Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิริยะประกันภัย ร่วม 4 ภาคี ลงนาม MOU ยกระดับผู้ประกอบกิจการอุมเราะห์ไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    วิริยะประกันภัย ร่วม 4 ภาคี ลงนาม MOU ยกระดับผู้ประกอบกิจการอุมเราะห์ไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การยกระดับการประกอบกิจการอุมเราะห์ของประเทศไทย” ซึ่ง บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย นางสาวกาญจนา เอี่ยมโสภา ผู้จัดการโครงการประกันภัยตามหลักศาสนาอิสลาม (ตะกาฟุล) เป็นผู้แทนบริษัทฯ พร้อมด้วย นางนุจรี ภักดีเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ศ. ดร. จรัญ มะลูลีม รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศและคณบดีวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก และนายจำนงค์ สุขถาวร นายกสมาคมผู้ประกอบการกิจการฮัจย์ ร่วมลงนามเพื่อเป็นภาคีเครือข่ายในการพัฒนามาตรฐานกิจการอุมเราะห์ไทยสู่ระดับสากล ณ หอประชุมวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนกิจกรรมการเสวนาและออกบูธประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ “แผนประกันการเดินทางที่สอดคล้องกับกิจการอุมเราะห์” ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกว่า 40 บริษัทฯ ได้นำไปปรับใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานการประกอบกิจการให้มีความโปร่งใส ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม อันจะช่วยสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยแก่ผู้เดินทางแสวงบุญ และนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจอุมเราะห์ของไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/29/613155/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lUqm36Yy9H0r8_kDHOM0l

  • NT เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่รองรับภาครัฐเปลี่ยนผ่านดิจิทัล

    NT เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่รองรับภาครัฐเปลี่ยนผ่านดิจิทัล

    วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.22 น.

    NT เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่รองรับภาครัฐเปลี่ยนผ่านดิจิทัล

    NT เผยทิศทางปี 2569 มุ่งสร้างผลงานนำภาครัฐเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัล เร่งขยายธุรกิจใหม่เน้นคลาวด์และโซลูชันด้าน Government Transformation ย้ำเปิดรับความร่วมมือกับพันธมิตรทุกเซ็กเตอร์ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส พร้อมเดินหน้าดัน Infrastructure Sharing ลดต้นทุนภาพรวมประเทศ

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NTเปิดเผยทิศทางการดำเนินงานปี 2569 ของ NT ในฐานะองค์กรภาครัฐที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมในทุกมิติ เน้นการผลักดันกลุ่มธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมขยายบริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศสอดคล้องนโยบายยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลของรัฐบาล ทิศทางธุรกิจปี 2569 ผลักดันกลุ่มธุรกิจดิจิทัล กลุ่มธุรกิจใหม่ และโครงสร้างพื้นฐานกลุ่มธุรกิจดิจิทัลตั้งเป้าโตรับดีมานด์ภาครัฐ

    NT คาดหวังกลุ่มธุรกิจดิจิทัลขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2568 ที่มีสัดส่วนการเติบโตหลักจากบริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และดิจิทัลโซลูชัน โดยเฉพาะภายใต้โครงการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC ซึ่งผลงานต่อเนื่องตลอดปี ได้แก่

    คลาวด์กลางภาครัฐ GDCC (Government Data Center and Cloud) รวมศูนย์ข้อมูลหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยเข้ามาใช้งานร่วมกันบนคลาวด์กลาง โดยพัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565-2568 ปัจจุบันให้บริการจำนวน 62,748 VM รองรับการใช้งาน 1,202 หน่วยงาน 3,896 ระบบงาน ประหยัดงบประมาณรัฐแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท


     

    การพัฒนาคลาวด์กลาง GDCC Open Data จากนโยบาย Cloud First ซึ่งเปิดให้บริการในปีที่ผ่านมาได้ให้บริการภาครัฐแล้วจำนวน 23,155 VM รองรับการพัฒนาระบบและโครงการสำคัญของภาครัฐ อาทิ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉิน การจัดทำเว็บไซต์โรงพยาบาลต่าง ๆ ระบบแพลตฟอร์มการชำระเงิน (Payment Platform) ระบบการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ฯลฯ

    การขยายบริการโซลูชัน e-Office ภายใต้คลาวด์กลาง GDCC โดยเป็นระบบบริหารจัดการสำนักงานรูปแบบ e-Document / Paperless ที่พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการเป็นระบบดิจิทัลครอบคลุมหน่วยงานรัฐในทุกระดับทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นการสร้างรากฐานสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล ปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้บริการแล้ว 53.33% หรือจำนวน 4,152 หน่วยงาน จาก 7,842 หน่วยงาน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 115,569 ยูสเซอร์ และลูกค้าองค์กรภาครัฐ จำนวน 110 หน่วยงาน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 129,000 ยูสเซอร์
    มุ่งสู่โอกาสธุรกิจใหม่ เปิดรับความร่วมมือพันธมิตรทุกเซ็กเตอร์
       

    นอกจากการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของรัฐบาลและประเทศไทยหรือ Digital Transformation ยังคงเป็นวาระสำคัญของ NT ที่จะดำเนินการในปีนี้ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอีโคซิสเต็มคลาวด์ที่ครบวงจรเพื่อรองรับนโยบาย Cloud First และการให้บริการภายใต้โครงการ GDCC อย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบซอฟต์แวร์ (SaaS) แพลตฟอร์ม (PaaS) และโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) โดยเพิ่มบริการด้านบิ๊กดาต้าและเอไอมากขึ้น


     

    ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสผลักดัน NT สู่ธุรกิจใหม่ซึ่ง NT ได้กำหนดแนวทางพัฒนาบริการที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีด้าน AI เข้ามามีบทบาทในการเสริมศักยภาพในการให้บริการมากขึ้น โดยพร้อมที่จะพิจารณาสรรหาพันธมิตรในธุรกิจด้านคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ไมโครเซอร์วิส ซิสเต็มอินทิเกรชัน และโซลูชันด้านการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลดิจิทัล เพื่อร่วมกันพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการใช้บริการของทุกภาคส่วนได้อย่างยั่งยืน โดยใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความเป็นหน่วยงานรัฐที่เชี่ยวชาญในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไทยอย่างยาวนาน มีลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก และการส่งเสริมจากนโยบายรัฐที่สามารถเพิ่มโอกาสการแข่งขัน
     

    “NT เปิดกว้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมและพัฒนาธุรกิจใหม่ เพิ่มขีดความสามารถและความคล่องตัวในการดำเนินงานให้มีความหลากหลาย ลดความซ้ำซ้อน ลดต้นทุน ทั้งนี้ ให้ความสำคัญในการคัดเลือกพันธมิตรที่มีความโปร่งใส ดำเนินธุรกิจโดยปฏิบัติตามกฎหมาย มีจรรยาบรรณและมีมาตรฐาน เพื่อสนับสนุนศักยภาพให้ NT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสร้างประโยชน์ให้เกิดกับประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนร่วมกัน”

    ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไทยรองรับอาเซียน
     

    NT มุ่งเน้นการดำรงเสถียรภาพและความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมและดิจิทัล ให้สามารถสนับสนุนศักยภาพการพัฒนาประเทศและส่งเสริมให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางสำคัญที่ NT เร่งขับเคลื่อนในปีนี้ ได้แก่

    ปรับจุดยืนเน้นบทบาท Neutral Infrastructure Provider ขับเคลื่อนการควบรวมโครงสร้างพื้นฐานกลาง (Infrastructure Sharing) รองรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ผ่านบริการ Single Last Mile ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการนำร่อง อาทิ โครงการเดินสายไฟเบอร์ทั่วประเทศ โครงการท่อร้อยสายใต้ดิน ฯลฯ การควบรวมโครงสร้างพื้นฐานกลางจะตอบโจทย์การใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยลดความซ้ำซ้อน ช่วยให้ประหยัดงบลงทุนในภาพรวมของประเทศ และส่งเสริมด้านภูมิทัศน์ของเมือง

    พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัลที่แข็งแกร่งมั่นคง สนับสนุนไทยเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลของภูมิภาคอาเซียนตอนบน โดยปีที่ผ่านมาการเปิดระบบเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ ADC ทำให้ NT มีระบบเคเบิลใต้น้ำรวมทั้งหมด 8 ระบบ ได้แก่ FLAG, SMW4, TIS, AAG, SJC, APG, AAE- 1 และ ADC ทั้งนี้ ภาพรวมโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำที่มีเส้นทางสำรองหลากหลาย (Diversity) เชื่อมโยงกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่และบริการระหว่างประเทศ นับเป็นศักยภาพของ NT ในการเชื่อมต่อครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยรองรับความต้องการของผู้ให้บริการ OTT ระดับโลกที่จะมาลงทุนในประเทศไทย
     

    นอกจากนี้ การร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจด้านบริการดาวเทียมวงโคจรต่ำกับ Eutelsat OneWeb ยังเป็นอีกหนึ่งโครงข่ายสื่อสารที่ขยายการเข้าถึงบริการดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดยเสริมการเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ซึ่งเพิ่มศักยภาพประเทศไทยรองรับการเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ NT ยังได้มุ่งผลักดันการบริหารความสมดุลของโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีเส้นทางเชื่อมข้อมูลออกสู่ต่างประเทศที่หลากหลาย (Balanced traffic) ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพรวมเสถียรภาพและความมั่นคงด้านโทรคมนาคมของประเทศไทย
     

    สำหรับผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา NT มีตัวเลขผลประกอบการที่ดีกว่าแผนธุรกิจโดยทำรายได้รวม 55,000 กว่าล้านบาท กำไรสุทธิ 1,900 ล้านบาท ซึ่งรายได้หลักมาจากกลุ่มธุรกิจสื่อสารไร้สาย กลุ่มโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มธุรกิจดิจิทัล ทั้งนี้ NT ตั้งเป้ารักษาลูกค้าและรายได้เดิมตามแผนธุรกิจโดยเน้นการปรับโครงสร้างงานที่เพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานภายใน การใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่า และการจัดการต้นทุนที่เน้นลดรายจ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/464176&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h5gp4fSvBuHAbfprQbsf_

  • Google Trends เผยเทรนด์คำค้นหาก่อนการเลือกตั้ง 2569

    Google Trends เผยเทรนด์คำค้นหาก่อนการเลือกตั้ง 2569

    ไอที

    Google Trends เผยเทรนด์คำค้นหาก่อนการเลือกตั้ง 2569

    วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.13 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    Google Trends เผยพฤติกรรมการค้นหาของคนไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจทางการเมืองของคนไทย โดยเฉพาะคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งในหลากหลายมิติ หนึ่งในคำค้นหาที่โดดเด่น คือ “เลือกตั้งนอกเขต” ซึ่งมีการค้นหาเพิ่มขึ้นสูงถึง 870% และ “วิธีการเลือกตั้ง / ขั้นตอนการเลือกตั้ง” ที่มีการค้นหาเพิ่มขึ้น 60% ในช่วงสองเดือนก่อนการเลือกตั้ง เมื่อเทียบกับสองเดือนก่อนหน้า

    ขณะที่คำว่า “ประชามติ” เป็นคำค้นหาใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างก้าวกระโดด (Breakout search) ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา*

    นอกจากนี้ ยังพบคำค้นหาอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ นโยบาย บัตรเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้ง และการเลือกตั้งล่วงหน้า สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนในการทำความเข้าใจรายละเอียดเชิงปฏิบัติเพื่อช่วยในการตัดสินใจ รวมทั้งเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนในวันเลือกตั้งจริงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยคำค้นหายอดนิยมที่เกิดขึ้นในช่วงสองเดือนก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ของประเทศไทย มีรายละเอียดดังนี้

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “เลือกตั้ง” ได้แก่:

    1. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

    2. ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขต

    3. เลือกตั้งวันไหน 2569

    4. เลือกตั้งวันไหน

    5. ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง

    6. เช็คสิทธิเลือกตั้ง 2569

    7. เลือกตั้ง อบต 2569

    8. เลือกตั้งล่วงหน้าวัน ไหน

    9. ลงทะเบียนประชามตินอกเขต

    10. เลือกตั้งนอกเขตวันไหน

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “นโยบาย” ได้แก่: 

    1. นโยบายพรรคประชาชน

    2. นโยบายกระทรวงสาธารณสุข 2569

    3. นโยบายแต่ละพรรค 2569

    4. นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ 2568

    5. สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    6. นโยบายพรรคเพื่อไทย

    7. นโยบายพรรคภูมิใจไทย

    8. นโยบาย สพฐ 2569

    9. นโยบายประธานศาลฎีกา

    10. นโยบายพรรคเพื่อไทย 2569

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “บัตรเลือกตั้ง” ได้แก่: 

    1. บัตรเลือกตั้ง 2569

    2. ตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง อบต 2569

    3. บัตรเลือกตั้งนายก อบต

    4. ตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง 2569

    5. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

    6. บัตรประชาชนหมดอายุเลือกตั้งได้ไหม

    7. เลือกตั้งนอกเขต

    8. เลือกตั้งใช้อะไรแทนบัตรประชาชน

    9. ลืมบัตรประชาชนเลือกตั้งได้ไหม

    10. เช็คสิทธิเลือกตั้ง 2569

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “หน่วยเลือกตั้ง” ได้แก่: 

    1. เช็คหน่วยเลือกตั้ง

    2. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

    3. หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า 2569

    4. หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าของชลบุรีอยู่ที่ไหน ปึ 2569

    5. ยาสามัญประจำหน่วยเลือกตั้ง

    6. ประกาศกําหนดหน่วยเลือกตั้ง

    7. ถ่ายรูปหน้าหน่วยเลือกตั้งได้ไหม 2568

    8. ป้ายประจำหน่วยเลือกตั้ง

    9. ตัวอย่างแบบพิมพ์ประจําหน่วยเลือกตั้ง

    10. กรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งท้องถิ่นมีกี่คน

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “พรรคการเมือง” ได้แก่: 

    1. ตรวจสอบสมาชิกพรรคการเมือง

    2. ตรวจสอบการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

    3. ระบบฐานข้อมูลพรรคการเมือง

    4. พรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน 2569 มีกี่พรรค

    5. พรรคกล้าธรรม

    6. พรรคเพื่อไทย

    7. สมัครสมาชิกพรรคการเมือง

    8. พรรคการเมืองใหม่ล่าสุด 2568

    9. ลาออกจากสมาชิกพรรคการเมืองออนไลน์

    10. สัญลักษณ์พรรคการเมือง

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “เลือกตั้งล่วงหน้า” ได้แก่: 

    1. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

    2. เลือกตั้งล่วงหน้าวันไหน

    3. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าออนไลน์ 2569

    4. ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขต

    5. สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า

    6. ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง

    7. ยกเลิกเลือกตั้งล่วงหน้า

    8. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไม่ได้

    9. ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ถึงวันไหน

    10. เลือกตั้งออนไลน์

    คำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร” ได้แก่: 

    1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีกี่คน

    3. สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    4. กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

    5. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พ ศ 2566

    6. แบบกําหนดสถานที่ติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    7. แบบเอกสารสรุปย่อประวัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    8. เดิม สส มีกี่คน

    9. ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    10. ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/464166&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G7A6sVuIWTwmF1Ns6m-gv

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • ทองแสนบาท…ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์ “นิวเคลียร์เศรษฐกิจ”

    ทองแสนบาท…ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์ “นิวเคลียร์เศรษฐกิจ”

    ทองแสนบาท…ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์ “นิวเคลียร์เศรษฐกิจ”

    เส้นทางสู่ “ทองแสนบาท” เมื่อโลกปั่นป่วนจนทองคำกลายเป็น “ทางรอด” สุดท้าย!

    ในโลกการเงินที่หมุนไวราวกับพายุ ใครจะเชื่อว่าภายในเวลาเพียงเดือนเดียว ราคาทองคำพุ่งขึ้นมาถึง 30% หรือราว 16,500-17,500 บาท ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นที่แรงพอๆ กับที่เคยเกิดขึ้นตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ที่ราคาทองเพิ่มขึ้น 24,650 บาท

    คำถามที่หลายคนอยากรู้ คือ “ทองคำบาทละหนึ่งแสน” เป็นเพียงความฝัน หรือ ความจริงที่ใกล้แค่เอื้อม ?

    ทองแสนบาท...ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์

    “วรุต รุ่งขำ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ยอมรับกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า มีโอกาสเป็นไปได้ ด้วยเบื้องหลังประกายระยิบระยับของทองคำ คือ ความตึงเครียดของ “ยักษ์ชนยักษ์” เมื่อสหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มสหภาพยุโรป ที่มี 27 ประเทศ ในประเด็นการแย่งชิงกรีนแลนด์

    จนเกิดคำขู่ถึงการใช้ “นิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ” (Economic Nukes) หรือ การตัดความสัมพันธ์ทางการค้าและยกเลิกเขตการค้าเสรี (FTA)

    ความไม่แน่นอนนี้รุนแรงจนเปรียบเสมือนโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปล่อย “ฝูงหงส์ดำ” (Black Swans) ออกมาบินว่อนในระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อยุโรปซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่เริ่มหันไปจับมือกับกลุ่ม BRICS ที่มีทั้งประเทศบราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และมีกระแสข่าวการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ

    รวมถึงความต้องการดึง “ทองคำสำรอง” กลับจากคลัง Fort Knox เพราะความไม่ไว้วางใจ ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ดันให้ราคาทองคำพุ่งไม่หยุด

    ทองแสนบาท...ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์

    จาก 8 หมื่นบาท สู่ 1 แสนบาท

    ปัจจุบันราคาทองคำในตลาดโลกกำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 82,800 บาทต่อบาททองคำ หากผ่านจุดนี้ไปได้ เป้าหมายถัดไปคือ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 88,800 บาทต่อบาททองคำ คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.18 บาทต่อดอลลาร์

    และหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ เราอาจจะได้เห็น “ทองคำบาทละหนึ่งแสน” เกิดขึ้นจริงอย่างที่หลายคนคาดการณ์

    แต่บนเส้นทางที่ดูหอมหวานนี้ กลับแฝงไปด้วยความผันผวนที่ดุร้าย ราคาสามารถแกว่งตัวขึ้นลงได้วันละ 100-200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นเรื่องปกติ “วรุต” จึงเตือนว่าอย่ารีบ “ไล่ซื้อ” จนเกินกำลัง เพราะอาจเกิดการพักฐานแรงๆ ได้ทุกเมื่อ

    กลยุทธ์สำหรับ “สายซิ่ง” และ “นักออมทอง”

    สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีทองคำ แนะนำกลยุทธ์ DCA (Dollar-Cost Averaging) แบ่งเงินซื้อเป็นไม้ๆ อย่าทุ่มหมดหน้าตัก ให้ทยอยเก็บเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาที่แนวรับ 80,900 – 80,150 บาทต่อบาททองคำ โดยแบ่งเงินลงทุนเพียง 10-15% ของพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยง

    ตามสถิติ ทองคำมักจะราคาพุ่งก่อน “ตรุษจีน” เนื่องจากร้านทองต้องการสต็อกสินค้า และมักจะมีการเทขายทำกำไรหลังจากจบเทศกาล

    เตือน! อย่าตกเป็นเหยื่อความโลภ

    ในจังหวะที่ “ทองคำ” เป็นขาขึ้น มักจะมีมิจฉาชีพฉวยโอกาส อ้างการ “ออมทองราคาถูก” ซึ่งในความเป็นจริง “ไม่มีใครยอมขายทองต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อให้ตัวเองขาดทุน” 

    การเลือกออมทองจึงควรทำผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถือ มีตัวตนชัดเจน หรือผ่านแอปพลิเคชันมาตรฐาน อย่าง YLG หรือ แอปเป๋าตังของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้มั่นใจว่าเงินออมของคุณจะกลายเป็นทองคำที่มีค่าจริงๆ

    “ทองคำ” ในวันนี้ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือ “ดัชนีความกลัวของโลก” หากปัจจัยพื้นฐานยังคงตึงเครียดเช่นนี้ เส้นทางสู่หลักแสนก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องเดินหมากด้วยความระมัดระวังและมีสติที่สุด.

    ทองแสนบาท...ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/737240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw100NcEK4FHjMA7FcSSgaKM

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • เปิดมุมมอง ‘ทุนญี่ปุ่น’ ส่องศก.ไทยครึ่งแรกปี 69  เชื่อมั่นฟื้น – เดินหน้าลงทุน – รอรัฐกระตุ้น

    เปิดมุมมอง ‘ทุนญี่ปุ่น’ ส่องศก.ไทยครึ่งแรกปี 69 เชื่อมั่นฟื้น – เดินหน้าลงทุน – รอรัฐกระตุ้น

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า“ทุนญี่ปุ่น”ถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกและเป็นกระดูกสันหลังของภาคอุตสาหกรรมไทยมายาวนาน ล่าสุดหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เปิดเผยดัชนีชี้วัดที่เปรียบเสมือนตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีทั้งสัญญาณการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง เมื่อผู้ประกอบการญี่ปุ่นถึง 23% ประกาศแผนเตรียมลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างอิเล็กทรอนิกส์และเคมีภัณฑ์ที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด

    อย่างไรก็ตามเพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ภาคเอกชนญี่ปุ่นได้ส่งเสียงสะท้อนถึงรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศให้เร่งเครื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการปรับปรุงระบบภาษี เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบทางภาษีจากสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ยังมองว่ายังไม่ได้รับผลกระทบในขณะนี้แต่เริ่มเตรียมความพร้อม

    • “JCCB” เผยนักธุรกิจญี่ปุ่นเชื่อมั่นศก.ไทยมากขึ้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยผลการสำรวจจะจัดทำขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยการสำรวจล่าสุดได้มีการทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25 พ.ย. – 16 ธ.ค.2568 มีบริษัทที่ตอบแบบสำรวจจำนวน 521 ราย

    โดยผลการสำรวจล่าสุดพบประเด็นที่น่าสนใจจากมุมมองของบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทย ดังนี้ ในส่วนของสภาพธุรกิจโดยรวมสะท้อนจากค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index: DI) พบว่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ(DI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ดัชนี DI เคยลดลงไปอยู่ที่ -12 อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะ ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์และผลกระทบจากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกา โดยดัชนี DI ในช่วงครึ่งแรกของปีพ.ศ. 2569 นั้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้น เช่น ในธุรกิจใหม่ในหลากหลายอุตสาหกรรม แม้ว่ายังคงมีความกังวล เกี่ยวกับการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากจีนก็ตาม

    • บริษัท 23% พร้อมลงทุนเพิ่ม

    สำหรับประเด็นการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักรของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย บริษัท 23% ระบุว่าจะลงทุนเพิ่มในปี 2569 ขณะที่บริษัทจำนวน 43% ระบุว่าจะลงทุนคงที่ และ 19% คาดว่าจะลงทุนลดลง โดยในกลุ่มบริษัทที่ระบุว่าจะลงทุนเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมเครื่องจักรไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์กว่า 22% ระบุว่าจะมีการลงทุนเพิ่ม รองลงมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ 18% จะลงทุนเพิ่ม นอกจากนั้นยังมีกลุ่มธุรกิจบริษัทการค้า 12% ที่ต้องการจะลงทุนเพิ่มในปี 2569

    ในส่วนประเด็นของการส่งออก จากผลการสำรวจบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยกว่า 35% มองว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 จะสามารถส่งออกสินค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องจักรไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรในการขนส่ง และเคมีภัณฑ์ ส่วนบริษัทอีก 45% มองว่าการส่งออกครึ่งปีแรกจะคงที่ และ20% คาดว่าการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จะหดตัวลง

    • แนะรัฐบาลไทยกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม

    ทั้งนี้บริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยยังได้เสนอแนะข้อเรียกรองต่อรัฐบาลไทย เช่น การขอให้รัฐบาลไทยมีมาตรการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ (มาตรการกระตุ้นการบริโภค) ซึ่งมีผู้ประกอบการกว่า 42% ที่เสนอให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการนี้ ส่วนประเด็นรองลงมาบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยประมาณ 32% เสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และยังมีข้อเสนอให้มรการปรับปรุงกระบวรการขอคืนภาษีและกระบวนการตรวจสอบภาษี เช่น การลดความซับซ้อนของขั้นตอนการขอคืนภาษี และความไม่สอดคล้อง กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งการบังคับใช้มาตรการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง

    • ชื่นชมรัฐบาลไทยใช้ดิจิทัลเพิ่ม

    ขณะที่ประเด็นที่บริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยเห็นว่ารัฐบาลไทยมีการปรับปรุงพัฒนาดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น คือการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงานของภาครัฐที่กว่า 20% ของผู้ประกอบการมองว่ามีการปรับปรุงดีขึ้น

    สำหรับผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาในอัตรา 19% บริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยที่ตอบแบบสำรวจในครั้งนี้กว่า 44% มองว่าบริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้ ส่วนบริษัทประมาณ 26% ตอบว่าได้รับผลกระทบหรือคาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบ และบริษัทจำนวน 22% ยังไม่ทราบว่าจะได้รับผลกระทบหรือไม่

    ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยให้ความเห็นในเรื่องของการวางมาตรการรับมืออัตราภาษี 19% ของสหรัฐที่บังคับใช้กับไทย โดย 54% ยังคงสถานการณ์เดิ ขณะที่ 22% มีการปรึกษากับคู่ค้าทางธุรกิจ รวมทั้งพิจารณาส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ และ 13% วางแผนที่จะขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1218878&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0863rs5Wfx_RLZiPdAyVc2

  • ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจสักพรรค

    เอาแค่ 3 พรรคใหญ่ที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคลำดับรองลงมาอาจจะมี แต่เนื้อที่จำกัด ต้องขออภัยด้วย

    สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีบุคลากรเด่นทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ท่านคือดร.เอกนิติและคุณศุภจีก็จริง แต่การที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไม่นานมานี้ ก็คงไม่ทันจะเสนอนโยบายเศรษฐกิจโดน ๆ อะไรได้

    การประกาศแจกเงิน “คนละครึ่งพลัส” เป็นไฮไลต์ ก็น่าใคร่ครวญว่า มันควรจะถือเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่ใช้หาเสียงของพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่

    มันควรจะเป็น “นโยบายเศรษฐกิจ” หรือ ในเรื่องของการแจกเงิน ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิง “โครงสร้าง” เศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย

    การแจกเงินก็เหมือน “แจกน้ำ” เพื่อดับกระหายเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อาทิเช่น นโยบายส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ

    การส่งเสริมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนสตาร์ต-อัพและนวัตกรรม หรือนโยบายปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใช้ปัญญาประเดิษฐ์หรือ AI นำ ฯลฯ เช่นนี้เป็นต้น

    การแจกเงินมันเป็นนโยบายหาเสียง หาใช่เป็นนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมการกินดีอยู่ดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่

    การแจกเงินในโครงการ “สร้างเศรษฐีวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท” ของพรรคเพื่อไทยนี่ก็ดูจะสิ้นคิดหมดปัญญาเข้าไปใหญ่

    ไม่เหลือลาย “ไทยรักไทย” ต้นแบบนโยบายเศรษฐกิจชนะใจคน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงสร้างอนาคตประเทศครบวงจรทั้งทางน้ำ ทางบก อากาศ ฯลฯ เป็นต้น

    ดูเหมือนจะเอามาเกทับบลัฟแหลก “คนละครึ่งพลัส” ของภูมิใจไทยเสียล่ะมากกว่า

    ส่วนของพรรคประชาชน ก็ได้แต่บอกว่ามีนโยบายโดยรวมกว่า 220 ข้อ แยกเป็นนโยบายในแต่ละด้าน นโยบายเศรษฐกิจ คงต้องติดตามไปหาดูกันเอาเอง ไม่มีขึ้นป้ายหรือโฆษณาหาเสียงบนเวทีให้สาธารณชนรับรู้รับทราบ

    อย่างไรก็ตาม เสียงที่ดังที่สุดของพรรคประชาชนในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเวลานี้ ก็คือ การแฉโพยการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งส่อไปในทางสุรุ่ยสุร่าย สะเปะสะปะ และส่อทุจริตไม่โปร่งใส

    เงินกองทุนประกันสังคม เกิดจากการจ่ายสมทบของลูกจ้างนายจ้างฝ่ายละ 5% รัฐบาลสมทบ 2.75% ฉะนั้นยอดเงินกองทุนจึงเพิ่มพูนสูงขึ้นทุกปี ยิ่งจ่ายเงินสวัสดิการน้อยแก่ผู้ประกันตน ส่วนต่างก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น

    ดังจะเห็นได้จากในรอบ 10 ปี ตั้งแต่พ.. 2559 ตัวเลขกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 1,57 ล้านล้านบาทเท่านั้น แต่ปี 2568 ต่อมา ยอดกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 1.28 ล้านล้านบาทมาอยู่ที่ 2.85 ล้านล้านบาท

    สำนักงานประกันสังคม จึงกลายเป็น “แดนสนธยา” ที่แสนจะมั่งคั่ง แต่ไม่ต้องการให้มีระบบบริหารงานที่มีธรรมาภิบาล ใครจะมารื้อฟื้นขยะที่ซุกซ่อนใต้พรม เป็นได้ต่อสู้ปกป้องกันถึงตาย ดังเช่นความพยายามจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างในเวลานี้

    พรรคประชาชน แม้ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แน่ชัด แต่ก็มีภาคปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันอย่าง “สู้ตาย ถวายหัว” โพลสำรวจไม่ว่ากี่โพลต่อกี่โพล ต่างก็ยกให้เป็นพรรคอันดับ 1 ที่คนจะเลือกทั้งสิ้น 

    น่าเสียดายการเลือกตั้ง 8..นี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำเรื้อรังมา 2 ทศวรรษแล้วเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/810047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16eI9iDGs_yGLVKSqYCB_W

  • ‘นิด้าโพล’ ยกสองเลือกตั้ง ‘เท้ง’ ยังนำอันดับ 1 ‘หนู-มาร์ค’ ไล่หลัง

    ‘นิด้าโพล’ ยกสองเลือกตั้ง ‘เท้ง’ ยังนำอันดับ 1 ‘หนู-มาร์ค’ ไล่หลัง

    30 ม.ค. 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกสอง กระแสเลือกตั้ง 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเลือกตั้ง ปี 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.08 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 22.24 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 12.52 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 3.76 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) ร้อยละ 5.80

    ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทย) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก (พรรครักชาติ) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (พรรคพลังประชารัฐ) ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (พรรคประชาธิปัตย์) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช (พรรคไทยก้าวใหม่) นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล (พรรคปวงชนไทย) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี (พรรครวมไทยสร้างชาติ) นายภราดร ปริศนานันทกุล (พรรคภูมิใจไทย) นายพงศา ชูแนม (พรรคกรีน) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.56 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.76 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.92 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.76 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.44 ระบุว่าเป็นพรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.92 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.84 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.08 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.28 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรครักชาติ พรรคปวงชนไทย พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.20 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.20 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.20 ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.12 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคไทรวมพลัง พรรครักชาติ พรรคโอกาสใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ พรรคกรีน พรรคใหม่ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote) และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.52 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.68 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.80 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.84 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.88 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.96 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.04 เป็นเพศหญิง ตัวอย่าง ร้อยละ 12.16 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.80 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.96 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.36 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.72 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.72 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.72 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.56 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 37.64 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.52 สมรส และร้อยละ 1.84 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.32 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 17.92 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 35.60 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 10.48 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.64 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.04 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.76 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.80 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.68 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.48 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.40 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.20 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.68 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 19.60 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.72 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 15.32 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 33.96 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.88 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.32 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.40 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.16 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.32 ไม่ระบุรายได้.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/939423/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rhA7UKTKJJ2MHnOivJCzf