Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D570740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FWkS5OZZYM8-vcmx7UMKF

  • เช็กด่วน! ค่ารถ-ค่าไฟ-ค่าแรง จะเปลี่ยนไปแค่ไหน? เทียบโพย 4 พรรค ประชัน “วิธีล้างหนี้”

    เช็กด่วน! ค่ารถ-ค่าไฟ-ค่าแรง จะเปลี่ยนไปแค่ไหน? เทียบโพย 4 พรรค ประชัน “วิธีล้างหนี้”

    เทียบหมัดต่อหมัด! วัดพลังนโยบายเศรษฐกิจ 4 พรรคใหญ่ ใครจะพาประเทศไทยรอด?

    ปัญหาเศรษฐกิจไทย ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และโจทย์หินสุด ในการวัดฝีมือรัฐบาลชุดถัดไป ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูง ค่าครองชีพดีดตัว และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่กว้างขึ้นจนน่ากังวล

    นับถอยหลังสู่โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง เมื่ออนาคตและปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของคนไทย 66 ล้านคน กำลังจะอยู่ในกำมือของผู้นำรัฐบาลคนใหม่ “อินโฟเควสท์” พาไปส่องนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของ 4 พรรคใหญ่ ประกอบด้วย พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ใครกันที่จะล้างหนี้ให้เห็นผลได้จริง? ใครจะแก้ค่าไฟแพงให้อยู่หมัด? และ “สูตรเติมเงิน” ในกระเป๋าแบบไหน? ที่จะหล่อลื่นกำลังซื้อในประเทศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้

    กางนโยบายเศรษฐกิจ เทียบหมัดต่อหมัด 4 พรรคใหญ่

    1. มาตรการด้านพลังงาน

    พรรคเพื่อไทย: ตั้งเป้าค่าไฟ 3.70 บาท ผ่านการเปิดเสรีโซลาร์ และจัดหา LNG ราคาถูก

    พรรคภูมิใจไทย: ตั้งเป้าค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) ผ่านโซลาร์เซลล์ชุมชน

    พรรคประชาชน: เน้นการปฏิรูปตลาดไฟฟ้า ให้ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้เอง เพื่อทลายการผูกขาด

    พรรคประชาธิปัตย์: ตั้งเป้าค่าไฟ 3.50 บาท ใช้ระบบ Smart Grid และส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป 5 ล้านหลังคาเรือน

    2. มาตรการลดค่าครองชีพ-กระตุ้นบริโภค

    พรรคเพื่อไทย: นโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส 70 : 30” รัฐจ่ายให้ 70% ประชาชนจ่ายเอง 30% โดยเติมเงินผ่านแอป “เป๋าตัง” ให้กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้ยื่นภาษี กลุ่มผู้ไม่ยื่นแบบภาษี และผู้มีสัญชาติไทย และมีอายุ 16 ปีขึ้นไป รถถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (8 สายหลัก) และรถเมล์ติดแอร์ 10 บาท

    พรรคภูมิใจไทย: สานต่อ “คนละครึ่งพลัส”, ค่าเดินทางเหมาจ่ายจากการใช้บริการขนส่งสาธารณะ 40 บาทตลอดวัน

    พรรคประชาชน: ผลักดัน “ตั๋วร่วม” 8-45 บาท ตลอดการเดินทางเชื่อมต่อรถเมล์ เรือ และรถไฟฟ้า

    พรรคประชาธิปัตย์: รถไฟฟ้าและรถเมล์ ค่าโดยสารสูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว และตั๋วเดือนราคา 990 บาท

    3. การเพิ่มรายได้-สวัสดิการประชาชน

    พรรคเพื่อไทย: นโยบาย “คนไทยไร้จน” เติมรายได้ให้ถึงเส้นความยากจน 36,000 บาท/ปี และ “หวยเกษียณ” ใบละ 50 บาท เป็นเงินออมที่จะคืนให้ทั้งหมดเมื่ออายุครบ 60 ปี

    พรรคภูมิใจไทย: บัตรสวัสดิการพลัส (บัตรคนจน) สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่เข้าไม่ถึงสิทธิในก่อนหน้านี้

    พรรคประชาชน: กำหนดสูตรค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นทุกปี ตามค่าครองชีพ และลดชั่วโมงทำงานเหลือ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ และมีคูปองพัฒนาทักษะแรงงาน 5,000-20,000 บาท

    พรรคประชาธิปัตย์: “ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” สำหรับผู้มีเงินได้ต่ำกว่า 40,000 บาท/เดือน และ “ประกันรายได้แรงงาน” โดยรัฐจ่ายส่วนต่างค่าครองชีพตามพื้นที่จังหวัด โดยไม่เพิ่มภาระให้นายจ้าง

    4. นโยบายการแก้หนี้-ล้างหนี้

    พรรคเพื่อไทย: เสนอมาตรการ “ล้างหนี้เสียประชาชน” หนี้ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 200,000 บาทค้างชำระเกิน 1 ปี ให้จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดหนี้ นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย “ล้างหนี้วัยเกษียณ” ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท และโครงการ “ล้างหนี้นอกระบบ” ให้สถาบันการเงินรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละ 50,000 บาทปิดหนี้นอกระบบ รวมถึงการ “พักหนี้เกษตรกร” ทั้งต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท

    พรรคภูมิใจไทย: สานต่อนโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ตั้งกลไกบริหารหนี้เสียของรัฐ (AMC) ตั้งกองทุนจัดการหนี้เสีย (NPL) ที่เป็นปัญหาสะสม ให้ลูกหนี้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ พร้อม “พักหนี้ 3 ปี หยุดเงินต้น ปลอดดอกเบี้ย” พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับลูกหนี้รายย่อยในระบบ

    พรรคประชาชน: เสนอแก้หนี้เสียด้วย “คูปองแก้หนี้” เพื่อลดดอกเบี้ยและเงินต้น พร้อมค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ส่วนในภาคเกษตรกรรมมีนโยบาย “อายุ 70 ปลดหนี้ทันที” และลดหนี้ 20% เมื่อเกษตรกรลงทุนในระบบน้ำหรือปลูกป่า พร้อมคืนดอกเบี้ย 10% ให้แก่ผู้ที่มีประวัติการจ่ายดี

    พรรคประชาธิปัตย์: เน้นการ “หยุดดอกเบี้ย-พักหนี้กลุ่มเปราะบาง” นาน 3 ปี โดยเงินที่รัฐจ่ายแทนจะถูกนำไปหักเงินต้น และปฏิรูประบบสินเชื่อด้วย “Credit Scoring” ที่วิเคราะห์จากพฤติกรรมทางเศรษฐกิจและการจ่ายค่าน้ำไฟแทนประวัติหนี้เดิม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายขึ้น

    5. สนับสนุนภาคธุรกิจ-SMEs

    พรรคเพื่อไทย: ผลักดันมาตรการ “SME First KPI” กำหนดให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างจาก SME ไทยไม่น้อยกว่า 30% และให้แต้มต่อด้านราคาในการประมูล e-bidding

    พรรคภูมิใจไทย: ชูนโยบาย “เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส” สนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และสร้างความเป็นธรรมด้านค่า GP เสริม Business Matching

    พรรคประชาชน: ใช้ระบบ “หวยใบเสร็จ” กระตุ้นยอดขาย SMEs โดยผู้ซื้อสะสมครบ 500 บาทได้รับหวย 1 ใบ และร้านค้าได้รับหวย 1 ใบต่อยอดขาย 5,000 บาท พร้อมปฏิรูปภาษีขยายเพดาน VAT เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี และเพิ่มอัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาเป็นสูงสุด 90%

    พรรคประชาธิปัตย์: นำเสนอ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรุ่งเรือง” กำหนดสัดส่วนสินค้าไทยในงบรัฐไม่น้อยกว่า 60% และใช้ระบบ “Super Licensing” ใบอนุญาตเดียวจบเพื่อลดขั้นตอนธุรกิจ รวมถึงใช้ “RWA Tokenization” เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

    6. นโยบายภาคเกษตร

    พรรคเพื่อไทย: “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” (ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด) ขั้นต่ำ 30% ทันทีในปีแรก เพื่อให้เกษตรกรไม่ขาดทุน

    พรรคภูมิใจไทย: นำเสนอระบบ “บาร์เตอร์เทรด” (Barter Trading) โดยใช้สินค้าเกษตรแลกเปลี่ยนกับการจัดซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพื่อพยุงราคาพืชผล

    พรรคประชาธิปัตย์: นโยบาย “ประกันรายได้” พืช 5 ชนิด โดยโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีโดยตรงภายใน 7 วัน

    พรรคประชาชน: นโยบายบริหารจัดการ “กองทุนแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำตามช่วงฤดูกาล” เพิ่มงบกองทุนหมุนเวียน 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเข้าซื้อและดูดซับผลผลิตส่วนเกินก่อนราคาดิ่งลง ช่วยพยุงราคาพืชผลให้มีเสถียรภาพ

     

    ขอบคุณข้อมูล สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9870318/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BgXHM-jkYARc1MBvRh8W1

  • “ยศชนัน” หาเสียงลพบุรี เล็งผลักดันท่องเที่ยว ทำคน-ลิง อยู่ด้วยกันให้ได้

    “ยศชนัน” หาเสียงลพบุรี เล็งผลักดันท่องเที่ยว ทำคน-ลิง อยู่ด้วยกันให้ได้

    “ยศชนัน” หาเสียงลพบุรี เล็งผลักดันท่องเที่ยว ทำคน-ลิง อยู่ด้วยกันให้ได้ ปิดจบออนทัวร์อีสาน-กลาง เดินสายล่องใต้พรุ่งนี้

    วันนี้ (27 ม.ค.69) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และคณะ เดินทางพบปะประชาชน และขึ้นเวทีปราศรัยต่อเนื่องไปที่ สวนสุขภาพตำบลป่าตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี เพื่อช่วยนายสิทธิชัย หล่อประสงค์สุข ผู้สมัคร สส. ลพบุรี เขต 2 หาเสียง

    โดยประชาชนยังคงให้การต้อนรับ ขอถ่ายรูป ผูกผ้าขาวม้า มอบดอกไม้ พวงมาลัยดอกดาวเรือง พวงมาลัยขนม พวงมาลัยตุ๊กตาลิง ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณของจังหวัดลพบุรี

    นายยศชนัน กล่าวว่า ลพบุรีต้องแดงทั้งแผ่นดิน วันนี้มีความจำเป็นต้องสามัคคีกัน ขอพี่น้องสนับสนุนทั้ง 4 เขต ให้เข้าไปช่วย “ยศชนัน” ทำงาน วันนี้มาพร้อมความหวัง ความฝัน ของชาวลพบุรี ดังนั้น 8 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมจะเปลี่ยนความหวัง ความฝัน ให้เป็นความจริง

    ตนเองเคยมาทำงานวิจัยอยู่ลพบุรี มีโอกาสนอนที่นี่ ซึ่งที่นี่เป็นเมืองประวัตรศาสตร์ เมืองสวยงาม เมืองอู่ข้าวอู่น้ำทางการเกษตร ดังนั้น หากเราได้เข้าไปครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงลพบุรีได้แน่นอน ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิต ทุกคนต้องไม่มีหนี้ พร้อมแก้หนี้ทั้งระบบ หนี้นอกระบบ หนี้ผู้สูงอายุ พักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ดูแลน้ำทั้งระบบ ต้องไม่ท่วม ไม่แล้ง

    ขณะที่การท่องเที่ยวลพบุรีปัจจุบันซบเซา เพราะยังขาดเรื่องราว เรื่องเล่า ดังนั้นจะต้องทำให้คนและลิง อยู่ด้วยกันให้ได้ ยืนยันจะดูแลการท่องเที่ยวทั้งระบบให้ชาวลพบุรี ต้องเป็นเมืองสะอาด เมืองปลอดภัย โดยพรรคเพื่อไทยจะหาเงินเข้ามา และจะทำให้งบประมาณลงสู่ท้องถิ่น ลดอำนาจรัฐ พร้อมสานต่อกองทุน SML เพื่อให้พี่น้องได้พัฒนาชุมชนต่อไป

    นายยศชนัน ยืนยัน ลูกหลานชาวลพบุรี อยากเรียนต้องได้เรียน รวมถึงจะส่งเสริมการเข้าถึงสาธารณสุข สานต่อโครงการ 30 บาท รักษาทุกที่ เป็น 30 บาท AI พร้อมเติมเงิน 3,000 ให้คนที่ไม่มีรายได้ และจะทำให้ชาวลพบุรีทันที ดังนั้น จึงขอให้พี่น้องให้โอกาสผู้สมัคร สส. ลพบุรี ทั้ง 4 เขต และเลือกพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะได้ “ยศชนัน” เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าไปเปลี่ยนแปลงลพบุรี

    ทั้งนี้ หลังจบการออนทัวร์ภาคอีสานและภาคกลาง 2 จังหวัดคือสระบุรีและลพบุรี ในวันพรุ่งนี้ (28 ม.ค.)นายยศชนัน จะลงพื้นที่ภาคใต้ เปิดเวทีปราศรัยใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหสัดพัทลุง ก่อนเดินสายออนทัวร์ 7 จังหวัดภาคเหนือต่อในวันที่ 29-31 ม.ค.69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/456045&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16gQ47g56l16crjMi9hzQT

  • สทท. เผยดัชนีท่องเที่ยว Q4/68 กระเตื้อง คาด Q1/69 เพิ่มสูงรับไฮซีซั่น ปี 69 นทท.แตะ 34 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ไตรมาส 4/68 (ต.ค.-ธ.ค.) อยู่ที่ระดับ 72 ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 66 ในไตรมาส 3/68 แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังไม่เท่าระดับปกติก่อนช่วงโควิด

    โดยสถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ไตรมาส 4/68 ฟื้นตัว แต่ยังเปราะบาง ได้รับแรงหนุนหลักจากฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังเผชิญกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยทางภาคใต้ และการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ปัจจัยสนับสนุนไตรมาส 4/68 (แรงส่งหลัก) ได้แก่

    • มาตรการยาแรงจากภาครัฐ อาทิ “คนละครึ่ง พลัส” เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายรายวัน (Street Food/ ชุมชน) และส่งเสริมทริปใกล้กรุง
    • กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี กระตุ้นกลุ่มมีรายได้และเมืองรอง (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)
    • เราเที่ยวด้วยกัน (ขยายผล) ช่วยลดภาระค่าที่พักลง 40-50%

    นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลและอีเวนต์ระดับโลก อาทิ งาน Vijit Chao Phraya 2025 ช่วยหนุนธุรกิจเรือสำราญ งาน Countdown 2026 (ICONSIAM, CentralWorld, One Bangkok) และงานทั่วประเทศ ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในช่วงโค้งสุดท้าย

    ปัจจัยเสี่ยง-อุปสรรค ไตรมาส 4/68 (ตัวฉุดรั้ง) ได้แก่

    • การแข่งขันและเศรษฐกิจโลก Regional War เวียดนาม (ราคาถูก) และญี่ปุ่น (เงินเยนอ่อน) จีน (จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและโปรโมชันต่าง ๆ เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยว) แย่งชิงส่วนแบ่งตลาด, จีนซบเซา เนื่องจากเผชิญภาวะเงินฝืด และเน้นเที่ยวในประเทศ ทำให้ไทยต้องหันไปพึ่งพาตลาดมาเลเซีย อินเดีย และรัสเซียแทน
    • วิกฤตค่าเงินและต้นทุน เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 4.5 ปี (ประมาณ 31.20 บาท/ดอลลาร์) ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าไทย “แพง” และเงินเฟ้อ ค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมพุ่งสูงขึ้น
    • ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์ มหาอุทกภัยภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่เสียหายหนักกว่า 4 หมื่นล้านบาท กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างรุนแรง และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การปะทะทางทหารทำให้มีการยกเลิกที่พักในโซนตะวันออก (ตราด/เกาะช้าง) สูงถึง 42%
    • เศรษฐกิจในประเทศ GDP โตต่ำ และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้คนไทยเน้นเที่ยวระยะสั้น หรือไปเช้า-เย็นกลับ เพื่อประหยัดงบ
    • ภาพลักษณ์และความปลอดภัย ถือเป็นอุปสรรคใหญ่กับตลาดจีนที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวลบ ความกังวลเรื่องการลักพาตัว ยังคงฝังรากลึก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวยังลังเลที่จะกลับมา

    ทั้งนี้ ในรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 4/68 กลุ่มที่ฟื้นตัวดี คือ ร้านอาหาร, ที่พัก (ดัชนี 76-78) ส่วนบริษัทนำเที่ยวคาดการณ์โตแรงในไตรมาส 1/69 ส่วนกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า คือ สปา และสวนสนุก สำหรับการจ้างงาน ในภาพรวมชะลอตัวลง แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยันว่าไม่ปรับขึ้นราคา แม้จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ก็ตาม

    ในส่วนของข้อมูลเชิงลึกนักท่องเที่ยว (Persona) ได้แก่

    • สายเปย์ : ชาวออสเตรเลียใช้จ่ายต่อทริปสูงสุด
    • กลุ่ม Luxury : แม้มีเพียง 10% แต่จ่ายหนักถึงแสนกว่าบาทต่อทริป
    • สายอยู่นาน : กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พักเฉลี่ยถึง 18.4 คืน
    • ความกังวล : นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องการสื่อสาร และการถูกหลอกลวงมากที่สุด ส่วนเรื่องความปลอดภัยทางร่างกาย (ลักพาตัว) อยู่ในระดับปานกลาง

    ข้อเสนอแนะและโอกาส

    • คมนาคม: นักท่องเที่ยวบ่นค่ารถไฟฟ้าแพง/ซ้ำซ้อน และอยากได้ Tourist Pass
    • เมืองรอง: คนรู้จักเยอะ แต่ยังลังเลที่จะไป (51%) โดยเหตุผลหลักที่ไป คือ อยากเลี่ยงความแออัด และสัมผัสเอกลักษณ์ท้องถิ่น
    • ปัจจัยกระตุ้น: กิจกรรมพิเศษ (Events) ช่วงปลายปี มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางสูงถึง 78%

    ไฮซีซั่นหนุนท่องเที่ยว Q1/69

    สำหรับคาดการณ์ไตรมาส 1/69 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว เพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับ 80 เป็นการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวดีขึ้นปัจจัยเนื่องจากช่วงไฮซีซั่น และรัฐบาลจีน ห้ามชาวจีนเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการยกเลิกที่นั่งสายการบินกว่า 5 แสนที่นั่ง ส่งผลดีต่อไทย โดยคาดการณ์มีนักท่องเที่ยวไตรมาส 1/69 จะอยู่ที่ 9.3 ล้านคน

    ภาพรวมนักท่องเที่ยวปี 69 แตะ 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านลบ.

    คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 69 ที่ราว 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.1% จากในปี 68 ต่างชาติมาไทยประมาณ 33 ล้านคน (ลดลง 7.2% จากปี 67) รายได้ประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท ลดลง 4.5% สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในปี 68 พบว่า คนไทยจ่ายน้อยลง (3,906 บาท/ทริป) ส่วนต่างชาติจ่ายเพิ่มขึ้น (48,363 บาท/ทริป)

    สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยในปี 69 คาดการณ์ว่า ตลาดต่างชาติจะกลับมาขยายตัว ทั้งในด้านจำนวนคนและรายได้รวมที่เพิ่มสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลับส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศลดน้อยลง ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวสู่การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJgjyrgnliu5eBJwhLiX2

  • Google ประเทศไทยสนับสนุนการเลือกตั้งสส. 8 ก.พ.นี้

    Google ประเทศไทยสนับสนุนการเลือกตั้งสส. 8 ก.พ.นี้

    วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.13 น.

    Google ประเทศไทยสนับสนุนการเลือกตั้งสส. 8 ก.พ.นี้

    Google  ประเทศไทย  โดย  ราฟาเอล ซิสโลว์สกี Country Manager, Google ประเทศไทย ประกาศนโยบายสนับสนุนการเลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรละการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้   Google มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งในครั้งนี้โดยนำเสนอข้อมูลที่มีคุณภาพสูงแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมทั้งปกป้องแพลตฟอร์มจากการละเมิด และช่วยให้ผู้คนสามารถระบุเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นได้  

    การช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์

    สำหรับ Google Search ระบบการจัดอันดับของเราได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับข้อมูลที่น่าเชื่อถือและให้บริบทแก่ผู้ใช้เกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราจะแจ้งเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับวันเลือกตั้ง และแสดงลิงก์ต่างๆ ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการลงคะแนนเสียงและการออกเสียงประชามติจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

    ในส่วนของ YouTube  มีนโยบายที่เข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้แสดงเนื้อหาบางประเภทที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิดและเนื้อหาที่แสดงความรุนแรง ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง และให้ความสำคัญกับการนำเสนอข้อมูลคุณภาพสูงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ผ่านผลการค้นหา วิดีโอแนะนำ และแผงข้อมูล พร้อมทั้งนำเสนอชั้นวางข่าวเด่นและข่าวด่วนเพื่อช่วยให้ผู้คนค้นพบเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ได้ง่ายขึ้น

    และเพื่อช่วยให้สำนักข่าวเข้าใจนโยบายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของgoogle  ความซื่อสัตย์สุจริต และการเผยแพร่เนื้อหาอย่างมีความรับผิดชอบ  ได้จัดการอบรมการเตรียมเนื้อหาการเลือกตั้งบน YouTube ให้กับสำนักข่าว เพื่อสนับสนุนการรายงานข่าวการเลือกตั้งอย่างมีความรับผิดชอบ โดยเนื้อหาในการอบรมนี้ครอบคลุมหลักเกณฑ์ของชุมชน YouTube หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับลิขสิทธิ์  และการนำเครื่องมือ AI ของ Google เช่น แอป Gemini และ NotebookLM ไปปรับใช้ในการทำงานของห้องข่าวเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการรายงานข่าวในช่วงการเลือกตั้ง

    การปกป้องแพลตฟอร์มจากการละเมิด

    การปกป้องความสุจริตของการเลือกตั้งหมายถึงการรักษาความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการขจากการถูกละเมิด Google และ YouTube มีการบังคับใช้นโยบายกับผู้ใช้ทุกคนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่คำนึงถึงแนวคิดทางการเมือง หรือวิธีการสร้างเนื้อหา

    หลักเกณฑ์ของชุมชน YouTube ห้ามไม่ให้แสดงเนื้อหาที่เป็นการกล่าวอ้างที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียง เนื้อหาที่กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงกระบวนการทางประชาธิปไตย วาจาสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) การคุกคาม การหลอกลวง และการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง เนื้อหาที่ละเมิดหลักเกณฑ์เหล่านี้จะถูกนำออกจากแพลตฟอร์มอย่างรวดเร็ว

    ผู้ใช้สามารถรายงานเนื้อหาที่เชื่อว่าละเมิดนโยบายของเราได้ และสามารถยื่นการร้องเรียนทางกฎหมายได้ที่ g.co/legal 

    การช่วยให้ผู้คนสามารถระบุเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นได้ 

    เนื่องจากปัจจุบัน AI มีความสามารถมากขึ้น การแยกแยะระหว่างเนื้อหาจริงกับเนื้อหาสังเคราะห์จึงอาจเป็นเรื่องยาก สำหรับการจัดการในเรื่องนี้ เรามีมาตรการต่างๆ ดังนี้    

    • ป้ายกำกับเนื้อหาบน YouTube: เรากำหนดให้ครีเอเตอร์ต้องเปิดเผยว่าเนื้อหาของตนมีการดัดแปลงหรือสังเคราะห์หรือไม่ สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ป้ายกำกับจะปรากฏให้เห็นบนวิดีโอเพลเยอร์โดยตรง นอกจากนี้ ผู้ลงโฆษณาจะต้องเปิดเผยข้อมูลเมื่อโฆษณาการเลือกตั้งมีการสร้างหรือดัดแปลงเนื้อหาแบบดิจิทัล
    • เครื่องมือบริบท: ฟีเจอร์ ‘เกี่ยวกับรูปภาพนี้’ (About this image) ใน Google Search ช่วยให้ผู้คนประเมินความน่าเชื่อถือและบริบทของรูปภาพ ในขณะที่ฟีเจอร์ ‘ตรวจสอบคำตอบอีกครั้ง’ ใน Gemini จะช่วยประเมินคำตอบโดยเทียบกับเนื้อหาบนเว็บไซต์ต่างๆ 
    • การใส่ลายน้ำดิจิทัล: เราทำให้การตรวจสอบรูปภาพหรือวิดีโอว่าถูกสร้างหรือแก้ไขโดย AI ของ Google หรือไม่เป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ซึ่งสามารถทำได้ในแอป Gemini โดยใช้ SynthID ซึ่งเป็นเทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัลของเราที่จะฝังสัญญาณดิจิทัลที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าลงในเนื้อหาที่สร้างโดย AI หากคุณต้องการยืนยันว่ารูปภาพหรือวิดีโอที่คุณเห็นสร้างขึ้นโดย AI ของ Google หรือใหม่ ให้อัปโหลดรูปภาพนั้นไปยังแอป Gemini และถามคำถามเพื่อยืนยัน เช่น “Google AI สร้างรูปภาพ/วิดีโอนี้ใช่ไหม” หรือ “เนื้อหานี้ AI สร้างขึ้นใช่ไหม” 

    พันธกิจของ Google คือการจัดระเบียบข้อมูลโลก และทำให้ข้อมูลดังกล่าวสามารถเข้าถึงและเป็นประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง และเรายังคงเดินหน้าช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์บนโลกออนไลน์ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/463597&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZXC4QHzwHQc4bEBA5euHr

  • True เทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาส x Miss World  ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก”

    True เทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาส x Miss World  ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก”

    วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.30 น.

    True เทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาส x Miss World 
    ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก”

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ องค์กรมิสเวิลด์ เวทีระดับโลกที่สร้างคุณค่าให้กับมนุษยชาติมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ เพื่อบรรจบ “World Class Quality Person” กับ “World Class Leading Brand” ผ่าน “โอปอล สุชาตา ช่วงศรี” Miss World 2025 คนแรกของประเทศไทยในรอบ 72 ปี และทรู เทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาสของไทย สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก” เพื่อจุดพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้ตามแนวคิด ‘Beauty with a Purpose’ หรือ ‘งามอย่างมีคุณค่า’ ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพที่อยู่ในตัวตนของคนแต่ละคน “เพราะทุกคนมีมงได้” ร่วมเส้นทางไปกับ “โอปอล สุชาตา ช่วงศรี” ในฐานะ First World Ambassador ของทรู คอร์ปอเรชั่น ที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ดึงพลังของเทคโนโลยี เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้น

    ความร่วมมือนี้ สะท้อนความตั้งใจของทรูที่เชื่อในพลังของ Technology for Good ว่าเทคโนโลยีที่ดี สามารถส่งต่อคุณค่าได้อย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตและพร้อม empower นำพาทุกคนไปให้ไกลกว่าเดิม True to the World ทั้ง Power Up ปกป้องลูกค้า กับ True5G เครือข่ายระดับเวิลด์คลาสรายแรกของไทยที่ปกป้องลูกค้าจากภัยไซเบอร์ด้วย TrueCybersafe Power Up ให้ชีวิตในบ้านสมาร์ทยิ่งกว่า เชื่อมต่อโลกได้ด้วย Passion เร็ว แรง เต็มสปีด ด้วย TrueOnline พร้อม Power Up การเดินทางกับ GO Travel ซิมท่องเที่ยวต่างประเทศที่ดีที่สุดจากเครือข่ายพันธมิตรอันดับหนึ่งทั่วโลก ควบคู่กับการลงมือทำจริงในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งสู่ความยั่งยืน จนได้การยอมรับจากดัชนีความยั่งยืนระดับโลก DJSI 7 ปีซ้อนจาก S&P Global ตอกย้ำความมุ่งมั่นทรูในการเชื่อมต่อทุกโอกาส และพร้อมอยู่เคียงข้างคนในสังคมเพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงไปด้วยกัน เพราะ “ทุกสิ่งเป็นจริงได้ เมื่อมีกันและกัน”

    คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การผนึกกำลังระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น และ องค์กรมิสเวิลด์ ซึ่งเป็นสององค์กรระดับโลกที่มีเป้าหมายและวัฒนธรรมร่วมกัน นับเป็นการบรรจบกันของ World Class Quality Person และ World Class Leading Brand ที่จะร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับสังคมและเวทีโลก โดยองค์กรมิสเวิลด์ มีจุดยืนด้านมนุษยธรรมที่เข้มแข็ง เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่สร้างคุณค่าให้มนุษยชาติมาอย่างยาวนาน ขณะที่ทรูในฐานะเทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาสของไทย เชื่อในแนวคิด Technology for Good ว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่ใช่เพียงความล้ำหน้า แต่ต้องสร้างคุณค่าให้ชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง ภารกิจ ‘มงเปลี่ยนโลก” จึงเป็นการจุดประกายความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเกิดขึ้นได้จริง เริ่มจากตัวเรา และส่งต่อไปสู่สังคมในภาพใหญ่ พร้อมสร้าง ‘True to the World’

    ภารกิจนี้ยิ่งมีความหมาย เมื่อประเทศไทยมี ‘โอปอล สุชาตา ช่วงศรี’ Miss World 2025 คนแรกของประเทศ ในฐานะ True’s First World Ambassador เธอไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จบนเวทีโลก แต่ยังสะท้อน “ความเป็นไปได้ใหม่” ของคนไทย ด้วยคุณลักษณะที่ครบทั้งความงาม ความดี ความสามารถ และความมุ่งมั่น พร้อมส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงบันดาลใจในระดับนานาชาติ ตามแนวคิด ‘Beauty with a Purpose’ ความสำเร็จของโอปอล จึงร่วมตอกย้ำความเชื่อว่า “ทุกสิ่งเป็นจริงได้ เมื่อมีกันและกัน” พร้อมเชื่อมต่อแรงบันดาลใจให้ ‘ทุกคนมีมงได้’ ในรูปแบบของตัวเอง เพื่อสะท้อนว่าความสำเร็จไม่จำกัดอยู่บนเวทีใดเวทีหนึ่ง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงของทุกคน”

    ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิทัลและระบบนิเวศครบวงจร มาร่วมขับเคลื่อนภารกิจ “มงเปลี่ยนโลก” World Premier ด้วยความตั้งใจที่จะยืนเคียงข้าง และพร้อมดูแลคนไทยในทุกช่วงของชีวิต สะท้อนผ่านบทบาทของ “โอปอล สุชาตา” ผู้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจและแสดงให้เห็นว่า เมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ย่อมสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย และทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคน ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิตในหลากหลายมิติ ได้แก่

    • Power Up การใช้ชีวิตในทุกวัน ด้วยการปกป้องลูกค้าระดับเวิลด์คลาสผ่าน True5G เครือข่ายแรกของไทยที่มาพร้อม True CyberSafe มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ เชื่อมต่อโลกได้อย่างรวดเร็ว แรง และเต็มประสิทธิภาพ

    • Power Up ชีวิตสมาร์ท ยกระดับชีวิตในบ้านให้ฉลาดล้ำยิ่งขึ้นกับ TrueOnline ด้วยความเร็ว แรง เต็มสปีดู

    • Power Up การเดินทาง เชื่อมต่อทั่วโลกไร้รอยต่อด้วย GO Travel ซิมเน็ตต่างประเทศ ที่จับมือกับพันธมิตรเครือข่ายอันดับหนึ่งทั่วโลก

    • องค์กรที่ได้การยอมรับในเวทีสากล บทพิสูจน์ผู้นำด้านความยั่งยืนอันดับหนึ่งจากดัชนีความยั่งยืนระดับโลก DJSI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ปี จาก S&P Global สะท้อนผ่านโครงการเพื่อสังคมที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ทรูปลูกปัญญา สร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษาเยาวชนไทย การขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ลดช่องว่างการเข้าถึงการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล เช่นล่าสุด ที่บ้านเลาสูนอก หมู่บ้านเล็กๆ ในอ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เพื่อเชื่อมชีวิตผู้คนในทุกพื้นที่ของประเทศ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มคนออทิสติก และมูลนิธิถันยรักษ์ ที่รณรงค์ให้ผู้หญิงไทยหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองและป้องกันภัยเงียบจากมะเร็งเต้านม

    ปูพรม Media Ecosystem 360 องศา ดัน “โอปอล สุชาตา” สร้าง Impact จุดพลัง “มงเปลี่ยนโลก”
    ทรู ได้ออกแบบกลยุทธ์การสื่อสารและระบบนิเวศสื่อแบบครบวงจร ทั้ง On-ground, Online และ Offline เสริมแกร่ง “โอปอล สุชาตา” True’s First World Ambassador ส่งต่อพลังบวก ความตั้งใจทำความดีสู่ทุกคนในสังคม

    • On-ground เปลี่ยนพนักงานเป็นพลังเล่าเรื่องแบรนด์ คิกออฟจากภายในองค์กรด้วยพลังพนักงานกว่า 5,000 คน ร่วมส่งต่อ “มงเปลี่ยนโลก” ให้คนทรู เป็นเสียงแรกในการเล่าเรื่องราวของ World Ambassador คนแรกของทรู ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “มงเปลี่ยนโลก” โอกาสกระทบไหล่กับโอปอล สุชาตา สร้าง Engagement ให้เกิดขึ้นจริงกับสื่อ แฟนคลับ และคอมมูนิตี้ กลุ่ม Beauty Pageant และเหล่า Influencers ด้วยโมเม้นต์อันน่าจดจำ

    • Online จุดประกายแรงบันดาลใจให้กลายเป็นกระแสระดับ Mass ด้วย Teaser Campaign ปลุกพลังทุกช่องทางของโซเชียลมีเดีย True5G ที่มีผู้ติดตามรวมกว่า 10 ล้านคน ภายใต้แนวคิด “สัญญาณที่เชื่อมต่อทุกความสำเร็จ” ก่อนอัปเวลสู่ Mass Audience ด้วยภาพยนตร์โฆษณา และ Video Series ต่อเนื่องบนทุกแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อในเครือทรู พร้อมแจ้งเกิด “Crowning Pose” สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จผ่าน KOL และครีเอเตอร์ และอีกหนึ่งไฮไลท์ เปิด Microsite “ทุกคนมีมงได้” เลือกมงกุฎที่สะท้อนตัวตนและส่งต่อแรงบันดาลใจในแบบของตัวเองให้โลกรู้

    • Offline ทำให้แรงบันดาลใจปรากฏในชีวิตประจำวัน ใช้สื่อ Offline ระดับพรีเมียมในทำเลศักยภาพสูง เช่น จอขนาดใหญ่บริเวณ True Shop Siam ซอย 2 จุดแลนด์มาร์คใจกลางเมือง ครอบคลุมทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมขยายการรับรู้ทั่วประเทศผ่าน True Shop หลายสาขา ส่งโอปอล สุชาตา ขึ้นแท่น True’s First World’s Ambassador ภาพจำในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ “True to the World” สะท้อนความเชื่อร่วมกันของ ทรู คอร์ปอเรชั่น และ Miss World ว่า “ความสำเร็จ อยู่ที่ใจของคนที่มุ่งมั่น” ซึ่งพลังนี้ มีอยู่ในตัวตนของทุกคน และสามารถนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงและคุณค่าให้เกิดขึ้นจริงแก่ประเทศไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/463679&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gmab0lRuXJHgp8K6XUIJB

  • ทีมไทยแลนด์แถลงผลการเข้าร่วมประชุม WEF 2026 ชูบทบาทไทยในฐานะพันธมิตรที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ ดึงเงินลงทุนโลกกว่า 5 แสนล้านบาท ผ่านการลงทุนทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ทีมไทยแลนด์แถลงผลการเข้าร่วมประชุม WEF 2026 ชูบทบาทไทยในฐานะพันธมิตรที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ ดึงเงินลงทุนโลกกว่า 5 แสนล้านบาท ผ่านการลงทุนทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ทีมไทยแลนด์แถลงผลการเข้าร่วมประชุม WEF 2026 ชูบทบาทไทยในฐานะพันธมิตรที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ ดึงเงินลงทุนโลกกว่า 5 แสนล้านบาท ผ่านการลงทุนทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน


    27/01/2569 | 133 |

    วันนี้ (วันอังคารที่ 27 มกราคม 2569) เวลา 12.50 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวสรุปผลการเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19–23 มกราคม 2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงข่าว

    ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุม WEF ว่า ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำคณะทีมไทยแลนด์ (Team Thailand) เข้าร่วมการประชุม ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเข้าร่วมเวทีหารือระดับโลก ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยการประชุม WEF เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาในระดับนานาชาติ โดยการประชุมปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Spirit of Dialogue” หรือ “จิตวิญญาณแห่งการเจรจา” ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความตึงเครียดและความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดระหว่างประเทศในโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ไทยมีความจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาท พบปะ และติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมพร้อมปรับตัวให้มีความยืดหยุ่น รับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลตระหนักถึงความกังวลของภาคเอกชนและผู้ประกอบการ ทั้งด้านค่าเงิน การลงทุน การส่งออก และการขยายตัวของตลาด อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยสามารถแสวงหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตได้ตลอดมา เนื่องจากประเทศไทยไม่เป็นคู่ขัดแย้งในความขัดแย้งระหว่างประเทศ จึงสามารถใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลาง เพื่อสร้างโอกาสใหม่และเสริมบทบาทของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจากการไปร่วมประชุมฯ คณะผู้แทนไทยได้มีโอกาสพบหารือกับผู้นำของทุกภาคส่วน ได้รับทราบ มีแนวทางรองรับ และเตรียมการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้เชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รายงานผลสรุปการเดินทางเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้

    ด้านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการประชุม WEF คือเป็นเวทีหารือระหว่างผู้นำ เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนของโลก โดยสามารถสรุปผลการเข้าร่วมประชุมได้ 3 ประเด็นหลัก

    ประเด็นแรก ประเทศไทยและทีมไทยแลนด์ได้แสดงบทบาทในการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศให้เข้าไปอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกอย่างชัดเจน โดยเป็นครั้งแรกที่มีการเตรียมจุดยืน (Position) ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการเข้าร่วมเวทีต่าง ๆ หลายเวที ซึ่งจุดยืนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือบทบาทของประเทศไทยและอาเซียนในฐานะประเทศที่มีความเป็นกลาง ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยไทยได้แสดงบทบาทความเป็นกลาง เป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาลงทุนและค้าขายมากขึ้น ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตกว่าร้อยละ 60

    ทั้งนี้ นักลงทุนให้ความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยรายงานของสหประชาชาติที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลก ในการดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ รองจากฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ บราซิล และสเปน สะท้อนบทบาทและศักยภาพของเศรษฐกิจไทย รวมถึงความโดดเด่นของอุตสาหกรรม Wellness ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ

    ประเด็นที่สอง คือการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก และการสร้างเครือข่ายกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ โดยได้พบหารือกับประธานธนาคารโลก  กรรมการผู้จัดการใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงผู้นำรัฐบาลและหน่วยงานจากหลายประเทศ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีผู้นำด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมเป็นจำนวนมาก โดยเวที WEF พร้อมให้ความร่วมมือ และภาคเอกชนพร้อมเข้ามาแสดงศักยภาพ

    ในส่วนของการผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบกับเลขาธิการ OECD ซึ่งแสดงความตั้งใจสนับสนุนประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายให้ไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้ภายในระยะเวลา 5 ปี

    ประเด็นที่สาม การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยผู้เข้าร่วมเวทีส่วนใหญ่เป็นผู้นำภาคธุรกิจ ซึ่งคณะผู้แทนไทยได้พบหารือกับบริษัทต่างชาติประมาณ 30 บริษัท ที่สนใจลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) นักลงทุนยืนยันความพร้อมในการลงทุนและขยายการลงทุนในไทย รวมมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ ทั้งนี้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้นักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อให้คนไทยมีงานทำและมีรายได้สูงขึ้นในเศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านโครงการพัฒนาทักษะแรงงาน หรือโครงการ Skill Bridge ซึ่งทุกฝ่ายพร้อมให้ความร่วมมือ

    รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า บทเรียนสำคัญจากการประชุมครั้งนี้ คือประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดให้เพียงพอ เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้นำไปหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศอย่างยั่งยืน

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงในด้านการค้าขายในบริบทโลก ซึ่งโลกในปัจจุบันไม่ได้แบ่งเป็นสองขั้ว แต่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระเบียบโลกแบบ Multipolar World ไปสู่ภาวะที่รุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น สู่ Extreme Polarization หรือการแบ่งขั้วอย่างสุดขั้ว ประเทศต่าง ๆ ถูกบีบให้เลือกข้างโดยมีหลายมิติ ทั้งในด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน การค้าถูกผนวกรวมกับความมั่นคง ประเทศต่าง ๆ จึงต้องเร่งหาทางรอด โดยอาศัยแต้มต่อที่แตกต่างกัน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง ได้เลือกแนวทางการปรับบทบาทเชิงรุก โดยมุ่งแสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ เพื่อลดความเปราะบางจากความไม่แน่นอนของระเบียบโลก พร้อมเน้นย้ำการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย โดยไม่ยึดติดกับการเลือกข้าง ทั้งนี้ การค้าในยุคใหม่จำเป็นต้องมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และสร้างความไว้วางใจ ซึ่งถือเป็น “สกุลเงิน” ที่มีมูลค่าสูงสุดในบริบทปัจจุบัน โดยประเทศไทยต้องยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงคู่ค้า ไปสู่การเป็นพันธมิตรทางการค้าอย่างยั่งยืน รวมถึงเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานของประเทศคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรม

    ในเวทีการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านการปรับโฉมการค้าโลก และบทบาทของประเทศไทยในฐานะประธานการเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน โดยตั้งเป้าหมายให้กรอบข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) สามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกันได้

    นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับแคนาดา เพื่อเร่งผลักดันให้บรรลุข้อตกลงภายในปีนี้ พร้อมยืนยันความต่อเนื่องของข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้แล้ว และเร่งกระบวนการให้สัตยาบันเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 รวมถึงการหารือกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องค้นหาอัตลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจน วางตำแหน่งประเทศให้อยู่ในจุดที่สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับทุกฝ่ายได้ พร้อมใช้ความไว้วางใจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161118


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/470035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XvkzqTyKuvEXWe8D5zTC1

  • “โกศล” จี้รัฐทบทวนแผนปิดถนนพระราม 2 หวั่นกระทบเศรษฐกิจสมุทรสาคร 4 แสนล้าน ชง “ปิดเฉพาะกลางคืน-ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูง”

    “โกศล” จี้รัฐทบทวนแผนปิดถนนพระราม 2 หวั่นกระทบเศรษฐกิจสมุทรสาคร 4 แสนล้าน ชง “ปิดเฉพาะกลางคืน-ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูง”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/125546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dlAgX2BzpQeoRpg6lsQj4

  • คลังเปิดตัวเลข จีดีพีไทยปี 68 โตร้อยละ 2.2 ขยายต่อเนื่องร้อยละ 2 ในปี 69 กังวลงบ 70 ล่าช้า

    คลังเปิดตัวเลข จีดีพีไทยปี 68 โตร้อยละ 2.2 ขยายต่อเนื่องร้อยละ 2 ในปี 69 กังวลงบ 70 ล่าช้า

    วันนี้, 17:39น.

              นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า เศรษฐกิจไทย ปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0-2.5) จากเดิมคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.4 เนื่องจากจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 มีปัญหาน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน ทำให้จีดีพีค่าเฉลี่ยทั้งปีต่ำกว่าคาด แต่ยังมีเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 68 ฟื้นตัวเร่งขึ้น มีแรงหนุนจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” การเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ ช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียนในระบบเกือบแสนล้านบาท ทำให้เกิดการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 การส่งออกขยายตัวสูงที่ร้อยละ 12.7 การบริโภคภาครัฐ ขยายตัวที่ร้อยละ 0.5 การลงทุนภาครัฐ ขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวที่ร้อยละ 2.9 สำหรับปัจจัยด้านเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ -0.1 เนื่องจากราคาพลังงานลดลงจากทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 68 มีแนวโน้มเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของ GDP

              สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 คลังคาดจีดีพีขยายตัวร้อยละ 2 ต่อปี การส่งออกชะลอลง ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าขยายตัวร้อยละ 1 ตามการค้าโลกชะลอตัว คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35.5 ล้านคน การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว ร้อยละ 2.5 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.2

              ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัวที่ร้อยละ -1.7 เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง อาจทำให้การจัดทำงบปี 70 ล่าช้าออกไปอีก 3 เดือน รัฐบาลจึงควรเร่งออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวเพิ่มเติม

              ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 0.3 ต่อปี ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.0 ของ GDP โดยกระทรวงการคลัง มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบเพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด การเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก

              นอกจากนี้ คลังยังติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ  ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน  เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    #งบประมาณปี70

    #วิกฤตเศรษฐกิจโลก

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lQh8X7x9v7EfYWZyIHcNw

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_