Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • MPI พ.ค. ขยายตัวในรอบ 11 เดือน! ยานยนต์หนุนแรง แต่เศรษฐกิจยังเจอสัญญาณน่าห่วง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/114506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p8znqSB8aYIfz7vJ2LTu1

  • จีนส่งสัญญาณเดินหน้าสนับสนุนการคลัง หวังพยุงเศรษฐกิจเติบโตปี 69 : อินโฟเควสท์

    จีนส่งสัญญาณเดินหน้าสนับสนุนการคลัง หวังพยุงเศรษฐกิจเติบโตปี 69 : อินโฟเควสท์

    ทางการจีนให้คำมั่นว่าจะขยายฐานการใช้จ่ายทางการคลังให้กว้างขึ้นในปี 2569 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทายในต่างประเทศ โดยการประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ (Central Economic Work Conference) ในช่วงสิ้นปี เพื่อกำหนดลำดับความสำคัญของนโยบายการคลังในปีหน้า

    กระทรวงการคลังจีนออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์ (28 ธ.ค.) ว่า จีนจะขยายการลงทุนอย่างเจาะจงเป้าหมายในภาคส่วนที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เช่น การผลิตขั้นสูง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์ นอกจากนี้ กระทรวงจะยังคงให้การสนับสนุนทางการคลังสำหรับโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภค (Trade-in Programs) เพื่อกระตุ้นการบริโภค

    สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างคำกล่าวของหลาน ฝออัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของจีนซึ่งกล่าวในการประชุมครั้งนี้ว่า จีนจะยังคงสนับสนุนโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคระดับชาติ ซึ่งโครงการริเริ่มดังกล่าวนี้จะมอบเงินอุดหนุนแก่ครัวเรือนที่เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นรุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานมากกว่า โดยโครงการดังกล่าวได้ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคักในช่วงต้นปีนี้

    กระทรวงการคลังยังได้เน้นย้ำให้ยึดถืออุปสงค์ภายในประเทศเป็น “แรงขับเคลื่อน” การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าผู้กำหนดนโยบายจะดำเนินการเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับภาคครัวเรือนและกระตุ้นการบริโภค พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะสร้างมาตรฐานให้กับมาตรการจูงใจทางภาษี และเปิดตัวกลุ่มเมืองนำร่องใหม่ที่มุ่งเน้นการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต

    ถ้อยแถลงดังกล่าวถือเป็นการตอกย้ำสัญญาณที่ว่า จีนกำลังเตรียมพร้อมที่จะพึ่งพานโยบายการคลังมากขึ้นเพื่อพยุงการเติบโต ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำเป็นเวลานานและแรงกดดันจากภายนอกที่เพิ่มสูงขึ้น

    นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า การที่จีนมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องหันไปใช้การใช้จ่ายของรัฐบาลแบบเจาะจงเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBS0IQC6BQNCJINBNKVO34WQQXR4ZK5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ev4Gw_sNH5S99oM3XUhFm

  • แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


    29/12/2568 | 116 |

    กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน ‘โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost’ ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ ‘สินเชื่อใหม่’ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญความท้าทายและการชะลอตัวของสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส ล่าสุด กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ ผลักดันโครงการ ‘SMEs Credit Boost’ กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ เพื่อทลายข้อจำกัดด้านความเสี่ยงเครดิต (Credit Cost) และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    ปรับลดเงินนำส่ง FIDF จัดตั้งกองทุนค้ำประกัน 2 หมื่นล้าน

    โครงการนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แหล่งเงินทุนจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ของธนาคารพาณิชย์ในปี 2569 จำนวนประมาณ 20,000 ล้านบาท มาตั้งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยง ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินสินเชื่อปล่อยใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท ภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    ชูแนวคิดหลัก: ตรงจุด มี Impact กระจาย และคล่องตัว

    โครงการถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ:

    • ตรงจุด (Targeted): เน้นกลุ่ม SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมายตามนโยบาย Reinvent Thailand อาทิ การท่องเที่ยว การแพทย์ เกษตรแปรรูป ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โลจิสติกส์ และธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงธุรกิจที่เน้นนวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม

    • มี Impact (High Impact): กำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด 15-30% ของยอดสินเชื่อใหม่ (ตามขนาดธุรกิจ) ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 7 ปี เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยกู้ที่รวดเร็ว

    • กระจาย (Inclusive): กระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึง โดยจำกัดวงเงินสินเชื่อรวมต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่ที่มีแผนยกระดับศักยภาพ

    • คล่องตัว (Agile): ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ธนาคารพาณิชย์สามารถทราบโควตาวงเงินชดเชยได้ทันที ณ วันปล่อยสินเชื่อ โดยไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ

    ผนึกกำลังร่วมกับ บสย. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน

    ‘SMEs Credit Boost’ จะเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำงานควบคู่กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน อันจะนำไปสู่การจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุนที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

    กำหนดเริ่มดำเนินโครงการ: ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/460052&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ljDmnkNIw1mt4SIq7LcKR

  • เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.12 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อน สัปดาห์นี้ จับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯและจีน

    เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.12 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อน สัปดาห์นี้ จับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯและจีน

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.12 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  31.04 บาทต่อดอลลาร์  โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ก่อนที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซน 31.10 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.15 บาทต่อดอลลาร์)

    ธนาคารกรุงไทย
    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

    หลังราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากโซน 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สู่ระดับ 4,490 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดช่วงปลายปี ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้างในจังหวะดังกล่าวและโดยรวมเงินดอลลาร์ก็เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways สะท้อนถึงผลกระทบของราคาทองคำต่อเงินบาทที่ยังคงมีอยู่พอสมควร 

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นเกือบทะลุแนวรับ 31 บาทต่อดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ของราคาทองคำ  สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน พร้อมระวังความผันผวนของตลาดการเงิน ในช่วงปลายปี ที่ปริมาณการทำธุรกรรมเบาบางลงชัดเจน

    โดยมุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP (ADP Weekly Employment) และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานการประชุม FOMC เดือนธันวาคมของเฟด (FOMC Meeting Minutes) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 34% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปี 2026 หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ซึ่งมากกว่าที่เฟดระบุไว้เพียง 1 ครั้ง ใน Dot Plot ล่าสุด 

    • ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของทางสหรัฐฯ ที่ต้องการยุติสงครามซึ่งยืดเยื้อเกือบ 4 ปี ทว่าการเจรจาดังกล่าวก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง หลังรัสเซียได้เปิดฉากถล่มเมืองหลวงของยูเครนในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา
    • ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนธันวาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน
    • ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนพฤศจิกายน ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ท่ามกลางปัจจัยกดดันทั้งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตของไทย อย่าง การไหลทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน ที่กดดันภาคการผลิตของไทยอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น  

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท ในช่วงที่เหลือของปี 2025 จนถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) จะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนถึงตลอดช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้นยังมีกำลังอยู่ ทว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ (จนถึงสิ้นปี 2025) การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงที่เหลือของปี 2025 นี้ ก็ถือว่าเป็นช่วงหยุดยาวทำให้ปริมาณธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวัง ว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ได้พอสมควร หามีโฟลว์ธุรกรรมด้านใดด้านหนึ่งเข้ามากระทบตลาด โดยเฉพาะในช่วงวันทำการสุดท้ายของตลาดการเงินไทย 

    ในเชิงเทคนิคัลนั้น เรามองว่า หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (เราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์) ซึ่งเรามองว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

    นอกจากนี้ เราได้ประเมิน มูลค่าที่เหมาะสมของเงินบาท (Fair Value) จากโมเดล Behavioral Equilibrium Exchange Rate (BEER) ที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยเทียบกับฝั่งสหรัฐฯ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาท (USDTHB) และดัชนีเงินบาทที่แท้จริง (Real Effective Exchange Rate REER) พบว่าอยู่ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทที่ระดับต่ำกว่า 30.75 บาทต่อดอลลาร์ ถือว่าเป็นระดับที่ Extremely Overvalued หรือเงินบาทแข็งค่าเกินไปมากอย่างมีนัยสำคัญ (Z-Score <= -2) ซึ่งเงินบาทจะมีแนวโน้มพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ ในระยะ 3 เดือน และ 6 เดือน ข้างหน้า

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัว Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ แต่อาจอ่อนค่าลงบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.90-31.35 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.20 บาท/ดอลลาร์
     

    ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.12 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 31.05 บาท/ดอลลาร์  

    ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ท่ามกลางธุรกรรมที่เบาบาง โดยมีแนวรับที่แข็งแกร่งที่ระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทในวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ธปท. กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รายงานธุรกรรมเงินนำเข้าจากต่างประเทศตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์ขึ้นไปทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อให้สามารถตรวจสอบเอกสารการนำเงินเข้าประเทศเพื่อให้เห็นชัดว่าเงินมาจากไหนและมีวัตถุประสงค์อะไร โดยจับตาเป็นพิเศษในเงินลงทุนต่างประเทศในธุรกิจ “อสังหาฯ-สินทรัพย์ดิจิทัล” ตั้งแต่ 29 ธ.ค 68 เป็นต้นไป

    ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ธปท.มีความสงสัยกระแสเงินทุนของทองคำ ซึ่งพบว่าแรงกดดันสำคัญมาจากการขายทองคำผ่าน application ซื้อขายทองคำเป็นเงินบาท แต่จุดนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนควบคุมดูแลใกล้ชิด ตลาดจึงต้องจับตาดูมาตรการต่อเนื่องในกรณีดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

    สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทวันนี้ คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวแคบ ๆ โดยธุรกรรมยังคงเบาบาง เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่เริ่มชะลอการทำธุรกรรมเพื่อเตียมปิดบัญชีช่วงปลายปีแล้ว โดยคาดกรอบการเคลื่อนไหวที่ 31.05-31.25  บาทต่อดอลลาร์ฯ 

    กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
    USD/THB 31.05 – 31.25 แนะนำ ทยอยขายที่ระดับ 31.25
    EUR/THB 36.50-36.80 แนะนำ ทยอยขายที่ระดับ 36.80
    JPY/THB 0.1970-0.2000 แนะนำ ทยอยขาย   0.2000
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/264830&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PXTJYnlesZrOrg9NDjFMw

  • แนวโน้มและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2026 (2)

    แนวโน้มและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2026 (2)

    แนวโน้มและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2026 (2)

    ครั้งที่แล้วผมสรุปว่า เศรษฐกิจโลกนั้นคาดการณ์ว่าจะขยายตัว ได้ 3.1% ในปี 2026 โดยเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะขยายตัว 1.6% และเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาจะขยายตัว 4%

    แต่เป็นการมองโลกในแง่ดี กล่าวคือ หากคาดการณ์ผิดก็น่าจะผิดในเชิงที่เศรษฐกิจขยายตัวจริงได้ต่ำกว่าการคาดการณ์ดังกล่าว ซึ่งผมได้นำเสนออีกด้วยว่า ในการประเมินแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในส่วนของความเสี่ยงนั้น เราจะไม่สามารถไปไล่ดูเศรษฐกิจของทั้ง 190 ประเทศของโลกได้

    ผมจึงจะจำกัดขอบเขตของการประเมิน โดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและความเสี่ยงเพียง 7 ประเทศ คือ สหรัฐ จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น อินเดีย อังกฤษและฝรั่งเศส เป็นหลัก เพราะ 7 ประเทศดังกล่าวมีจีดีพีคิดเป็นสัดส่วน 61.4% ของจีดีพีโลก นอกจากนั้น เงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร (ใช้ในประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสและอีก 18 ประเทศพัฒนาแล้ว)

    ตลอดจนเงินเยนของญี่ปุ่น เงินหยวนของจีน และเงินปอนด์ของอังกฤษก็ยังเป็นเงินสกุลหลักของโลกอีกด้วย โดยวันนี้จะเริ่มจากการประเมินเศรษฐกิจของสหรัฐก่อน

    สหรัฐ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2026 คือ การที่เงินเฟ้ออาจจะสูงเกินคาด (จากปัจจุบันที่ 2.8%) ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ ไม่สามารถปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (ดอกเบี้ยระยะสั้น) ได้อีกในปี 2026 รวมทั้งความเป็นไปได้ที่เงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลงไปอีก หลังจากที่ปี 2025 อ่อนค่าลงไปแล้วประมาณ 8% (แต่ต้องขอยอมรับว่าไม่มีใคร คาดการณ์ค่าเงินได้อย่างแม่นยำในทุกกรณี)

    ทำไมจึงมองเช่นนั้น? เพราะนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์ล้วนแล้วแต่จะเพิ่มต้นทุนการผลิต และ/หรือเพิ่มกำลังซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงเกินคาด (แม้ว่าในมิติทางการเมืองนั้น ทีมของทรัมป์จะพยายามอย่างเต็มความสามารถที่จะตอบสนองการเรียกร้องของประชาชน ที่กำลังเผชิญกับปัญหา “การชักหน้าไม่ถึงหลัง” หรือ affordability)

    นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ได้แก่

    1.การปรับขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าสหรัฐจาก 2% เป็นเฉลี่ย 15% ทำให้สินค้านำเข้าแพงขึ้น โดยผู้ประกอบการสหรัฐ กำลังทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องและจะยืดเยื้อไปถึงปี 2026

    2.การออกกฎหมาย One Big Beautiful Bill ซึ่งลดภาษีและเพิ่มรายจ่าย ทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกดดันให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

    3.การไล่คนต่างชาติที่ทำงานในสหรัฐอย่างผิดกฎหมายออกนอกประเทศ และการจำกัดการนำเข้าแรงงาน กำลังจะทำให้แรงงานขาดแคลนในระยะกลาง และระยะยาว แม้ว่าขณะนี้บริษัทต่างๆ จะพยายามยับยั้งการจ้างงานเพิ่ม

    4.ประธานาธิบดีทรัมป์จะเปลี่ยนตัวผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ในกลางปี 2026 เพื่อจะสามารถสั่งให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างต่อเนื่อง ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกผู้แทนราษฎรตอนปลายปี

    นอกจากนโยบายดังกล่าวแล้ว ความคาดหวังที่สูงมากของนักลงทุนเกี่ยวกับหุ้นเอไอ ที่ได้ผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากใน 3 ปีที่ผ่านมา (ภาษาฝรั่งเรียกว่า priced for perfection) และกระแสการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนภาคเอไอ ได้แก่ การสร้างเดต้าเซนเตอร์และโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น มูลค่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะเป็นการเพิ่มอุปสงค์ที่ เป็นแรงกดดันให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

    ดังนั้นจึงมี 5 ปัจจัยที่กล่าวข้างต้น น่าจะทำให้การปรับลดเงินเฟ้อของสหรัฐในปี 2026 อย่างมีนัยยะสำคัญจากระดับเงินเฟ้อที่ 3% ณ ขณะนี้ เป็นไปได้ยาก

    นอกไปจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ นาย Scott Bessent ก็ยังมีนโยบายให้กระทรวงคลังสหรัฐ ขายพันธบัตรระยะสั้น อายุ 2-3 ปีเป็นหลัก แทนที่จะพยายามขายพันธบัตรระยะยาวตามหลักสากล เพื่อลดความเสี่ยงที่จะต้องออกพันธบัตรรัฐบาลบ่อยๆ เพื่อต่ออายุหนี้สาธารณะ (เห็นได้จากรูปประกอบ)

    แนวโน้มและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกปี 2026 (2)

    จะเห็นได้ว่า สัดส่วนของหนี้สาธารณะระยะสั้นต่อหนี้สาธารณะทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐนั้น สูงกว่าของประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด คือมีสัดส่วนสูงถึง 30.9% และหนี้สาธารณะของสหรัฐที่ออกเป็นหนี้ระยะสั้น (Treasury Bills โดยดูแกน Y) มีสัดส่วนสูงกว่า 50% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด

    โดยเฉลี่ยแล้ว หนี้สาธารณะของสหรัฐมีอายุเพียง 6 ปี เทียบกับอังกฤษที่เคยถูก “ตลาดถล่ม” สมัยนายกรัฐมนตรี Liz Truss ในปี 2022 ที่นำเสนอนโยบายลดภาษี ทำให้ขาดดุลงบประมาณ และขาดวินัยทางการคลังส่งผลให้ถูกตลาด “ลงโทษ” ทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก และเงินปอนด์อ่อนค่า นายกรัฐมนตรี Liz Truss ต้องลาออกหลังจากการเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 44 วัน 

    วันนี้ รัฐของอังกฤษได้ยืดอายุหนี้สาธารณะจนเฉลี่ยมีอายุยืนยาวถึง 14 ปี อีกประเทศหนึ่งที่มีหนี้สาธารณะสูงมากคือญี่ปุ่น ก็ยังบริหารจัดการให้หนี้สาธารณะมีอายุเฉลี่ยประมาณ เกือบ 10 ปี

    หากสหรัฐควบคุมเงินเฟ้อไม่ได้ และไม่สามารถลดดอกเบี้ยนโยบาย (ซึ่งเป็นดอกเบี้ยระยะสั้น) ได้ตามคาด ก็จะทำให้ต้นทุนในการออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐสูง แม้จะออกเป็นพันธบัตรระยะสั้นหรือระยะยาว แต่จะมีความเสี่ยงว่า เมื่อมีหนี้ระยะสั้นอยู่มาก ก็จะต้องออกพันธบัตรใหม่บ่อยครั้ง เพื่อกู้มาทดแทนการขาดดุลงบประมาณที่มีสัดส่วนสูงถึง 5% ของจีดีพี 

    ตรงนี้แปลว่า ปี 2026 มีความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ย ระยะกลางและระยะยาวจะมีความผันผวน และปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2025 ครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1214233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YSeZWaoB_6eUN904yFSZw

  • อุตฯอัดงบพัฒนาเอสเอ็มอี ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 209.56 ล้าน

    อุตฯอัดงบพัฒนาเอสเอ็มอี ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 209.56 ล้าน

    วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี ครั้งที่ 1/2569 ได้มีมติอนุมัติโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กรอบวงเงิน 20 ล้านบาท เป้าหมายผลผลิต 400 กิจการ 1,000 คน จำนวน 3 โครงการ โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 209.56 ล้านบาท หรือคิดคิดเป็น 10.48 เท่าของงบประมาณ ดังนี้

    (1) โครงการเสริมแกร่งธุรกิจการเงินดีมีทุนหนุนเติบโต (FinancialShield) วงเงิน 5.86 ล้านบาท เป้าหมายผลผลิต 100 กิจการ 400 คน มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้และทักษะในการบริหารจัดการการเงิน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจ และบริหารจัดการหนี้

    (2) โครงการพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจเพิ่มผลผลิตพิชิตต้นทุน (Productivity Accelerator) วงเงิน 8.80 ล้านบาท เป้าหมายผลผลิต 200 กิจการ 400 คน มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการธุรกิจ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดต้นทุนลดการสูญเสีย ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    (3) โครงการเตรียมพร้อมธุรกิจขยายโอกาสยกระดับสู่อนาคต (Global & Future Readiness) วงเงิน 5.34 ล้านบาท เป้าหมายผลผลิต 100 กิจการ 200 คน มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพธุรกิจและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยการขยายตลาดใหม่เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านมาตรฐานระดับสากล รวมถึงการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนด้วย ESG

    นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบผลความคืบหน้าการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี ในปึงบประมาณ พ.ศ. 2568จำนวน 4 โครงการ ภายใต้งบประมาณ 20 ล้านบาท ได้แก่ (1)โครงการเสริมแกร่งการเงิน เพิ่มทุนหนุนธุรกิจ (สุขใจ) (2) โครงการยกระดับธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (เปิดใจ) (3)โครงการพัฒนาฮาลาลไทยรับรองได้ ขายส่งออกชัวร์ (มั่นใจ) และ(4) โครงการพลิกชีวิต ฟื้นธุรกิจ ปรับหนี้ให้อยู่รอด (สู้สุดใจ)

    จากผลการดำเนินงานมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการและได้รับคำปรึกษาแนะนำเชิงลึก จำนวนรวมทั้งสิ้น 403 กิจการ รวมถึงมีผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมเสริมสร้างองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ จำนวนรวมกว่า 1,086 คน โดยผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการในภาพรวมเบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบการมีองค์ความรู้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า90% และมีผลิตภาพในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า10%

    “การส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความท้าทาย ควบคู่ไปกับการเติมทุนจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง” นางดวงดาว กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/937751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VxAqH-cnXwu_3cX6Fmv9B

  • MPI พ.ค. ขยายตัวในรอบ 11 เดือน! ยานยนต์หนุนแรง แต่เศรษฐกิจยังเจอสัญญาณน่าห่วง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/114506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p8znqSB8aYIfz7vJ2LTu1

  • MPI พ.ค. ขยายตัวในรอบ 11 เดือน! ยานยนต์หนุนแรง แต่เศรษฐกิจยังเจอสัญญาณน่าห่วง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/114506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p8znqSB8aYIfz7vJ2LTu1

  • MPI พ.ค. ขยายตัวในรอบ 11 เดือน! ยานยนต์หนุนแรง แต่เศรษฐกิจยังเจอสัญญาณน่าห่วง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/114506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p8znqSB8aYIfz7vJ2LTu1

  • รายงานพิเศษ : ส่งออกของไทย…จะไปทางไหนในปี 2569

    รายงานพิเศษ : ส่งออกของไทย…จะไปทางไหนในปี 2569

    วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) …ระบุว่า มูลค่าส่งออกที่ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ (2568) ได้แรงหนุนจากหลายปัจจัย 1.วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเกาะกระแสความต้องการโลกและเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย 2.ความรุนแรงของนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในช่วงแรก (เช่น ไทย จาก 36% เหลือ 19%) อีกทั้งการจัดเก็บภาษีได้ถูกชะลออกไปในหลายส่วน เช่น ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและการค้าได้ผลกระทบจากนโยบายภาษีนำที่ค่อนข้างจำกัดและยังขยายตัวได้ดี 3.การส่งออกทองคำที่สูงจากราคาที่สูงขึ้น และความต้องการทองที่สูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอน รวมทั้งการส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดียในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 4.ปัจจัยฐานต่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 อย่างไรก็ดีมูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวสูงนั้น มาพร้อมกับการนำเข้าที่เร่งตัวมากเช่นกัน  โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจอาจมีไม่มากนัก

    แม้ส่งออกจะขยายตัวดีในปี 2568 แต่ประเมินว่าการส่งออกของไทยในปี 2569 จะมีแนวโน้มหดตัว -1.5% (ตัวเลขระบบดุลการชำระเงิน) สาเหตุสำคัญจาก 1.เศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกในปี 2569 ที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่เริ่มส่งผลชัดเจน และเต็มรูปแบบมากขึ้น 2.ปัจจัยหนุนในปี 2568 ที่จะเริ่มหมดไป เช่น การเร่งผลิตและส่งสินค้าไปสหรัฐฯ (Front-load) การส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดีย เป็นต้น 3.ปัจจัยฐานสูงในปี 2568 โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 4.การแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น เนื่องจากทั่วโลกต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดสหรัฐฯ และ 5.ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันโดยเปรียบเทียบ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก (ไม่มี Natural-hedge) ทั้งนี้เงินบาทแข็งค่ามากกว่า 9% นับตั้งแต่ต้นปี  2568 สูงเกือบที่สุดในภูมิภาค ยกเว้นเพียงเมียนมา โดยจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 โดยสอดคล้องกับประมาณการของกระทรวงพาณิชย์ที่ช่วง -3.3% ถึง 1.1% (ตัวเลขระบบศุลกากร)

    นอกจากนี้ในระยะข้างหน้า ส่งออกไทยอาจเผชิญปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำที่ต้องจับตาใกล้ชิดเพิ่มเติมจาก 1.ภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ เช่น ภาษีเฉพาะเจาะจงรายสินค้า (Sectoral tariff) โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment tariff) ซึ่งภาษีทั้ง 2 รูปแบบมีอัตราภาษีสูงกว่าที่ 19% ที่ไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน 2.ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ โดยเฉพาะการค้ากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจโลกและการค้าโลก 3.ข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ ยังไม่แน่นอนสูง อีกทั้งกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา อาจทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ ล่าช้า หรือไทยเสียเปรียบในการเจรจามากขึ้น 4.ปัญหาสินค้าจีนและสหรัฐฯ ทะลักในตลาดโลกมากขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยทั้งในและต่างประเทศ

    ขณะที่ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ตัวเลขการส่งออกสินค้าในเดือน พ.ย.2568 แยกเป็นกลุ่มสินค้าพบว่า การส่งออกสินค้าเกษตร มีมูลค่า 1,868.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 15.7% หดตัว 4 เดือนต่อเนื่อง ,การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร มีมูลค่า 1,868.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 2.3% หดตัวในรอบ 3 เดือน และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม มีมูลค่า 23,083.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12.2% ซึ่งเป็นการขยายตัว 20 เดือนต่อเนื่อง

    สำหรับปัจจัยสนับสนุนการส่งออกในเดือน พ.ย.2568 ได้แก่ 1.การส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯยังคงขยายตัวสูง แม้ว่าจะเผชิญกับภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ 2.การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก และ 3.การขยายตัวต่อเนื่องของการผลิตภาคอุตสาหกรรมของโลกและประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยดัชนี PMI ของโลกในเดือน พ.ย.2568 ยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ที่ระดับ 50.5% ส่วนปัจจัยกดดันการส่งออก ได้แก่ 1.แรงส่งจากการเร่งส่งออกสินค้าในช่วงที่ผ่านมาเริ่มทยอยหมดลง ประกอบกับมีสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าบางประเทศ และ 2.การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารหดตัว จากการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก และผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

    “เงินบาทที่แข็งค่าจะกระทบต่อสินค้าที่มีมาร์จิ้นต่ำ และมันสะท้อนตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว ถ้าเราดูกลุ่มสินค้าอาหารและเกษตร พบว่ามีการติดลบมากกว่าสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีสัดส่วน 8.3% ของการส่งออกทั้งหมด ภาพใหญ่ 11 เดือน ติดลบถึง 4.3% เฉพาะเดือน พ.ย.2568 ที่เงินบาทค่อยๆแข็งค่าไปเรื่อยๆ เราติดลบ 15.7% สะท้อนว่าเงินบาทที่แข็งค่าจะอ่อนไหวมากต่อสินค้าที่มีมาร์จิ้นต่ำ ซึ่งหลักๆจะเป็นสินค้าเกษตรและอาหาร”นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผอ.สนค.กล่าว

    นายนันทพงษ์ กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกปี 2569 ว่า สนค.ประเมินว่าการส่งออกจะเติบโตชะลอลง จากภาวะเศรษฐกิจโลกและคู่ค้าสำคัญที่ชะลอตัว ผลของมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มชัดเจนขึ้น ปัญหาด้านราคาและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลต่อขีดความสามารถทางการแข่งขัน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ และปัญหาสภาพอากาศรุนแรงจะส่งผลต่อสินค้าเกษตร กรณีที่ดีที่สุด การส่งออกจะขยายตัว 1.1% ส่วนกรณีเลวร้าย การส่งออกจะหดตัว 3.3% โดยปัจจัยกดดันหรือฉุดรั้งมี 2 เรื่อง คือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่นอนของภาษีสหรัฐฯ ส่วนปัจจัยสนับสนุน คือ วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังเติบโตได้ รวมถึงอุปสงค์จากความต้องการสินค้า AI และคลาวด์คอมพิวติ้ง ตลอดจนการขยายตัวของการส่งออกสินค้าเกษตร

    ** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/937768&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cbQkW14iU9dbO-n9s80Rp