Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Pride Economy พลังเศรษฐกิจใหม่จากความหลากหลาย

    Pride Economy พลังเศรษฐกิจใหม่จากความหลากหลาย

    ในอดีตประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศมักถูกพูดถึงในฐานะเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และการยอมรับทางสังคม แต่ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ บทสนทนากำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ วันนี้ “ความหลากหลาย” ไม่ได้เป็นเพียงคุณค่าทางสังคมอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าได้จริง ทั้งในมิติของการบริโภค การท่องเที่ยว การจ้างงาน การลงทุน การดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูง และการสร้างนวัตกรรม

    Pride Month จึงไม่ใช่เพียงเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง แต่กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดใหม่ว่าประเทศหนึ่งสามารถเปลี่ยน “การยอมรับความหลากหลาย” ให้กลายเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ได้มากเพียงใด และนี่คือโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้

    Pride Economy: เมื่อความหลากหลายกลายเป็นกำลังซื้อระดับโลก

    ข้อมูลจาก LGBT Capital ประเมินว่ากลุ่ม LGBTQ+ ทั่วโลกมีกำลังซื้อรวมมากกว่า 160 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียมีกลุ่มผู้บริโภค LGBTQ+ มากกว่า 200 ล้านคน และมีกำลังซื้อรวมราว 27 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า LGBTQ+ ไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก

    สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าขนาดของตลาด คือ คุณภาพของการใช้จ่าย ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับประสบการณ์ คุณภาพชีวิต สุขภาพ การท่องเที่ยว และแบรนด์ที่สะท้อนคุณค่าของตนเอง มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว จึงไม่น่าแปลกใจที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สุขภาพ โรงแรม ร้านอาหาร ความงาม และไลฟ์สไตล์ จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จาก Pride Economy อย่างชัดเจน

    ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือกลุ่มผู้บริโภคที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายหมวดการใช้จ่าย และกำลังกลายเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าคุณภาพที่ภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ประเทศไทย: จากประเทศที่เป็นมิตร สู่ประเทศที่สร้างมูลค่าจากความหลากหลาย

    ประเทศไทยได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางเพศมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย จุดแข็งดังกล่าวช่วยสนับสนุนภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก และมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมบริการในหลายมิติ

    ข้อมูลจากภาคการท่องเที่ยวประเมินว่าเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม LGBTQ+ ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 152,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมระดับพรีเมียม สุขภาพ การพักผ่อน และประสบการณ์เฉพาะบุคคล

    นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่าการพัฒนานโยบายและระบบนิเวศที่สนับสนุนความเท่าเทียมมากขึ้น อาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ประมาณ 0.3% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “ความเปิดกว้าง” ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ของประเทศ แต่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้จริง

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ประเทศไทยเปิดกว้างเพียงใด” แต่คือ “ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความเปิดกว้างนั้นให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันได้มากเพียงใด” 

    ต้นทุนของความไม่เท่าเทียม อาจสูงกว่าที่คิด

    ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่เท่าเทียมก็มีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้เช่นกัน รายงาน The Economic Case for LGBTQ+ Inclusion in Southeast Asia ประเมินว่า การเลือกปฏิบัติและการกีดกันกลุ่ม LGBTQ+ อาจสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยระหว่าง 51,800–121,800 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความสูญเสียของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่สะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ประเทศสูญเสียไปโดยไม่จำเป็น

    ทุกครั้งที่คนคนหนึ่งถูกจำกัดโอกาสในการทำงาน ถูกปฏิเสธการจ้างงาน หรือไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ประเทศกำลังสูญเสียกำลังผลิต รายได้ กำลังซื้อ และความคิดสร้างสรรค์ที่ควรเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความไม่เท่าเทียมไม่ใช่เพียงปัญหาทางสังคม แต่คือความไม่มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และในโลกที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวัน ประเทศที่ลดข้อจำกัดเหล่านี้ได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเติบโตได้เร็วกว่า

    สมรสเท่าเทียม: มากกว่ากฎหมาย แต่คือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

    การมีผลบังคับใช้ของกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2568 จึงมีความหมายมากกว่าการขยายสิทธิการสมรส หากมองในมุมเศรษฐกิจ นี่คือการยกระดับ “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ให้เชื่อมโยงกับ “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น เมื่อความสัมพันธ์ได้รับการรับรองตามกฎหมาย คู่ชีวิตสามารถร่วมถือครองทรัพย์สิน วางแผนมรดก บริหารภาษี เข้าถึงสิทธิประโยชน์ และวางแผนอนาคตร่วมกันได้อย่างชัดเจนขึ้น

    สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ตั้งแต่ธุรกิจจัดงานแต่งงาน อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว สุขภาพ ประกันภัย ไปจนถึงการลงทุนระยะยาว ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงไม่ได้มองสมรสเท่าเทียมเป็นเพียงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน แต่ยังมองเป็นนโยบายที่ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของประชาชนในระยะยาว 

    จาก Pride Economy สู่ Human Capital Economy

    หากมองให้ลึกลงไป Pride Economy ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกำลังซื้อ การท่องเที่ยว หรือพฤติกรรมผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดของทุกองค์กรและทุกประเทศ นั่นคือ “ทุนมนุษย์”

    ในยุคที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ความสามารถในการดึงดูด รักษา และปลดล็อกศักยภาพของผู้คน กลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้เงินทุนหรือเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้ องค์กรชั้นนำทั่วโลกจึงไม่ได้มองความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion: DEI) เป็นเพียงนโยบายด้านทรัพยากรบุคคล แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-pride-lgbtq&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18ceK8gD8h3Aekf8Fpzvvk

  • วิกฤตหนัก “ปอยเปต”เศรษฐกิจพัง ไร้นักท่องเที่ยว เงียบเหงา แม้ขอทานยังตกงาน | TOPNEWS

    วิกฤตหนัก “ปอยเปต”เศรษฐกิจพัง ไร้นักท่องเที่ยว เงียบเหงา แม้ขอทานยังตกงาน | TOPNEWS

    วิกฤตหนัก “ปอยเปต”เศรษฐกิจพัง ไร้นักท่องเที่ยว เงียบเหงา แม้ขอทานยังตกงาน

    • เผยแพร่ : 13/06/2026 11:23

    วิกฤตหนัก “ปอยเปต”เศรษฐกิจพัง ไร้นักท่องเที่ยว ค้าขายซบเซา เงียบเหงา แม้ขอทานยังตกงาน หลายคนเริ่มอพยพย้ายออก เพื่อหาช่องทางทำมาหากินใหม่

    #topupdate #topnews
    #ปอยเปต #กัมพูชา #เขมร #ตลาดปอยเปต #เศรษฐกิจพัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1601357&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YMoTb0ZQHhD-CyfVJZl-i

  • “ปกรณ์” เผยผลหารือ คณะกรรมการ กกร. หนุนเอกชนช่วยดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    “ปกรณ์” เผยผลหารือ คณะกรรมการ กกร. หนุนเอกชนช่วยดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    “ปกรณ์” เผยผลหารือ คณะกรรมการ กกร. เห็นพ้องตั้งทีมรัฐ-เอกชน ลุยปรับปรุงกฎหมายลำดับรองให้เอื้อการทำธุรกิจ เน้นพุ่งเป้า 7 กลุ่มรับอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งเป้า 2 เดือน

    วันที่ 12 มิ.ย.2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงการประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าเป็นการหารือกับภาคเอกชนถึงการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

    โดยภาคเอกชน ได้สะท้อนปัญหาสำคัญในหลายมิติ อาทิ ความยุ่งยากซับซ้อนของข้อบังคับทางกฎหมายที่ล้าสมัย การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อันนำไปสู่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันระบบการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Single Gateway) การปรับปรุงมาตรการปกป้องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการปลดล็อคข้อจำกัดด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อตอบโจทย์บริบทโลกยุคใหม่

    ทั้งนี้สิ่งที่ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชนและได้แลกเปลี่ยนกับภาคเอกชน ใน 3 ประเด็นหลัก คือ

    1.ต้องแก้ไขวิธีคิด ไม่ใช่แค่แก้กฎหมายเป็นจุดๆ ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ “กฎหมายของโลกเก่า” ที่กำลังถูก Disrupt การแก้กฎหมายเพียงบางจุดอาจไม่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง แต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบกฎหมายใหม่ทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบัน

    2.เร่งผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing / Open Data) โดยผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐให้เป็นระบบเดียว เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชน และเพิ่มความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ในตัว

    3.ต้องร่วมกันหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine) ทั้งนี้ได้ฝากโจทย์สำคัญให้ภาคเอกชนช่วยกันคิดว่านอกจากการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจเดิมในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยควรมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ๆ อะไรบ้าง เพื่อเตรียมผลักดันกฎหมายรองรับธุรกิจในอนาคตและสร้างรากฐานไว้ให้ลูกหลานต่อไป

    นายปกรณ์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในลำดับต่อไป เพื่อไม่ให้การหารือสูญเปล่า ได้กำหนดแผนงานและเวลาที่ชัดเจน ดังนี้

    1.ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน โดยให้จัดตั้งคณะทำงานชุดเล็ก โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นประธาน และมีตัวแทนจาก กกร. 3 คน ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 3 คน และตัวแทนจาก ก.พ.ร. 3 คน

    2.จัดทำแผนและเลือกเรื่องด่วน (Quick Wins) คณะทำงานจะนำเสนอข้อเสนอทั้งหมดมาคัดกรองจัดลำดับความสำคัญ และเลือกประเด็นที่สามารถทำได้ทันทีหรือประเด็นที่ทำเรื่องเดียวแต่แก้ปัญหาได้หลายด้าน เปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว มาเป็นเรื่องนำร่อง

    3.เปิดรับฟังความคิดเห็น โดยนำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็นส่วนกลางเป็นระยะเวลา 30 วัน

    4.นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 2 เดือน โดยตั้งเป้าหมายว่ากระบวนการทั้งหมดจะต้องได้ข้อสรุปเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนจากนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2939094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fAUuxa41HIBReGZ-8bEsr

  • อินเดียขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 7.7 ในปีงบประมาณ 2568/69 ตอกย้ำสถานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    อินเดียขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 7.7 ในปีงบประมาณ 2568/69 ตอกย้ำสถานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    กระทรวงสถิติของอินเดีย (Ministry of Statistics and Programme Implementation: MoSPI) เปิดเผยประมาณการรายได้ประชาชาติและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เบื้องต้นของปีงบประมาณ 2568/69 (เมษายน 2568 – มีนาคม 2569) โดยระบุว่า เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวในอัตราร้อยละ 7.7 ขณะที่ไตรมาสที่ 4 (มกราคม – มีนาคม 2569) ขยายตัวร้อยละ 7.8 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอินเดีย แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจในหลายภูมิภาค

    การขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงแข็งแกร่ง ทั้งการบริโภคภาคครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยรัฐบาลอินเดียยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาทางหลวงและถนน ระบบรถไฟ สนามบิน ท่าเรือ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และโครงการพัฒนาเมือง ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการจ้างงาน การลงทุน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยได้รับประโยชน์จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและผลผลิตทางการเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ภาคการผลิตขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เภสัชภัณฑ์ อุปกรณ์พลังงานหมุนเวียน และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการขยายฐานการผลิตของอินเดีย

    ภาคก่อสร้างยังคงเติบโตในระดับสูงจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคบริการ ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดของอินเดีย ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ บริการทางการเงิน โทรคมนาคม การค้าปลีก การท่องเที่ยว และบริการวิชาชีพ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคธุรกิจมากขึ้น

    นอกจากนี้ การบริโภคภายในประเทศยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินเดีย โดยรายได้ประชาชนที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของชนชั้นกลาง การย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เขตเมือง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับดี ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นในหลายหมวดสินค้า อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การเดินทางท่องเที่ยว และบริการค้าปลีก อีกทั้งการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และบริการจัดส่งสินค้าแบบเร่งด่วน (Quick Commerce) ยังมีส่วนสำคัญในการขยายตลาดผู้บริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ

    ในด้านแนวโน้มการค้าและการลงทุน การขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียคาดว่าจะสร้างโอกาสเพิ่มเติมในหลายสาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต โลจิสติกส์ ค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค การดูแลสุขภาพ บริการดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยขนาดตลาดภายในประเทศที่ใหญ่ขึ้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง และศักยภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น จะช่วยเสริมบทบาทของอินเดียในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคและของโลก

    บทสรุป

    เศรษฐกิจอินเดียในปีงบประมาณ 2568/69 ขยายตัวร้อยละ 7.7 และขยายตัวร้อยละ 7.8 ในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและความสามารถในการรักษาอัตราการเติบโตในระดับสูง แม้จะเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคบริการ และเศรษฐกิจดิจิทัล

    ผลการดำเนินงานดังกล่าวช่วยตอกย้ำสถานะของอินเดียในฐานะหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    โอกาสสำหรับไทย

    การขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียและกำลังซื้อภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยามารถขยายการส่งออกสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดอินเดียได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุก่อสร้าง และชิ้นส่วนยานยนต์

    นอกจากนี้ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคการผลิต และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของอินเดีย ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในสาขาโลจิสติกส์ วิศวกรรม ก่อสร้าง เทคโนโลยีสารสนเทศ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) พลังงานหมุนเวียน และบริการที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานและโครงการลงทุนของอินเดียได้มากขึ้น

    ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

    การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียในระดับร้อยละ 7.7 สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยการเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับขีดความสามารถของภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อินเดียสามารถรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจได้แม้เผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ม้ยังมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ปัจจัยพื้นฐานของอินเดียยังคงอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง ทั้งจากขนาดตลาดภายในประเทศ การเติบโตของชนชั้นกลาง การพัฒนาเมือง และการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

    สำหรับประเทศไทย ภาครัฐและภาคเอกชนควรติดตามทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมของอินเดียอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลอินเดียให้การสนับสนุน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ศูนย์ข้อมูล และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีแนวโน้มเติบโตสูงและสามารถสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและอินเดียได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

    แหล่งที่มา 

    1.Ministry of Statistics and Programme Implementation (MoSPI), Government of India. Provisional Estimates of National Income 2025–26.

    2. Press Information Bureau (PIB), Government of India. National Income Estimates 2025–26 and Fourth Quarter GDP Growth Release, June 2026.

    3.Reuters. India’s Economy Expands 7.8% in January–March Quarter, Full-Year Growth at 7.7%, June 2026.

    4. The Economic Times. India Posts 7.7% GDP Growth in FY2025–26, Remains Among Fastest Growing Major Economies, June 2026.

    5. The Times of India. India’s Q4 GDP Growth Accelerates to 7.8% Amid Strong Domestic Demand and Investment Activity, June 2026.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/post-knowledge/x4umg9jr45ifz2pqll78jgmp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G1H655eb6WNZ9_lr1417k

  • อินเดียก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตด้านพลังงานโลก คาดมีส่วนผลักดันการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกกว่าครึ่งภายในปี 2578

    อินเดียก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตด้านพลังงานโลก คาดมีส่วนผลักดันการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกกว่าครึ่งภายในปี 2578

    นายอิกอร์ เซชิน (Igor Sechin) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย Rosneft กล่าวในการประชุม St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) 2026 ว่าอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก และคาดว่าจะมีส่วนผลักดันการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกประมาณร้อยละ 50 ภายในปี 2578นอกจากนี้ ยังมีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นของการใช้ไฟฟ้าของโลกประมาณร้อยละ 15 ภายในปี 2578

    โดยนายเซชินระบุว่า เศรษฐกิจอินเดียเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของการใช้พลังงานโลก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการผลิต การขยายตัวของเมือง และการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า และพลังงานภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    จากการประเมินที่อ้างอิงข้อมูลของ IEA สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) คาดว่าการบริโภคน้ำมันของอินเดียจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 ภายในปี 2578 แตะระดับเกือบ 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อุปสงค์น้ำมันโลกโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5 ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าของอินเดียคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 สู่ระดับเกือบ 3,000 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ซึ่งใกล้เคียงกับระดับการใช้ไฟฟ้าของสหภาพยุโรปในปัจจุบัน

    โดยมีปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตดังกล่าว ได้แก่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคการผลิต การย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เขตเมือง การเติบโตของชนชั้นกลาง ตลอดจนการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก

    ทั้งนี้ ยังคาดการณ์ว่าการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์พลังงานในอินเดียจะส่งผลต่อทิศทางตลาดพลังงานโลกในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าน้ำมันดิบ การขยายการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่น พลังงานหมุนเวียน ระบบสายส่งไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อันส่งผลให้อินเดียกลายมาเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในด้านความมั่นคงพลังงานและความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศ

    บทสรุป

    ข้อมูลจาก Rosneft และการคาดการณ์ของ IEA สะท้อนให้เห็นว่า อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยคาดว่าจะมีส่วนต่อการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกประมาณครึ่งหนึ่ง และมีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นของการใช้ไฟฟ้าโลกประมาณร้อยละ 15 ภายในปี 2578 การขยายตัวดังกล่าวเป็นผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเมือง การขยายตัวของชนชั้นกลาง และการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะส่งผลให้อินเดียมีอิทธิพลต่อทิศทาง การลงทุนและตลาดพลังงานโลกมากยิ่งขึ้นในอนาคต

    โอกาสและผลประโยชน์สำหรับประเทศไทย

    การขยายตัวของความต้องการพลังงานในอินเดียเปิดโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยในหลายสาขา อาทิ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบบริหารจัดการพลังงาน อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ระบบกักเก็บพลังงาน แบตเตอรี่ วัสดุและอุปกรณ์สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงบริการด้านวิศวกรรมและการก่อสร้าง นอกจากนี้ การลงทุนจำนวนมากในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังอาจสร้างความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าวได้

    ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

    แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะมาจากคำกล่าวของนาย Igor Sechin ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Rosneft ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซีย แต่แนวโน้มที่อินเดียจะเป็นแหล่งการเติบโตสำคัญของอุปสงค์พลังงานโลกในระยะยาวนั้น สอดคล้องกับการประเมินของ IEA และสถาบันด้านพลังงานระหว่างประเทศหลายแห่งที่มองว่า อินเดียจะเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนความต้องการใช้พลังงานของโลกในช่วงทศวรรษข้างหน้า อันเป็นผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเมือง การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง และการลงทุนด้านอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

    การขยายตัวของอุปสงค์พลังงานดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลให้อินเดียมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นต่อทิศทางตลาดพลังงานโลก ทั้งในด้านการนำเข้าน้ำมันดิบ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการกำหนดนโยบายและความร่วมมือด้านความมั่นคงพลังงานระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้อินเดียมีอิทธิพลต่อทิศทางการลงทุนและการพัฒนาตลาดพลังงานโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

    สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการขยายตัวของการลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานในอินเดีย โดยเฉพาะในสาขาที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบสายส่งไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่มีความต้องการสินค้า วัสดุ อุปกรณ์ และบริการสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันอาจเอื้อต่อการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไป

    นอกจากนี้ พื้นที่อินเดียตอนใต้ โดยเฉพาะรัฐทมิฬนาฑู รัฐเตลังคานา และรัฐอานธรประเทศ กำลังได้รับการลงทุนอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ศูนย์ข้อมูล อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ภูมิภาคดังกล่าวมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีแห่งใหม่ของอินเดีย

    อย่างไรก็ตาม แม้อินเดียจะยังคงมีความต้องการใช้น้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาว แต่รัฐบาลอินเดียยังคงเดินหน้าผลักดันเป้าหมายด้านพลังงานสะอาด การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การเติบโตของอุปสงค์พลังงานในอินเดียจึงมีแนวโน้มเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสมัยใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาครัฐและภาคเอกชนไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    แหล่งที่มา 

    1. Business Standard. “India’s Energy Demand Boom to Reshape Global Markets: Rosneft Chief.” Published on 7 June 2026.

    2. The Economic Times. “India to Account for Half of Global Oil Demand Growth Over Next Decade: Rosneft CEO.” Published on 6 June 2026.

    3. Moneycontrol. “India to Account for Half of Global Oil Demand Growth Over Next Decade: Rosneft CEO Igor Sechin.” Published on 6 June 2026.

    4. Rosneft. “Igor Sechin Presented the Keynote Report at the SPIEF-2026 Energy Panel.” Published on 6 June 2026.

    5. International Energy Agency (IEA). Long-term Energy Demand Projections and Outlook referenced in SPIEF 2026 remarks.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/brnp8chnajaozz1xya9ralz5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SYjLcr5ZydmZj9-UE2oLu

  • เมืองพัทยาจัดตลาดคนไทยยิ้มได้ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนฐานราก

    เมืองพัทยาจัดตลาดคนไทยยิ้มได้ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนฐานราก

    เมืองพัทยาจัดตลาดคนไทยยิ้มได้ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนฐานราก

    วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม ตลาดชุมชนคนไทยยิ้มได้เมืองพัทยา ครั้งที่ 1 ท่ามกลางหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และแนวทางการขับเคลื่อนวาระเร่งด่วนของจังหวัดชลบุรี โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

    ภายในงานได้รวบรวมสินค้าจากกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตสินค้า OTOP เกษตรกร ตลอดจนผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ มาจัดแสดงและจำหน่ายให้ประชาชนได้เลือกซื้อโดยตรงจากผู้ผลิต ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ กิจกรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่นและกระตุ้นการท่องเที่ยวระดับชุมชน ภายใต้แนวคิด “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบตลาดออฟไลน์และช่องทางออนไลน์

    กิจกรรมดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักสวัสดิการสังคม ร่วมกับสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เมืองพัทยา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและเครือข่ายชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้าอย่างหลากหลาย สร้างสีสันและบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักตลอดทั้งวัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/970500&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MgBSa1LID97Tz5BM9vMYw

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำเดือน พฤษภาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำเดือน พฤษภาคม 2569

    โดย

    Boualaphat

    ลงเมื่อ

    12 มิถุนายน 2569 15:45

    สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ (สปป.ลาว) (TTC, Vientiane (Lao PDR))

    4

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประ(1).pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/t1zroitocxfw0wuf7yalosyt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s3XCWFfB16iRnnQN5-0t1

  • “พิมพ์ใจ” พร้อมถกเวทีกรอ.ดันยุทธศาสตร์ภาคอุตสาหกรรม  

    “พิมพ์ใจ” พร้อมถกเวทีกรอ.ดันยุทธศาสตร์ภาคอุตสาหกรรม  


    ประธานส.อ.ท.หวังร่วมบรูณาการภาครัฐ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดันโครงการ Made in Thailand สร้างมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  เปิดเผยว่า ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ( กรอ. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขปัญหาอุปสรรคทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย

    ขณะเดียวกันสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นช่องทางสำคัญในการนำข้อเสนอจากภาคเอกชนเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐ

    ทั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการสะท้อนเสียงของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

    “ส.อ.ท. พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวบรวมข้อเสนอจากผู้ประกอบการ ถ่ายทอดปัญหาและโอกาสจากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาครัฐ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ลดอุปสรรคในการดำเนินงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ”

    นอกจากนี้พร้อมผลักดันประเด็นสำคัญผ่านกลไก กรอ. ภายใต้แนวทางการขับเคลื่อนองค์กรด้วยยุทธศาสตร์ “5I” ซึ่งมุ่งยกระดับศักยภาพภาคการผลิตไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และสนับสนุนการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    สำหรับหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญ คือ การผลักดัน โครงการ Made in Thailand (MiT) เพื่อส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศไทย เพิ่มการใช้สินค้าไทยในโครงการของภาครัฐและภาคเอกชน สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่ง ส.อ.ท. ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. ยังมุ่งผลักดันการแก้ไขปัญหา “Missing Link” หรือช่องว่างสำคัญในห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาวัตถุดิบภายในประเทศ การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ การยกระดับระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการบริหารจัดการแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเข้มแข็งให้กับ Supply Chain ของประเทศ

    นอกจากนี้จะผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียวและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

    อย่างไรก็ตามส.อ.ท. เชื่อมั่นว่า กลไก กรอ. จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43660&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EFEh4GQlK_u5uwUt3ax7D

  • ทรัมป์ถอนกำลัง นักลงทุนคลายกังวล ทองคำลุ้นพุ่งแรง! – InterGold

    ทรัมป์ถอนกำลัง นักลงทุนคลายกังวล ทองคำลุ้นพุ่งแรง! – InterGold

    วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 18.33 น.

    .

    ราคาทองคำจะรีบาวด์ได้หรือไม่ หลังสถานการณ์อิหร่าน–สหรัฐฯ เริ่มคลี่คลาย และนักลงทุนควรรับมือกับตลาดผันผวนอย่างไร? ทองคำมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น หากความตึงเครียดทางการเมืองลดลงและแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ยผ่อนคลาย แต่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนจึงควรทยอยสะสมและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

    .
    ทองคำเริ่มฟื้นตัว หลังความกังวลเรื่องดอกเบี้ยและความตึงเครียดอิหร่าน–สหรัฐฯ ลดลง ช่วยหนุนให้ราคาดีดตัวในระยะสั้น

    .
    แม้สถานการณ์จะดีขึ้น แต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่ หากการเจรจาล้มเหลวหรือเกิดความขัดแย้งใหม่ ราคาทองคำอาจกลับมาผันผวนได้อีก

    .
    สำหรับนักลงทุน การย่อตัวของทองคำอาจเป็นโอกาสทยอยสะสม เพราะปัจจัยหนุนระยะยาวจากความเสี่ยงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่

    .

    ราคาทองคำจะกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้หรือไม่? มีโอกาส หากความเสี่ยงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง และธนาคารกลางยังสะสมทองคำต่อเนื่อง

    นักลงทุนควรซื้อทองคำทันทีหรือรอให้ราคาย่อลง? ควรทยอยสะสมเป็นรอบ ๆ (DCA) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

    ปัจจัยใดที่ต้องติดตามมากที่สุดในระยะสั้น? จับตาการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน ตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และทิศทางดอกเบี้ยของ Fed

    หากทองคำปรับฐานต่อ ควรทำอย่างไร? แบ่งไม้ลงทุน รักษาสภาพคล่อง และหลีกเลี่ยงการใช้เงินลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว

    .

    สรุปแล้ว ทองคำมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น หากสถานการณ์อิหร่าน–สหรัฐฯ คลี่คลายและแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ยลดลง แต่ตลาดยังผันผวน นักลงทุนจึงควรทยอยสะสม แบ่งเงินลงทุน และติดตามข่าวสำคัญอย่างใกล้ชิด

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/N5M9qmEc_s4

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-12-06-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LUs-wwNoZLn0CkVZipYf-

  • “หนองพอก” ประกาศยกระดับเป็นต้นแบบตำบลเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    “หนองพอก” ประกาศยกระดับเป็นต้นแบบตำบลเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    “หนองพอก” ประกาศยกระดับเป็นต้นแบบตำบลเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นางนิตยา พลเยี่ยม พัฒนาการอำเภอธวัชบุรี สภ.ธวัชบุรี เกษตรอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลหนองพอก (สกร.) พร้อมด้วย นายนิพนธ์ แก้วกาหลง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่าย ร่วมประกาศเจตนารมณ์และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อยกระดับตำบลหนองพอก เป็นต้นแบบตำบลเข้มแข็งของอำเภอธวัชบุรี เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนตามแนวทางตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000056024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wzHsKrXnzUbw6C04pv7Qb