูกแบ่งปันอย่างเป็นระบบ

    ผ่ารายงานธนาคารโลก 7 ปมใหญ่ทำไทยติดล็อกเศรษฐกิจดิจิทัล ตามหลังอาเซียน 7. Policy Roadmap (2025–2029): พิมพ์เขียว 3 ระยะ สู่การปฏิรูปข้อมูล

    ธนาคารโลกได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ DDIR 2025–2029 เป็นโรดแมป 5 ปี เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการแก้ไข 6 ปัญหาข้างต้น โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะหลัก:

    • ระยะที่ 1 (2025–2027): ปรับกฎหมายและวางฐาน เน้นการปรับปรุงกฎหมายที่ซ้ำซ้อนให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้น การจัดทำ Data Catalogue ของภาครัฐเพื่อแสดงรายการข้อมูลที่มีอยู่ และการเร่งรัดการจัดตั้งและให้ NDGA เริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ
    • ระยะที่ 2 (2027–2029): ขยายเชื่อมโยงและสร้าง Sandbox เน้นการขยายการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้กว้างขวางขึ้น การจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลเปิดให้สมบูรณ์ และการจัดตั้ง AI/Sandbox เพื่อเป็นพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมด้าน AI ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม
    • ระยะที่ 3 (วิสัยทัศน์ระยะยาว): เชื่อมข้อมูลข้ามแดนและสร้างความโปร่งใส มุ่งเน้นไปที่การสร้างกลไกการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามแดนที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย และการสร้าง Dashboard สาธารณะ (Public Dashboard) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้จ่ายและผลลัพธ์ของโครงการภาครัฐ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการข้อมูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645782&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HagO-WHhbiq1yoOaOYXAf