Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • 10 เรื่องเศรษฐกิจที่ “ประชาชนอยากได้จริง” ในปีเลือกตั้ง 2569

    10 เรื่องเศรษฐกิจที่ “ประชาชนอยากได้จริง” ในปีเลือกตั้ง 2569

    ปี 2569 เป็นปีที่การเมืองเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลใหม่ว่าจะเข้ามา “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง” ได้จริง ไม่ใช่เพียงคำสัญญาบนเวทีหาเสียง เพราะในชีวิตจริง ค่าครองชีพยังสูงรายได้โตไม่ทันค่าใช้จ่าย งานไม่มั่นคง และความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของคนทำงานแทบทุกกลุ่ม

    “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” จึงตั้งคำถามตรงไปยังประชาชนจากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่แรงงานอิสระ ผู้บริหารภาคธุรกิจ คนทำงานสร้างสรรค์ นักศึกษา คนข่าว ไปจนถึงนักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ เพื่อสะท้อนว่า “เศรษฐกิจแบบไหน” ที่ประชาชนอยากเห็นจริงในปีเลือกตั้ง ไม่ใช่เศรษฐกิจบนกระดาษตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่คือเศรษฐกิจที่กระทบชีวิตประจำวันโดยตรง

    คำตอบที่ได้สะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ค่าครองชีพ น้ำมัน ค่าไฟ ค่าเดินทาง งานที่มั่นคงและโปร่งใส โอกาสของแรงงานไทยในและนอกประเทศ การท่องเที่ยวที่คุ้มค่า ไปจนถึงนโยบายเพิ่มรายได้ที่ต้องทำจริง ไม่ใช่แจกชั่วคราว หรือปล่อยให้รายได้กระจุกอยู่ที่ทุนใหญ่ เสียงเหล่านี้จึงถูกร้อยเรียงเป็น “10 เรื่องเศรษฐกิจที่ประชาชนอยากได้จริง” เพื่อเป็นโจทย์สำคัญให้ทุกพรรคการเมืองต้องตอบให้ชัด ก่อนขอคะแนนเสียงจากประชาชน

    1.ค่าครองชีพอะไรแพงที่สุดตอนนี้?

    ธีรศักดิ์ พาโคกทม ขับจักรยานยนต์รับจ้าง

    ขณะนี้ค่าครองชีพในชีวิตประจำวันมีราคาแพงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวราดแกง ข้าวผัดกะเพราเมื่อกลางปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 50 บาท แต่ขณะนี้พ่อค้าแม่ค้าขอปรับขึ้นเป็น 60 บาท ทำให้มีรายได้ลดลงเพราะรายจ่ายเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะพยายามประหยัดในการใช้จ่ายผมขอเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่หาวิธีการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันลงมาจากปัจจุบันให้ได้เท่าที่จะสามารถทำได้ เพราะขณะนี้เติมน้ำมันปริมาณต่อวันเท่าเดิม แต่เมื่อหักต้นทุนค่าน้ำมันแล้วพบว่ารายได้ลดลงวันละ 100-200 บาท จากปกติมีรายได้เฉลี่ย 800 บาทต่อวัน แม้ว่าจำนวนเที่ยววิ่งต่อวันรวมทั้งระยะทางจะเท่าเดิม

    นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาลดราคาค่าไฟฟ้าเพื่อช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยลงอีก แม้ว่าล่าสุดค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยในเดือน ม.ค.-เม.ย.2569 แล้วก็ตาม

    2.รายงานประชาชนพอใช้ไหม?

    มนต์ชัย บัวแดง รับจ้างทั่วไปทำงานร้านก๋วยเตี๋ยว

    ปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยวันละ 500 บาท ทำงานเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง เริ่มงานตั้งแต่ตี 5 เลิกงานเวลา 15.00 น. เมื่อก่อนทำทั้ง 7 วัน แต่ตั้งแต่มีเชื้อโควิด-19 แพร่ระบาด ทางร้านก็หยุดขายวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะขายไม่ดีเท่าวันธรรมดา ทำให้ทุกวันนี้มีรายได้จากการทำงานเพียง 5 วันต่อสัปดาห์ คือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ รายได้ลดลง ต้องบอกว่าแค่พออยู่พอกิน ต้องประหยัดไม่ได้สุขสบายเท่าไร เพราะได้เงินมาก็มีภาระต้องใช้จ่ายทั้งในชีวิตประจำวันได้มาใช้ไป ขณะที่มีภาระต้องส่งลูกเรียน จึงทำให้ไม่มีเงินเก็บ เงินออม ทุกวันนี้ต้องหารายได้เสริมกับภรรยาโดยขายลูกชิ้นปิ้ง และพยายามหารายได้อื่นเพิ่ม แต่งานก็หายาก ขณะที่ภรรยาก็มีอาชีพรับจ้างรายวันเช่นกัน

    ถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายค่าครองชีพสูงขึ้น แต่ค่าแรงเท่าเดิมและรายได้ลดลงจากการลดวันทำงาน ตั้งใจว่าปีหน้าจะไปสมัครเป็นไรเดอร์ในแอปต่างๆขับรถส่งของเพื่อหารายได้พิเศษเพิ่มขึ้นอีกทาง

    3.เรื่องไหนที่ทำให้ชีวิตยากขึ้นกว่าเดิม?

    มนัสส์ มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านประสบการณ์ลูกค้าและธุรกิจรีเทล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)

    ปี 2569 มีสิ่งที่ทำให้ชีวิตยากขึ้นหลายเรื่อง สิ่งแรกคือภาวะเศรษฐกิจ นี่คือน่ากลัวมาก กำลังซื้อลดลงเป็นประวัติการณ์ เพราะคนลดค่าใช้จ่าย แม้ค่าแรงจะขึ้น แต่เงินเฟ้อก็ขึ้นตาม ข้าวของแพง คนจึงไม่ซื้อเยอะ แม้ทรูอยู่ในธุรกิจที่กลายเป็นปัจจัยที่ 5 เป็นสินค้าจำเป็นไปแล้ว แต่ต้นทุนเราเยอะ ค่าบริหาร ปรับปรุงโครงข่ายแต่ละปีมูลค่ามหาศาล

    ความยากอีกอย่างคือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ความที่เราไม่รู้ ว่าเราไม่รู้อะไร ตั้งแต่ปัญหาภัยธรรมชาติ น้ำท่วมเชียงราย หาดใหญ่, ภัยสงคราม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change)

    ตอนน้ำท่วมหาดใหญ่ทรูต้องไปเปลี่ยนโมเดมอินเตอร์เน็ตให้ลูกค้ากว่า 20,000 ครัวเรือนเพื่อให้เขาติดต่อสื่อสารได้ ทีมวิศวกรต้องพายเรือ ว่ายน้ำอุ้มถังน้ำมันไปเติมสถานีฐาน เพื่อให้กลับมาทำงานได้ สิ่งเหล่านี้จริงๆเรามีระบบป้องกันหมด มีระบบไฟสำรอง แต่น้ำท่วมสูงมากและกินเวลานาน 3-4 วัน นี่คือสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เลย

    นอกจากนั้น การที่โลกเปลี่ยนไวเหลือเกิน ทำให้อดีตไม่ได้บอกอนาคต แม้คนทำงานประจำอย่างผมก็ยังยาก พวกที่ทำงานอิสระ ทำธุรกิจส่วนตัว ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

    4.อยากให้รัฐบาลใหม่สร้างงานประเภทไหน?

    อจลา ตะเภาพงษ์ LOOKMOO PR ประชาสัมพันธ์อิสระและสื่อสารแบรนด์

    อยากให้รัฐบาลใหม่สร้างแหล่งงานที่ถูกกฎหมายและโปร่งใส เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ลดแรงจูงใจเข้าสู่วงจรการล่อลวงและอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์ที่ขยายตัวในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ควบคู่กับการพัฒนาทักษะอาชีพใหม่ให้สอดรับกับตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การสร้างงานและการรักษาการจ้างงานควรถูกยกเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐต้องสนับสนุนธุรกิจรายย่อยและ SME ควบคู่กับการสร้างอาชีพใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจำเป็นต้องยกระดับอาชีพในวงการข่าวสารและสื่อมวลชน ผ่านการคุ้มครองแรงงาน การจ้างงานที่เป็นธรรมและการเสริมทักษะดิจิทัล เพื่อให้สื่อสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพและเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจข้อมูล

    การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและความปลอดภัย เป็นทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิตและเครื่องมือกระตุ้นการจ้างงานในระดับพื้นที่ สร้างรายได้ให้แรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั่วประเทศ

    ในระยะยาว การพัฒนาการศึกษาและทักษะภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและจีน เป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถแรงงานไทย รองรับการลงทุนจากต่างประเทศ และขยายโอกาสการทำงานในตลาดโลก

    นอกจากนี้ การใช้กีฬาและกิจกรรมขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นกำลังซื้ออย่างโครงการคนละครึ่ง สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากและรักษาการจ้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     ท้ายที่สุด การยกระดับระบบประกันสุขภาพและประกันสังคมให้ประชาชนพึ่งพาได้จริง จะช่วยสร้างความมั่นคงให้แรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และวางรากฐานตลาดแรงงานไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืน

    5.หนี้หนักที่สุดคือหนี้อะไร…อยากให้รัฐบาลช่วยอะไร?

    บัวไล แสนอุ่น ชาวนา บ้านหนองคู ต.หนองแก้ว อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด

    ปีนี้อายุ 77 ปีแล้ว แต่ยังมีหนี้อยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ราว 100,000 บาท จากเดิมกู้เงินมา 200,000 บาท เอามาทำนา สร้างบ้าน และดำรงชีพในแต่ละวัน แม้จะได้รับเงินผู้สูงอายุ แต่ค่าใช้จ่ายในยุคปัจจุบัน ข้าวของต่างๆขึ้นราคาทุกอย่าง และด้วยการเป็นผู้สูงอายุแล้ว ต้องสร้างบ้านหลังใหม่ให้เหมาะสมกับผู้สูงวัยด้วย เพื่อมิให้เป็นภาระลูกหลาน

     ปัจจุบันหนี้ลดลงเรื่อยๆ เพราะชำระหนี้ทุกปี ด้วยการเป็นหนี้ของ ธ.ก.ส. นั้น ต้องชำระเป็นรายปี ตามฤดูกาลผลิต เมื่อทำนาเสร็จ ขายข้าวได้ ก็จะนำเงินไปชำระหนี้ การทำนาไว้กิน เมื่อเหลือกิน ก็ขาย มีเงินไว้ใช้จ่ายในครอบครัว

    “อายุ 77 ปีแล้ว ไม่อยากเป็นหนี้แล้ว แต่ไม่กู้ ก็ไม่มีเงินสร้างบ้านหลังใหม่ ไว้อยู่อาศัยในยามแก่ เพราะบ้านหลังเก่าทรุดโทรมมาก สิ่งที่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยเหลือ คือ การเพิ่มเงินผู้สูงอายุเดือนละ 1,000 บาท เพราะเมื่ออายุเยอะแล้ว การเดินทางไปโรงพยาบาลก็ต้องมีค่าใช้จ่ายการเดินทาง แม้ค่ารักษาพยาบาลจะใช้โครงการ 30 บาท แต่การเดินทางแต่ละครั้งใช้เงินหลายร้อยบาท เพราะบ้านอยู่ห่างจากโรงพยาบาลประจำอำเภอ และบางครั้งต้องไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด”

    นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรให้มากกว่านี้ บางปีแล้ง บางปีน้ำท่วม ปัญหานี้แก้ไม่หาย ปีนี้น้ำมาช้ามาก ทำให้นาข้าวเสียหาย ปีก่อนน้ำท่วม นาข้าวก็เสียหายเช่นกัน อยากให้รัฐวางแผนอย่างยั่งยืน อยากให้ดูแลเรื่องราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคาข้าว ปีนี้ราคาไม่ดี เพราะยายทำนาปีละครั้ง เก็บไว้กิน เก็บไว้ขาย ราคาวัว ควาย หมู ตอนเลี้ยงก็ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะขายได้ พอขายได้ราคาต่ำ แต่พอไปซื้อที่ชำแหละแล้ว ราคาสูงมาก

    6.คิดอยากไปทำงานต่างประเทศไหม? เพราะอะไร?

    พงษ์ไพโรจน์ เลิศสุดวิชัย นักศึกษาปริญญาโท University of Szeged

    ในฐานะที่ผมกำลังศึกษาปริญญาโท เอกการแสดงไวโอลิน ที่ประเทศฮังการี ทำให้มีความคิดอยากทำงานในต่างประเทศตลอด เพราะที่ฮังการีให้ประสบการณ์การเรียนดนตรีคลาสสิกที่เข้มข้นและลึกซึ้ง มีวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิกที่หยั่งรากลึก ผู้คนที่นี่นิยมดูดนตรีคลาสสิกมากกว่าที่ไทย มีโรงอุปรากร มีหอแสดงอยู่ทุกเมือง เวลามีคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง ผู้คนจะเข้ามาชมจนล้นหอแสดง ทำให้เรามีโอกาสทำงานมากกว่าอยู่ที่ไทย

     นอกจากนี้ โลกของดนตรีคลาสสิกในฮังการี หรือประเทศยุโรปอื่น ยังเชื่อมถึงกัน นักดนตรีส่วนใหญ่ทำงานข้ามประเทศกันบ่อย วันนี้เล่นคอนเสิร์ตเมืองนี้ วันต่อมาไปเล่นประเทศอื่น การได้เป็นนักดนตรีประจำวงออร์เคสตรา ได้ทำงานร่วมกับนักดนตรีเก่งๆจากหลายประเทศ หรือแม้แต่การเล่นในโปรเจกต์เล็กๆตามเมืองต่างๆ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ช่วยพัฒนาทักษะ มุมมองทางดนตรี และ connection ที่จะมีประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต

     “ผมมองว่า อนาคตของนักดนตรีคลาสสิกในต่างประเทศ ไม่ได้ปิดตายอยู่ในกรอบของการเป็นเพียงนักดนตรี หรือเป็นอาจารย์สอนดนตรีเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่สำหรับการทดลอง และมีโอกาสที่จะได้ค้นพบสิ่งที่เหมาะกับตัวเองอย่างแท้จริง เช่น ทำงานด้านการอัดเสียงในสตูดิโอ หรือแม้แต่เล่นเพลงประกอบภาพยนตร์ หรือโฆษณา ยิ่งไปกว่านั้นการได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง และคุณภาพดนตรีระดับสากล ช่วยผลักดันให้เราไม่หยุดพัฒนาตัวเอง”

    7.เที่ยวไทยตอนนี้คุ้มหรือแพงเกินไป?

    คณมาศ อิ่มพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท แบงค์คอกไรเตอร์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด

    การท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลปีใหม่ ถือว่ามีราคาค่อนข้างสูง ทั้งค่าที่พักและค่าตั๋วเครื่องบินปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น สมุย และภูเก็ต บางช่วงมีค่าใช้จ่าย ใกล้เคียงกับการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ

    ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้การเดินทางไปต่างประเทศในช่วงนี้ดูคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างญี่ปุ่นและเกาหลี รวมถึงจีน มีราคาที่ไม่สูงนัก และมีการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวไปยังเมืองใหม่ๆมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม หากเลือกเดินทางเที่ยวไทยนอกช่วงไฮซีซัน หลีกเลี่ยงวันหยุดยาว และเน้นเดินทางในวันธรรมดา ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านที่พักและการเดินทางได้อย่างมาก และยังได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไม่แออัดมากนักอีกด้วย และประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งอาหาร วัฒนธรรม และการบริการที่มีมาตรฐานสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ถ้ามีการวางแผนที่ดี เลือกที่พักและกิจกรรมให้เหมาะสมกับงบประมาณ การเที่ยวไทยยังสามารถมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่าและหลากหลายได้อย่างแน่นอน.

    เสียงจากชีวิตจริง ถึงรัฐบาลใหม่ต้องฟังให้ชัด

    8.นโยบายอะไรที่ “ห้ามพูดเล่น ต้องทำจริง”?

    ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน

    นโยบายเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน  นโยบายยอดฮิตของทุกพรรคการเมือง แต่ไม่เคยทำจริงจัง และมักจะพูดแบบขายฝัน และคาดว่าถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น GDP โตขึ้นแล้ว ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ซึ่งไม่เคยเป็นจริง เพราะรายได้ประเทศที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มาเพิ่มที่เงินในกระเป๋าประชาชน

    หรืออย่างมากที่สุด นโยบายเพิ่มรายได้ก็มักจะแค่เป็นการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วครั้งชั่วคราวให้ประชาชนทั่วไป อุดหนุนราคาสินค้าเกษตรให้เกษตรกร หรือมีนโยบายขึ้นค่าแรง ซึ่งทำได้ง่าย แต่มีผลแค่ระยะสั้นๆ หมดโครงการ รายได้คนก็กลับไปเหมือนเดิม หรือขึ้นค่าแรงครั้งเดียวก็ไม่ขึ้นไปอีกเป็นสิบปี

    นั่นก็เป็นเพราะการจะเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องยากกว่า และเห็นผลช้า เช่น การเพิ่มทักษะให้แรงงานสามารถเปลี่ยนอาชีพหรือได้ค่าตอบแทนเพิ่ม การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการหรือเกษตรกรใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ขายของได้ราคาดีขึ้นหรือลดต้นทุนลง การลดอำนาจของทุนผูกขาดเพื่อให้ราคาสินค้าถูกลง หรือแม้แต่การแก้ไขกฎระเบียบ ลดใบอนุญาตเพื่อให้คนทำมาค้าขายมีภาระลดลง ไม่ต้องจ่ายส่วยจ่ายใต้โต๊ะ เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยเห็นรัฐบาลไหนจะใส่ใจผลักดันมากนัก และไม่ลงแรงมากพอที่จะทำให้นโยบายเหล่านี้ประสบความสำเร็จจริงจัง

    การเลือกตั้งครั้งนี้จึงอยากให้ประชาชนจับตานโยบายการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนทั้งนโยบายระยะสั้น และระยะยาวว่าแต่ละพรรคการเมืองจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน มีแนวโน้มว่าจะสำเร็จหรือไม่ ยั่งยืนแค่ไหน เพราะนโยบายเรื่องนี้ “ห้ามพูดเล่น! ต้องทำจริงเท่านั้น”

    ข้อ 9 ปี 69 อยากเห็นอะไรดีขึ้นจับต้องได้/หนิงให้พี่อ้อ

    9.ในปี 2569 อยากเห็นอะไรดีขึ้นแบบที่สามารถจับต้องได้?

    ชัยวัฒน์ เกษสม ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงคมนาคม หนังสือพิมพ์ทรานสปอร์ต เจอร์นัล

    ในฐานะคนข่าวที่คลุกคลีกับระบบขนส่งมากว่า 10 ปี สิ่งที่อยากเห็นชัดเจนที่สุดในปี 2569 คือ “การเดินทางที่ราคาถูกและเป็นธรรม” ซึ่งค่าโดยสารควรสอดคล้องกับค่าครองชีพจริง ไม่ใช่ภาระที่ประชาชนต้องแบกรับทุกเช้าเย็น เพราะการเดินทางคือปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ไม่ต่างจากไฟฟ้าและน้ำประปา

    นายชัยวัฒน์ มองว่า นโยบายด้านค่าโดยสารไม่ควรผูกติดกับพรรคการเมืองหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่ควรถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความมั่นใจให้ประชาชน ยกตัวอย่าง เมื่อวันนี้รัฐบาลเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยน ค่าโดยสารก็เปลี่ยน ประชาชนปรับตัวไม่ทัน” คือภาพสะท้อนที่คนข่าวคมนาคมเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    หากปี 2569 จะมีสิ่งใดดีขึ้นแบบจับต้องได้ เขาอยากเห็นตั๋วโดยสารที่ราคายิ้มได้ ระบบขนส่งที่เข้าถึงได้ทุกกลุ่ม และนโยบายที่ไม่เปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง เพราะสุดท้ายแล้ว การเดินทางที่ดีไม่ควรเป็นเรื่องของความหวัง แต่ต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน

    10.ถ้ารัฐบาลใหม่ทำได้แค่เรื่องเดียว ควรทำอะไร?

    ไพบูลย์ นลินทรางกูร นักบริหาร ซีอีโอ บล.ทิสโก้

    หากรัฐบาลใหม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้เพียงเรื่องเดียว เรื่องนั้นควรเป็นการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขเงินลงทุนระยะสั้น แต่ต้องมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    เพราะเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า การพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิม และการขาดเทคโนโลยีขั้นสูง การดึง FDI เข้าสู่ภาคส่วนที่เหมาะสมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้ และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ (potential economic output) ของประเทศได้อย่างยั่งยืน

    “ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัลและ AI เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ชีววิทยาศาสตร์ โลจิสติกส์มูลค่าสูง อาหารมูลค่าสูง และการแพทย์สมัยใหม่ มากกว่าการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว นโยบาย FDI ที่มีประสิทธิภาพต้องมาพร้อมกับกฎระเบียบที่ชัดเจน ความต่อเนื่องของนโยบาย และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจในระยะยาว รวมทั้งควรสนับสนุนให้เกิดการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย”

    การดึงดูด FDI เชิงคุณภาพจะช่วยสร้างการจ้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ เพิ่มจำนวนบริษัทศักยภาพสูงในตลาดหุ้นไทย และขยายฐานรายได้ของรัฐในระยะยาว ที่สำคัญกว่านั้นคือ จะช่วยลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศมานานหลายปี หากรัฐบาลใหม่สามารถวางยุทธศาสตร์ FDI ได้อย่างถูกทิศทาง นี่จะเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดต่อการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า

    ทั้งหมดนี้ คือเสียงสะท้อนจากชีวิตจริงที่ชี้ชัดว่า ประชาชนไม่ได้เรียกร้องสิ่งหรูหรา แต่ต้องการเศรษฐกิจที่ยุติธรรม อยู่ได้ และมองเห็นอนาคต การเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันนโยบาย แต่คือบททดสอบว่าพรรคการเมืองใด “เข้าใจปัญหาจริง” และพร้อมลงมือทำจริง

    เพราะสุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจที่ดี ไม่ควรเป็นแค่ความหวังในวันเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2905444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x4t2csc1S4gnsOdc5aT4q

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • มูเตลูผงาดเวทีเลือกตั้ง 2569 จากความศรัทธาสู่ยุทธศาสตร์หาเสียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    มูเตลูผงาดเวทีเลือกตั้ง 2569 จากความศรัทธาสู่ยุทธศาสตร์หาเสียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    การเมือง

    มูเตลูผงาดเวทีเลือกตั้ง 2569 จากความศรัทธาสู่ยุทธศาสตร์หาเสียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    วันศุกร์ ที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    บรรยากาศการเมืองไทยก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ “มูเตลู” หรือวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และโชคลาง ถูกยกระดับจากความศรัทธาส่วนบุคคลสู่เครื่องมือทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยพรรคการเมืองหลายขั้วต่างนำมาใช้เป็นกลไกสื่อสารเพื่อเข้าถึงจิตวิทยามวลชน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคม

    นักวิเคราะห์ชี้ว่า มูเตลูในช่วงปี 2568–2569 ได้ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล กลายเป็น “สายมูออนไลน์” และพัฒนาเป็น “เศรษฐกิจสายมู” (Mu-conomy) ที่มีมูลค่าหมุนเวียนสูงถึงปีละกว่า 10,000–15,000 ล้านบาท สะท้อนจากตัวเลขรายได้ธุรกิจโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ที่เติบโตมากกว่า 800% ในรอบไม่กี่ปี พรรคการเมืองจึงเริ่มผนวกมิติความเชื่อเข้ากับนโยบาย Soft Power และการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน

    ในสนามภาคอีสาน พรรคประชาชน ภายใต้การนำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แสดงยุทธศาสตร์การปรับตัวทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน จากภาพลักษณ์พรรคคนรุ่นใหม่ สู่การเคารพจิตวิญญาณท้องถิ่น ผ่านการลงพื้นที่สักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีและลอดประตูชุมพลที่จังหวัดนครราชสีมา นักวิชาการมองว่าเป็นการใช้ “มูเตลูเชิงสัญลักษณ์” เพื่อสร้างความไว้วางใจและลดช่องว่างระหว่างอุดมการณ์ก้าวหน้ากับจารีตท้องถิ่น ก่อนเชื่อมโยงไปสู่การนำเสนอนโยบายเชิงโครงสร้าง เช่น การกระจายอำนาจและการแก้ปัญหาทุนสีเทา

    ขณะที่พรรคโอกาสใหม่ นำโดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ เลือกใช้แนวทางแตกต่าง ด้วยการมองมูเตลูในฐานะ “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่ต้องบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “บริหารนำการเมือง” พรรคพยายามแปลงความศรัทธาให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับ Soft Power ไทยอย่างโปร่งใสและยั่งยืน มากกว่าการใช้พิธีกรรมเพื่อเรียกคะแนนเสียงเฉพาะหน้า

    บทวิเคราะห์ยังชี้ว่า การใช้มูเตลูของพรรคการเมืองแตกต่างกันตามกลุ่มเป้าหมายและเจเนอเรชัน ตั้งแต่กลุ่ม Gen X ที่ยึดถือจารีตและศาสนา Gen Y ที่มองมูเตลูเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ไปจนถึง Gen Z ที่นิยมมูเตลูแบบมินิมอลและเชื่อมโยงกับโลกดิจิทัล พรรคการเมืองจึงเริ่มนำหลัก “Muketing” หรือการตลาดบนฐานความศรัทธา มาใช้สร้างเรื่องราวและความผูกพันทางอารมณ์กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

    ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า มูเตลูได้กลายเป็น “ตัวแปรทางการเมือง” ที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการพิสูจน์ว่า การนำความเชื่อมาใช้จะไม่เป็นเพียงฉากหน้าในการหาเสียง แต่สามารถบูรณาการเข้ากับนโยบายที่ทำได้จริง มีจริยธรรม และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางกายและใจให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/460761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iDX73HUUi6exCJ–BZkBF

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • คาดเศรษฐกิจปี 69  โตต่ำสุดในรอบหลายปี? | 2 ม.ค. 69 | ข่าวใส่ไข่

    คาดเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำสุดในรอบหลายปี? | 2 ม.ค. 69 | ข่าวใส่ไข่

    2 ม.ค. 2569 21:56 น.

    คาดเศรษฐกิจปี 69 โตต่ำสุดในรอบหลายปี? ศรษฐกิจไทยปี66 #GDPไทย2569 #วิกฤตเศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจล่าสุด —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/news-with-egg/1176961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rmz43hnYP6Ge0AD3DHM1_

  • ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ การแข่งขันสูง แต่ยังเติบโตต่อได้ แนะธุรกิจเร่งปรับโครงสร้าง รับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

    แนะผู้ประกอบการเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) 

    ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก 

    ขณะที่เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ 

    อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท  โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52%  จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)

    แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ

    รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-thai-retail-business-is-at-a-critical-juncture-facing-intense-competition/news-update/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ax3kKg02E6cfbZFNx7ql9

  • ‘เลือกตั้ง 2569’ ท่องเที่ยวหวังรัฐบาลใหม่ ชูภาพลักษณ์ปลอดภัย ดึง FDI ลงทุนรถไฟทั่วไทย

    ‘เลือกตั้ง 2569’ ท่องเที่ยวหวังรัฐบาลใหม่ ชูภาพลักษณ์ปลอดภัย ดึง FDI ลงทุนรถไฟทั่วไทย

    “เลือกตั้ง 2569” ชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย! ไม่ใช่เฉพาะในเชิงโครงสร้างทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอีกด้วย! นอกเหนือจากปัญหาปากท้อง กำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศหดตัวจากปัญหาหนี้ครัวเรือนแล้ว “ภาคการท่องเที่ยว” เป็นอีกหนึ่งเซ็กเตอร์สำคัญที่เคยขับเคลื่อนรายได้รวมตลาดในและต่างประเทศสูงถึง 3 ล้านล้านบาทเมื่อปี 2562 ก่อนโควิดระบาด ครองสัดส่วนเกือบ 20% ของจีดีพี ภาคเอกชนต่างสะท้อนความคาดหวังถึง “รัฐบาลใหม่” ไว้หลากหลายทัศนะ ครอบคลุมทั้งการกระตุ้นระยะสั้นและการลงทุนระยะยาว

    ภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงการเดินทางในประเทศเป็นโจทย์สำคัญที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาพัฒนาวางโรดแมป โดยเฉพาะการขยายโครงข่าย “รถไฟ” ไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ควบคู่กับการอัปเกรดคุณภาพรถไฟไทย จะช่วยเพิ่มการเข้าถึง “เมืองรอง” ให้เดินทางได้สะดวกขึ้น และสร้างแต้มต่อแก่ภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะมิติการกระจายรายได้

    “หากรัฐบาลใหม่สนใจเรื่องการลงทุนวางโครงข่ายรถไฟทั้งประเทศจะเป็นเรื่องดีมาก เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยการท่องเที่ยวในประเทศได้จริง เข้าถึงเมืองรองต่างๆ ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เราจะเห็นว่าในหลายประเทศที่โดดเด่นด้านการท่องเที่ยว เช่น ญี่ปุ่น จีน และยุโรป ผู้คนต่างนิยมเดินทางด้วยรถไฟ และยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยโปรโมตการท่องเที่ยวได้ดีมากๆ”

    อีกจุดที่ต้องการเห็นคือ “ความต่อเนื่อง” ของนโยบายดึงดูด “FDI” หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศด้านการท่องเที่ยว อย่างเทศกาลดนตรี “Tomorrowland” ที่ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะมาจัดในไทย 5 ปี ตั้งแต่ปี 2569-2573 หรือแม้แต่ความเป็นไปได้ของแนวคิดสร้างโครงการสวนสนุกขนาดใหญ่ระดับโลก ดึง “ดิสนีย์แลนด์” เข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว

    “ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลดนตรี Tomorrowland หรือดิสนีย์แลนด์ รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ มองว่าเป็นผลบวกกับประเทศไทยทั้งหมด ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจต่อเนื่องแก่นักลงทุนให้ได้”

    ‘เลือกตั้ง 2569’ ท่องเที่ยวหวังรัฐบาลใหม่ ชูภาพลักษณ์ปลอดภัย ดึง FDI ลงทุนรถไฟทั่วไทย

    เนื่องจาก “เสถียรภาพ” ของรัฐบาลมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจลงทุน แม้การเมืองจะมีพลิกผัน แต่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดมาบริหารประเทศ นักลงทุนต่างชาติเขาอยากได้ “ความมั่นใจ” ว่ารัฐบาลใหม่จะสานต่อ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่ว่ารัฐบาลก่อนอนุมัติไปแล้ว แต่รัฐบาลใหม่มาเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขภายหลัง ทำให้ “BOI” (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน “เพราะเมืองไทยน่าสนใจ ใครๆ ก็อยากมาลงทุนอยู่แล้ว”

    นอกจากนี้ ต้องการให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าส่งเสริม “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เท่าทัน “ระเบียบการค้าโลก” เช่น การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รับมือกับมาตรการด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของสหภาพยุโรป (EU) ที่จะเข้มงวดขึ้น ให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เอสเอ็มอีเข้าถึงได้จริง เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงกิจการให้ได้มาตรฐานสากล

    ‘เลือกตั้ง 2569’ ท่องเที่ยวหวังรัฐบาลใหม่ ชูภาพลักษณ์ปลอดภัย ดึง FDI ลงทุนรถไฟทั่วไทย

    ธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า สมาคมฯ อยากให้รัฐบาลใหม่สนใจดึงผู้ประกอบการเอกชนท่องเที่ยวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันมากกว่านี้ รวมถึงการสนับสนุนเอกชนออกไปทำตลาดจัดโรดโชว์ในต่างประเทศ 

    สมาคมฯ คาดการณ์ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ”เดินทางเข้าไทยฟื้นแตะ “39 ล้านคน” ในปี 2569 สูงกว่าตัวเลขเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งตั้งไว้ที่ 36.7 ล้านคน โดยตลาดอันดับ 1 คาดเป็น “นักท่องเที่ยวจีน” ซึ่งน่าจะเดินทางเข้าไทยเกือบ 9 ล้านคน เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2568 ที่ปิดราว 4.5 ล้านคน หลังจากเมื่อเดือน พ.ย. 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดเสียงชื่นชมอย่างมากจากชาวจีนบนโลกโซเชียลมีเดีย ส่งผลบวกต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

    ส่วนข้อพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทำให้นักท่องเที่ยวจีนยกเลิกการเดินทางไปญี่ปุ่น แม้อานิสงส์ส่วนใหญ่จะไปตกอยู่ที่สิงคโปร์ เวียดนาม และเกาหลีใต้ในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ไม่ค่อยเดินทางมาไทยนัก แต่ในปี 2569 เราหวังว่าจะเจาะฐานตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ๆ ในเมืองรองของจีนได้ โดยหน่วยงานรัฐควรออกมาตรการสนับสนุนเพื่อกระตุ้นการเดินทางตั้งแต่ต้นปี ในช่วง“เทศกาลตรุษจีน” อัดโปรโมชันอยู่เที่ยวไทยนาน หากพำนักตั้งแต่ 5 คืนขึ้นไป รัฐบาลสามารถสนับสนุนค่าใช้จ่าย 1-2 คืน หรือจะสนับสนุนค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการจัดกิจกรรมสร้างสีสัน ดึงศิลปินจีนเข้ามาจัดคอนเสิร์ตในไทย ทั้งหมดก็เพื่อกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางช่วงตรุษจีนให้ได้มากกว่า 20,000 คนต่อวัน จากปัจจุบันเฉลี่ย 11,000-12,000 คนต่อวัน

    “คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ 39 ล้านคนในปี 2569 เป็นตัวเลขที่เป็นไปได้ หากรัฐบาลใหม่และหน่วยงานภาครัฐแอคทีฟมากขึ้น ร่วมมือกับภาคเอกชนเป็นเซลส์แมน (Salesman) ไปโรดโชว์ส่งเสริมการขายในต่างประเทศ”

    ‘เลือกตั้ง 2569’ ท่องเที่ยวหวังรัฐบาลใหม่ ชูภาพลักษณ์ปลอดภัย ดึง FDI ลงทุนรถไฟทั่วไทย ธนพล ชีวรัตนพร

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ความคาดหวังรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง 2569 คืออยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลเร็วที่สุดและมีเสถียรภาพ เพราะกลัวสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยเคยมีประสบการณ์ตรงนี้มาแล้ว 

    เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ต้องการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เร่งพิจารณางบกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ และที่สำคัญคือการชูนโยบาย “ความปลอดภัย” ซึ่งอยากให้รัฐบาลยกเป็น “วาระแห่งชาติ” ในเมื่อ ททท. บอกว่าอยากได้ดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาจับจ่าย หากมองในมุมซัพพลายก็ต้องมีความปลอดภัยและซัพพลายที่ได้มาตรฐานมอบให้นักท่องเที่ยวด้วย

    สมาคมฯ ประเมินว่าปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 36-37 ล้านคน หลังจากปัญหาต่างๆ เริ่มคลี่คลาย แต่ก็ยังมีปัจจัยท้าทาย และมองว่าตลาดจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากตัวเลข 4.5 ล้านคนในปี 2568 แต่การเพิ่มให้ได้ 9 ล้านคนนั้น นับเป็นเรื่องยากพอสมควร 

    “ตอนนี้ภาวนาว่าอย่าให้มีข่าวร้ายเข้ามาอีก เพราะปี 2568 โดนไปหลายรอบ และแต่ละเหตุการณ์ก็หนักหนามาก ทั้งปัญหาสแกมเมอร์ แผ่นดินไหวสะเทือนถึงกรุงเทพฯ น้ำท่วมภาคใต้ และกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา”

    ‘เลือกตั้ง 2569’ ท่องเที่ยวหวังรัฐบาลใหม่ ชูภาพลักษณ์ปลอดภัย ดึง FDI ลงทุนรถไฟทั่วไทย เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1214927&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KHBfguf4xgy5CAXC9lHdF

  • เที่ยวบินปฐมฤกษ์ บินตรงสิงคโปร์-เชียงราย

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/138865&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bnVTdPTOd4EulqHAoevxV

  • “ทรัมป์” ขู่แทรกแซงอิหร่านหากใช้กำลังกับผู้ประท้วง

    “ทรัมป์” ขู่แทรกแซงอิหร่านหากใช้กำลังกับผู้ประท้วง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259F%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25AE%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2/news/list/138882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JQPx_px0kNkef9-ZedOiZ

  • บาหลีเตรียมคุมเข้มคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ เน้นดึงกลุ่มคุณภาพ

    บาหลีเตรียมคุมเข้มคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ เน้นดึงกลุ่มคุณภาพ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ม.ค. 69)

    ทางการเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เตรียมยกระดับมาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้มงวดขึ้น โดยจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2569 ครอบคลุมทั้งการตรวจสอบฐานะทางการเงิน ระยะเวลาที่พำนัก และแผนการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

    วายัน คอสเตอร์ ผู้ว่าการเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า แนวทางการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของบาหลีจะเปลี่ยนจุดโฟกัสจากเดิมที่เน้นปริมาณมาเป็นคุณภาพ เพื่อให้สอดรับกับกฎระเบียบของจังหวัดในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเป็นระเบียบเรียบร้อย

    สำหรับการตรวจสอบกำลังซื้อของผู้มาเยือนนั้น เจ้าหน้าที่จะขอดูรายงานการเคลื่อนไหวทางบัญชีย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อตรวจสอบสถานะทางการเงินของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งผู้ว่าการเกาะบาหลีกล่าวว่า “ปัจจัยหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่จำเป็นต้องนำมาพิจารณา คือจำนวนเงินคงเหลือในบัญชีออมทรัพย์ของคุณในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา”

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นอกจากการเช็กฐานะทางการเงินแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าบาหลีจะต้องแจ้งข้อมูลระยะเวลาที่จะพำนัก รวมถึงรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ที่วางแผนจะทำในระหว่างการเดินทางด้วย

    ทั้งนี้ ในปี 2568 บาหลีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทางอากาศ 7.05 ล้านคน และทางเรืออีกกว่า 71,000 คน

    โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRC10IQ5M95J58JRDJ733QNOMBK3VNML&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20hqEP9r6smY2l4Cvhzot4